ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 225 ข้ายังมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 225 ข้ายังมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
จริง ๆ
ก่อนออกเดินทาง หนานรุ่ยก าชับด้วยน ้าเสียงเคร่งขรึมว่า “เจ้า
เมืองเฟิง วันนี้ท่านต้องท าเหมือนไม่ได้พบข้า การเดินทางครั้งนี้ของ
ข้าเป็นเพียงการมาท่องเที่ยวเท่านั้น”
เจ้าเมืองเฟิงรีบรับปากทันที่ “องค์ชายโปรดอย่ากังวลเลยขอรับ”
หนานรุ่ยจ้องมองเจ้าเมืองเฟิงอีกครั้งเพื่อเป็นการเตือน ก่อนจะ
พาคนของตนออกเดินทาง
เมื่อเขามาถึงเมืองอวิ่น ประตูเมืองถูกเปิดออกด้วยค าสั่งของเมิ่ง
ไห่หนิง หนานรุ่ยรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
พอเข้าไปในเมือง หนานรุ่ยก็มุ่งหน้าไปยังที่ว่าการอ าเภอทันที่
เหตุการณ์ใหญ่โตเช่นนี้เกิดในเมืองอวิ่น แม้จะเป็นเพียงความ
เข้าใจผิด แต่ด้วยฐานะองค์ชายแห่งต้าซุ่น เขาจึงจ าเป็นต้องท าความ
เข้าใจเหตุการณ์นี้ให้ละเอียด
“พวกเจ้าตามข้าไปดูที่ที่ว่าการก่อน” หนานรุ่ยสั่งผู้ติดตามไม่กี่
คน
“ขอรับ” ผู้ติดตามรับค าสั่งแล้วกระจายตัวล้อมรอบเพื่อคุ้มกัน
หนานรุ่ย
หนานรุ่ยเดินไปตามถนนจนมาถึงที่ว่าการอ าเภอ
ในตอนนั้นโม่ชูหานเพิ่งกลับมาพร้อมกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ และ
ก าลังเตรียมตัวไปแจ้งข่าวกับชาวเมืองว่าไม่มีใครเป็นโรคฝีดาษ แต่
ผู้ใดจะรู้ว่าพอเดินมาถึงหน้าประตู ก็พบกับหนานรุ่ยเข้าพอดี
เขาระแวดระวังขึ้นมาทันใด น้องเก้าเคยคาดการณ์ว่าเขาเคย
เป็นหนึ่งในกลุ่มมือสังหารที่หนานรุ่ยส่งมาลอบสังหารน้องชาย
นั่นหมายความว่า คนที่ท าให้ตัวเองถูกพิษกู่หุ่นเชิด แม้จะไม่ใช่
หนานรุ่ย แต่ก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาแน่นอน
ดังนั้นพอเห็นหนานรุ่ยอยู่ที่นี่ โม่ชูหานไม่เพียงระวังตัวมากขึ้น
แต่ความกรุ่นโกรธในใจก็พลุ่งพล่านขึ้นมาด้วย
หนานรุ่ยจ าโม่ชูหานได้ในทันที่ ไม่คิดว่าจะบังเอิญพบอีกฝ่ายที่นี่
แต่เขาไม่รู้สถานการณ์ของโม่ชูหานในตอนนี้ จึงไม่ได้เคลื่อนไหว
อะไรอย่างรีบร้อน
โม่ชูหานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังค านับให้หนานรุ่ย
เพราะตราบใดที่ยังไม่ได้แตกหักกัน การพบท่านอ๋องแห่งราช
ส านักก็ต้องแสดงมารยาทไว้บ้าง
“องค์ชายหนานรุ่ยมาที่นี่ได้อย่างไรขอรับ”
หนานรุ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย กู่แม่ที่เขาถืออยู่ในมือ หากเจอกับกู่
ลูกจะต้องมีปฏิกิริยาแน่นอน แต่เมื่อเขาอยู่ใกล้โม่ชูหานขนาดนี้ มัน
กลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย
ขณะที่เขาก าลังสงสัยอยู่ในใจ ก็โบกมือให้โม่ชูหาน “โม่…ไม่
ต้องมีพิธีรีตอง”
หนานรุ่ยตั้งใจจะบอกให้ขุนพลโม่ไม่ต้องมีพิธีรีตอง แต่พอนึกถึง
ชะตากรรมของสกุลโม่ เขาก็ไม่รู้ว่าควรจะเรียกโม่ชูหานอย่างไรดี
โม่ชูหานลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ไม่ได้พูดอะไรอีก ตั้งใจจะให้
หนานรุ่ยเริ่มต้นบทสนทนา
ขณะเดียวกันนั้นกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ติดตามเขามาก็ยืนงงงันอยู่กับ
ที่
เมื่อครู่หัวหน้าหน่วยโม่เรียกคนตรงหน้าว่าองค์ชายหนานรุ่ย
พวกเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะแสดงออกอย่างไร ถึงขนาดลืมคุกเข่าค านับ
ให้อีกฝ่ายด้วยซ ้า
หนานรุ่ยมองส ารวจโม่ชูหานอีกครั้ง เห็นเขาสวมชุดขุนนางของ
หัวหน้าเจ้าหน้าที่ จึงถามด้วยความสงสัยว่า “ตอนนี้เจ้าท างานอยู่
ที่ว่าการอ าเภอหรือ”
โม่ชูหานไม่กล้าพูดความจริง กลัวว่าจะท าให้เมิ่งไห่หนิง
เดือดร้อน
“ท่านนายอ าเภอไม่รู้ถึงตัวตนของข้า ข้าเองก็เพียงอยากหางาน
ท าเพื่อเลี้ยงปากท้องเท่านั้นขอรับ”
ไม่ว่าเขาจะเชื่อหรือไม่ แต่หนานรุ่ยก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรมากไปกว่า
นี้
ตอนนี้สิ่งที่เขาสนใจคือท าไมกู่แม่ของเขาถึงไม่สามารถควบคุม
โม่ชูหานได้
เมื่อครู่ตอนที่สนทนากับอีกฝ่าย หนานรุ่ยก็ลองควบคุมกู่แม่แล้ว
แต่โม่ชูหานกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลยแม้แต่น้อย
เขาไม่เข้าใจว่ามีปัญหาตรงไหน หากไม่ใช่เขาเป็นคนลงมือ กู่
หุ่นเชิดของโม่ชูหานก็ไม่มีทางถูกปลดออกได้
“ร่างกายของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หนานรุ่ยตั้งใจจะสอบถามอะไร
บางอย่างจากปากของโม่ชูหาน
ตอนนี้โม่ชูหานสามารถยืนยันได้อย่างแน่นอนแล้วว่า กู่หุ่นเชิดที่
เขาได้รับมานั้นมีความเกี่ยวโยงโดยตรงกับหนานรุ่ย
คิดได้ดังนั้น เขาจึงไม่อยากอยู่ใกล้กับหนานรุ่ยอีกต่อไป อย่าง
มากก็แค่เอาชีวิตเข้าแลก ส าหรับองครักษ์สิบกว่าคนที่อยู่รอบตัว
หนานรุ่ยนั้น โม่ชูหานไม่ได้สนใจเลยสักนิด
โม่ชูหานแค่นเสียงหัวเราะ “ขอบคุณองค์ชายหนานรุ่ยที่ท าให้ข้า
ยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ”
หนานรุ่ยได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนทันที่
“เจ้ารู้เรื่องอะไรบ้างแล้ว!?”
โม่ชูหานมองเจ้าหน้าที่ไม่กี่คนที่อยู่ด้านหลัง เขาเดาว่า
จุดประสงค์ที่หนานรุ่ยมาที่นี่ก็เพราะตัวเขาเอง
แม้ว่าสกุลโม่ของเขาจะถูกเนรเทศมาทั้งตระกูลแล้ว แต่เรื่องแบบ
นี้ก็ไม่ควรพูดออกไปอย่างเปิดเผย อย่างไรก็ตาม หนานรุ่ยกลับเป็น
ฝ่ายถามออกมาอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้
หากเขาประมาทและพูดออกมาต่อหน้าพวกเจ้าหน้าที่ เกรงว่า
ความลับระหว่างพวกเขาก็คงจะถูกเปิดเผยทันที่
“ท่านอ๋อง จริง ๆ แล้วท่านตั้งใจจะพูดที่นี่เลยหรือ”
เมื่อถูกเตือนเช่นนี้ หนานรุ่ยจึงตระหนักว่าที่นี่ไม่ได้มีเพียง
องครักษ์ที่เขาพามาเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มเจ้าหน้าที่ด้วย เป็นเขาที่
ประมาทไปเองแล้ว
หนานรุ่ยหมุนตัวทันที่ “เจ้าตามข้ามา”
โม่ชูหานไล่เจ้าหน้าที่ที่ตกใจจนตัวแข็งที่อเหล่านั้น แล้วก้าวเท้า
ยาว ๆ ตามหลังหนานรุ่ยไป
ทั้งสองคนตรงไปยังโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในละแวกนั้น และขอห้อง
ส่วนตัว
เมื่อเผชิญหน้ากับหนานรุ่ย โม่ชูหานไม่ได้คิดเกรงใจแม้แต่น้อย
เขานั่งลงบนเก้าอี้ทันที่
หนานรุ่ยก็ไม่ได้เคืองโกรธ เขานั่งลงตรงข้ามอีกฝ่ายอย่างไม่
สนใจ ครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะแล้วจึงเอ่ยปากขึ้นก่อน
“การที่ข้ามาซีเป่ยครั้งนี้ ก็เพื่อตามหาเจ้า”
โม่ชูหานได้ยินเขาพูดเช่นนั้นก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจ
“ไม่ทราบว่าองค์ชายหนานรุ่ยตามหาข้าด้วยธุระอะไร”
หนานรุ่ยก็ไม่คิดจะอ้อมค้อม เขาวางขวดเล็ก ๆ ในมือลงบนโต๊ะ
“ในขวดใบนี้มีกู่แม่ของกู่หุ่นเชิดอยู่ตัวหนึ่ง”
โม่ชูหานเลิกคิ้ว ถามไปทั้ง ๆ ที่รู้ค าตอบดีอยู่แล้ว “แล้วมันเกี่ยว
อะไรกับข้า”
หนานรุ่ยส่ายหน้าอย่างจนปัญญาพลางหัวเราะเสียงขื่น
“ความจริงเจ้าก็รู้ทุกอย่างอยู่แล้ว ท าไมยังต้องให้ข้าพูดให้
ชัดเจนอีก”
โม่ชูหานหัวเราะเยาะ ไม่คิดจะพูดเป็นปริศนาอีกต่อไป
“ชายชาติทหารของสกุลโม่ข้ายอมหลั่งเลือดในสนามรบเพื่อ
ปกป้องแผ่นดินต้าซุ่น บัดนี้ตกต ่าถึงขั้นถูกเนรเทศทั้งตระกูล แล้วจะ
ยังเป็นภัยคุกคามต่อใครได้อีกเล่า”
หนานรุ่ยได้ยินดังนั้นก็รีบอธิบาย “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้ามาที่นี่
เพราะไม่ได้มีเจตนาอะไรต่อคนสกุลโม่เลย”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ขอตัวลาก่อน” โม่ชูหานลุกขึ้นยืน เตรียมจะเดิน
ออกไป
เมื่อไม่ใช่เรื่องที่เกิดผลเสียต่อสกุลโม่ ไม่ว่าหนานรุ่ยจะมี
จุดประสงค์อะไร เขาก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่งด้วย
ส่วนเรื่องที่ตัวเองถูกน้องสะใภ้เก้าถอนพิษกู่ได้นั้น เขายิ่งไม่
อยากจะอธิบายให้หนานรุ่ยฟัง
หนานรุ่ยเห็นโม่ชูหานจะไปจริง ๆ จึงรีบลุกขึ้นขวางเขาเอาไว้
“ข้าเองก็ถูกบีบบังคับเช่นกัน เจ้านั่งก่อน ฟังข้าพูดให้จบ”
โม่ชูหานชายตามองหนานรุ่ยแวบหนึ่ง แล้วนั่งลงอย่างไม่เต็มใจ
นัก
หนานรุ่ยจัดการความคิดแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ถึงแม้ตอนนี้กู่แม่จะอยู่
ในมือข้า แต่กู่หุ่นเชิดในตัวเจ้าไม่ใช่ข้าที่เป็นคนท า เจ้าก็รู้ว่าเสด็จแม่
ของข้าไม่ได้รับความโปรดปราน ตั้งแต่เด็กข้าก็มีตัวตนในวังน้อย
มาก ข้ารู้ดีว่าตัวเองไม่มีความสามารถพอที่จะขึ้นเป็นจักรพรรดิ
ดังนั้นข้าจึงพยายามหลีกเลี่ยงการแย่งชิงอ านาจในราชส านักมาโดย
ตลอด ถึงอย่างนั้น ข้าก็ยังถูกคนคอยจับตามองอยู่ดี”
หนานรุ่ยพูดพลางยกขวดกระเบื้องในมือให้โม่ชูหานดูอีกครั้ง
“เจ้าของคนก่อนของกู่แม่ เขาใช้เสด็จแม่ข้ามาบีบบังคับ ให้ข้า
ท างานให้เขา สิ่งที่เจ้าได้เห็นหรือได้ยินเกี่ยวกับข้า ล้วนไม่ใช่ความ
ตั้งใจของข้าเลย”
เสียงของหนานรุ่ยเพิ่งจะเงียบลง ประตูห้องก็ถูกเคาะ ผู้ติดตาม
เข้ามารายงาน “ท่านอ๋อง คุณชายเก้าสกุลโม่กับฮูหยินของเขา
มาแล้วขอรับ”
หนานรุ่ยไม่คิดว่าโม่จิ่วเยี่ยจะมาในเวลานี้
บทที่ 226 หรือว่ากู่หุ่นเชิดไม่ใช่สิ่งที่ท่านท ากับพี่แปดของข้า?
โม่จิ่วเยี่ยรู้จากเจ้าหน้าที่เหล่านั้นว่าพี่แปดเดินทางไปพร้อมกับ
องค์ชายหนานรุ่ย จึงรีบพาเฮ่อจือหร่านตามมาทันที่
หนานรุ่ยสั่งให้องครักษ์เชิญพวกเขาเข้ามา
โม่จิ่วเยี่ยมองด้วยสายตาเย็นชา พูดจาเสียงเข้มว่า “คารวะองค์
ชายหนานรุ่ย” แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่กลับไม่มีท่าทีเคารพนบนอบ
เลยแม้แต่น้อย แม้แต่จะท าความเคารพเขาก็ยังไม่ได้ท า
เฮ่อจือหร่านไม่ค่อยสนใจมารยาทของยุคนี้อยู่แล้ว จึงยืนนิ่งอยู่
ข้างโม่จิ่วเยี่ยโดยไม่ขยับเขยื้อนหรือเอ่ยปากอะไรสักค า
หนานรุ่ยกวาดตามองคนทั้งสองแล้วท าท่าเชิญ
“พวกเจ้านั่งก่อน”
โม่จิ่วเยี่ยจูงมือเฮ่อจือหร่านนั่งลงข้าง ๆ พี่แปดอย่างไม่เกรงใจ
เขามีประสาทการได้ยินที่ดีมาก เมื่อครู่ตอนอยู่นอกประตูและ
ขอให้องครักษ์เข้าไปรายงานหนานรุ่ย เขาก็ได้ยินบทสนทนาในห้อง
อย่างคลุมเครือบ้างแล้ว
เมื่อเผชิญหน้ากับคนที่อาจเป็นศัตรู โม่จิ่วเยี่ยจึงพูดอย่างไม่
เกรงใจเลยสักนิด
“อย่างที่องค์ชายหนานรุ่ยเพิ่งกล่าวไป กู่หุ่นเชิดที่พี่แปดของข้า
ได้รับมานั้น เป็นฝีมือของท่านจริงหรือ”
โม่จิ่วเยี่ยถามค าถาม หนานรุ่ยก็แสดงท่าทีตรงไปตรงมา
“ข้าบอกได้เพียงว่ามันเกี่ยวข้องกับข้า”
โม่จิ่วเยี่ยเลิกคิ้ว “หรือว่ากู่หุ่นเชิดไม่ใช่สิ่งที่ท่านท ากับพี่แปด
ของข้า?”
หนานรุ่ยส่ายหน้าแล้วยิ้มขื่น
“จริง ๆ แล้วไม่ใช่ข้าที่ท า แต่ตอนนี้กู่แม่อยู่ในมือข้า ไม่ว่า
อย่างไรข้าก็คงหลีกเลี่ยงความผิดไม่ได้”
โม่จิ่วเยี่ยเห็นหนานรุ่ยพูดแบบนี้ก็อยากฟังค าอธิบายของเขา
ดังนั้นจึงไม่ได้พูดแทรกอะไร
หนานรุ่ยพูดต่อ “เมื่อห้าปีก่อน ข้าไปเที่ยวชมธรรมชาตินอก
เมืองกับที่ปรึกษาหลายคน ระหว่างทางมีคนลึกลับปรากฏตัวขึ้น ข้า
เห็นกับตาว่าเขาโปรยผงพิษออกมา คนที่ไปด้วยกันทั้งหมดล้วน
ได้รับพิษและหมดสติไป มีเพียงข้าคนเดียวที่ไม่เป็นอะไร”
โม่จิ่วเยี่ยถาม “เพราะอะไร”
หนานรุ่ยยิ้มเศร้า “ข้ามีร่างกายที่พิเศษมาตั้งแต่เด็ก พิษกู่ไม่
สามารถท าอันตรายข้าได้ ดังนั้นข้าจึงไม่ได้รับพิษ”
“แล้วต่อมาเล่า” โม่จิ่วเยี่ยตั้งใจจะฟังเรื่องราวนี้ให้จบก่อนแล้ว
ค่อยพูด
“หลังจากนั้น ชายปริศนาคนนั้นก็ท าให้ข้าสลบแล้วพาตัวไป เมื่อ
ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องใต้ดิน ที่นั่นมียอดฝีมือมากมาย
คอยเฝ้า ข้าไม่อาจจะหลบหนีได้ จนกระทั่งหนึ่งวันต่อมา ชายปริศนา
คนนั้นถึงปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง”
“ชายปริศนาบอกข้าว่า เขาได้ใส่พิษแมลงให้กับเสด็จแม่ของข้า
แล้ว หากข้าไม่ยอมท าตามที่เขาสั่ง เขาจะใช้หนอนพิษทรมานเสด็จ
แม่ของข้า”
“เขารู้ว่าข้าไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูด จึงบอกให้ข้าเข้าวังไปเยี่ยม
เสด็จแม่ หลังจากนั้นสามชั่วยาม เสด็จแม่ของข้าจะเจ็บปวดราวกับ
ถูกแมลงกัดกินไปทั่วร่าง ถ้าถึงตอนนั้นแล้วอยากให้เสด็จแม่มีชีวิต
รอด ก็ให้ไปหาเขาที่ศาลาวั่งผอ ห่างจากเมืองหลวงไปทางใต้ยี่สิบลี้”
“ข้ารีบควบม้ากลับเข้าวังโดยเร็ว และพบว่าเสด็จแม่เป็นอย่างที่
ชายปริศนาพูดไว้ ทั่วร่างนางเจ็บปวดราวกับถูกแมลงกัด สภาพแทบ
จะเรียกได้ว่าอยู่ไม่สู้ตาย”
“เพื่อช่วยเสด็จแม่ ข้าจึงไม่กล้ารอช้า รีบมุ่งหน้าไปยังศาลาวั่งผอ
และชายคนนั้นก็รออยู่ที่นั่นจริง ๆ”
พูดไปพูดมา ดวงตาของหนานรุ่ยก็เผยความเจ็บปวดออกมา
“ชายคนนั้นหยิบขวดกระเบื้องสีขาวออกมาอีกครั้ง บอกข้าว่า
มันคือกู่แม่ที่ควบคุมเสด็จแม่ของข้า ชีวิตของเสด็จแม่จะเป็นหรือตาย
ล้วนอยู่ในมือของข้าทั้งสิ้น ข้าถามเขาว่าต้องการให้ข้าท าอะไร ชาย
ปริศนาบอกว่า ไม่ว่าเขาจะให้ข้าท าอะไรก็ต้องท าตาม มิฉะนั้น เขาจะ
บังคับกู่แม่นั้นให้ตาย”
“เพื่อชีวิตของเสด็จแม่ข้า ข้าจึงต้องยอมจ านน แล้วค่อยหาวิธี
ช่วยเสด็จแม่แก้พิษ”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ทั้งสามก็เกิดความสงสัยมากมายในใจ
โม่จิ่วเยี่ยถาม “เขาให้ท่านท าอะไรบ้าง”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของหนานรุ่ยก็ปรากฏแววละอายใจ
“เขาให้ข้าดึงตัวคนในกรมกลาโหม ข้าไม่เก่งเรื่องการรวบรวม
พรรคพวก ได้ยินมาว่าอนุของเหอจื่อหยวนให้ก าเนิดบุตรสาว ข้าจึง
คิดจะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้…”
ตอนนี้สามารถยืนยันได้อย่างสมบูรณ์แล้วว่าสิ่งที่เหอจื่อหยวน
เคยพูดไว้ เบื้องหลังทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฝีมือของหนานรุ่ยจริง ๆ
“เป็นท่านจริง ๆ ใช่หรือไม่ที่สั่งให้เหอจื่อหยวนยึดเสบียงของ
กองทัพชายแดน”
หนานรุ่ยเห็นพี่น้องสกุลโม่จ้องมองตนเองอย่างดุดันก็รู้สึกหนาว
สั่นไปทั้งตัว
แต่เมื่อเขาเลือกที่จะมาที่นี่ก็เพราะคิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาแล้ว
ดังนั้นเขาจึงไม่มีความตั้งใจที่จะปัดความรับผิดชอบ
“ใช่ ข้าเป็นคนสั่งให้เขาท าแบบนั้น”
โม่ชูหานได้ยินค าพูดนั้นก็ตบโต๊ะลุกขึ้นพรวด
“หนานรุ่ย! อย่างน้อยท่านก็เป็นองค์ชายของราชวงศ์ต้าซุ่น แล้ว
จะท าเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร”
ทุกคนคิดว่าในเมื่อจะเผชิญหน้ากับความไร้เหตุผลของโม่ชูหาน
หนานรุ่ยคงเรียกคนเข้ามา แต่ใครจะรู้ว่าเขาไม่ได้ท าเช่นนั้น แต่กลับ
อธิบายว่า
“ข้าสั่งให้เหอจื่อหยวนยึดเสบียง แต่ลับหลังก็แอบส่งข่าวให้
หนานฉี ข้ารู้ว่าถ้าคนสกุลโม่เกิดเรื่อง เขาจะต้องไม่นิ่งดูดายแน่นอน”
โม่ชูหานมีนิสัยใจร้อนอยู่แล้ว แม้หนานรุ่ยจะอธิบายเช่นนี้ เขาก็
ยังไม่พอใจอยู่ดี
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจลบล้างความผิดของท่านได้”
“ข้ารู้สึกผิดจริง ๆ รอให้ข้าหาคนที่จะถอนพิษให้เสด็จแม่ได้
ความปรารถนาของข้าก็จะส าเร็จ ถึงตอนนั้น ข้าจะยอมให้พวกเจ้า
จัดการ” หนานรุ่ยพูดอย่างจริงใจ
โม่ชูหานแค่นเสียงเย็นชา “หึ! ท่านเป็นถึงท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ของ
ราชวงศ์ต้าซุ่น พวกเราเป็นแค่สามัญชนธรรมดา แล้วจะมีสิทธิ์อะไร
ไปจัดการท่าน”
โม่จิ่วเยี่ยยังมีเรื่องอีกมากที่อยากจะรู้ จึงยื่นมือไปดึงแขนพี่ชาย
บอกให้เขาใจเย็นลง
เห็นพี่ชายนั่งลงและไม่พูดอะไรอีก โม่จิ่วเยี่ยจึงถามว่า
“เรื่องของกู่หุ่นเชิดบนตัวพี่แปดของข้าเป็นอย่างไร”
พูดถึงกู่หุ่นเชิดบนตัวของโม่ชูหาน หนานรุ่ยก็ยื่นขวดเล็กให้สอง
พี่น้องด้วยความสมัครใจ
“เพื่อช่วยเสด็จแม่ของข้าแก้พิษได้ ข้าแอบไปหาหนังสือเกี่ยวกับ
การเลี้ยงหนอนพิษมามากมาย ดังนั้นจึงเข้าใจเกี่ยวกับวิชาพิษอยู่
บ้าง”
“วันหนึ่งมีคนลึกลับส่งข่าวมาให้ข้า คนที่มาสวมชุดด าปิดหน้า
แต่ดวงตากลับเลื่อนลอยไร้ประกาย ข้ารู้ได้ทันทีว่าคนผู้นั้นถูกกู่หุ่น
เชิดควบคุมแล้ว”
“อาจเป็นเพราะชายชุดด ายังมีสติ หลังจากส่งจดหมายให้ข้าแล้ว
เขาก็ควรจากไปทันที่ แต่ใครจะรู้ว่าเขากลับเดินวนไปวนมาอยู่
ตรงหน้าข้า”
“ด้วยความอสงสัย ข้าจึงฉวยโอกาสดึงผ้าปิดหน้าของชายชุดด า
ออก และจ าได้ทันทีว่าคนผู้นั้นคือโม่ชูหาน”
“ตอนที่เห็นโม่ชูหานข้าตกตะลึงไป ตามความเข้าใจของข้า โม่ชู
หานได้ตายไปในสนามรบที่ชายแดนแล้ว ท าไมถึงได้มาเป็นหุ่นเชิด
ของคนผู้นั้น”
“ตอนนั้นสกุลโม่ของพวกเจ้าเหลือเพียงโม่จิ่วเยี่ยเท่านั้น ข้าเองก็
นับถือสกุลโม่ จึงเกิดความคิดที่จะช่วยเหลือโม่ชูหาน”
“ข้าฉวยโอกาสตอนที่โม่ชูหานยังไม่ได้กลับไปรายงาน รีบเขียน
บันทึกสั้น ๆ เนื้อหาคือข้ามีคนที่มีวรยุทธ์สูงส่งอยู่ไม่มาก ต้องการให้
โม่ชูหานมาอยู่ข้างกายช่วยข้าท างาน”
“ข้าท าแบบนี้ก็แค่ลองดูเท่านั้น เพราะชีวิตของเสด็จแม่ข้าอยู่ใน
มือเขา ถ้าเขาไม่มอบให้ข้าก็ท าอะไรไม่ได้”
“ตอนที่ข้าเกือบจะหมดหวังกับเรื่องนี้และก าลังคิดหาวิธีอื่น คน
คนนั้นกลับพาโม่ชูหานมาด้วยตัวเอง เขาบอกว่าเขาพอใจในการ
ท างานของข้ามาก และเมื่อได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งต้าซุ่นในอนาคต
เขาก็ต้องการองครักษ์ที่เก่งกาจสักสองสามคนอยู่ข้างกาย ดังนั้นเขา
จึงตกลงจะมอบโม่ชูหานให้ข้า พร้อมกับมอบกู่แม่ที่ควบคุมโม่ชูหาน
ให้ข้าด้วย”
เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยไม่ได้สงสัยในเรื่องนี้ ตอนพวกเขาอ่าน
หนังสือแมลงพิษ ในนั้นมีการกล่าวถึงการส่งต่อกู่แม่ให้ผู้อื่น แค่เพียง
ผู้เลี้ยงกู่พิษจัดการให้เจ้าของคนใหม่หยดเลือดลงไปหนึ่งหยดก็
สามารถส่งต่อได้แล้ว