ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 344 สมรสพระราชทาน
โม่จิ่วเยี่ยยังคงเดินน าหน้าเฟ่ยหนานอวี่กับกลุ่มอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
ในใจเขาก าลังขบคิดถึงบทสนทนาเมื่อครู่นี้
ตามเหตุผลแล้ว การเตรียมของขวัญเป็นเรื่องที่สามารถ
มอบหมายให้พ่อบ้านในจวนจัดการได้
แต่หนานฉีกลับให้เฟ่ยหนานอวี่ไปจัดการเอง เรื่องนี้แค่ใช้สมอง
คิดสักหน่อยก็รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล
โม่จิ่วเยี่ยรู้จักหนานฉีดี เขาไม่ใช่สุภาพบุรุษที่เปิดเผย
ตรงไปตรงมา ตอนที่เขายังเป็นสหายร่วมเรียนของหนานฉี หาก
หนานฉีไม่คิดจะเอาชนะ แม้แต่หนังสือก็คงไม่ตั้งใจอ่าน
เพียงปฏิบัติตามหน้าที่ของเขาในฐานะข้าราชบริพาร เพื่อจะให้
หนานฉีได้รู้สึกเหนือกว่า ยามสอบแข่งขันจึงจงใจยอมอ่อนข้อให้
บัดนี้ข้างกายของเขามีเฟ่ยหนานอวี่ผู้ยอดเยี่ยมเช่นนี้ หากเฟ่ย
หนานอวี่ไม่ยอมเก็บง าความสามารถ ก็ยากที่จะไม่ถูกหนานฉีระแวง
ดูท่าชีวิตของเฟ่ยหนานอวี่ในเวลานี้คงเหมือนยืนอยู่บนแผ่น
น ้าแข็งบาง ๆ
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาจะวางแผนอย่างไร ในเมื่อมีเฟ่ยมามาเป็น
พยานแล้ว เหตุใดจึงไม่เปิดเผยความจริงและกลับไปเป็นองค์ชายตัว
จริงเล่า
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งที่โม่จิ่วเยี่ยคิด เขาไม่อาจเข้าไป
ยุ่งเกี่ยวกับการแก่งแย่งอ านาจเหล่านี้ได้
ยิ่งกว่านั้นเฟ่ยหนานอวี่ตอนนี้ก็ยังดูดีอยู่หรอก แต่ต่อไปถ้าเขา
ได้ขึ้นครองราชย์จริง ๆ ใครจะรู้ว่าคนเราจะเปลี่ยนไปเป็นแบบไหน?
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเฟ่ยหนานอวี่มากนัก แต่ได้ยิน
มาว่าอ๋องเก้าก าลังจะจัดงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิด คาดว่าน่าจะ
เป็นช่วงเร็ว ๆ นี้
ถ้าหากสามารถอาศัยเฟ่ยหนานอวี่ลอบเข้าไปในจวนอ๋องเก้าได้
ก็น่าจะปลอดภัยกว่าการที่พวกเขาเสี่ยงพาเสี่ยวไป๋ไปหาปรมาจารย์
ซือเหมิงไม่ใช่หรือ?
หลังครุ่นคิดไปมา โม่จิ่วเยี่ยก็ตัดสินใจว่าเย็นนี้เขาจะเดินทางไป
ที่จวนตระกูลเฟ่ย เพื่อพบกับเฟ่ยหนานอวี่
ไม่ต้องไปสนใจว่าวันหน้าเขาจะเป็นอย่างไร ตอนนี้สิ่งส าคัญ
ที่สุดคือต้องหาปรมาจารย์ซือเหมิงให้พบก่อน
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว โม่จิ่วเยี่ยก็ไม่ได้เอ้อระเหยอีกต่อไป เขา
รีบเร่งฝีเท้า มุ่งหน้าไปยังจวนอ๋องเก้าโดยตรง
แม้อ๋องเก้าจะไม่ได้รับความโปรดปรานจากจักรพรรดิซุ่นอู่ แต่ก็
ยังคงเป็นถึงท่านอ๋อง ฉะนั้นที่อยู่ของเขาย่อมหรูหราโอ่อ่าและอยู่ไม่
ไกลจากวังหลวงเท่าใดนัก
ในอดีต เวลาบุรุษสกุลโม่มาเข้าเฝ้า ล้วนต้องผ่านเส้นทางนี้
ทั้งนั้น
เดิมทีเขาตั้งใจจะไปจวนอ๋องเก้า ทว่าระหว่างทางก็เกิดเรื่องไม่
คาดฝันขึ้นอีกครั้ง
มีขบวนคนและม้ามาจากทางวังหลวง น าโดยขันทีที่ถือราช
โองการสีเหลืองไว้ในมือ ควบม้าตรงมายังพวกเขาอย่างรวดเร็ว
เห็นมุมปากของขันทีที่ยกขึ้น พวกเขาก็สามารถตัดสินได้ว่านี่
คงจะเป็นข่าวดีที่ก าลังจะเกิดขึ้นของบ้านไหนสักบ้าน
ขบวนม้าที่อยู่ข้างหน้า มีชาวบ้านติดตามมาเป็นจ านวนมาก
แต่อย่างไรขันทีผู้ประกาศราชโองการก็ขี่อยู่บนหลังม้า ส่วน
ชาวบ้านธรรมดาต่างต้องเดินเท้า ไม่นานนักก็ทิ้งห่างกลุ่มคนไว้
เบื้องหลัง
ถึงอย่างนั้นชาวบ้านที่ชอบดูเรื่องสนุกก็ยังไม่ย่อท้อ เดินทาง
ต่อไปตามทิศทางที่ขันทีจากไป ผู้คนที่คุ้นเคยกันต่างซุบซิบ
“ได้ยินว่าองค์จักรพรรดิทรงพระราชทานใสมรสห้ท่านหญิงอวี้
กับบุตรชายคนโตของท่านเสนาบดีเฮ่อ เมื่อครู่คนเหล่านั้นน่าจะไป
ประกาศราชโองการที่จวนเสนาบดีเฮ่อแน่ ๆ”
เมื่อได้ยินค าว่าเสนาบดีเฮ่อ โม่จิ่วเยี่ยก็หยุดฝีเท้า
เสนาบดีเฮ่อผู้นี้คือพ่อตาของเขา
บุตรชายคนโตของเสนาบดีเฮ่อก็คือพี่ชายภรรยาของเขา
แม้ว่าภรรยาจะไม่ค่อยพูดถึงเรื่องของครอบครัวนาง แต่ดูจาก
ตอนที่พวกเขาถูกตัดสินให้เนรเทศ ทั้งพ่อตาและแม่ยายก็ยังเสี่ยง
ชีวิตไล่ตามขบวนนักโทษมาเพื่อมอบเงินให้หร่านหร่านน าติดตัว
เท่านี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาต้องดีกับหร่านหร่านมากแน่
เมื่อเป็นเรื่องของครอบครัวพ่อตา เขาก็ต้องไปดูสักหน่อยแล้ว
พูดถึงท่านหญิงอวี้ โมจิ่วเยี่ยก็คุ้นเคยดี
นางคือบุตรสาวคนเล็กของอ๋องเก้า มักได้รับความสนใจจาก
ผู้คนรอบข้างตั้งแต่นางยังเป็นเด็ก
แต่สิ่งที่ท าให้ผู้คนปวดหัวคือ ท่านหญิงอวี้คิดว่าตนเองสมควร
ได้รับความความรักความเอ็นดูมากเกินไป จนกลายเป็นคนหยิ่งยโส
โอหัง คนทั้งเมืองหลวงต่างรู้ดีว่านิสัยของนางค่อนข้างแข็งกร้าว นาง
ไม่กล้าเข้าไปยั่วยุโอรสขององค์จักรพรรดิ แต่ส าหรับคนอื่น ๆ นางไม่
ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้อ๋องเก้าที่ดูเหมือนจะเป็นคนเรียบง่าย แต่กลับให้
ความส าคัญกับบุตรสาวของเขามากเป็นพิเศษ ต่อให้นางจะท า
ผิดพลาดหรือก่อเรื่องร้ายแรงอะไร เขาก็พร้อมจะปกป้องและ
ช่วยเหลือเสมอ แม้ต้องเสียหน้าก็ตาม
อาจกล่าวได้ว่า อ๋องเก้าจะออกมาปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนบ่อย
ที่สุดก็ต่อเมื่อต้องไปช่วยแก้ปัญหาให้บุตรสาวคนนี้
หญิงสาวที่เอาแต่ใจเช่นนี้จะแต่งเข้าตระกูลเฮ่อ เป็นฮูหยินใหญ่
ของพี่ชายภรรยา เขาก็เกรงว่าตระกูลเฮ่อคงไม่มีวันสงบสุขแล้ว…
โม่จิ่วเยี่ยไม่รู้ว่าจักรพรรดิซุ่นอู่ก าลังคิดอะไร ถึงได้พระราชทาน
สมรสให้กับคนสองคนที่ฐานะต่างกันราวฟ้ากับดินเช่นนี้
เพื่อสืบหาความจริง เขาจึงแฝงตัวไปกับฝูงชนที่วิ่งไปมุงดู
เหตุการณ์ พอได้ยินคนก าลังพูดคุยกัน เขาก็เข้าไปสอบถาม
“พี่ชาย ท่านพอจะรู้เรื่องราวความเป็นมาขององค์หญิงอวี้กับ
คุณชายใหญ่ตระกูลเฮ่อหรือไม่”
โม่จิ่วเยี่ยถามถูกคนแล้ว
คนผู้นี้มีนิสัยชอบนินทาอยู่แล้ว และบังเอิญยังรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง
เขาเห็นมีผู้คนมาสอบถาม ก็เกิดความรู้สึกเหนือกว่าอีกฝ่าย
ขึ้นมา จึงเดินพลางอธิบายให้โม่จิ่วเยี่ยฟังเบา ๆ ว่า
“บุตรชายคนโตของท่านเสนาบดีเฮ่อเพิ่งสอบได้ต าแหน่งทั่นฮวา
ตอนท่านหญิงขี่ม้าชมเมืองก็เห็นคนเข้า พวกเราชาวเมืองหลวงต่างก็
รู้ดีว่าท่านหญิงอวี้ชื่นชอบบุรุษรูปงาม บุตรชายท่านเสนาบดีเฮ่อก็รูป
โฉมงดงามราวกับเทพบุตร เป็นที่ถูกอกถูกใจของท่านหญิงอวี้ตั้งแต่
แรกเห็น
“ความรักที่ท่านอ๋องเก้ามีต่อท่านหญิงอวี้ ชาวเมืองหลวงย่อมรู้ดี
หากนางต้องการดวงดาว ท่านอ๋องเก้าก็ไม่มีทางมอบดวงจันทร์ให้
นางแน่นอน”
ท่านหญิงอวี้หมายตาคุณชายใหญ่เฮ่อ อ๋องเก้าก็คงจะต้องหาวิธี
ท าให้บุตรสาวสมหวังแน่
เขาพูดพลางส่ายหน้าและถอนหายใจออกมา
“น่าเสียดายแทนคุณชายใหญ่เฮ่อผู้แสนดีคนนี้ ครึ่งชีวิตช่วงหลัง
คงล าบากน่าดู…”
โม่จิ่วเยี่ยเข้าใจต้นสายปลายเหตุแล้ว ในใจก็พลอยกังวลแทน
พี่ชายภรรยา
การได้แต่งกับท่านหญิงอวี้ ก็เหมือนรับบรรพบุรุษมาอยู่ในบ้าน
ตระกูลเฮ่อคงไม่มีวันสงบสุขอีกแน่
ขณะเดียวกัน เขาก็คิดถึงเฮ่อจือหร่าน
หากนางอยู่ในเมืองหลวงแล้วพบว่าที่บ้านเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น นาง
จะท าเช่นไร?
และเพราะเขารู้จักนิสัยของภรรยาเป็นอย่างดี เฮ่อจือหร่านต้อง
หาทางขัดขวางการแต่งงานครั้งนี้แน่ ถึงแม้จะเป็นสมรสพระราชทาน
ก็ตาม
เนื่องจากเขาบังเอิญพบเจอกับเรื่องราวเช่นนี้ ก็ย่อมไม่อาจนิ่ง
เฉยอยู่ได้
แน่นอนว่าในใจของเขาก็รู้ดีเช่นกัน ว่าราชโองการสมรส
พระราชทานในวันนี้ เขาไม่อาจจะขัดขวางได้จริง ๆ
อย่างไรเสีย แค่สมรสพระราชทาน ท่านหญิงอวี้ก็ไม่สามารถจะ
เดินผ่านประตูเข้ามาได้ทันที่ ดังนั้นเขาจึงยังมีเวลาแก้ไขเรื่องนี้อยู่
ระหว่างทางที่ก าลังครุ่นคิด โม่จิ่วเยี่ยก็มาถึงจวนของท่าน
เสนาบดีเฮ่อก่อนชาวบ้านเหล่านั้นเสียแล้ว
ตอนนี้ประตูใหญ่ของจวนท่านเสนาบดีเปิดอ้า ด้านหน้ามีม้าหยุด
ยืนอยู่ด้านข้าง
บ่าวรับใช้สองคนที่เฝ้าประตู คุกเข่าเรียบร้อยตรงไปยังทิศทาง
ของลานบ้าน
โม่จิ่วเยี่ยรู้ว่าขันทีคงเริ่มประกาศราชโองการแล้ว
เขารีบมาเร็วกว่าคนอื่นเล็กน้อย หน้าประตูจวนเสนาบดีเฮ่อมีคน
ที่มาดูเหตุการณ์ไม่มากนัก เขาจึงหาต าแหน่งที่มองเห็นได้ชัดเจน
หน้าประตูจวนเสนาบดีมีก าแพงหินบังสายตาจากนอกประตู แต่
กลับไม่เป็นอุปสรรคต่อการได้ยินของโม่จิ่วเยี่ย
เขาได้ยินขันทีพูดอยู่ข้างในว่า “ขอแสดงความยินดีกับบุตรชาย
ของท่านเสนาบดีเฮ่อ รับราชโองการ!”
ตามหลักแล้ว ราชโองการสมรสพระราชทานส าหรับขุนนางถือ
เป็นเรื่องน่ายินดี แต่โม่จิ่วเยี่ยกลับไม่ได้ยินน ้าเสียงแห่งความยินดี
จากพี่ชายภรรยาแม้แต่น้อย
“กระหม่อมขอขอบพระทัยฝ่าบาท”
น ้าเสียงเช่นนี้ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกอึดอัดราวกับมารดาตายจาก
แสดงให้เห็นว่าคนในครอบครัวของภรรยาก าลังผิดหวังกับการ
แต่งงานครั้งนี้มากเพียงใด
ขันทีประกาศราชโองการย่อมรู้ดีแก่ใจ นี่หาใช่คู่ที่เหมาะสมไม่
แต่ในฐานะคนขององค์จักรพรรดิ เขาย่อมต้องยืนหยัดอยู่ข้างองค์
จักรพรรดิ แม้ในใจจะเห็นอกเห็นใจครอบครัวของท่านเสนาบดี แต่ก็
ไม่อาจแสดงออกมาได้