ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 296 ได้แต่งงานกับภรรยาที่ดีเช่นเจ้า
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 296 ได้แต่งงานกับภรรยาที่ดีเช่นเจ้า
โม่จิ่วเยี่ยเห็นนางเหนื่อยล้ามาหลายวัน พอกลับถึงบ้านก็ยังไม่ได้
พักผ่อนเต็มที่ เขารู้สึกสงสารจึงช่วยนวดไหล่ให้นาง
“ตอนนี้เจ้าตั้งครรภ์แล้ว ไม่ควรท างานหนักขนาดนั้น ถ้ามีอะไร
ให้ท า ต่อไปให้ข้าท าแทนก็ได้”
เขาคิดว่าแม้ตัวเองจะไม่รู้วิชาแพทย์ แต่ก็สามารถท าตามค าสั่ง
ของนางได้ เช่นนั้นภรรยาก็จะได้พักผ่อนบ้าง
เฮ่อจือหร่านรู้สึกซาบซึ้งในความเอาใจใส่ของสามี จึงพูดว่า “ข้า
รู้สถานการณ์ของคนที่ถูกวางยาพิษพวกนั้นแล้ว แค่รอเวลาที่
เหมาะสมก็จะช่วยถอนพิษให้พวกเขา”
โม่จิ่วเยี่ยรีบร้อนอยากช่วยถอนพิษให้ทหารเหล่านั้น แต่ก็เป็น
ห่วงภรรยาของตัวเองมากกว่า
“เรื่องนี้ไม่ต้องรีบร้อน รอให้เจ้าพักผ่อนจนรู้สึกสบายตัวก่อน
ค่อยว่ากัน”
เฮ่อจือหร่านรู้ว่าตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขาเป็นห่วงนางมากและ
ยังรู้สึกผิดอยู่
“ตอนนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว รู้สึกสบายกว่าตอนเดินทางตั้งเยอะ
แค่คืนนี้ได้นอนหลับสบายสักคืน พรุ่งนี้ก็พร้อมลงมือแล้ว อีกอย่าง
ยาถอนพิษส าหรับพวกพี่สะใภ้ก็ท าเสร็จแล้วด้วย พวกเราแค่หา
โอกาสเอาไปให้พวกนางได้ก็พอ”
โม่จิ่วเยี่ยยิ่งฟังยิ่งรู้สึกสงสาร เขาคิดว่าภรรยาก าลังนอนหลับอยู่
ในห้อง ตนเองมาที่นี่ก็ยังไม่กล้ารบกวน ใครจะรู้ว่านางใช้เวลาทั้งบ่าย
ท าสิ่งต่าง ๆ มากมายขนาดนี้
และทุกอย่างที่นางท าก็เพื่อสกุลโม่ทั้งสิ้น
เขาค่อย ๆ โอบนางเข้ามาในอ้อมกอด ลูบหลังอย่างแผ่วเบา
“หร่านหร่าน ข้าโม่จิ่วเยี่ยไม่รู้ว่ามีวาสนาอันใด ถึงได้แต่งงานกับ
ภรรยาที่ดีเช่นเจ้า”
“พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ตอนนี้ยังมีลูกด้วยกันอีก
ท่านยังจะมาพูดจาสุภาพกับข้าแบบนี้ เหมือนจะห่างเหินไปหน่อยนะ
เจ้าคะ” เห็นโม่จิ่วเยี่ยอ่อนไหว เฮ่อจือหร่านก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
โม่จิ่วเยี่ยกอดนางแล้วพยักหน้า “อืม ข้าจะไม่ห่างเหินกับเจ้า”
…เจ้ามอบสิ่งที่มีค่าที่สุดของสตรีให้ข้าแล้ว ซ ้ายังจะให้ก าเนิดลูก
ของข้าอีก ข้าจะทะนุถนอมเจ้าไปชั่วชีวิตเพื่อเป็นการตอบแทน
นี่คือเสียงในใจของโม่จิ่วเยี่ย แต่เขาไม่ได้พูดออกมา ด้วยเกรงว่า
ภรรยาจะบอกว่าเขาห่างเหินกับนางอีก
ทั้งสองคนกอดกันอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครอยากเป็นคนแรกที่ปล่อย
มือ
ตอนนั้นเองก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นรัว ๆ
“น้องเก้า น้องสะใภ้คนเก้าพักผ่อนดีแล้วหรือไม่? ใกล้จะทาน
อาหารเย็นแล้วนะ”
ได้ยินเสียงของพี่สะใภ้แปดแล้ว โม่จิ่วเยี่ยจึงปล่อยภรรยาไปอย่าง
ไม่เต็มใจ…
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ เฮ่อจือหร่านก็ไปตรวจดูอาการ
ของโม่ซิวเหยียนกับโม่หยวนเช่อก่อนจะกลับไปพักผ่อน
ตกกลางคืน ในที่สุดนางก็สามารถเข้าไปพักผ่อนในพื้นที่มิติได้
อย่างสบายใจ
หลังเดินทางไปหนานเจียงนานขนาดนั้น เฮ่อจือหร่านก็นอน
หลับสนิทเป็นครั้งแรก และตื่นแต่เช้าในวันรุ่งขึ้น
นางกับโม่จิ่วเยี่ยไม่ได้รีบออกจากพื้นที่มิติ แต่กลับศึกษายาแก้
พิษส าหรับรักษากลุ่มคนที่ถูกยาพิษอีกครั้ง
นอกจากสารสกัดที่ได้จากกู่ลูกแล้ว เฮ่อจือหร่านยังต้องซื้อ
สมุนไพรอย่างอื่นจากเถาเป่าอีกด้วย
สิ่งที่นางคาดไม่ถึงคือมีสมุนไพรที่พบเห็นได้ทั่วไปชนิดหนึ่งแต่
มันไม่มีขายในเถาเป่า
และสมุนไพรชนิดนี้เป็นของที่แพร่หลายมาจากโลกตะวันตกใน
ยุคปัจจุบัน ซึ่งราชวงศ์ต้าซุ่น ย่อมไม่มีทางหาซื้อได้
เรื่องนี้ท าให้เฮ่อจือหร่านรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที่
ในขณะที่นางถือโทรศัพท์ก าลังครุ่นคิดอยู่นั้น ไอคอนของนัก
สะสมตัวน้อยก็กะพริบขึ้นมาสองสามครั้ง
เฮ่อจือหร่านรีบกดเปิดหน้าต่างข้อความทันที่
[ขอบคุณคุณมากจริง ๆ ส าหรับเรื่องครั้งนี้ นอกจากจะช่วย
แก้ปัญหาเร่งด่วนของผมแล้ว ยังจับโจรได้ส าเร็จอีกด้วย]
ตอนนี้เฮ่อจือหร่านก าลังกังวลเรื่องสมุนไพร จึงตอบกลับข่าวดีที่
นักสะสมตัวน้อยน ามาบอกอย่างขอไปที่
[ดีแล้วที่แก้ปัญหาได้]
นักสะสมตัวน้อยเห็นว่าการตอบกลับของนางไม่กระตือรือร้น
เหมือนอย่างเคย จึงถามว่า [คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่า]
มีค ากล่าวว่าการตั้งครรภ์ท าให้โง่งมไปสามปี เฮ่อจือหร่านเพิ่ง
รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ สมองก็เริ่มไม่ค่อยจะแล่นแล้ว
เมื่อเห็นนักสะสมตัวน้อยถาม นางก็ตบหน้าผากตัวเอง
คนยุคปัจจุบันอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ แต่นางกลับไม่นึกจะขอความ
ช่วยเหลือ
[ฉันก าลังอยากได้สมุนไพรชนิดหนึ่งชื่อว่าเฮ่อจู๋อย่างเร่งด่วนค่ะ
เมื่อก่อนตอนฉันอยู่ในยุคปัจจุบันก็เห็นมันบ่อยมาก แต่เมื่อกี้ฉัน
ค้นหาในเถาเป่าจนทั่วแล้วกลับไม่มี ถ้าคุณช่วยได้ก็จะดีมากค่ะ
แน่นอนว่าฉันจะจ่ายค่าตอบแทนให้ตามสมควร]
จากอาชีพของนักสะสมตัวน้อย ดูเหมือนเขาจะไม่ใช่คนที่ขาด
เงิน และนางมีของดี ๆ มากมายในมือ จึงสามารถท าให้อีกฝ่ายพอใจ
ได้
นักสะสมตัวน้อย [คุณไม่รู้หรอกว่าเมื่อสิบกว่าวันก่อน สมุนไพร
เฮ่อจู๋ถูกสั่งห้ามขายไปแล้ว เพราะคนบอกว่ามันมีปริมาณปรอทสูง
เกินไป เป็นอันตรายต่อร่างกายมาก]
[อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง มิน่าฉันถึงหาซื้อในเถาเป่าไม่ได้ คุณมีวิธี
หามาให้ฉันได้ไหมคะ?] เฮ่อจือหร่านรู้อยู่แล้วว่าในเฮ่อจู๋มี
ส่วนประกอบไม่ดีบางอย่าง แต่สรรพคุณของเฮ่อจู๋ก็เทียบกับสมุนไพร
ชนิดอื่นไม่ได้
อย่างปรอทที่สามารถสลายตะกั่วได้ คนที่ถูกยาพิษเหล่านั้นหลัง
ผ่านการตรวจแล้วก็พบว่ามีปริมาณตะกั่วในร่างกายสูงมาก ดังนั้นจึง
จ าเป็นต้องใช้เฮ่อจู๋เพื่อควบคุมมัน
นักสะสมตัวน้อย [เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่ท า
ธุรกิจสมุนไพร หลังจากที่เฮ่อจู๋ถูกสั่งห้ามขาย เขาก็แอบเก็บไว้บ้าง
ผมจะช่วยหามาให้คุณเอง]
[นี่ดีมากเลย ขอรบกวนคุณช่วยหาเฮ่อจู๋มาให้ฉันเร็วที่สุดด้วยนะ
คะ แล้วฉันจะให้ของขวัญพิเศษกับคุณ] เฮ่อจือหร่านตอบอย่างดีใจ
แค่ได้เฮ่อจู๋มาอยู่ในมือ นางก็สามารถทุ่มเทเพื่อปรุงยาแก้พิษได้
แล้ว
นางปิดโทรศัพท์ จากนั้นเฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยก็ล้างหน้า
แปรงฟัน และพาข้าวปั้นน้อยออกจากพื้นที่มิติไปด้วยกัน
นางเคยชินกับการตื่นเช้าและช่วยพี่สะใภ้เตรียมอาหารเช้าให้
ครอบครัว วันนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น จึงเดินตรงไปที่ครัวทันที่
แต่นางเพิ่งจะเดินเข้าไป ก็ถูกพี่สะใภ้ใหญ่ไล่ออกมา
“น้องสะใภ้เก้า เจ้าแค่ตั้งใจดูแลครรภ์ให้ดีก็พอแล้ว เรื่อง
ท าอาหารมีพวกเราอยู่”
พี่สะใภ้รองก็ช่วยพูด “ใช่แล้ว ต่อไปนี้เจ้าห้ามมาที่นี่เด็ดขาด แค่
ช่วยพวกเราสกุลโม่คลอดลูกชายตัวอ้วน ๆ สักคนต่างหากที่ส าคัญ
ที่สุด”
พวกพี่สะใภ้ต่างมีท่าทีเด็ดเดี่ยว เฮ่อจือหร่านจึงจ าใจต้องกลับ
ห้องของตัวเองไป
และแล้วชีวิตที่มีคนคอยดูแลทุกอย่างก็ด าเนินไปเช่นนี้ติดต่อกัน
ถึงสามวัน ในที่สุดโม่จิ่วเยี่ยก็จัดการเรื่องในบ้านเสร็จ และแกล้งพา
นางเข้าเมืองไปด้วยกันได้
จุดประสงค์ที่พวกเขามุ่งหน้าไปเมืองอวิ่นครั้งนี้ ก็เพื่อยาแก้พิษ
ของพวกพี่สะใภ้เท่านั้น ไม่มีธุระส าคัญอะไรที่ต้องท าจริง ๆ
เกวียนลาที่เคยใช้ถูกเปลี่ยนเป็นรถม้าหรูหรา ค่อย ๆ เคลื่อนตัว
ไปตามถนนของเมืองอวิ่น
เพิ่งจะเข้าสู่ถนนที่คึกคัก รถม้าก็ถูกบังคับให้หยุดลง
เฮ่อจือหร่านเปิดประตูรถออกมาดูข้างนอก พร้อมกับถามว่า
“เกิดอะไรขึ้น?”
โม่จิ่วเยี่ยชี้ไปที่ฝูงชนด้านหน้า
“เหมือนจะมีคนทะเลาะกันอยู่ตรงนั้น”
ทะเลาะกัน?
ยามนี้เมืองอวิ่นมีความปลอดภัยที่ดีมากแล้วภายใต้การปกครอง
ของเมิ่งไห่หนิง อีกทั้งยังมีอ านาจที่แข็งแกร่งของพี่แปดคอยดูแล แล้ว
ยังจะมีใครใจกล้ามาทะเลาะกันกลางถนนเช่นนี้อีก?
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เฮ่อจือหร่านจึงอยากไปดูข้างหน้า
สักหน่อย
โม่จิ่วเยี่ยรู้ว่าตนเองห้ามนางไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงรีบผูกรถม้าไว้
ข้างทางแล้วเดินตามไปคุ้มครองอย่างใกล้ชิด
กลางถนนมีคนมุงดูอยู่ไม่น้อย พวกเขาวงล้อมกว้างมาก เปิด
ช่องว่างให้มองเห็นเหตุการณ์ภายในวงนั้นได้
กลางวงล้อมนั้นมีเพียงชายคนหนึ่งในชุดที่ขาดวิ่น ก าลังถูกคนที่
เหมือนนักเลงสองคนจับเส้นผมลากออกไปนอกฝูงชน
พวกนักเลงยังด่าทอไม่หยุดปากว่า
“เจ้าทาสขายตัวเอง ยังกล้าคิดจะหนีด้วยหรือ ดูท่าเจ้าคงไม่
อยากมีชีวิตอยู่แล้วสินะ”
ขณะที่นักเลงพูด แส้หนังในมือก็ฟาดลงบนตัวชายคนนั้นอย่าง
รุนแรง
บทที่ 297 อย่ามายุ่งวุ่นวาย
ชายคนนั้นพยายามต่อต้านสุดก าลัง และโต้แย้งอย่างอ้อแอ้
“พวกเจ้าพูดเหลวไหล พวกเจ้าฉวยโอกาสตอนข้าเมา บังคับให้
ข้าประทับลายนิ้วมือบนสัญญาขายตัว ข้าจะไปร้องเรียน ขอให้ท่าน
นายอ าเภอช่วยให้ยุติธรรมกับข้า”
หากชายคนนั้นผมเผ้ารุงรัง เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยคงจ าไม่ได้
ว่าเป็นใคร แต่พอได้ยินเสียงพูดกลับคุ้นหูมาก
ทั้งสองสบตากัน
“เป็นหูชง?” เฮ่อจือหร่านต้องการยืนยันข้อสงสัยของตัวเอง
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้า “เป็นเขา”
ตามหลักแล้ว โม่จิ่วเยี่ยไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่เขาชื่น
ชมหูชงมาก โดยเฉพาะเขากับสกุลโม่ล้วนถือว่าเป็นสหายร่วมชะตา
กรรมเดียวกัน
เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้บนท้องถนน ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็ต้อง
เข้าไปจัดการ
โม่จิ่วเยี่ยพาภรรยาไปยังจุดที่ห่างจากฝูงชนเล็กน้อย จากนั้นก็
เดินเข้าไปขวางหน้านักเลงทั้งสองคน
“หยุดเดี๋ยวนี้”
เสียงตวาดของเขาท าให้นักเลงสองคนที่ก าลังข่มขู่หูชงอยู่ชะงัก
กึก
แต่พวกเขาก็รีบตั้งสติรวดเร็ว จ้องมองคนที่มาขวางทางอย่าง
ละเอียด เห็นว่าเป็นเพียงชาวบ้านหน้าตาดีคนหนึ่งเท่านั้น ทั้งสองจึง
ไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
นักเลงผิวคล ้าคนหนึ่งเหวี่ยงแส้ใส่โม่จิ่วเยี่ยด้วยความหงุดหงิด
“เจ้าไสหัวไปซะ อย่ามายุ่งเรื่องของคนอื่น”
เขาคิดว่าแค่เหวี่ยงแส้ทีเดียวก็จะท าให้คนที่ขวางทางตกใจจนวิ่ง
หนีไป แต่ใครจะรู้ว่าพอเหวี่ยงแส้ออกไป กลับถูกอีกฝ่ายคว้าจับแส้ไว้
ได้อย่างแม่นย า
ยังไม่พอ แค่โม่จิ่วเยี่ยออกแรงเพียงเล็กน้อย นักเลงคนนั้นก็ลอย
กระเด็นไปอยู่ริมทางพร้อมกับแส้
การกระท านี้ท าให้กลุ่มคนที่มุงดูอยู่อุทานด้วยความตกใจ
ชาวบ้านธรรมดาเคยเห็นแต่คนที่ท าร้ายคนอื่น อย่างมากก็แค่
เหมือนอย่างที่นักเลงสองคนนั้นท ากับหูชง ไหนเลยจะเคยเห็นคนที่
สามารถจับแส้แล้วเหวี่ยงจนคนลอยออกไปได้เช่นนี้
ชั่วขณะที่ทุกคนก าลังตะลึงงัน ผู้คนก็เริ่มส่งเสียงอื้ออึงขึ้นมา
ทันที่
กระทั่งยังมีคนที่พูดขึ้นมาเบา ๆ ว่า “ลงมือได้ดี” ชัดเจนว่านักเลง
สองคนนี้ไม่เป็นที่ไม่ชอบใจของคนอื่นขนาดไหน
โม่จิ่วเยี่ยไม่สนใจค าวิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มคนที่มุงดู สาวเท้า
ไปหาหูชง
นักเลงที่เหลืออีกคนยังคงจับผมของหูชงอยู่ เมื่อเห็นโม่จิ่วเยี่ย
เดินมา เขาตกใจจนไม่ทันได้ปล่อยมือแล้ววิ่งหนีไป ก็ถูกโม่จิ่วเยี่ยจับ
หิ้วเหมือนลูกไก่
ร่างกายของหูชงผ่อนคลายลงทันที่ เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้น แต่
เขาก็ไม่ลืมที่จะมองใบหน้าของผู้ที่ช่วยชีวิต
“คุณชายเก้า?”
“ใช่ ข้าเอง ท าไมพี่หูถึงถูกคนพวกนี้รังแกขนาดนี้เล่า?” โม่จิ่ว
เยี่ยถาม
หลังถูกถาม หูชงก็โกรธจัด เขาชี้ไปทางนักเลงสองคนนั้นและ
พูดว่า “พวกเขาเป็นคนของอู่เดินเรือที่ท่าเรือ เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าไป
ซ่อมเรือให้คนอื่นอยู่ที่นั่น พวกเขาบอกว่าข้าแย่งงานของพวกเขาไป
และต้องส่งเงินที่หาได้ทั้งหมดให้พวกเขา ข้าย่อมไม่ยอม พวกเขาจึง
ส่งคนมาเผาบ้านข้า แล้วบังคับให้ข้าลงนามสัญญาขายตัว ต่อไปนี้
ข้าจะต้องซ่อมเรือให้อู่เดินเรือเท่านั้น ข้าฉวยโอกาสตอนที่คนเฝ้าไม่
ทันระวังหนีออกมาเพื่อจะมาร้องเรียน แต่ก็ถูกพวกเขาจับได้ระหว่าง
ทาง…”
นักเลงที่เพิ่งถูกโม่จิ่วเยี่ยปัดกระเด็นออกไปเมื่อครู่ กัดฟันทนเจ็บ
เดินกะเผลกเข้ามา แม้เขาจะกลัวโม่จิ่วเยี่ยอยู่บ้าง แต่เมื่อเผชิญหน้า
กับหูชง เขาก็ยังมีท่าทีโอหังอวดดี
“หูชง เจ้าอย่าได้ลืมสถานะของตัวเองนะ ตอนนี้สัญญาขายตัว
ของเจ้าอยู่ในมือพวกเรา หากไม่รู้จักกาลเทศะ ก็ระวังจะต้องเจ็บตัว”
พูดจบ เขาก็หันไปมองโม่จิ่วเยี่ย ท่าทีไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนตอน
ที่พูดกับหูชงเลย
“และ…และก็เจ้าด้วย ข้าขอเตือนว่าอย่ายุ่งไม่เข้าเรื่อง ระวังนาย
ท่านหลิวของพวกเราจะท าให้เจ้าอยู่ในเมืองอวิ่นไม่ได้อีก”
เมื่อเผชิญหน้ากับคนตัวเล็กที่อาศัยอ านาจคนอื่นมาข่มขู่แบบนี้
โม่จิ่วเยี่ยแทบไม่อยากจะมองด้วยซ ้า
“ช่างเป็นค าพูดที่ไร้ยางอายจริง ๆ” โม่จิ่วเยี่ยพูดพลางพยุงหูชง
ให้ลุกขึ้น
แม้เขาจะไม่ได้สนใจนักเลงสองคนนี้เลย แต่เรื่องนี้ก็ควรให้
ทางการจัดการจะดีกว่า
“พี่หู พวกเราไปที่ว่าการอ าเภอกันเถอะ”
หูชงค่อย ๆ ลุกขึ้นตามแรงพยุงของโม่จิ่วเยี่ย แล้วเตรียมจะเดิน
ไปด้วยกัน
นักเลงสองคนเห็นท่าไม่ดีจึงรีบมาขวางหน้าโม่จิ่วเยี่ยไว้ด้วย
ความหวาดกลัว
“สัญญาขายตัวของเขาอยู่ในมือพวกเราแล้ว ถ้าเจ้าจะพาคนไป
เช่นนี้ พวกเราก็สามารถแจ้งทางการได้เหมือนกัน”
โม่จิ่วเยี่ยช าเลืองมองพวกเขาแวบหนึ่ง สะกดกลั้นความอยากลง
มือตีคนเอาไว้ แล้วพูดว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ไปร้องเรียนของเจ้า ข้าก็จะไป
ร้องเรียนของข้า”
นักเลงสองคนรู้ถึงความร้ายกาจของโม่จิ่วเยี่ยแล้ว พอเห็นเขา
พาคนไปแบบนี้ก็ไม่กล้าเข้าไปขัดขวาง หลังสบตากันแวบหนึ่งแล้วก็
รีบวิ่งไปทางท่าเรือโดยเร็ว
โม่จิ่วเยี่ยพยุงหูชงมาหาเฮ่อจือหร่าน ให้ภรรยานั่งอยู่ในรถม้า
ส่วนเขาก็พยุงหูชงนั่งด้านนอก แล้วรถม้าก็ค่อย ๆ วิ่งไปทางที่ว่าการ
ช่วงนี้เมิ่งไห่หนิงไม่ได้ไปที่บ้านสกุลโม่เลย เพราะเขาก าลังปวด
หัวกับเรื่องอู่เดินเรือในเมืองอวิ่น
เขาแอบส่งคนไปสืบหาหลักฐานที่ผิดกฎหมายของอู่เดินเรือมา
ตลอด ในที่สุดวันนี้ก็มีเบาะแส จึงก าลังเตรียมการวางแผนจับกุมพวก
อู่เดินเรือทั้งหมดในคราวเดียว
ในตอนนั้นเอง เจ้าหน้าที่ก็มารายงานว่ามีคนมาตีกลองร้องทุกข์
อยู่หน้าประตู
เมิ่งไห่หนิงเป็นขุนนางที่ขยันขันแข็งและรักประชาชน ถึงแม้จะมี
งานยุ่งแค่ไหน เขาก็ไม่เคยละเลยการช่วยเหลือผู้คน
เพราะความซื่อสัตย์และขยันของเขา ชีวิตของชาวบ้านในเมืองอ
วิ่นจึงดีขึ้นทุกวัน เห็นได้ชัดว่าเรื่องรังแกผู้อื่นนั้นแทบจะไม่มีให้เห็น
อีกแล้ว
ที่ว่าการอ าเภอของเขาถึงกับเงียบสงบลงไปพักหนึ่ง
นับตั้งแต่ช่วงปีใหม่ เขาก็ได้รับจดหมายจากทางบ้าน พวกเขา
เห็นด้วยอย่างยิ่งกับเรื่องที่เขาอยากแต่งงานกับหญิงสาวบ้านสกุลโม่
ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องอู่เดินเรือก าลังยุ่งอยู่ เขาก็อยากจะไปแวะเวียน
บ้านสกุลโม่ เพื่อท าความคุ้นเคยกับโม่หานเยี่ยแล้ว
เมิ่งไห่หนิงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มาถึงห้องโถง ไม่คิดว่าผู้ที่มาร้อง
ทุกข์กลับเป็นสามีภรรยาโม่จิ่วเยี่ย ส่วนคนที่มาด้วยกันนั้น เขาไม่
รู้จัก
เมื่อเห็นพี่เขยในอนาคต เมิ่งไห่หนิงก็แทบนั่งไม่ติด
เขาไม่สนใจกฎระเบียบมากมาย รีบเดินออกมาจากหลังโต๊ะ
“พี่เก้า พี่สะใภ้ เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
หูชงมองเหตุการณ์นี้แล้วบ่นไม่หยุดในใจ
เขาเป็นขุนนางในเมืองหลวงมาหลายปี เคยสังเกตการณ์และมี
ส่วนร่วมในศาลมาก่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นขุนนางคนหนึ่งเดิน
ออกมาสอบถามเองถึงที่ แม้จะเป็นคนคุ้นเคยกัน ทว่าก็ไม่ควรตื่นเต้น
ขนาดนี้…
สองสามีภรรยาคุ้นเคยกับเมิ่งไห่หนิงดี จึงไม่ได้คิดอะไรมาก
โม่จิ่วเยี่ยชี้ไปทางหูชง และพูดว่า “นี่คือหูชง อดีตรองเสนาบดี
กรมโยธาธิการ เขาถูกเนรเทศมาที่นี่เหมือนกับคนสกุลโม่ ตอนนี้เขา
มีเรื่องต้องการจะร้องทุกข์”
เมิ่งไห่หนิงจึงหันมาพินิจพิเคราะห์หูชงอย่างละเอียด
ด้วยสภาพอันน่าสังเวชของหูชงในยามนี้ไม่อาจบรรยายออกมา
เป็นค าพูดได้ แม้จะบอกว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้เป็นขอทานก็คงไม่เกินไป
เมิ่งไห่หนิงไม่ใช่คนที่มองคนเพียงรูปลักษณ์ภายนอก ถึงแม้เขา
จะไม่เคยพบหูชงมาก่อน แต่ก็เคยได้ยินผู้อาวุโสในครอบครัวกล่าวถึง
ความเชี่ยวชาญและฝีมือของคนผู้นี้
ส่วนเรื่องที่หูชงถูกเนรเทศมาซีเป่ยนั้น เขาก็ไม่ได้คิดจะสืบอะไร
มากนัก เพราะความโง่เขลาของจักรพรรดิซุ่นอู่เป็นเรื่องที่ปฏิเสธ
ไม่ได้ การที่ราชส านักจะไม่สามารถรักษาคนที่มีความสามารถอย่าง
หูชงไว้ได้นั้น ถือเป็นการสูญเสียบุคคลส าคัญอย่างยิ่ง
“ใต้เท้าหู หากมีอะไรเกิดขึ้นกับท่าน ก็เล่าให้ข้าฟังได้”
แม้หูชงจะมีสภาพย ่าแย่ แต่ท่าทางของนักปราชญ์ของเขาก็ยังไม่
สูญสิ้นไป
เขาประสานมือค านับเมิ่งไห่หนิงด้วยความสุภาพ กล่าวอย่างไม่
ยโสหรือไม่ต ่าต้อย “ข้าถูกปลดจากต าแหน่งและถูกเนรเทศมาแล้ว
ท่านนายอ าเภอควรเรียกชื่อของข้าจะดีกว่า”