ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 346 ท่านมาเมืองหลวงได้อย่างไร
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 346 ท่านมาเมืองหลวงได้อย่างไร
“ใคร”
เฟ่ยหนานอวี่ลุกขึ้นนั่งทันที่ ถึงแม้เขาจะไม่มีวรยุทธ์ติดตัว แต่
เมื่อจู่ ๆ หน้าต่างถูกเปิดออกก็ยังท าให้เขาตกใจได้
โม่จิ่วเยี่ยกลัวว่าเขาจะร้องเรียกองครักษ์ที่อยู่ด้านนอกมา จึงรีบ
ถอดผ้าคลุมหน้าออก
“คุณชายเฟ่ย ข้าเอง”
ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เฟ่ยหนานอวี่ยังคงไม่อยากจะเชื่อ
แต่ด้วยอาศัยแสงจากโคมไฟ เขาถึงสามารถยืนยันได้ว่าคนที่อยู่
ตรงหน้าคือโม่จิ่วเยี่ย
“คุณชายเก้า ท่านมาเมืองหลวงได้อย่างไร”
ส าหรับเฟ่ยหนานอวี่ การที่โม่จิ่วเยี่ยมาปรากฏตัวที่เมืองหลวง
นับว่าเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่เขาออกจากเมืองอวิ่น เมิ่งไห่หนิงก็ไม่ได้ส่ง
ข่าวมาบอกแต่อย่างใด
แม้จะเป็นเช่นนั้น เขายังคงรู้สึกสงสัยว่าโม่จิ่วเยี่ยเดินทางมายัง
เมืองหลวงในครั้งนี้ ด้วยจุดประสงค์อะไร
โม่จิ่วเยี่ยไม่คิดจะอ้อมค้อม
“คุณชายเฟ่ย ข้าเดินทางมายังเมืองหลวง เพราะเรื่องบางอย่าง
ภายในครอบครัว ครั้งนี้ที่มารบกวนท่าน ก็เพราะอยากขอร้องให้ท่าน
ช่วยเหลือ”
เฟ่ยหนานอวี่ประทับใจโม่จิ่วเยี่ยมาโดยตลอด พอเห็นอีกฝ่ายมี
ท่าทีร้อนใจจึงรีบตอบรับว่า
“หากมีสิ่งใดที่ข้าพอจะช่วยเหลือท่านได้ ก็บอกได้เลย”
“ได้ยินว่าอีกไม่กี่วันจะเป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านอ๋องเก้าหรือ”
โม่จิ่วเยี่ยถาม
“จริงอย่างที่ท่านว่า เหลืออีกสามวัน” เฟ่ยหนานอวี่หยุดครู่หนึ่ง
ก่อนเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “การเดินทางมาเมืองหลวงครั้งนี้ของท่าน
เกี่ยวข้องกับท่านอ๋องเก้าหรือ”
เฟ่ยหนานอวี่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างเช่นกัน
อ๋องเก้าผู้มักจะใช้ชีวิตสงบเงียบ ไม่ค่อยมาปรากฏตัวต่อหน้า
ผู้คน แต่กลับจะจัดงานวันคล้ายวันเกิดอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งมันขัดกับ
ท่าทีของเขาโดยสิ้นเชิง
ความคิดของเขาสอดคล้องกับโม่จิ่วเยี่ย นั่นคือเรื่องผิดปกติ
เช่นนี้ย่อมมีเงื่อนง าแอบแฝง และเขาก็ไม่เข้าใจว่าอ๋องเก้าก าลัง
วางแผนอะไรอยู่
โดยเฉพาะวันนี้ องค์จักรพรรดิทรงมีพระบัญชา พระราชทาน
สมรสให้แก่ท่านหญิงอวี้แห่งจวนอ๋องเก้ากับบุตรชายคนโตของท่าน
เสนาบดีเฮ่อ
แม้ท่านเสนาบดีเฮ่อจะเป็นขุนนางที่ยุติธรรม แต่ก็เป็นขุนนางที่มี
อ านาจอยู่ในมือ
ด้วยนิสัยเก็บเนื้อเก็บตัวของอ๋องเก้า แม้จะตามใจบุตรสาวมาก
เพียงใด ก็คงไม่ยอมเสียหน้าไปขอให้องค์จักรพรรดิ ช่วย
พระราชทานสมรสกับตระกูลใหญ่เช่นนี้
เรื่องนี้ท าให้นึกถึงเรื่องที่เขาก าลังรวบรวมเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ใน
ราชส านัก
เขาเคยเตือนหนานฉีไปแล้ว ว่าให้อีกฝ่ายส่งคนไปจับตาดูความ
เคลื่อนไหวของจวนอ๋องเก้า แต่ตอนนี้ยังไม่ได้รับข่าวคราวจาก
หนานฉีเลย
และโม่จิ่วเยี่ยก็มาที่เมืองหลวงอย่างกะทันหัน เป้าหมายก็คือจวน
อ๋องเก้าเช่นกัน เรื่องนี้ท าให้เฟ่ยหนานอวี่ครุ่นคิดหนัก
“คุณชายเก้า ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใดถึงต้องสืบเรื่องของ
ท่านอ๋องเก้า”
ความจริงโม่จิ่วเยี่ยก็คิดเอาไว้แล้วว่า ด้วยนิสัยรอบคอบของเฟ่ย
หนานอวี่ ย่อมต้องถามถึงสาเหตุ
เขารู้ฐานะของเฟ่ยหนานอวี่ดี ระหว่างพวกเขาไม่มีเรื่อง
ผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง อย่างมากก็แค่มีบุญคุณต่อกันบ้างเท่านั้น
อีกทั้งโม่จิ่วเยี่ยก็รู้สึกว่าหากบอกเป้าหมายออกไป ก็ไม่เพียงแต่
จะไม่ส่งผลกระทบต่อเฟ่ยหนานอวี่ในภายหลัง แต่อาจจะเป็นการ
เตือนเขาก่อนด้วยซ ้า
ด้วยเหตุนี้ โม่จิ่วเยี่ยจึงไม่คิดจะปกปิด
“ไม่ปิดบังคุณชายเฟ่ย สกุลโม่ทั้งหมดถูกคนผู้หนึ่งในหนานเจียง
ชื่อปรมาจารย์ซือเหมิงคิดร้าย จนกระทั่งตกต ่ามาถึงทุกวันนี้ เมื่อไม่
นานมานี้ ข้าได้พบคนน่าสงสัยสองคนในเมืองอวิ่น หลังจากจับกุม
และสอบสวนแล้ว พวกเขากล่าวว่าปรมาจารย์ซือเหมิงอยู่ที่เมืองหลวง
ดังนั้นข้าจึงตามรอยมาที่เมืองหลวงอย่างลับ ๆ เพียงเพื่อต้องการหาที่
อยู่ของศัตรู จากเบาะแสบางอย่าง เขาจึงยืนยันได้ว่าปรมาจารย์ซือเห
มิงผู้นี้ก าลังอยู่ในจวนอ๋องเก้า”
ชื่อปรมาจารย์ซือเหมิงนั้น เฟ่ยหนานอวี่ไม่คุ้นนัก แต่เขามักจะ
ไม่ค่อยมีภาพจ าที่ดีต่อชาวหนานเจียง เมื่อได้ยินว่าปรมาจารย์ซือเห
มิงเป็นชาวหนานเจียง ทั้งยังเป็นต้นเหตุที่ท าให้สกุลโม่ต้องพบเจอกับ
หายนะ จึงรีบสรุปได้อย่างรวดเร็วว่า ปรมาจารย์ซือเหมิงผู้นี้ไม่ใช่คน
ธรรมดาแน่นอน
ถึงแม้ว่าตอนนี้สถานะที่แท้จริงของเขาจะยังไม่ถูกเปิดเผย แต่
ส าหรับเฟ่ยหนานอวี่แล้ว ราชบัลลังก์ต้าซุ่นไม่ช้าก็เร็วจะต้องตกเป็น
ของเขา เขาย่อมไม่มีทางปล่อยให้คนอันตรายเช่นนี้อยู่ในเมืองหลวง
แน่นอน
ยิ่งกว่านั้น การที่คนผู้นั้นสามารถหลบซ่อนตัวอยู่ในจวนของ
ท่านอ๋องเก้าได้ ก็แสดงว่าท่านอ๋องเก้าเองก็ไม่ได้เป็นคนเรียบง่าย
อย่างที่เห็น
หากอ๋องเก้าคิดคดทรยศจริง ๆ เขาก็สามารถใช้มือของหนานฉี
ก าจัดคนได้ไม่ยาก
“คุณชายเก้าหมายถึง ต้องการให้ข้าหาทางพาท่านเข้าไปใน
จวนในงานเลี้ยงวันเกิดของท่านอ๋องเก้าหรือ”
การสนทนากับคนฉลาดช่างง่ายดายนัก โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้า
กล่าวว่า “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น”
เฟ่ยหนานอวี่ไม่ได้ซักถามแผนการโดยละเอียดของโม่จิ่วเยี่ย
เพราะเขามั่นใจว่าด้วยความสามารถของโม่จิ่วเยี่ย การลักลอบเข้า
ไปในจวนอ๋องเก้าเพื่อตามหาใครสักคนคงไม่ใช่เรื่องยากเย็น
ถึงตอนนั้น เขาก็สามารถฉวยโอกาสลงมือท าเรื่องบางอย่างได้
เช่นกัน
“อีกสามวัน องค์ชายหนานฉีจะพาข้าไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิด
ท่านจงปลอมตัวเป็นองครักษ์ของข้าแล้วเข้าไปพร้อมกันเถอะ ถึง
เวลานั้นจะหาตัวปรมาจารย์ซือเหมิงพบหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับ
ความสามารถของท่านเองแล้ว”
ส่วนวิธีการของโม่จิ่วเยี่ย เฟ่ยหนานอวี่ไม่ได้ซักถามแต่อย่างใด
โม่จิ่วเยี่ยก ามือค านับ “เช่นนั้นข้าก็ขอขอบคุณคุณชายเฟ่ย ข้า
จะรีบมาหาท่านในคืนก่อนวันงาน”
เฟ่ยหนานอวี่พยักหน้า “ตกลง”
พูดจบเขาก็มองโม่จิ่วเยี่ย นับตั้งแต่พวกเขาพบกันครั้งล่าสุดก็
ผ่านไปหลายเดือนแล้ว ว่ากันว่าที่ซีเป่ยอากาศหนาวเหน็บ แต่ดูจาก
ร่างกายของอีกฝ่าย กลับไม่เห็นร่องรอยของความยากล าบากเลย
แม้แต่น้อย
“ท่านอยู่ที่ซีเป่ยเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ขอบคุณคุณชายเฟ่ยที่เป็นห่วง พวกข้าอยู่ที่ซีเป่ยอย่าง
ปลอดภัยดี”
เมื่อพูดถึงซีเป่ย โม่จิ่วเยี่ยอดรู้สึกขอบคุณเฟ่ยหนานอวี่อีกครั้ง
ไม่ได้
“ขอบคุณคุณชายเฟ่ยที่ค านึงถึงพวกเราสกุลโม่ ส่งใต้เท้าเมิ่งไป
ดูแลที่นั่น”
ถึงแม้เฟ่ยหนานอวี่จะส่งเมิ่งไห่หนิงไปซีเป่ยเพราะมีจุดประสงค์
แอบแฝง ไม่ได้บริสุทธิ์ใจอย่างที่แสดงออก แต่โม่จิ่วเยี่ยก็ยังคงส านึก
ในบุญคุณนี้จากใจจริง
เขารู้ดีว่าคนที่จะก้าวขึ้นเป็นใหญ่ได้นั้น ล้วนต้องพบพานโลก
และผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย
หากเมิ่งไห่หนิงไม่ได้ไปเป็นนายอ าเภอที่เมืองอวิ๋น ชีวิตความ
เป็นอยู่ของพวกเขาก็คงไม่อาจราบรื่นเช่นนี้ได้ นอกเหนือจากนี้ พวก
เขายังได้น้องเขยที่ดีมาอีกคน
แท้จริงแล้ว เฟ่ยหนานอวี่ก็รู้แก่ใจดีว่าด้วยสติปัญญาของโม่จิ่ว
เยี่ยและภรรยา คงเดาได้ไม่ยากถึงหนึ่งในจุดประสงค์ที่เขาส่งเมิ่งไห่ห
นิงไปเมืองอวิ๋น
แต่พวกเขากลับแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ ท าให้เขารู้สึก
ละอายขึ้นมาชั่วขณะ
“เรื่องราวบังเอิญเกิดขึ้นพอดี คุณชายเก้าไม่จ าเป็นต้องใส่ใจ ใน
ฐานะขุนนางผู้ภักดีแห่งราชวงศ์ต้าซุ่น ยามนี้กลับยังต้องมาเผชิญ
ชะตากรรมเช่นนี้อีก สิ่งที่ข้าพึงท าให้ด้ก็มีเพียงเท่านี้”
เมื่อได้มองสบกับนัยน์ตาเปี่ยมด้วยความจริงใจของโม่จิ่วเยี่ย
เฟ่ยหนานอวี่ก็เปลี่ยนใจทันที่
ก่อนที่เขาจะมาถึงเมืองหลวง มักได้ยินชาวบ้านพูดคุยกันถึง
วีรกรรมของบุรุษสกุลโม่ที่สร้างคุณงามความดีให้กับต้าซุ่นอยู่เสมอ
ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่เด็ก ๆ เขาก็มีภาพจ าที่ดีต่อคนสกุลโม่มาก
โดยเฉพาะหลังจากที่เขาได้มาอยู่ที่เมืองหลวง เขายิ่งมั่นใจว่าคนสกุล
โม่ถูกใส่ร้ายโดยเสด็จพ่อที่เขายังไม่เคยเห็นหน้า
เรื่องนี้ท าให้เขารู้สึกหนักอึ้งอยู่หลายครั้ง เขาเห็นใจในความ
เสียสละของบุรุษสกุลโม่นัก
กระทั่งหนานฉีที่เขาติดตามรับใช้อยู่ทุกวัน ก็เป็นคนที่รู้จักโม่จิ่ว
เยี่ยเป็นอย่างดี
อีกทั้งหนานฉีก็มักจะเล่าเรื่องราวความกล้าหาญของบุรุษสกุลโม่
ให้เขาฟังอยู่บ่อยครั้งด้วย
พอได้ยินบ่อย ๆ บวกกับนิสัยรอบคอบของเฟ่ยหนานอวี่ เขาจึง
สืบหาความจริงและยืนยันได้ว่าเรื่องราวความกล้าหาญทั้งหมดเป็น
ความจริง ดังนั้นในใจของเขาจึงยิ่งเคารพยกย่องคนสกุลโม่ยิ่งขึ้น
บัดนี้ ความประทับใจที่มีต่อคนสกุลโม่ของเขายิ่งฝังรากลึก
โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมานี้ เมิ่งไห่หนิงไม่ได้ส่งข่าวคราว
เกี่ยวกับสกุลโม่มาให้เขาเลย และแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้เคลือบแคลง
สงสัยใด ๆ ด้วยซ ้า
บทที่ 347 สุดท้ายเฟ่ยมามาก็ยังคงเป็นซิ่งเฟย
กล่าวอีกนัยหนึ่งในใจของเฟ่ยหนานอวี่ หากเขายังไม่อาจแม้แต่
จะเชื่อใจคนสกุลโม่ได้ บนโลกนี้ก็คงไม่มีคนที่ควรค่าแก่การให้เชื่อ
ใจอีกแล้ว
โม่จิ่วเยี่ยไม่อาจรู้ได้ว่าเฟ่ยหนานอวี่ได้นับว่าคนสกุลโม่เป็นพวก
เดียวกันแล้ว เมื่อใดที่เขาขึ้นครองราชย์ สิ่งแรกที่ต้องท าคือช่วยสกุล
โม่ช าระล้างมลทิน ให้พวกเขากลับคืนสู่เมืองหลวงอีกครั้ง
แผ่นดินจะมั่นคงได้ ก็ต่อเมื่อมีคนภักดีเช่นนี้คอยช่วยเหลือ
เกื้อกูล
โม่จิ่วเยี่ยคาดไม่ถึงว่าสกุลโม่จะเป็นที่ต้องตาของว่าที่องค์
จักรพรรดิผู้นี้เสียแล้ว สิ่งที่เขาคิดคือ เมื่อไหร่ที่เรื่องราวทุกอย่างได้
ข้อสรุปก็จะจากไปโดยเร็ว
ทว่าเขายังไม่ทันจะเอ่ยปาก เฟ่ยหนานอวี่ก็เป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน
“สุดท้ายเฟ่ยมามาก็ยังคงเป็นซิ่งเฟย”
โม่จิ่วเยี่ยเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเฟ่ยหนานอวี่ต้องการจะพูดอะไรกับ
ตัวเอง แต่ถ้าเกี่ยวกับเรื่องชาติก าเนิด เขาก็ไม่ได้อยากจะขุดคุ้ยอะไร
มากนัก
เพราะว่าพวกเขาสกุลโม่ต่างก็หมดหวังกับราชส านักไปแล้ว ไม่
อยากจะไปข้องเกี่ยวอะไรด้วยอีก การที่รู้มากเกินไปก็ไม่ได้ก่อให้เกิด
ผลดีอะไร
โดยทั่วไปแล้ว เฟ่ยหนานอวี่ย่อมเข้าใจความคิดของโม่จิ่วเยี่ยได้
เป็นอย่างดี อีกฝ่ายคงจะไม่อยากรับรู้เรื่องราวเหล่านี้แน่
ทว่าในเมื่อเขากล้าจะเอ่ยออกมาเช่นนี้ แสดงว่าต้องการให้โม่จิ่ว
เยี่ยมองเขาให้แตกต่าง และต้องการแสดงให้เห็นว่าเขานั้นไม่
เหมือนกับคนอื่นในราชวงศ์
เขาไม่สนใจว่าโม่จิ่วเยี่ยอยากรับรู้หรือไม่ จึงพูดออกมาต่อว่า
“เฟ่ยมามามักจะใจอ่อนอยู่บ้าง แต่สุดท้ายหนานฉีก็เป็นหลานที่
มีสายเลือดเดียวกัน เมื่อมาถึงเมืองหลวงและจัดการทุกอย่างเรียบร้อย
แล้ว ข้าถึงได้ถามเฟ่ยมามาว่านางเต็มใจจะเป็นพยานยืนยันตัวตนให้
ข้าหรือไม่ ตอนนั้นเฟ่ยมามาก าลังลังเล ถามข้าว่าจะฆ่าหนานฉี
หรือไม่”
“ข้าตอบกลับไปว่า การจะฆ่าหนานฉีหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะเป็น
คนตัดสินใจได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจขององค์จักรพรรดิ
เฟ่ยมามาคิดว่านางปลอดภัยแล้วจึงเกิดความสงสารหนานฉีขึ้นมา
ยามนี้นางถูกข้าซ่อนตัวเอาไว้และปลอดภัยดี เพียงแต่ยังใช้ประโยชน์
ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงไม่กล้าน านางไปเป็นพยาน หากนางกลับ
ค าให้การ ข้าย่อมต้องเป็นฝ่ายสูญเสียมาก”
แท้จริงแล้ว การที่เฟ่ยหนานอวี่บอกเรื่องนี้กับโม่จิ่วเยี่ยยังมีอีก
เหตุผลหนึ่ง
นั่นคือ รอบกายเขาไม่มีคนที่ไว้ใจได้มากนัก ไม่อาจระบายความ
ทุกข์ใจออกมาได้ เมื่อเก็บกดไว้นานวัน เขาก็อยากระบายให้คนที่
ไว้ใจได้รับฟัง
หลังเขาได้เล่าเรื่องราวเหล่านี้ออกมาก็รู้สึกผ่อนคลายลงมาก
และขณะเดียวกันก็หวังว่าจะได้รับค าตอบจากโม่จิ่วเยี่ยบ้าง
เฟ่ยหนานอวี่พูดมาถึงขนาดนี้ หากโม่จิ่วเยี่ยยังไม่ตอบสนอง
อะไร ก็คงจะดูเป็นการไม่ให้เกียรติกันเกินไปสักหน่อย
“หากเฟ่ยมามาไม่ประสงค์จะออกหน้า ท่านก็เคยคิดไปพึ่ง
หยวนกุ้ยเฟยบ้างหรือ”
หยวนกุ้ยเฟยเป็นมารดาแท้ ๆ ของเฟ่ยหนานอวี่ เชื่อว่าตอนนี้คง
ไม่มีผู้ใดปรารถนาให้บุตรชายกลับไปเคียงข้างได้เท่ากับนางอีกแล้ว
พอกล่าวถึงหยวนกุ้ยเฟย สีหน้าของเฟ่ยหนานอวี่ก็แสดงชัดถึง
ความผิดหวัง
เขาแค่นหัวเราะออกมา “เหอะ ๆ …ครั้งนั้นก็เป็นนางที่สั่งให้คน
สับเปลี่ยนข้ากับหนานฉี จนตอนนี้ข้าก็ยังไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับ
มารดาที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนอย่างไร”
เรื่องนี้แม้แต่โม่จิ่วเยี่ยเองก็พอเข้าใจได้อยู่บ้าง
เท่าที่เขารู้ ครั้งนั้นเป็นเพราะหยวนกุ้ยเฟยไม่ทันระวัง หลังคลอด
แล้วก็ไม่ได้ดูลูกแม้แต่แวบเดียว นางสั่งให้คนเอาเด็กไปสลับตัวทันที่
เฟ่ยหนานอวี่อุตส่าห์มีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ และได้รู้ชาติก าเนิด
ของตัวเองแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังต้องท างานอยู่ใต้อาณัติของคนที่สวม
รอยเป็นเขาอีก
ไม่ว่าจะเป็นใครก็คงไม่มีทางให้อภัยได้
เขาไม่รู้จะปลอบเฟ่ยหนานอวี่อย่างไร จึงได้แต่เดินเข้าไปตบบ่า
เขาเบา ๆ
“เรื่องทุกอย่างย่อมมีวันเปิดเผยความจริง”
จากมุมมองของสกุลโม่ พวกเขาหวังว่าเฟ่ยหนานอวี่จะสามารถ
กลับไปสู่ฐานะเดิมได้ในขณะที่จักรพรรดิซุ่นอู่ยังคงมีพระชนม์ชีพอยู่
เช่นนี้จึงจะสามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้หนานฉีมาลงมือท าอันตรายอะไร
ต่อสกุลโม่ได้
เฟ่ยหนานอวี่หัวเราะออกมา “ฮ่า ๆ …ข้าก็หวังเช่นนั้น!”
เรื่องแบบนี้โม่จิ่วเยี่ยเองก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนัก เขา
มองดูท้องฟ้าด้านนอก
“ดึกมากแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน”
เฟ่ยหนานอวี่เองก็ระมัดระวังเช่นกัน เมื่อเห็นว่าเขาจะจากไป จึง
ชี้ไปที่หน้าต่างบานเดิมที่เขาเข้ามาแล้วกล่าวว่า “ท่านออกไปทางนี้
เถอะ พวกองครักษที่อยู่ข้างนอกมีคนที่หนานฉีส่งมาเพื่อจับตาดูข้า
อย่าให้พวกเขาพบเจอท่านได้”
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้า “ได้ คืนวันพรุ่งนี้ ข้าจะมาหาท่านที่นี่อีก”
กล่าวจบ เขาก็พุ่งตัวออกจากหน้าต่างไปอย่างเงียบเชียบราวกับ
ภูตผี ออกจากจวนตระกูลเฟ่ยโดยไม่ให้ผู้ใดรู้เห็น
เมื่อกลับมาถึงที่พักของชาวหนานเจียง พี่ห้ากับพี่หกก็ก าลังรอ
คอยเขาด้วยความกระวนกระวาย
หลังได้ยินเสียง พวกเขาจึงเอ่ยถามพร้อมกัน “น้องเก้าใช่
หรือไม่”
โม่จิ่วเยี่ยรู้ดีว่าพี่ชายทั้งสองเป็นห่วง และกังวลถึงผลลัพธ์
“เป็นข้าเอง พี่ห้า พี่หก พวกเรารีบเข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
เมื่อเข้ามาในห้องแล้ว โม่จิ่วเยี่ยยังไม่ทันได้เปลี่ยนชุดคลุมออก
ก็รีบบอกเล่าเรื่องราวที่ตกลงกันไว้กับเฟ่ยหนานอวี่ในคืนนี้ให้พี่ชาย
ทั้งสองฟัง
ได้ยินว่าสามารถติดตามเฟ่ยหนานอวี่แฝงตัวเข้าจวนอ๋องเก้าใน
งานเลี้ยงวันเกิดของอ๋องเก้าได้ พี่ห้ากับพี่หกต่างก็แย่งกันอาสาเป็น
คนเสี่ยง
“น้องเก้า ให้พี่ห้าคนนี้ไปเถอะ”
“น้องเก้า ให้ข้าพี่หกไปเถอะ”
โม่จิ่วเยี่ยส่ายหน้า “ไม่ ข้าต้องไปเอง”
เพื่อจะโน้มน้าวเหล่าพี่ชาย โม่จิ่วเยี่ยอธิบายต่อ “ตอนนี้ยืนยันได้
แล้วว่าปรมาจารย์ซือเหมิงอยู่ที่จวนอ๋องเก้า กุญแจส าคัญในการจับ
เขาได้ก็คือเหยี่ยวปีกทอง เหยี่ยวปีกทองยอมรับข้าเป็นเจ้านายแล้ว
ข้าสามารถสั่งให้มันพาไปหาปรมาจารย์ซือเหมิงได้ นอกจากนี้ ข้ายัง
สงสัยว่าอ๋องเก้าอาจเป็นลูกไก่ในก ามือของปรมาจารย์ซือเหมิง
เช่นเดียวกับหนานรุ่ย เชื้อพระวงศ์ที่มีสายเลือดพิเศษ ยากจะถูกพิษ
หนอนกู่ท าอันตราย แต่ก็ยากที่จะรับประกันได้ว่าปรมาจารย์ซือเหมิง
จะไม่ลงมือกับคนส าคัญรอบตัวพวกเขา ข้าได้เรียนรู้วิธีการแก้พิษ
หนอนกู่จากหร่านหร่านมาบ้าง นางยังเตรียมยาแก้พิษให้ข้าด้วย
หากจ าเป็น ข้าก็สามารถช่วยเหลือคนได้”
“แต่…ปรมาจารย์ซือเหมิงอันตรายเกินไป พวกข้าไม่อยากให้เจ้า
ไปเสี่ยงอันตรายเพียงล าพัง” พี่ห้าเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
โม่จิ่วเยี่ยรู้ดีว่า การพาพี่ชายทั้งสองมาเมืองหลวงด้วยนั้นก็
เพื่อที่จะได้คอยช่วยเหลือกันและกัน
ตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนชอบท าอะไรเกินตัว หากมีโอกาสให้พี่น้อง
ร่วมมือกันได้ เขาก็ไม่ปฏิเสธ
“พรุ่งนี้พวกเราจะออกไปส ารวจดูลักษณะโดยรอบจวนอ๋องเก้า
อีกครั้ง ครั้นถึงเวลานั้น ข้าจะติดตามเฟ่ยหนานอวี่เข้าไปในจวน ส่วน
พวกท่านก็รออยู่ข้างนอก หากได้จังหวะพวกเราก็จะพาตัวปรมาจารย์
ซือเหมิงออกมาด้วยกัน”
เมื่อน้องเก้าพูดเช่นนี้ พี่ห้ากับพี่หกก็ไม่อาจคัดค้านได้อีก เพราะ
สิ่งที่น้องเก้าเรียนรู้มา พวกเขาย่อมไม่สามารถเทียบเคียงได้
“เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเรามาปรึกษาหารือกันให้ถี่ถ้วนเถอะ”
รุ่งเช้า ทั้งสองต่างถูกโม่จิ่วเยี่ยปลอมแปลงโฉม จนไม่อาจ
สังเกตเห็นใบหน้าที่แท้จริงได้ จากนั้นก็ออกจากเรือนไป
สามพี่น้องเดินวนเวียนอยู่หน้าจวนอ๋องเก้าอยู่นานโข จนในที่สุด
ก็ตกลงกันว่าพี่ห้ากับพี่หกจะแยกย้ายกันไปยังที่สองแห่ง
แม้จะเป็นคนละที่ แต่ก็สามารถมองเห็นกันได้ หากเกิด
เหตุการณ์อะไรขึ้น ทั้งคู่ก็สามารถมาสมทบกันได้อย่างรวดเร็ว
ต าแหน่งที่โม่จิ่วเยี่ยจะออกจากจวนก็เช่นกัน พี่ชายทั้งสอง
สามารถมองเห็นเขาได้
สามพี่น้องให้ความส าคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แม้จะกลับไปที่
เรือนพักแล้วยังคงปรึกษาหารือกันต่อ พยายามท าให้ทุกอย่างเป็นไป
อย่างราบรื่นที่สุด
……
และแล้วก็มาถึงเวลาที่นัดหมายไว้กับเฟ่ยหนานอวี่ โม่จิ่วเยี่ย
เปลี่ยนเป็นชุดด าอีกครั้ง ก่อนจะไปปรากฏตัวในห้องหนังสือของอีก
ฝ่าย
ขณะเดียวกัน เหยี่ยวปกทองตัวนันก็อยู่บนหลังคาห้องหนังสือ รอรับฟังคำสั่งของเจ้าของอยู่ตลอดเวลา