ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 142 เจ้าคิดจะก่อกบฏหรือ
อวิ๋นหลี่ “หนานเหิงบังเอิญเห็นข้าควบคุมโม่อวิ๋นเฟิง เขาจึงใช้
เกลือหนึ่งร้อยถุงแลกเปลี่ยนเพื่อให้โม่อวิ๋นเฟิงไปท างานให้เขา”
โม่จิ่วเยี่ย “หนานเหิงให้โม่อวิ๋นเฟิงไปท าอะไร?”
อวิ๋นหลี่ “เขาบอกว่าโม่อวิ๋นเฟิงน าคนมากวาดล้างกลุ่มเหยียน
ปางที่เขาทุ่มเทสร้างขึ้นมาหลายปี ตอนนี้รอบตัวเขาไม่มีคนที่มีวร
ยุทธ์สูงและเชื่อฟังเป็นหัวหน้ากลุ่มเหยียนปาง เขาจึงคิดว่าโม่อวิ๋นเฟิง
เหมาะสมที่สุด ไม่เพียงสามารถควบคุมความคิดของเขาได้ เวลาลง
มือยังสามารถสู้กับคนร้อยคนได้”
โม่จิ่วเยี่ย “วันนี้เจ้าพบกับหนานเหิงเพื่ออะไร?”
อวิ๋นหลี่ “โม่อวิ๋นเฟิงมักไม่อยู่ใต้การควบคุมของกู่ลูกของข้า ข้า
ต้องควบคุมกู่แม่ให้เขาหมดสติไปชั่วคราว ในช่วงนั้นข้าต้องรีบไปอยู่
ข้างกายโม่อวิ๋นเฟิง เพื่อให้กู่แม่ควบคุมเขาในระยะใกล้
เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าพบว่าสภาพของกู่แม่ผิดปกติ พอรู้ว่าเกิด
ปัญหาที่ตัวโม่อวิ๋นเฟิงจึงรีบมาจัดการ”
โม่จิ่วเยี่ยคิดว่าตนเองเข้าใจเรื่องราวที่ต้องการรู้ทั้งหมดแล้ว
ขั้นตอนต่อไปคือการลงมือสังหารศัตรูที่เขาเกลียดชังมาหลายปีคนนี้
อย่างไรก็ตาม เขายังคงต้องการถามอีกครั้งว่าใครคืออาจารย์ขอ
งอวิ๋นหลี่
แต่ดูจากปฏิกิริยาผิดปกติของอวิ๋นหลี่เมื่อครู่ คงเกิดจากการที่
เฮ่อจือหร่านถามว่าใครคืออาจารย์ของนาง
ดังนั้นโม่จิ่วเยี่ยจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการถาม
“ตอนนี้อาจารย์ของเจ้าอยู่ที่ไหน?”
ตราบใดที่ไม่ถามว่าใครคืออาจารย์ของนาง อวิ๋นหลี่ก็จะไม่ตื่น
ตระหนกมากเกินไป
“อาจารย์ของข้าท่องเที่ยวไปทั่วตลอดปี การเคลื่อนไหวของเขา
ลึกลับ ข้าเองก็ไม่ได้พบเขามาสามปีแล้ว”
โม่จิ่วเยี่ยขมวดคิ้ว “อาจารย์ของเจ้ามีลักษณะพิเศษอะไรบ้าง?”
อวิ๋นหลี่ “อาจารย์ของข้ามีเส้นผมสีขาวแต่ใบหน้าเยาว์วัย เวลา
เดินทางมักจะสวมเสื้อคลุมสีด า นอกจากนี้ เขายังชอบแต่งตัวเป็น
สตรี ส่วนเรื่องอื่น ๆ ข้าก็ไม่รู้แล้ว”
โม่จิ่วเยี่ย “อาจารย์ของเจ้าคือใครกันแน่?”
ค าพูดของเขาเพิ่งจบลง อวิ๋นหลี่ก็กุมศีรษะร้องโหยหวนอีกครั้ง
“ข้าพูดไม่ได้!…พูดไม่ได้!…”
เฮ่อจือหร่านปรับการแกว่งนาฬิกาพกใหม่ แต่น่าเสียดายที่ครั้งนี้
ไม่ได้ผลแม้แต่น้อย
หลังจากอวิ๋นหลี่ร้องครวญครางอยู่สองสามครั้ง ดวงตาของนาง
ก็เริ่มแจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ
เฮ่อจือหร่านรู้ว่าการสะกดจิตของนางใช้กับอวิ๋นหลี่ไม่ได้ผลแล้ว
หลังอวิ๋นหลี่ฟื้นคืนสติก็ไม่รู้เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเลย
นางยังคงจ้องโม่จิ่วเยี่ยด้วยสายตาเย้ยหยัน
“ข้าจะบอกให้นะ โม่อวิ๋นเฟิงถูกกู่หุ่นเชิดของข้าเข้าไปแล้ว ถ้า
ข้าตาย กู่แม่ที่ข้าเลี้ยงไว้ก็จะตายตามข้าไปด้วย เจ้าก็เป็นคนที่มี
ประสบการณ์มาก คงไม่ต้องให้ข้าอธิบายว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นใช่
หรือไม่?”
แน่นอนว่าโม่จิ่วเยี่ยรู้ดีว่าหลังจากอวิ๋นหลี่ตายแล้วมันจะเกิดอะไร
ขึ้น
นอกจากนางกับกู่แม่จะตายพร้อมกัน กู่ลูกก็จะตายตามกู่แม่ด้วย
ร่างกายของคนที่ถูกกู่ลูกอาศัยก็จะตายตามไปเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อวิ๋นหลี่ไม่รู้คือกู่ลูกในร่างของโม่อวิ๋นเฟิงได้
ถูกน าออกไปเรียบร้อยแล้ว แม้นางจะตาย ก็จะตายพร้อมกับกู่แม่ที่
นางเลี้ยงไว้เท่านั้น ไม่ส่งผลกับโม่อวิ๋นเฟิงเลยแม้แต่น้อย
นางเห็นโม่จิ่วเยี่ยยังไม่พูดอะไร จึงหัวเราะเยาะว่า “ฮ่า ๆ …เป็น
อย่างไรเล่าโม่จิ่วเยี่ย เจ้ากลัวแล้วสินะ? แต่ถ้าเจ้าปล่อยข้าไปเสีย
ตอนนี้ บางทีถ้าข้าอาจอารมณ์ดี ปล่อยตัวโม่อวิ๋นเฟิงไปก็ได้ แต่ถ้า
เจ้ายังดื้อดึงไม่ยอม…”
อวิ๋นหลี่ก้มลงมองแขนที่ถูกตัดขาดของตัวเอง
“ถึงอย่างไรตอนนี้ข้าก็กลายเป็นคนพิการไปแล้ว ตายไปก็ไม่
เป็นไรหรอก”
โม่จิ่วเยี่ยไม่อยากเสียเวลาพูดจาไร้สาระกับนางอีก ยกมีดในมือ
ขึ้นฟันตัดแขนอีกข้างของอวิ๋นหลี่ทันที่
มือขาวเนียนเปื้อนเลือดตกลงบนพื้น เฮ่อจือหร่านท าเป็นไม่เห็น
เดินเข้าไปช่วยเช็ดเหงื่อที่ซึมออกมาบนหน้าผากของโม่จิ่วเยี่ยเพราะ
คลื่นอารมณ์ที่รุนแรงเกินไป
นางสามารถเข้าใจความเกลียดชังในใจของโม่จิ่วเยี่ยได้
หากเป็นนางคงไม่ต้องพูดถึงการฟันแขนขาดในดาบเดียว แม้แต่
การเฉือนเนื้อเถือหนังอวิ๋นหลี่เป็นหมื่น ๆ ชิ้นก็ยังไม่อาจระบาย
ความแค้นในใจได้
การเลี้ยงดูกู่หุ่นเชิดที่ชั่วร้ายเช่นนั้นมาท าร้ายคนอื่น ช่างเป็นสิ่ง
ที่สวรรค์ไม่อาจยอมรับ
นึกถึงตรงนี้ เฮ่อจือหร่านจึงหมุนตัวกลับไปที่ห้องพยาบาล
ที่นั่นนางมีขวดน ้ายาที่คนจากบางประเทศคิดค้นขึ้นมาเพื่อ
ทรมานเชลยโดยเฉพาะ
การใช้น ้ายานี้กับคนอย่างอวิ๋นหลี่ ช่างเหมาะสมที่สุดนัก
เฮ่อจือหร่านถือขวดน ้ายาเล็ก ๆ กลับมา นางเปิดฝาขวดต่อ
หน้าอวิ๋นหลี่ แล้วก็เทของเหลวในขวดทั้งหมดลงบนใบหน้าของนาง
ทันที่
ตอนแรกอวิ๋นหลี่ยังไม่รู้สึกอะไร เพราะจะใช้ชีวิตของโม่อวิ๋นเฟิง
มาข่มขู่โม่จิ่วเยี่ยต่อ
แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ใบหน้าของนางก็เริ่มรู้สึกแสบร้อน
นางต้องการยกมือขึ้นมาเกาตามสัญชาตญาณ แต่กลับพบว่า
ตนเพิ่งสูญเสียมือทั้งสองข้างไปเมื่อครู่นี้
“โม่จิ่วเยี่ย พวกเจ้าท าอะไรกับข้ากันแน่? อ๊ะ…เจ็บ…!”
อวิ๋นหลี่ร้องครวญครางจนเกือบคลุ้มคลั่ง
แม้โม่จิ่วเยี่ยจะไม่รู้ว่าเฮ่อจือหร่านเทอะไรลงบนใบหน้าของอวิ๋นห
ลี่ แต่เขารู้ดีว่าสิ่งที่อีกฝ่ายหยิบออกมานั้นต้องเป็นของวิเศษแน่นอน
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ลงมือกับอวิ๋นหลี่อีก แต่ยืนอยู่ไม่ไกลแล้วจ้อง
มองนางด้วยดวงตาอันเยือกเย็น
ใบหน้าของอวิ๋นหลี่เริ่มเน่าเปื่อยลงทีละน้อย ดวงหน้างดงามที่
เคยมีพลันหายไปในพริบตา
ตอนนี้วิธีเดียวที่จะรู้ว่านางคือใครก็คือเสียงของนางที่เริ่มแหบ
พร่า
หนานเหิงซึ่งถูกมัดอย่างแน่นหนาและนอนอยู่ไม่ไกล เหมือนจะ
ถูกปลุกด้วยเสียงกรีดร้องอันแหบแหลม
เขามองไปตามเสียงและเห็นหญิงคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยเลือด
ก าลังนอนกลิ้งไปมาบนพื้น ท่าทางทุกข์ทรมานมาก
เมื่อเขาเห็นใบหน้าของสตรีคนนั้นอย่างชัดเจนก็แทบจะตกใจจน
วิญญาณแตกสลาย
ทว่าไม่นานเขาก็บอกได้จากเสียงกรีดร้องเจ็บปวดและการแต่ง
กายว่าคนผู้นี้คืออวิ๋นหลี่!
“ราชครู เกิดอะไรขึ้นกับท่าน?”
ระหว่างที่ถาม หนานเหิงอยากจะลุกขึ้นหนี แต่พบว่าตัวเองถูก
มัดมือมัดเท้าแน่นจนไม่สามารถขยับตัวได้เลย
เขามองไปรอบ ๆ โดยไม่รู้ตัว
ตอนนี้โม่จิ่วเยี่ยเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าชุดหยาบที่เขามักสวมใส่ตอน
ถูกเนรเทศ
หนานเหิงจ าเขาได้ทันที่
“โม่จิ่วเยี่ย! เจ้าคิดจะก่อกบฏหรือ? กล้าดียังมาลักพาตัวข้า”
โม่จิ่วเยี่ยแค่นเสียงเย็นชา “ข้าไม่ได้ถูกพวกเจ้าพ่อลูกตัดสินว่า
สมรู้ร่วมคิดกับศัตรูเพื่อก่อกบฏตั้งแต่แรกแล้วหรอกหรือ?”
ได้ยินดังนั้นหนานเหิงก็รู้สึกตกใจ
ค าพูดของโม่จิ่วเยี่ยชัดเจนมาก เขาไม่ได้สนใจเรื่องก่อกบฏอีก
ต่อไป หากเป็นเช่นนั้นจริงตัวเขาจะมีอะไรมาข่มขู่อีกฝ่ายได้?
“โม่จิ่วเยี่ย เจ้า… เจ้าช่างกล้า… รีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ แล้วข้าจะยก
โทษให้เจ้า!”
โม่จิ่วเยี่ยไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงกับเขา จึงก้าวเข้าไปสองสาม
ก้าวแล้วหิ้วตัวหนานเหิงขึ้นมาราวกับหิ้วลูกไก่ ก่อนจะโยนเขาลงไป
ไม่ห่างจากอวิ๋นหลี่
เฮ่อจือหร่านฉวยโอกาสก้าวเข้าไปเตะหนานเหิงอย่างแรงหลายที่
“เจ้าดูให้ดี ถ้าไม่อยากมีจุดจบเหมือนนาง ก็บอกเรื่องสกปรก
ทั้งหมดที่เจ้าท ากับสกุลโม่มาซะ”
ตอนนั้นเอง ร่างของอวิ๋นหลี่ก็กลิ้งมาอยู่ตรงหน้าเขาพอดี
ด้วยระยะประชิดขนาดนี้ หนานเหิงจึงสามารถมองเห็นได้อย่าง
ชัดเจนว่าบนใบหน้าของอวิ๋นหลี่มีหนองเลือดน่าขยะแขยงไหล
ออกมาไม่หยุด
แม้กระทั่งบริเวณที่เน่าเปื่อยอย่างรุนแรง ก็เผยให้เห็นกระดูกสี
ขาวโพลนแล้ว
หนานเหิงตกใจจนหน้าซีดเผือด ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกถึง
ของเหลวอุ่นที่ไหล่จากโคนขาไล่ลงมา…