ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 153 พี่สะใภ้หกเป็นลม
อาหารเย็นวันนี้ต้องมีมากมายแน่นอน หลังพวกเจ้าหน้าที่เห็นว่า
อาหารของคนสกุลโม่ท าเสร็จแล้ว เผิงวั่งก็พาพรรคพวกมาร่วมโดย
ไม่ได้รับเชิญ
หลังจากอิ่มหน าส าราญกับอาหารรสเลิศแล้ว พวกผู้หญิงก็ยังไม่
อยากไปพักผ่อน จึงจุดกองไฟและใช้แสงสว่างนั้นท าตุ๊กตาต่อ
ครั้งแรกอาจจะยากแต่ครั้งที่สองจะง่ายขึ้น พอพวกนางท าตุ๊กตา
ได้สมบูรณ์แบบแล้ว การท าตัวต่อไปก็เป็นเรื่องง่ายดาย
เฮ่อจือหร่านตื่นแต่เช้าและถูกพวกพี่สะใภ้ลากให้ไปดูตุ๊กตาที่
พวกนางท าเสร็จเมื่อคืน
หลังจากตรวจสอบแล้ว เฮ่อจือหร่านก็รู้สึกชื่นชมฝีมือของคนยุค
โบราณเหล่านี้อย่างจริงใจ
มันดีกว่าตุ๊กตาต้นแบบในพื้นที่มิติที่สหายสนิทของนางท ามาก
กล่าวได้ว่ามันไม่มีข้อบกพร่องใด ๆ เลย
พี่สะใภ้แต่ละคนกับโม่หานเยี่ยท าตุ๊กตาได้คนละสองตัว รวมกับ
อีกหนึ่งตัวที่ฮูหยินผู้เฒ่าท า คนสกุลโม่ก็ท าได้ทั้งหมดยี่สิบเอ็ดตัว
ยังมีตระกูลฟางและตระกูลเซี่ยที่ท าได้ยี่สิบตัว
เฮ่อจือหร่านรู้สึกว่าจ านวนนี้คุ้มค่ากับการที่นางจะวิ่งไปส่งสินค้า
ดังนั้น หลังอาหารเช้า นางจึงให้โม่จิ่วเยี่ยไปส่งตุ๊กตากระต่ายที่ท า
เสร็จแล้วเหล่านี้ให้ร้านปักผ้าด้วยกัน
เมื่อมองจากไกล ๆ ก็เห็นว่าหน้าประตูร้านปักผ้ามีคนมาห้อม
ล้อมอยู่เต็มไปหมด
เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงรีบเดินเข้าไปดู
เห็นเพียงคุณหนูลี่ที่จ่ายเงินยี่สิบต าลึงซื้อตุ๊กตากระต่ายไปเมื่อ
วาน พาคนสิบกว่าคนมายืนล้อมอยู่หน้าประตู
“เจ้าของร้าน เมื่อไหร่ที่นี่จะมีตุ๊กตาแบบนี้ขาย พวกเรามารอ
ตั้งแต่เช้าแล้วนะ”
เจ้าของร้านยืนอยู่ที่ประตู พูดอย่างจนปัญญาว่า “เรื่องนี้ข้าก็ยัง
ไม่แน่ใจ ต้องดูว่าพวกเขาจะมาส่งของเมื่อไหร่”
เฮ่อจือหร่านมองอยู่สักพักแล้วเดินเข้าไปพร้อมกับโม่จิ่วเยี่ย
พลางถือตุ๊กตากระต่ายที่ท าเสร็จแล้วหกสิบเอ็ดตัวเข้าไปด้วย
พอเจ้าของร้านเห็นเฮ่อจือหร่านมา สีหน้าก็ยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นมา
ทันที่
“คุณหนู ในที่สุดนางก็มาแล้ว แม่นางเจ้าดูสิ คุณหนูพวกนี้มารอ
ที่หน้าประตูร้านข้า เพราะล้วนมาเพื่อซื้อตุ๊กตาพวกนี้ทั้งนั้น”
คุณหนูลี่เห็นเฮ่อจือหร่านแล้วเช่นกัน
“รีบมาเร็ว ๆ เข้า ตุ๊กตามาส่งแล้ว”
หญิงสาวมากมายต่างกรูเข้าไปในร้านปักผ้าเหมือนผึ้งแตกรัง
โม่จิ่วเยี่ยวางถุงตุ๊กตากระต่ายลงบนโต๊ะด้านหน้า
เฮ่อจือหร่านก้าวเข้าไปพูดว่า “เจ้าของร้าน วันนี้ข้าน าตุ๊กตามา
หกสิบเอ็ดตัว”
หลังจากเจ้าของร้านตรวจสอบสินค้าแล้ว นางรู้สึกพอใจกับ
ตุ๊กตาพวกนี้มาก จึงพาเฮ่อจือหร่านไปจ่ายเงินด้านใน
เงินหกสิบเอ็ดต าลึงไม่เหมือนกับตั๋วเงิน จึงดูเป็นเงินกองใหญ่
พอสมควร ต่อหน้าคนนอก นางไม่สะดวกจะเก็บเข้าพื้นที่มิติ จึงต้อง
ฝากให้โม่จิ่วเยี่ยเก็บไว้ก่อนชั่วคราว
เมื่อนางกับเจ้าของร้านมาถึงโต๊ะด้านหน้า ลูกค้าที่รอซื้อตุ๊กตาก็
รุมล้อมที่นั่นไว้แล้ว
พอเห็นเจ้าของร้านออกมา คุณหนูลี่ก็เดินเข้าไปพูดว่า
“เจ้าของร้าน เมื่อวานข้ายินดีจ่ายยี่สิบต าลึงเพื่อซื้อตุ๊กตาหนึ่งตัว
เพราะข้าชอบมันมาก แต่จริง ๆ แล้วตุ๊กตานี้ไม่ได้มีราคามากถึง
ขนาดนั้น ท่านอย่าเห็นว่าวันนี้มีลูกค้าเยอะแล้วจะตั้งราคาแพงได้นะ!”
ได้ยินดังนั้น สีหน้าเจ้าของร้านก็แข็งค้างไปทันที่
นางเพิ่งเห็นว่าลูกค้าเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่คุณหนูลี่พามา จึงต้อง
พิจารณาเรื่องนี้ใหม่
ลูกค้าเหล่านี้ล้วนเป็นคุณหนูจากครอบครัวที่ร ่ารวย คุณหนูลี่
ยอมจ่ายยี่สิบต าลึงเพื่อซื้อตุ๊กตาสักตัว นางเชื่อว่าคนพวกนี้ก็คงท า
ด้วยเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้มีตุ๊กตาแบบนี้เพียงแค่ร้านของนาง ทั้งยังมี
รูปร่างน่ารักขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องขายได้ราคาดี
แม้จะขายไม่ได้ราคายี่สิบต าลึง แต่สิบต าลึงก็ไม่มีปัญหา
ใครจะรู้ว่าคุณหนูลี่กลับพูดออกมาจนท าลายแผนการของนาง
“คุณหนูลี่จะพูดเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ ตอนที่ท่านซื้อตุ๊กตาตัวนี้
ท่านจ่ายเงินยี่สิบต าลึงไป ถ้าข้าขายให้คนอื่นแค่สองต าลึง นั่นไม่
เท่ากับท าให้ท่านเสียหน้าหรือ?”
คุณหนูลี่ไม่ฟังค าพูดหลอกลวงของนางเลยสักนิด
“ข้าไม่คิดว่าเสียหน้า คิดตัวละสองต าลึงเหมาะสมที่สุดแล้ว”
ทันใดนั้น เหล่าคุณหนูที่อยู่ข้าง ๆ นางก็ช่วยกันพูด
“เจ้าของร้าน ถ้าไม่ใช่เพราะตุ๊กตาพวกนี้ท ามาเป็นพิเศษ สอง
ต าลึงคงไม่คุ้มค่าเลย ถ้าท่านไม่ขายราคานี้ พวกเราก็จะไม่ซื้อ”
คนอื่น ๆ ที่ได้ยินข่าวและตามมาดูความวุ่นวายก็พากันส่งเสียง
เอะอะ
“ใช่แล้ว ตัวละสองต าลึงก็แพงมากแล้ว”
เจ้าของร้านรู้สึกปวดหัวทันที่ นางมองเฮ่อจือหร่านโดย
สัญชาตญาณ
เฮ่อจือหร่านเพียงแย้มยิ้ม บ่งบอกว่านางจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว
ลูกค้าไม่ใช่คนโง่ สิ่งที่คุณหนูลี่พูดมีเหตุผล เมื่อวานนางเต็มใจ
จ่ายยี่สิบต าลึงเพื่อซื้อตุ๊กตากระต่าย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพิ่งเคยเห็น
ตุ๊กตาแบบนี้เป็นครั้งแรก นางอาจกังวลว่าจะไม่ได้ในอนาคตอาจไม่
เห็นมันวางขายอีก
ที่ส าคัญที่สุดคือพวกนางไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง
แม้ว่าเหล่าลูกค้าที่มาพร้อมกับคุณหนูลี่วันนี้ดูจะเป็นคุณหนูจาก
ครอบครัวที่ร ่ารวยทั้งหมด แต่เงินยี่สิบต าลึงในยุคนี้ก็ไม่ใช่จ านวน
เล็กน้อย
คนที่กล้าใช้เงินยี่สิบต าลึงซื้อตุ๊กตาสักตัวเองก็คงมีไม่มาก
นางไม่คิดว่าเจ้าของร้านจะโลภมากขนาดนี้ กระทั่งได้ก าไร
ครึ่งหนึ่งจากท าการค้าก็ไม่เต็มใจ
โชคดีที่นางจะอยู่ที่นี่ไม่นานนัก มิฉะนั้นคงต้องพิจารณาเปลี่ยน
คู่ค้าแน่นอน
เมื่อเห็นว่าเฮ่อจือหร่านไม่ช่วยพูด เจ้าของร้านก็ตระหนักได้ว่า
คงเป็นเรื่องยากที่จะขายตุ๊กตาพวกนี้ในราคาที่สูง
ดังนั้นนางจึงยิ้มแห้ง ๆ
“คุณหนูทั้งหลาย ตุ๊กตาพวกนี้ข้าลงทุนไปมากทีเดียว พวกท่าน
เอาอย่างนี้ได้หรือไม่ คิดราคาห้าต าลึง แค่ตัวละห้าต าลึง”
“สองต าลึงท่านจะขายหรือไม่ ถ้าไม่ขายพวกเราก็จะไปแล้ว”
คุณหนูลี่พูดพลางเตรียมพาคนจากไป
เจ้าของร้านร้อนใจขึ้นมาทันที่ รีบเข้าไปขวางทางคนไว้
“สามต าลึง! ตัวละสามต าลึง ถูกกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
คุณหนูลี่หยุดฝีเท้า สบตากับสหายสักครู่แล้วหันกลับมา
“ตกลง สามต าลึงก็ได้ แต่ห้ามท่านขึ้นราคาอีกนะ”
“ไม่ขึ้นราคา ไม่ขึ้นราคาแล้วเจ้าค่ะ” เจ้าของร้านพูดพลางพา
ลูกค้าไปทางโตธด้านหน้าเพื่อเลือกตุ๊กตา
เฮ่อจือหร่านดูอยู่สักพัก รู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว จึงจูงมือ
โม่จิ่วเยี่ยเดินออกมาด้วยกัน
พอกลับไปยังเส้นทางเล็ก ๆ มุ่งหน้าสู่ค่ายพัก ก็เจอกับโม่ชูหาน
ที่ดูกระวนกระวายใจเล็กน้อย
โม่ชูหานสาวเท้าเข้ามาหา
“น้องเก้า! น้องสะใภ้เก้า! ในที่สุดพวกเจ้าก็กลับมาแล้ว”
โม่จิ่วเยี่ยเลิกคิ้ว “พี่แปด เกิดอะไรขึ้น?”
“เมื่อครู่พี่สะใภ้หกเป็นลมไป ท่านแม่บอกว่าตัวนางร้อนมาก”
โม่จิ่วเยี่ยได้ยินดังนั้นจึงส่งอาหารในมือให้โม่ชูหานถือทั้งหมด
แล้วจับมือเฮ่อจือหร่านวิ่งไปทางค่าย
เมื่อกลับถึงค่ายพัก เฮ่อจือหร่านก็เห็นคนมากมายล้อมรอบ
กระโจมหลังหนึ่งอยู่
นางแหวกฝูงชนเดินเข้าไปข้างใน
พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองก าลังใช้ผ้าเช็ดหน้าผากให้พี่สะใภ้หก
หลังเห็นเฮ่อจือหร่านกลับมาแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่จึงรีบลุกขึ้นและ
สละที่ให้นาง
“น้องสะใภ้เก้า เจ้ากลับมาพอดีเลย รีบมาดูพี่สะใภ้หกของเจ้า
หน่อย ท าไมจู่ ๆ นางถึงเป็นลมไปแบบนี้”
เฮ่อจือหร่านเข้าไปใกล้และลองแตะหน้าผากของพี่สะใภ้หก รู้สึก
ได้ว่าร่างกายของอีกฝ่ายร้อนมาก
ตอนนี้พี่สะใภ้หกเริ่มมีสติบ้างแล้ว เสียงนางเอ่ยแผ่วเบา
“ข้าไม่เป็นไร แค่ไม่สบายเท่านั้น”
เฮ่อจือหร่านไม่ประมาทหากยังไม่แน่ใจว่าพี่สะใภ้หกเป็นอะไรกัน
แน่
นางยื่นมือไปจับชีพจรของสะใภ้หก คิ้วค่อย ๆ ขมวดแน่นขึ้น
พี่สะใภ้หกไม่สบายจริง ๆ แต่จากชีพจรที่นางตรวจเหมือนจะ
ไม่ใช่แค่อาการไม่สบายธรรมดา
นางรู้สึกได้ว่าในร่างกายของพี่สะใภ้หกมีพลังบางอย่างที่กำลัง ทำไห้อาการ ไม่สบายรุนแรงขึ้น