ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 247 ของขวัญนี้เป็นความผิดพลาดจริง ๆ
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 247 ของขวัญนี้เป็นความผิดพลาดจริง ๆ
ต้องยอมรับว่าเมิ่งไห่หนิงท าได้ครบถ้วนทุกด้านจริง ๆ
เขามอบโสมเก่าแก่รากหนึ่งให้กับผู้อาวุโสเพียงคนเดียวของ
สกุลโม่คือฮูหยินผู้เฒ่า เพื่อใช้บ ารุงร่างกายของผู้อาวุโส
ส าหรับพี่สะใภ้ทั้งหลาย เขาเตรียมขนมกุ้ยฮวาจากร้านขนมชื่อ
ดังในเมืองอวิ่น ส่วนพี่ชายสกุลโม่ได้รับใบชาที่ครอบครัวของเขาส่ง
มาก่อนปีใหม่
สุดท้าย เมิ่งไห่หนิงหยิบห่อผ้าเล็ก ๆ ที่ประณีตออกมา ข้างใน
เป็นจี้รูปกระต่ายหูยาว…
เพื่อเลือกของขวัญที่มีความแปลกใหม่ให้กับโม่หานเยี่ย เมิ่งไห่ห
นิงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก
เขาส่งเมิ่งอันออกไปสอบถามเป็นพิเศษว่าหญิงสาวทุกคนชอบ
สิ่งของอะไร
เมิ่งอันสืบมาได้ว่า ไม่ว่าจะในเมืองอวิ่นหรือเมืองอื่นรอบ ๆ
คุณหนูจากตระกูลร ่ารวยต่างเต็มใจจะซื้อจี้ห้อยแบบนี้
แต่ช่วงนี้ถังหมิงรุ่ยไม่มีสินค้า การที่เขาสามารถซื้อได้หนึ่งชิ้น
เป็นเพราะเมิ่งไห่หนิงใช้ต าแหน่งนายอ าเภอบังคับซื้อจากมือคนอื่น
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังจ่ายเงินราคาแพง คนอื่นซื้อสิบสองต าลึง
แต่เขากลับต้องจ่ายถึงยี่สิบสี่ต าลึงถึงจะได้มา
เมื่อคนบ้านสกุลโม่เห็นจี้กระต่ายนี้ สีหน้าของแต่ละคนก็แตกต่าง
กันไป
พี่น้องชายสกุลโม่ต่างมองหน้ากันไปมา นึกอยากหัวเราะแต่ก็ไม่
กล้าท า
บรรดาพี่สะใภ้ก็เช่นนั้น แต่พอได้ยินว่าเมิ่งไห่หนิงใช้เงินยี่สิบสี่
ต าลึงเพื่อซื้อจี้ พวกนางก็ต่างใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากหัวเราะกันคิกคัก
เมิ่งไห่หนิงเห็นสีหน้าท่าทางเช่นนี้ก็รู้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เขา
ถามอย่างงุนงงว่า
“พี่ชาย พี่สะใภ้ทั้งหลาย ข้าท าอะไรผิดไปหรือ?”
โม่หานเยี่ยเห็นว่าเมิ่งไห่หนิงเสียเงินเพื่อซื้อจี้นี้มาให้ตน จึงหน้า
แดงและอธิบายว่า
“ใต้เท้าเมิ่ง จี้กระต่ายนี้เป็นฝีมือของข้ากับพี่สะใภ้”
เมิ่งไห่หนิงได้ยินดังนั้นก็ท าหน้าไม่อยากเชื่อ แต่เมื่อสบตากับ
ดวงตาใสซื่อและบริสุทธิ์ของโม่หานเยี่ย เขาก็ต้องพยายามควบคุม
น ้าเสียงและถามต่อไปว่า
“ท่านหมายความว่า จี้กระต่ายนี้พวกท่านท าเองหรือ”
โม่หานเยี่ยพยักหน้าอย่างหนัก “ใช่แล้ว ที่บ้านเราเลี้ยงกระต่าย
จี้นี้ก็ท าจากขนกระต่ายที่ย้อมสีแล้ว”
เมิ่งไห่หนิงรู้เรื่องบ้านสกุลโม่เลี้ยงกระต่ายดี แต่เขาคิดว่าอีกฝ่าย
ท าเพื่อค้าขายเนื้อกระต่ายเท่านั้น
ไม่คิดว่าพวกเขาจะใช้ประโยชน์จากขนกระต่ายได้เหมาะเจาะถึง
เพียงนี้
โม่หานเยี่ยเป็นบุตรสาวคนเล็กของบ้าน ทุกคนตามใจนาง
ดังนั้นเมื่อพี่สะใภ้เห็นว่าน้องสาวสามีชอบจี้กระต่ายที่ท าขึ้นมาจึงเก็บ
ไว้ให้นางทุกสี
โม่หานเยี่ยกลับไปห้องตัวเองครู่หนึ่ง แล้วกลับมาพร้อมจี้กระต่าย
หูยาวทั้งเจ็ดสี
นางส่งให้เมิ่งไห่หนิงดู
“ใต้เท้าเมิ่งดูเถอะ ข้ามีจี้กระต่ายทั้งเจ็ดสี”
เมิ่งไห่หนิงกลายเป็นหินไปทันที…
เขาเลือกสรรมาอย่างพิถีพิถันเพื่อหาของขวัญพิเศษมอบให้โม่
หานเยี่ย แต่สุดท้ายกลับเลือกสิ่งที่มาจากสกุลโม่
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังจ่ายเงินซื้อแพงกว่าถึงสองเท่า
นึกถึงตรงนี้ ใบหน้าขาวผ่องของเมิ่งไห่หนิงก็พลันแดงเรื่อขึ้นมา
ด้วยความอับอาย
ของขวัญชิ้นนี้เป็นความผิดพลาดจริง ๆ ทั้งหมดนี้เป็นความผิด
ของเมิ่งอันที่ไม่ได้สอบถามให้ชัดเจนตอนซื้อ ถึงท าให้เขาตกอยู่ใน
สถานการณ์น่าอึดอัดเช่นนี้
โม่จิ่วเยี่ยเห็นท่าทีไม่เป็นตัวของตัวเองของเมิ่งไห่หนิงตั้งแต่แรก
แล้ว แต่ไม่คิดว่าน้องสาวของเขาจะยิ่งเติมเชื้อไฟด้วยการน าจี้
กระต่ายเจ็ดสีออกมาให้เขาดู
แม้เขาอยากจะออกหน้าช่วยให้บรรยากาศดีขึ้น แต่ก็ยังไม่รู้ว่า
ควรจะท าอย่างไร
ในที่สุดฮูหยินผู้เฒ่าก็เอ่ยปากท าลายความเงียบอันน่าอึดอัดนั้น
“แม้ว่าจี้กระต่ายนี้จะท าจากคนในสกุลโม่ของเรา แต่จ านวนที่ท า
ก็มีจ ากัดมาตลอด ถึงขนาดมีคนที่ซื้อไม่ได้และพยายามหาซื้อด้วย
ราคาที่แพง การที่ใต้เท้าเมิ่งเลือกของขวัญนี้มาให้หานเยี่ย ก็นับว่า
เป็นความตั้งใจจริง”
พี่สะใภ้ใหญ่เห็นแบบนั้นจึงช่วยพูด “ใช่แล้ว ดูก็รู้ว่าใต้เท้าเมิ่ง
ตั้งใจเลือกของขวัญมาก ของสิ่งนี้เป็นที่นิยมมากในหมู่หญิงสาวใน
เมือง”
เมิ่งไห่หนิงกระตุกมุมปาก แล้วพูดตามสตรีทั้งสองคนนั้นว่า
“ตอนที่ข้าเลือกของขวัญก็คิดเช่นนั้นจริง ๆ แต่ในเมื่อจี้กระต่าย
นี้สกุลโม่เป็นคนท า ของขวัญชิ้นนี้ก็ไม่อาจนับได้ รอข้าหาของที่
ดีกว่านี้มาให้แม่นางโม่เป็นการชดเชย”
โม่หานเยี่ยโบกมือปฏิเสธหลายครั้ง พูดอย่างเกรงใจว่า “ใต้เท้า
เมิ่งไม่ต้องล าบากหรอกเจ้าค่ะ ของขวัญชิ้นนี้ข้าชอบมาก”
พูดจบนางก็น าจี้กระต่ายที่เมิ่งไห่หนิงน ามาวางรวมกับของเดิม
ทั้งเจ็ดอันของตัวเอง
“แบบนี้ดีมาก ข้ามีจี้น่ารัก ๆ เพิ่มอีกชิ้นหนึ่งแล้ว”
หญิงสาวพูดไปพูดมาก็เริ่มรู้สึกเขินอายจนต้องก้มหน้าลง
ซีเป่ยแตกต่างจากเมืองหลวง ตอนอยู่ที่ในเมืองหลวง ตระกูล
ใหญ่มีกฎระเบียบมากมาย เมื่อมีแขกชายมาเยี่ยมเยือน หญิงสาวใน
บ้านจะไม่ออกมาให้เห็นหน้า
ตั้งแต่เด็กจนโตเมิ่งไห่หนิงก็เป็นชายต่างถิ่นคนแรกที่โม่หานเยี่ย
ได้ใกล้ชิด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมิ่งไห่หนิงผู้มีบุคลิกโดดเด่นไม่ธรรมดา พา
ให้โม่หานเยี่ยรู้สึกหน้าแดงใจเต้นเมื่อได้พบ
ฮูหยินผู้เฒ่าซึ่งนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะเหมือนจะสังเกตเห็นบางอย่าง
นางลุกขึ้นเรียกโม่หานเยี่ยมา “หานเยี่ย ไปสวนหลังบ้านกับแม่ดู
เถอะ ให้พี่ชายเจ้าอยู่เป็นเพื่อนใต้เท้าเมิ่งแทน”
โม่หานเยี่ยรับค าและเดินตามมารดาออกไป
พอออกมานอกประตู สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าก็เคร่งขรึมขึ้นทันที่
นางมองโม่หานเยี่ย เด็กสาวคนนี้ถึงวัยจะพูดคุยเรื่องแต่งงานแล้ว
หากไม่ใช่เพราะสกุลโม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น นางก็เตรียมจะหาคู่ครองที่
เหมาะสมในเมืองหลวงให้แล้ว
ยามนี้ พวกเขามาถึงซีเป่ย สถานะอันสูงส่งของสกุลโม่ก็ไม่มีอีก
ต่อไป ตอนนี้พวกเขาเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเท่านั้น
เรื่องการแต่งงานของโม่หานเยี่ยกลายเป็นเรื่องที่ท าให้ฮูหยินผู้
เฒ่าคิดไม่ตกจริง ๆ
แม้ว่านางจะไม่ได้ให้ความส าคัญกับเรื่องชนชั้นมากนัก
โดยเฉพาะเมื่อสกุลโม่ตกอับเช่นนี้แล้ว แต่ในฐานะแม่คนหนึ่ง นางก็
ยังไม่อยากให้ลูกสาวแต่งงานกับชาวไร่ชาวนาจากใจจริง
แต่อย่างไรโม่หานเยี่ยก็ได้รับการศึกษาที่ดีมาตั้งแต่เด็ก นางมี
ความเชี่ยวชาญในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นดนตรี หมากรุก คัดอักษร และ
การวาดภาพ
นอกจากเรื่องสถานะชนชั้นแล้ว เด็กสองคนที่เติบโตมาใน
สภาพแวดล้อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เมื่อมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ย่อม
มีหลายสิ่งที่ไม่อาจยอมรับกันได้ ชีวิตแบบนี้ นางเกรงว่าหานเยี่ยคง
ไม่มีความสุข
สายตาอ่อนโยนที่เมิ่งไห่หนิงใช้มองโม่หานเยี่ยอย่างปิดไม่มิด
เมื่อครู่นี้ ถูกฮูหยินผู้เฒ่าจับได้โดยบังเอิญ
จากประสบการณ์ของนาง นางตัดสินว่าเมิ่งไห่หนิงน่าจะมีใจให้
บุตรสาวตน
และดูท่าว่าโม่หานเยี่ยก็ไม่ได้รังเกียจเมิ่งไห่หนิงเช่นกัน
แม้ว่าสกุลโม่จะตกอับ แต่ตระกูลเมิ่งก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวกเขา
เท่าไหร่ ถึงแม้ว่าเมิ่งไห่หนิงจะเป็นนายอ าเภอมีต าแหน่งขุนนางขั้น
เจ็ด แต่ก็ยังเป็นตระกูลที่ตกต ่าเช่นกันไม่ใช่หรือ?
ด้วยเหตุนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงไม่รู้สึกว่าการที่โม่หานเยี่ยจะแต่งงาน
กับเมิ่งไห่หนิงเป็นการเกินฐานะ แต่กลับเป็นการแต่งงานที่เหมาะสม
กัน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็เต็มใจจะสนับสนุนชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้
แต่เรื่องแบบนี้ควรให้ฝ่ายชายเป็นฝ่ายแสดงท่าทีก่อน ถึงแม้นาง
จะอยากจับคู่ลูกสาวกับเมิ่งไห่หนิง แต่ก็ไม่ควรแสดงออกต่อหน้าคน
อื่น
อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นฮูหยินผู้เฒ่าอยากจะรู้ความคิดของ
บุตรสาวเสียก่อน
โม่หานเยี่ยมีความคิดเรียบง่าย จึงไม่ได้คิดว่าท าไมมารดาถึงพา
นางออกมา
สองแม่ลูกกลับเข้าห้องไป โม่หานเยี่ยค่อยๆ น าจี้เหล่านั้นกลับไป
วางที่เดิมอย่างระมัดระวัง แล้วเตรียมตัวจะไปช่วยงานที่ลานด้านหลัง
ฮูหยินผู้เต่าเห็นว่านางกำลังจะเดินออกไปจึงรีบเรียกนางไว้ “หานเยีย ฺมาคุยกับแม่ก่อน”
บทที่ 248 หญิงสาวบ้านไหนจะไม่แต่งงานกัน
โม่หานเยี่ยได้ยินดังนั้นจึงกลับไปนั่งข้างมารดาอีกครั้ง
“ท่านแม่จะพูดเรื่องอะไรกับข้าหรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่ามองบุตรสาวที่เติบโตขึ้นอย่างงดงาม พลางยื่นมือไป
ลูบผมสลวยของนาง
“ลูกสาวของแม่สวยขึ้นทุกวันนะ”
ได้รับค าชมจากมารดา โม่หานเยี่ยก็ออดอ้อนอย่างเขินอาย
“ท่านแม่ให้ก าเนิดข้ามาดี ลูกสาวท่านก็เลยสวยเป็นธรรมดา”
ฮูหยินผู้เฒ่าโอบกอดบุตรสาวด้วยความรักใคร่ เอ่ยเสียงนุ่มนวล
ว่า “แม่จ าได้ว่าตอนอยู่เมืองหลวง มีคนมาสู่ขอเจ้าจนธรณีประตูสกุล
โม่แทบพัง ตอนนั้นแม่คิดว่าเจ้ายังเด็ก อยากเลือกคู่ครองให้เจ้าดี ๆ
ใครจะรู้ว่าสกุลโม่ของเราจะประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้ ท าให้เรื่อง
แต่งงานของเจ้าต้องล่าช้าไป”
โม่หานเยี่ยได้ยินมารดาพูดถึงเรื่องแต่งงานของตน ใบหน้าก็แดง
เรื่อด้วยความเขินอาย ขณะเดียวกันนั้น ภาพของใครคนหนึ่งก็ผุด
ขึ้นมาในความคิดของนางอย่างฉับพลัน
ชายคนนั้นมีบุคลิกสง่างาม รูปร่างหน้าตาก็ดีมาก มีคุณธรรมใน
ตัว บุคลิกที่สูงส่งนั้นไม่อาจเทียบได้กับเหล่าคุณชายในเมืองหลวง
เลย
โม่หานเยี่ยไม่รู้ว่าท าไมภาพของเมิ่งไห่หนิงถึงปรากฏขึ้นใน
ความคิดของนาง และเหตุใดหัวใจนางจึงเต้นแรงขึ้นเช่นนี้
เพื่อปกปิดความอึดอัดในใจของตัวเอง โม่หานเยี่ยจงใจเอาศีรษะ
พิงไหล่มารดา พยายามไม่ให้มารดาเห็นสีหน้าของตน
“ท่านแม่ ข้าจะไม่แต่งงาน จะอยู่ที่บ้านดูแลท่านแม่ไปชั่วชีวิต”
ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะ “เด็กคนนี้พูดอะไรเหลวไหลอย่างนั้น หญิง
สาวบ้านไหนจะไม่แต่งงานกัน”
โม่หานเยี่ยเบะปากเอ่ยออดอ้อน “ท่านแม่ หานเยี่ยอยากอยู่เป็น
เพื่อนท่านตลอดไป”
ฮูหยินผู้เฒ่าตบหลังโม่หานเยี่ยเบา ๆ น ้าเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“แม่เห็นว่าใต้เท้าเมิ่งไม่เลวเลย เจ้าคิดเห็นอย่างไร”
พอได้ยินค าว่าใต้เท้าเมิ่ง หัวใจดวงน้อยของโม่หานเยี่ยที่เพิ่งสงบ
ลงก็เต้นระรัวอีกครั้ง
นางซุกหน้าเข้าอกฮูหยินผู้เฒ่า “ท่านแม่…เรื่องแบบนี้จะถามข้า
ได้อย่างไรกันเล่า”
ได้ยินบุตรสาวพูดเช่นนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว
ลูกสาวผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ของนางก็ชอบใต้เท้าเมิ่งคนนั้นเหมือนกัน
เมื่อรู้ใจของบุตรสาวแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่รีบร้อน ยังคงพูด
เหมือนเดิมว่าเรื่องแบบนี้ต้องรอให้ฝ่ายชายเป็นฝ่ายเริ่มก่อนจึงจะ
ถูกต้อง
ส่วนผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร ก็ต้องดูวาสนาของคนทั้งสอง
ขณะที่เหล่าบุรุษพูดคุยกันอยู่ในห้อง เฮ่อจือหร่านก็พาเหล่าสตรี
ไปท าเนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวานในครัว
ตอนนี้เนื้อกระต่ายก าลังสด หากท ากระต่ายผัดเปรี้ยวหวานจะ
รสชาติดียิ่งขึ้น
เมิ่งไห่หนิงมาบ้านสกุลโม่ จุดประสงค์หลักคือต้องการมาหาโม่
หานเยี่ยให้มากขึ้น แต่ใครจะรู้ว่าหญิงสาวคนนั้นก าลังจงใจหลบหน้า
อยู่หรือไม่ นางถึงกับไม่โผล่หน้ามาเลย
ความจริงแล้วโม่หานเยี่ยไม่ใช่คนเกียจคร้าน ปกติเวลาพวก
พี่สะใภ้ยุ่งงาน นางก็จะช่วยเหลืออีกแรง
แต่วันนี้มีเมิ่งไห่หนิงอยู่ นางจึงไม่กล้าออกไปข้างนอก ทั้งบ่าย
เอาแต่ขลุกอยู่ในห้อง อ่านหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรจีนที่พี่สะใภ้เก้า
ให้มา
จนกระทั่งถึงเวลาอาหารเย็น โม่หานเยี่ยจึงวางหนังสือแล้วเดิน
ออกจากห้อง
ตอนนี้สภาพความเป็นอยู่ของบ้านสกุลโม่ยังมีจ ากัด เวลากิน
ข้าวไม่ว่าชายหรือหญิงต่างก็อยู่ในห้องโถงหลัก เพียงแต่ไม่ได้นั่งร่วม
โต๊ะเดียวกันเท่านั้น
โม่หานเยี่ยคิดว่าจะนั่งให้ห่างจากโต๊ะฝั่งบุรุษสักหน่อย จะได้
หลีกเลี่ยงความอึดอัดใจ
ทว่าพี่สะใภ้รองที่เป็นคนเปิดเผย กลับดึงนางให้มานั่งข้าง ๆ
ตัวเอง ซึ่งต าแหน่งของพี่สะใภ้รองนั้นอยู่ใกล้โต๊ะของเหล่าบุรุษมาก
ที่สุด
โม่หานเยี่ยอยากจะปฏิเสธ แต่พวกพี่สะใภ้เคลื่อนไหวเร็วเกินไป
ที่นั่งอื่นจึงถูกนั่งไปหมดแล้ว นางจึงจ าต้องฝืนนั่งข้าง ๆ พี่สะใภ้รอง
อาหารเย็นทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่เฮ่อจือหร่านจัดเตรียมอย่าง
พิถีพิถัน ส าคัญที่สุดคือยังมีเนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวานที่ทุกคน
คิดถึงมานาน
ปกติแล้วเมิ่งไห่หนิงชอบอาหารของบ้านสกุลโม่มากที่สุด แต่
วันนี้เขาคิดถึงแต่โม่หานเยี่ย ท าให้เหมือนจะไม่มีสมาธิตอนทาน
อาหาร
เมื่อเห็นเขาเป็นแบบนี้ คนอื่น ๆ ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ฮูหยินผู้
เฒ่าที่ช่างสังเกตกลับเดาได้คร่าว ๆ
หลังอาหาร ขณะก าลังดื่มชา ฮูหยินผู้เฒ่ายังไม่ลุกจากไป แต่
สอบถามเขาไปเรื่อยเปื่อย
“ถ้าข้าจ าไม่ผิด ใต้เท้าเมิ่งน่าจะมีพี่ชายอีกสองคนใช่หรือไม่?”
ฮูหยินผู้เฒ่ารู้เรื่องของตระกูลเมิ่งพอสมควร เพราะว่าบิดาของ
เมิ่งไห่หนิงมีอายุใกล้เคียงกับนาง และเมื่อหลายปีก่อนต่างก็รับ
ราชการในเมืองหลวง ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นคนแปลกหน้า
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าถาม เมิ่งไห่หนิงที่ปกติใจกว้างและคล่องแคล่วก็
รู้สึกประหม่าเล็กน้อย ราวกับก าลังพบแม่ยายในอนาคต
“ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกข้าว่าไห่หนิงก็พอขอรับ ไม่ต้องมากพิธี ที่บ้าน
ข้ามีพี่ชายอีกสองคนจริง ๆ ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่บ้านเกิดเพื่อดูแล
ท่านพ่อท่านแม่ขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกสบายใจ แต่เดิมนางมองเมิ่งไห่หนิงเหมือนกับ
ลูกหลาน เพียงแต่เรียกเขาว่าใต้เท้าเมิ่งตามมารยาท
“ถ้าเช่นนั้น ต่อไปข้าจะเรียกชื่อของท่าน”
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง ฮูหยินผู้เฒ่าก็ถามต่อ “พี่ชายของท่าน
แต่งงานไปนานแล้วใช่หรือไม่?”
เมิ่งไห่หนิงตอบอย่างนอบน้อม “พี่ชายทั้งสองแต่งงานภายใต้การ
จัดการของท่านพ่อท่านแม่มานานแล้วขอรับ ตอนนี้ต่างก็เป็นพ่อคน
แล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าถอนหายใจ “เวลาไม่เคยรอใครจริง ๆ ตอนที่ข้าอยู่
เมืองหลวงเคยเห็นพี่ชายทั้งสองของท่าน ตอนนั้นพวกเขายังเป็นเด็ก
หนุ่ม แต่ตอนนี้ต่างก็เป็นพ่อคนแล้ว”
เมื่อเมิ่งไห่หนิงได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าพูดถึงพี่ชายของเขา ในใจก็
หวังว่านางจะถามถึงสถานการณ์ของตนบ้าง เพื่อเขาจะได้มีโอกาส
แสดงท่าทีของตัวเอง
แต่เขารออยู่นาน ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่ได้ถามอะไร
หากเป็นเรื่องอื่น เมิ่งไห่หนิงที่ไม่ใช่คนอ้อมค้อม ก็คงจะพูด
ออกมาอย่างตรงไปตรงมาแล้ว
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเรื่องส าคัญของชีวิต เขากลับขลาดกลัว
น่าเสียดายที่มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้อาวุโสของสกุลโม่ แต่เขา
กลับไม่ได้พูดอะไรที่ส าคัญออกมาเลยสักค า…
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นแล้วว่าชายหนุ่มคนนี้ยังลังเลเรื่องชีวิตคู่อยู่บ้าง
แม้นางจะให้โอกาสเขาพูดเรื่องนี้แล้ว แต่เขากลับไม่ได้พูดอะไร
เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องของเขากับโม่หานเยี่ยก็คงต้องดูที่วาสนาแล้ว
จากมาเยี่ยมเยียนจนถึงตอนนี้เวลาก็ดึกมากแล้ว เมิ่งไห่หนิงไม่มี
เหตุผลที่จะอยู่ต่อ หลังจากดื่มชาหนึ่งถ้วย เขาก็ขอตัวกลับไปอย่าง
อาลัยอาวรณ์
พวกสะใภ้ยุ่งกันอยู่จนดึกดื่น ในที่สุดก็ท าเนื้อกระต่ายทั้งหนึ่ง
ร้อยตัวให้เป็นเนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวานเสร็จ วันรุ่งขึ้นก็ห่อด้วย
กระดาษน ้ามันเรียบร้อย โม่จิ่วเยี่ยก็ตั้งใจจะน าไปส่งให้ถังหมิงรุ่ยทันที่
ผลลัพธ์คือทุกครั้งก็บังเอิญเจอกันแบบนี้เสมอ พอทุกคนเพิ่งวาง
กระต่ายผัดเปรี้ยวหวานบนเกวียนลา ถังหมิงรุ่ยก็พาของขวัญมา
เยี่ยมเยือนพอดี
ครั้งนี้มีถังหมิงซินมาด้วย
เด็กหญิงใช้ยาตามที่เฮ่อจือหร่านให้มา ใบหน้าที่เคยเป็น
อีสุกอีใสจึงไม่เหลือรอยแผลเป็น ยังคงมีใบหน้าน่ารักและซุกซน
เหมือนเดิม
พอเห็นถังหมิงรุ่ยมา โม่จิ่วเยี่ยก็รู้ว่าตนไม่ต้องเดินทางไปส่ง
สินค้าแล้ว
เขาเชิญถังหมิงรุ่ยเข้าห้องโถงหลักก่อน แล้วจึงเล่าเรื่องที่เมื่อคืน
คนในบ้านท ากระต่ายผัดเปรี้ยวหวานจ านวนมากให้ฟัง
ถังหมิงรุ่ยมาครั้งนี้เพียงเพื่อมาอวยพรปีใหม่เท่านั้น ไม่คิดว่าจะ
มาแล้วมีเรื่องน่าประหลาดใจถึงเพียงนี้
ส าหรับพ่อค้ารายใหญ่ในอนาคต ไม่มีสิ่งใดส าคัญไปกว่าการค้า
เขาทิ้งสาวน้อยไว้ข้างหลัง แล้ววิ่งไปตรวจดูกระต่ายผัด
เปรี้ยวหวานเหล่านั้น ราวกับอยากจะน าไปขายในเมืองเพื่อหาเงิน
มากมายมหาศาลทันที่
โม่หานเยี่ยเห็นว่ามีแขกตัวน้อยมาเยี่ยมเยือนที่บ้าน จึงอาสาพา
นางไปเล่นที่ห้องของตัวเอง