ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 144 การที่โม่จิ่วเยี่ยลงมือไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่านางลง
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 144 การที่โม่จิ่วเยี่ยลงมือไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่านางลง
มือไม่ได้เช่นกัน
ไม่คาดคิดว่าหนานเหิงในตอนนั้นจะขออาสากับจักรพรรดิซุ่นอู่
ขออนุญาตติดตามโม่ซิวเหยียนไปยังชายแดน โดยอ้างว่าตั้งใจจะไป
ฝึกฝนเป็นประสบการณ์
พี่สี่สวมชุดเกราะออกรบได้เพียงครึ่งปี เมืองหลวงก็ได้รับข่าวร้าย
ว่าเขาเสียชีวิตในสนามรบแล้ว
และคนที่น าข่าวมาบอกด้วยตัวเองก็คือหนานเหิง
ตอนที่หนานเหิงเล่าถึงการตายของโม่ซิวเหยียนในท้องพระโรง
กล่าวได้ว่ายามนั้นเขาร้องไห้น ้าตาไหลพราก
เขาถึงกับอ้างว่าตนน าคนไปฝังศพของโม่ซิวเหยียนด้วยตัวเอง
ตอนแรกสกุลโม่สงสัยในตัวหนานเหิง แต่ต่อมาเมื่อมีคนไปสืบที่
ชายแดน ได้ยินว่าตอนโม่ซิวเหยียนเสียชีวิต หนานเหิงก็ได้รับ
บาดเจ็บจากการน าคนไปช่วยเหลือเขา
อีกทั้งเมื่อวิเคราะห์จากรายละเอียดต่าง ๆ หนานเหิงก็ไม่มีเหตุผล
จะลงมือกับโม่ซิวเหยียน ดังนั้น สกุลโม่จึงเลิกสงสัยหนานเหิงทีละ
น้อย
โม่จิ่วเยี่ยได้ยินเรื่องนี้จากหนานเหิงด้วยตัวเอง จึงตระหนักได้
แล้วว่าตอนนั้นสกุลโม่ถูกกลอุบายของหนานเหิงหลอกได้ทั้งหมด
เห็นโม่จิ่วเยี่ยเริ่มมีอารมณ์รุนแรง หนานเหิงก็รีบแก้ตัวทันที่
“ข้าไม่ได้ท าให้โม่ซิวเหยียนตาย เขาตายเพราะศัตรูต่างหาก”
โม่จิ่วเยี่ยไม่เชื่อค าโกหกของเขา มือที่จับคอเสื้อกระชับแน่นขึ้น
อีก พาให้หนานเหิงเริ่มหายใจล าบาก
หนานเหิงหน้าแดงก ่า ไอออกมาอย่างหนักหลายครั้ง
“ปล่อยข้า ปล่อย…แค่ก ๆ…”
ในใจโม่จิ่วเยี่ยตอนนี้ เขาอยากจะฆ่าหนานเหิงทั้งเป็น แต่สติย ้า
เตือนว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องถาม หนานเหิงจึงไม่ควรจะตาย
ตอนนี้
เฮ่อจือหร่านเห็นแบบนั้น จึงเดินเข้ามาตบตัวโม่จิ่วเยี่ยเบา ๆ
เพื่อให้เขาใจเย็นลง พร้อมกับเตือนว่า “ให้เขาพูดก่อนเถอะ”
โม่จิ่วเยี่ยจึงผ่อนแรงในมือลง
“เจ้าพูดมา ถ้ากล้าโกหกแม้แต่ค าเดียว ข้าจะท าให้เจ้าเสียใจที่
เกิดมาบนโลกนี้”
พอหายใจได้สะดวก หนานเหิงก็ไอออกมาอีกหลายครั้ง เขาจ้อง
มองโม่จิ่วเยี่ยด้วยความหวาดกลัว ท่าทางก็เหมือนคนพูดไม่ออก
สิ่งที่เขาท ากับสกุลโม่แต่ละเรื่อง ล้วนสามารถกระตุ้นให้โม่จิ่วเยี่ย
โกรธแค้นได้
หนานเหิงในตอนนี้กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแล้ว
เขายังกลัวว่าตนเองอาจจะตายใต้คมมีดของโม่จิ่วเยี่ยก่อนที่จะ
พูดจบด้วยซ ้า
เฮ่อจือหร่านเหมือนจะมองความคิดของเขาออก จึงก้าวเข้ามา
หนึ่งก้าวแล้วเกลี้ยกล่อมว่า
“ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไร เจ้าก็แค่กังวลเรื่องชีวิตของตัวเอง แต่ตอนนี้
ข้ารับรองกับเจ้าว่า ขอเพียงพูดความจริงทั้งหมดที่เจ้าได้ท าตามตรง
ข้าก็จะช่วยขอร้องสามีให้ไว้ชีวิตเจ้า”
ดังนั้นหนานเหิงจึงได้รู้ว่าหญิงสาวที่รู้วิชาอาคมคนนี้ แท้จริงแล้ว
คือภรรยาของโม่จิ่วเยี่ย บุตรสาวแท้ ๆ ของเสนาบดีเฮ่อ
แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงว่าตระกูลของเสนาบดีเฮ่อ จะเลี้ยง
ดูบุตรสาวที่เก่งกาจถึงเพียงนี้
เฮ่อจือหร่านเห็นเขายังไม่แสดงท่าทีใด ๆ จึงเอ่ยเร่งว่า “หนทาง
รอดเพียงหนึ่งเดียวอยู่ตรงหน้าแล้ว จะเลือกอย่างไหนก็ขึ้นอยู่กับตัว
เจ้าเอง”
หนานเหิงดึงสติกลับมา แล้วสบตากับเฮ่อจือหร่าน
“ข้าจะเชื่อค าพูดของเจ้าได้อย่างไร?”
เฮ่อจือหร่านยิ้มมุมปาก มองไปทางโม่จิ่วเยี่ยแล้วพูดว่า “ท่านพี่
ค าพูดของข้า ท่านจะฟังหรือไม่ฟัง?”
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้าทันที่ “แน่นอนว่าข้าฟังเจ้า”
เฮ่อจือหร่านยักไหล่ให้หนานเหิง “เจ้าได้ยินหรือไม่? สามีของข้า
ยอมรับด้วยตัวเองแล้วว่าจะฟังค าพูดของข้า”
ตอนนี้หนานเหิงเหมือนคนคว้าเชือกเส้นสุดท้ายเอาไว้
“เช่นนั้นพวกเจ้าต้องสัญญากับข้า ไม่ว่าข้าจะพูดอะไร โม่จิ่วเยี่ย
ก็จะไม่ลงมือกับข้าเด็ดขาด”
“ตกลง ข้าขอรับปากแทนสามีเอง” เฮ่อจือหร่านรีบพูดก่อนโม่จิ่
วเยี่ยจะตอบรับ
เพราะการที่โม่จิ่วเยี่ยไม่สามารถลงมือได้ มันไม่ได้หมายความว่า
นางจะเป็นคนลงมือไม่ได้…
หนานเหิงเห็นแบบนี้ ความกลัวในใจจึงค่อย ๆ จางหายไปบ้าง
“ในตอนนั้นที่ชายแดน ข้ากับโม่ซิวเหยียนร่วมกันออกรบต่อสู้
กับศัตรู ข้าเห็นกองทัพฝ่ายศัตรูถูกโจมตีจนแตกกระเจิง จึงเกิด
ความคิดอยากไล่ตามไป
โม่ซิวเหยียนพยายามห้ามข้าไม่ให้ไล่ตามศัตรูที่พ่ายแพ้ แต่ตอน
นั้นข้ายังหนุ่มและเลือดร้อน มุ่งมั่นที่จะสร้างผลงานเพื่อให้เสด็จพ่อ
ยอมรับ จึงไม่ฟังค าเตือนของโม่ซิวเหยียน
ข้าน าทหารกลุ่มหนึ่งไล่ตามไปไม่นานก็ตกหลุมพรางของศัตรู
ในช่วงเวลาคับขัน โม่ซิวเหยียนน าก าลังมาช่วยเหลือ เขาฝ่าวง
ล้อมเพื่อให้ข้าหนีรอดมา แต่เขากับทหารเหล่านั้นกลับตายที่นั่น
โม่ซิวเหยียนตายเพราะช่วยชีวิตข้า แม้ความสัมพันธ์ระหว่างเรา
จะไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก แต่ข้าก็ยังซาบซึ้งในบุญคุณนี้ จึงน าคน
ไปฝังศพเขาด้วยตัวเอง…”
“เจ้าคนสารเลว! พี่สี่ของข้าเป็นคนดีขนาดนั้น กลับต้องตายเพื่อ
ช่วยเเดรัจฉานอย่างเจ้าที่ชั่วช้ายิ่งกว่า…หนานเหิง เจ้ามัน…”
โม่จิ่วเยี่ยโกรธจัดจนสบถค าหยาบคายออกมาเมื่อรู้ว่าพี่สี่ของ
เขาต้องตายอย่างไร้เหตุผล
ขณะเดียวกัน เขาก็ยกมีดเล็งไปทางหนานเหิงพร้อมจะฟันลงทุก
เมื่อ
“โม่จิ่วเยี่ย เจ้าเคยสัญญากับข้าแล้วว่าจะไม่ท าร้ายข้า…”
เฮ่อจือหร่านเห็นท่าไม่ดีจึงก้าวออกมา แย่งมีดไปจากมือของโม่
จิ่วเยี่ย
“ท่านพี่ เมื่อครู่ข้าสัญญากับเขาด้วยตัวเองว่าท่านจะไม่ท าร้าย
เขา”
เมื่อโม่จิ่วเยี่ยก าลังสูญเสียการควบคุม นางจึงจ าเป็นต้องเตือน
เขาสักหน่อย
ไม่ใช่ว่าเฮ่อจือหร่านใจอ่อน แต่จากสภาพในปัจจุบันของหนาน
เหิง หากโม่จิ่วเยี่ยลงมือกับเขาอีก เกรงว่าพวกเขาจะถามอะไรต่อไป
ก็คงเป็นไปได้ยากแล้ว
เฮ่อจือหร่านรู้ว่าความแค้นย่อมต้องช าระ แต่ไม่จ าเป็นต้องรีบ
ร้อนในยามนี้
รอให้พวกเขาเค้นเอาข้อมูลที่หนานเหิงรู้ออกมาจนหมด แล้ว
ค่อยทรมานเขาก็ได้
โม่จิ่วเยี่ยเข้าใจเหตุผลข้อนี้ดี เพียงแต่ในใจก็มีความคับแค้น
มากเกินไป จนท าให้เขาควบคุมตัวเองไม่ได้
หลังจากได้รับการย ้าเตือนจากเฮ่อจือหร่าน สติของเขาก็
กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว เขาพูดอย่างใจเย็นว่า “ได้ ข้าจะฟังหร่านห
ร่านทุกอย่าง”
หนานเหิงเพิ่งถูกการกระท าของโม่จิ่วเยี่ยท าให้ตกใจกลัว เมื่อ
เห็นว่าสตรีคนนี้สามารถควบคุมอารมณ์ของเขาได้ หนานเหิงจึงรู้สึก
โล่งอกเล็กน้อย
คราวนี้เป็นตาของเฮ่อจือหร่านที่ก้าวเข้ามาสอบถาม
“หนานเหิง ข้าขอถามเจ้า เมื่อพี่สี่ตายเพราะช่วยชีวิตเจ้า ท าไม
เจ้าถึงไม่พูดความจริง?”
เมื่อได้ยินค าพูดนั้น สายตาของหนานเหิงก็ดูลังเลเล็กน้อย
โดยเฉพาะเวลาเผชิญหน้ากับโม่จิ่วเยี่ย
“พวกเจ้าสกุลโม่มักจะเอนเอียงเข้าหาฝั่งหนานฉีอยู่แล้ว หากข้า
เปิดเผยสาเหตุการตายแท้จริงของโม่ซิวเหยียนไป เกรงว่าพวกเจ้าคง
จะรีบไปเข้าร่วมกับหนานฉีแล้ว”
เฮ่อจือหร่านมองโม่จิ่วเยี่ยแวบหนึ่ง อีกฝ่ายก็พยักหน้าให้ บ่ง
บอกว่าไม่มีข้อโต้แย้งกับค าตอบของหนานเหิง
นางจึงถามต่อ “นอกจากเรื่องของพี่สี่แล้ว เจ้ายังท าอะไรกับสกุล
โม่อีก?”
หนานเหิงยังคงมองโม่จิ่วเยี่ยด้วยท่าทางกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
“ก่อนหน้าที่สกุลโม่จะถูกเนรเทศ ข้าได้ติดสินบนบ่าวรับใช้ในจวน
ฮู่กั๋วกงไปวางยาพิษลงในบ่อน ้า”
ส าหรับประเด็นนี้โม่จิ่วเยี่ยก็ไม่มีข้อโต้แย้งเช่นกัน
ในตอนนั้น คนแรกที่เขานึกถึงว่าอาจจะเป็นคนวางยาพิษก็คือ
หนานเหิง
โชคดีที่มีเฮ่อจือหร่านอยู่ คนสกุลโม่จึงรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนั้น
มาได้
เฮ่อจือหร่านถามต่อ “ยังมีอะไรอีก?”
หนานเหิงคิดสักครู่แล้วตอบ “ยังมีอีกเรื่อง ข้าบังเอิญพบว่า
โม่อวิ๋นเฟิงยังมีชีวิตอยู่ และเขาก็ถูกกู่หุ่นเชิดของอวิ๋นหลี่เล่นงาน”
เมื่อนึกถึงโม่อวิ๋นเฟิงที่เคยน าคนมาปราบปรามกลุ่มเหยียนปางที่
เขาสร้างขึ้นมาอย่างยากล าบาก ก็เกิดความคิดที่จะให้เขามาท างาน
ให้ตนเอง
เฮ่อจือหร่าน “ท าไมเจ้าถึงต้องท าแบบนี้?”
หนานเหิง “มีเพียงการท าแบบนี้เท่านั้น ถึงจะระบายความโกรธ
แค้นในใจของข้าได้”
เห็นได้ชัดว่าคนที่หนานเหิงเกลียดชังที่สุดในสกุลโม่ก็คือโม่อวิ๋น
เฟิง
เรื่องนี้พวกเขารู้ตั้งแต่ตอนที่สะกดจิตอวิ๋นหลี่ และค าตอบของทั้ง
สองคนก็แทบไม่แตกต่างกัน ดังนั้นเฮ่อจือหร่านจึงไม่ได้ถามในเรื่องนี้
ต่อ