ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 345 พวกเราจะท าเช่นไรดี
ขันทีผู้ประกาศราชโองการก็เป็นคนที่มีสายตาเฉียบแหลม แม้ไม่
สามารถแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อตระกูลเฮ่อได้ แต่ก็ไม่คิดจะอยู่ดู
ความล าบากใจของคนตระกูลเฮ่อต่อ จึงกล่าวค ามงคลสักสองสาม
ประโยค แล้วเรียกให้คนออกไป
คนเหล่านั้นเพิ่งจะจากไป บ่าวรับใช้สองคนที่คุกเข่าอยู่หน้าประตู
ก็ลุกขึ้นยืนทันที่ ก่อนจะเข้าไปในจวนและปิดประตู
ทันใดนั้นโม่จิ่วเยี่ยก็ได้ยินเสียงสะอื้นเบา ๆ ดังมาจากในจวน
“ท่านพี่ พวกเราจะท าเช่นไรดี?”
ฮูหยินเฮ่อเอ่ยเสียงเบา หากไม่ใช่เพราะโม่จิ่วเยี่ยมีวรยุทธ์สูงส่ง
ฟังเสียงได้จากไกล ๆ ก็คงไม่อาจจะได้ยิน
เขาอยากรู้จริง ๆ ว่าพ่อตาและครอบครัวจะมีปฏิกิริยากับเรื่องนี้
อย่างไร จึงแอบผละจากกลุ่มคน เดินอ้อมไปด้านข้างจวนเสนาบดี
เฮ่อ แล้วกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ ยืดตัวมองเข้าไปด้านใน
เสนาบดีเฮ่อพร้อมกับภรรยาและบุตรชายต่างก้มหน้าทอดถอน
ใจ
“มันคือสมรสพระราชทาน ข้าจะท าอะไรได้”
เฮ่อเยวียนหมิงกล่าวพลางหันไปมองบุตรชายที่อยู่ในอาการ
หัวใจสลาย
“ตอนแรกแม่เจ้าก็หาหญิงงามให้เจ้ามากมาย เจ้ากลับไม่ยอม
แต่งด้วย ตอนนี้พวกเราถูกท่านหญิงอวี้เล่นงานจนเดือดร้อนกันไป
หมดแล้ว”
ฮูหยินเฮ่อเห็นว่าบุตรชายถูกต าหนิก็พูดด้วยความไม่พอใจว่า
“เพราะท่านต่างหากที่บังคับให้ซื่อหมิงไปสอบขุนนาง ถ้าไม่ใช่
เพราะท่าน ซื่อหมิงจะออกไปเดินเที่ยว แล้วถูกท่านหญิงอวี้พบเห็นได้
อย่างไร”
“เจ้า…ข้าให้ซื่อหมิงไปสอบขุนนาง ก็เพราะไม่อยากให้
ความสามารถของเขาถูกฝังไว้กับตัวเอง เรื่องนี้จะโทษข้าได้อย่างไร”
เฮ่อซื่อหมิงเห็นบิดาและมารดาก าลังจะทะเลาะกัน จึงรีบเข้าไป
ห้าม
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านอย่าทะเลาะกันเลย พวกเราไม่อาจ
ขัดพระราชโองการได้ ในเมื่อจะต้องแต่งกับท่านหญิงอวี้ให้ได้ ข้าก็
แค่แยกเรือนออกไปอยู่ต่างหากก็สิ้นเรื่องแล้ว พวกท่านทั้งสองจะได้
ไม่ต้องมาทนทุกข์ไปด้วย”
ได้ยินบุตรชายเอ่ยเช่นนั้น น ้าตาของฮูหยินเฮ่อก็ร่วงริน
“แบบนั้นไม่ได้นะ ท่านหญิงอวี้จะเอาแต่ใจอย่างไร แต่ต่อหน้าข้า
กับท่านพ่อของเจ้า นางก็เป็นเพียงผู้น้อย ย่อมต้องเกรงใจบ้าง หาก
เจ้าแยกเรือนออกไปอยู่ต่างหาก คงจะไม่ได้อยู่อย่างมีความสุขแม้แต่
วันเดียวแล้ว”
ฮูหยินเฮ่อครุ่นคิด อย่างน้อย ๆ นางในฐานะแม่สามีก็ยังพอมี
อ านาจข่มขู่ท่านหญิงอวี้ได้บ้าง
โม่จิ่วเยี่ยฟังบทสนทนาของครอบครัวภรรยา ภายในใจก็ตั้ง
ปณิธานแน่วแน่ว่าจะต้องช่วยเหลือพวกเขาให้ได้
เขาลอบออกจากจวนเสนาบดี แล้วมุ่งหน้าไปยังจวนอ๋องเก้าอีก
ครั้ง
บางทีอาจเป็นเพราะท่านหญิงอวี้ถูกพระราชทานสมรสให้ จวน
อ๋องเก้าที่แต่เดิมเงียบเหงา บัดนี้จึงกลับคึกคักอย่างน่าประหลาด
แม้ประตูใหญ่จะไม่ได้เปิดออก แต่ประตูข้างกลับมีคนเข้าออกไม่
ขาดสาย บ่าวไพร่ต่างวิ่งวุ่นกับให้ควั่ก
หากไม่รู้มาก่อนว่าปรมาจารย์ซือเหมิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับจวน
อ๋องเก้า โม่จิ่วเยี่ยคงคิดว่าท่านอ๋องเก้าเป็นเพียงคนเรียบง่าย
ทว่าตอนนี้เขากลับไม่ได้คิดเช่นนั้น การกระท าอย่างนี้ของคน
จวนอ๋องเก้า ล้วนจงใจท าอย่างเห็นได้ชัด
จงใจก็ดี ไม่จงใจก็ช่าง อย่างไรเสียตอนนี้โม่จิ่วเยี่ยก็ไม่กล้าดู
แคลนอ๋องเก้าผู้นี้เด็ดขาด
หลังยืนสังเกตอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นจับพิรุธ
ได้ เขาจึงคิดจะเดินวนรอบก าแพงจวนอ๋องเก้าสักรอบ
เมื่อมาถึงสวนหลังจวน โม่จิ่วเยี่ยก็ได้ยินเสียงพิณบรรเลงแว่วมา
แต่ไกล
ที่นี่เงียบสงบกว่าลานด้านหน้ามาก แม้เสียงพิณจะไม่ดังนัก แต่
ส าหรับผู้มีวรยุทธ์เช่นโม่จิ่วเยี่ยย่อมได้ยินชัดเจน
เขาไม่ได้เชี่ยวชาญด้านดนตรี แต่เคยได้ยินท่านแม่และพวก
พี่สะใภ้เล่นให้ฟังบ้างเป็นครั้งคราว
กระนั้นเขาก็ยังรู้สึกได้ว่าเสียงพิณนี้แฝงไว้ด้วยความเคียดแค้น
และท่วงท านองก็ไม่ใช่แบบที่เขาเคยได้ยินมา
ขณะที่โม่จิ่วเยี่ยก าลังครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงพิณก็หยุดลงกะทันหัน
เขารู้ดีว่ามันหมายถึงสายพิณได้ขาดลงแล้ว
เสียงพิณเงียบหายไป
โม่จิ่วเยี่ยรู้สึกใคร่รู้ยิ่งนัก เท่าที่เขารู้มา เรือนใหญ่โตเช่นจวน
อ๋องเก้า มักจะมีแต่บ่าวไพร่หรือองครักษ์อาศัยอยู่ในเรือนด้านหลัง
แต่กลับมีเสียงพิณดังแว่วมาจากที่นั่น ซ ้าฝีมือของคนบรรเลงก็
ไม่ธรรมดาด้วย
เรื่องผิดปกติมักมีเงื่อนง า โม่จิ่วเยี่ยจึงคิดอยากเข้าไปตรวจสอบ
สักหน่อย
เขาส ารวจรอบทิศ พอเห็นว่าไร้เงาผู้ใดจับจ้อง จึงกระโดดข้าม
ก าแพงไปอย่างว่องไว
ร่มเงาของต้นไม้ช่วยบดบังร่างกายของเขาเอาไว้ได้เป็นอย่างดี
ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกใครพบเห็น
โม่จิ่วเยี่ยจ้องมองเข้าไปภายใน
สถานที่แห่งนี้ช่างแตกต่างจากที่ท่านจินตนาการไว้ บนพื้นเต็ม
ไปด้วยหญ้ารกชัฏ และในบริเวณที่รกทึบที่สุด กลับปรากฏเรือนหลัง
เล็ก ๆ ซ่อนอยู่
ภายในลานของเรือนหลังนั้น มีบุรุษร่างสูงในชุดขาว ผมขาว
สวมงอบใบหนึ่ง ก าลังนั่งเหม่อลอยอยู่หน้ากู่ฉิน
แม้โม่จิ่วเยี่ยจะไม่เคยเห็นใบหน้าของปรมาจารย์ซือเหมิงด้วยตา
ตนเอง แต่จากค าบอกเล่าของผู้ที่ถูกเขาสอบสวน ล้วนบอกว่า
ปรมาจารย์ซือเหมิงมีผมสีขาวโพลน
ดังนั้นเขาจึงมั่นใจว่า ชายผู้นี้คือปรมาจารย์ซือเหมิงอย่างไม่ต้อง
สงสัย
โชคยังดีที่เขามีสติสัมปชัญญะอยู่บ้าง เมื่อเห็นศัตรูจึงไม่ได้ท า
อะไรหุนหันพลันแล่น
เพราะเขาเห็นว่า รอบ ๆ ลานบ้านแห่งนี้ มีเงาขององครักษ์ชุดด า
ซ่อนตัวอยู่มากมาย
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าบุคคลเหล่านี้ต้องเป็นผู้คุ้มกันของปรมาจารย์
ซือเหมิงแน่
หากเขากระท าการผลีผลาม แม้จะสามารถจับตัวคนผู้นั้นได้ก็
จริง แต่หากพลาดพลั้งไปแวกหญ้าให้งูตื่น ก็เกรงว่าจะไม่มีโอกาส
ครั้งที่สองแล้ว
เขาพยายามอย่างหนักเพื่อจะระงับความเลือดร้อนในใจ ก่อนจะ
กระโดดข้ามก าแพงลงมา
โม่จิ่วเยี่ยคาดการณ์ว่าปรมาจารย์ซือเหมิงคงจะไม่ยอมออกจาก
จวนอ๋องเก้าเป็นแน่ ตราบใดที่ยังไม่ได้เหยี่ยวปีกทองไป
ตราบใดที่คนผู้นั้นยังอยู่ที่นี่ เขาก็จะต้องรีบคิดหาวิธีการแยบยล
เพื่อจับตัวคนผู้นั้นมาให้ได้โดยเร็วที่สุด
โม่จิ่วเยี่ยครุ่นคิดไปมาตลอดทาง จนกลับมาถึงหน้าจวนตระกูล
เฟ่ยอีกครั้ง
ทันใดนั้น เขาก็คิดแผนการได้อย่างหนึ่ง
……
ยามค ่า โม่จิ่วเยี่ยสวมชุดด าเดินลัดเลาะออกจากตรอกหย่งอัน
เขากลับมาที่ที่คุ้นเคยที่สุดอีกครั้งและสังเกตการณ์
หลังจากนั้นเขาก็กระโดดข้ามก าแพงฝั่งตะวันออกเข้าไป
ภายในลานมืดสนิท ต่างจากตอนที่สกุลโม่เคยอาศัยอยู่
โม่จิ่วเยี่ยคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดี เขาเดาว่าเฟ่ยหนานอวี่น่าจะ
อาศัยอยู่ในเรือนหลัก จึงรีบวิ่งตรงไปยังเป้าหมาย
ใครจะรู้ว่าเรือนหลักก็มืดสนิทเช่นกัน เมื่อมองไปที่ห้องหนังสือ
ซึ่งอยู่ติดกับเรือนหลัก ก็พบว่ามีแสงสว่างเล็ดลอดออกมาจาก
หน้าต่าง
โม่จิ่วเยี่ยค่อย ๆ เคลื่อนกายด้วยความระมัดระวังไปยังห้อง
หนังสือ เพราะเขารู้สึกได้ว่าบริเวณนั้นมีรังสีของคนแปลกหน้า
จ านวนมาก แสดงว่าที่นั่นต้องมีองครักษ์คอยเฝ้าอยู่
เขาเก็บซ่อนลมหายใจแล้วลอบไปด้านหลังห้องหนังสือ เจาะรู
เล็ก ๆ บนกระดาษหน้าต่างด้านหลัง แล้วยื่นหน้าเข้าไปสอดส่องดู
เฟ่ยหนานอวี่ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย เขาก าลังเอนกายอยู่บนเตียง
นุ่ม ดวงตาปิดลงครึ่งหนึ่ง ดูจากลมหายใจแล้วก็ไม่เหมือนกับก าลัง
หลับสนิท โม่จิ่วเยี่ยเดาว่าอีกฝ่ายน่าจะก าลังครุ่นคิดอะไรอยู่
ชั่วขณะนั้นทุกอย่างเงียบสงัด
โม่จิ่วเยี่ยสวมชุดด ามิดชิดทั้งร่างไม่สะดุดตา อีกอย่างเขายังจงใจ
กลั้นเสียงหายใจเอาไว้ก่อนหน้านี้ จึงไม่ถูกองครักษ์ที่อยู่รอบ ๆ พบ
เห็น
แต่เฟ่ยหนานอวี่นั้นไม่ได้ฝึกฝนวรยุทธ์ หากเขาไม่ส่งเสียงอะไร
ออกไป คิดว่าเฟ่ยหนานอวี่ก็คงไม่อาจรู้ถึงการมีอยู่ของเขาได้แน่
วันนี้ที่หน้าจวนตระกูลเฟ่ย โม่จิ่วเยี่ยคาดเดาไว้แล้วว่ารอบกาย
เฟ่ยหนานอวี่ต้องมีสายของหนานฉีแฝงตัวอยู่ ดังนั้น การมาของเขา
ในค ่าคืนนี้ จึงไม่ต้องการให้ผู้ใดล่วงรู้
ไม่ว่าอย่างไร เขาไม่อาจท าให้เฟ่ยหนานอวี่ต้องเดือดร้อนเพราะ
เขาได้
ดังนั้น ชายหนุ่มจึงเคลื่อนกายไปยังที่ลับตาเพื่อสังเกตการณ์และ
พบว่าต าแหน่งที่มองเห็นหน้าต่างห้องหนังสือ เหมือนจะมีองครักษ์
เฝ้าอยู่เพียงคนเดียว
โม่จิ่วเยี่ยกระโจนเข้าไป ฟาดสันมือเข้าที่ต้นคอองครักษ์ผู้นั้นจน
สลบ จากนั้นจึงน าร่างไปวางไว้ในที่ปลอดภัยจากสายตาอื่น แล้วพุ่ง
ผ่านหน้าต่างเข้าไปทันที