ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 394 ขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยชีวิตท่านพ่อไว้ (รีไรต์)
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 394 ขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยชีวิตท่านพ่อไว้ (รีไรต์)
แม้ว่าเขาจะถูกทรมานอย่างโหดร้ายมาหลายปี แต่การที่อวัยวะ
ภายในร่างกายจะไม่ได้รับความเสียหายย่อมเป็นไปไม่ได้ ทว่าก็ไม่ได้
มีปัญหาร้ายแรงถึงแก่ชีวิต
แต่เดิมนางกังวลว่าจะรักษาอาการป่วยของโม่ฉิงไม่หาย เพราะ
หนอนพิษอยู่ในต าแหน่งพิเศษ นางจึงกลัวว่าโม่ฉิงจะอ่อนแอเกินไป
จนรอถึงวันที่จะถอนพิษได้
แต่หลังจากให้เลือดและสารอาหารกับเขาแล้ว ดูเหมือนว่า
ร่างกายจะดูดซึมได้ดี ดีขึ้นมากกว่าตอนที่เขาเพิ่งเข้าไปตรวจใน
พื้นที่มิติ
การวินิจฉัยเช่นนี้คงมีเพียงเฮ่อจือหร่านเท่านั้นที่กล้าพูด หาก
เป็นหมอในยุคนี้ที่ต้องรักษาอาการของโม่ฉิง คงไม่มีทางช่วยชีวิตได้
เลย
โชคดีที่นักสะสมตัวน้อยให้ความช่วยเหลือ ท าให้นางได้รับเซรุ่ม
แก้พิษเรื้อรังของโม่ฉิงมาทันเวลา
ส่วนขาทั้งสองข้างที่งอของโม่ฉิงนั้น เฮ่อจือหร่านไม่ได้พูดถึงต่อ
หน้าเขา
เรื่องนี้ไม่เหมือนกับร่างกายของเขาที่เพียงแค่ใช้ยาร่วมกับการ
ปรับสมดุลอาหาร ก็สามารถฟื้นฟูได้ไม่ยาก
แต่ขาทั้งสองข้าง หากต้องการให้กลับมาเดินได้อย่างคล่องแคล่ว
เหมือนเดิม ยังต้องใช้เวลาอีกมาก
นางกังวลว่าหากพูดออกไปจะส่งผลต่อจิตใจของพ่อสามี ซึ่งจะ
ไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นฟูร่างกายของเขา
เมื่อพวกเขากลับถึงบ้าน นางสามารถช่วยฟื้นฟูพ่อสามีด้วยการ
ฝังเข็มและการกายภาพบ าบัด เฮ่อจือหร่านมั่นใจอย่างยิ่ง
พอเหล่าพี่น้องชายที่อยู่ด้านนอกได้ยินว่าบิดาพ้นขีดอันตราย
แล้วก็มารวมตัวกันอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้พวกเขารู้จักยับยั้งชั่งใจและรู้ว่าน้องสะใภ้เก้าอยู่ในรถม้า
จึงเพียงเบียดกันอยู่ที่ประตูและชะเง้อคอมองเข้ามาข้างใน
“น้องสะใภ้เก้า ขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยชีวิตท่านพ่อไว้”
โม่จวินรุ่ยในฐานะบุตรชายคนโตของครอบครัว เขารู้สึกว่า
จ าเป็นต้องแสดงจุดยืน โดยเฉพาะน้องสะใภ้เก้าที่ท้องแก่ใกล้คลอด
แต่ยังอุตส่าห์เดินทางมาไกลเพื่อช่วยเหลือ
หากไม่พูดค าขอบคุณสักค า เขาคงรู้สึกว่าไม่สมควรกับ
น้องสะใภ้เก้าที่ต้องล าบากตรากตร ามาไกล
ตั้งแต่เล็กจนโต พี่ใหญ่เป็นผู้น าของบรรดาน้อง ๆ เสมอมา เมื่อ
เห็นพี่ใหญ่ท าเช่นนี้ พี่น้องคนอื่นก็รู้สึกถึงความยากล าบากของเฮ่อจื
อหร่าน จึงพากันขอบคุณนางตามเขา
เฮ่อจือหร่านพูดเช่นนี้ก็เพื่อให้ทุกคนเข้าใจสภาพร่างกายของ
โม่ฉิง ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องความดีความชอบ
“พี่ชายทั้งหลายไม่ต้องมากพิธีหรอก ตอนนี้อาการของท่านพ่อ
ค่อนข้างคงที่แล้ว ต่อไปเพียงแค่ดูแลให้ดีก็ไม่มีปัญหาแล้วเจ้าค่ะ”
หากให้นางพูดอีกครั้งว่าคนในครอบครัวไม่ต้องมากพิธี กลับจะ
ดูเป็นการแสร้งท ามากเกินไป
นางรู้ว่าพี่ชายสามีทุกคนกระวนกระวายจะเข้ามาเยี่ยมบิดา จึง
เรียกโม่จิ่วเยี่ยให้มาช่วยพยุงนางลงจากรถม้า แล้วปล่อยให้พ่อลูกอยู่
ด้วยกัน
อีกทั้งเฮ่อจือหร่านยังรู้ดีว่าโม่จิ่วเยี่ยในตอนนี้ก็อยากจะอยู่ข้าง
กายบิดาด้วย
หลังจากนางลงจากรถม้าอย่างปลอดภัยแล้ว ก็ไล่ให้โม่จิ่วเยี่ยก
ลับเข้าไปในรถม้า
โม่ฉิงที่เพิ่งได้รับข้อมูลมากมาย ตอนนี้จึงมีค าถามมากมายที่
อยากจะถาม
“พวกเจ้าเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงแปดปีที่ผ่านมาให้ข้าฟัง
หน่อย”
พูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงแปดปีนี้ ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด
โม่จิ่วเยี่ยเป็นคนที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุด เพราะพี่น้องคนอื่นล้วนเคยผ่าน
ช่วงเวลาที่สูญสติไป
ทุกสิ่งที่พวกเขาเข้าใจทั้งหมดล้วนมาจากสิ่งที่โม่จิ่วเยี่ยบอก
ดังนั้น เมื่อบิดาถามออกมา สายตาของทุกคนก็จ้องมองไปทาง
โม่จิ่วเยี่ยอย่างพร้อมเพรียง รอให้เขาเป็นคนเล่า
โม่ฉิงคิดมาตลอดว่าโม่จิ่วเยี่ยเป็นคนที่แข็งแกร่ง ดังนั้น เมื่อได้
ฟังสิ่งที่สกุลโม่ประสบมาตลอดหลายปี จึงไม่ค่อยกังวลใจเท่าไหร่นัก
“นับตั้งแต่ท่านพ่อถูกชาวหนานเจียงจับตัวไป และน าศีรษะของ
ท่านไปแขวนไว้บนก าแพงเมือง พวกพี่ชายก็ได้สืบทอดหน้าที่ของ
ท่านมา…กระทั่งเมื่อปีที่แล้ว ในที่สุดจักรพรรดิซุ่นอู่ก็ทนไม่ไหว ลงมือ
กับสกุลโม่ของพวกเรา เริ่มจากการหลอกข้าให้เข้าวังหลวง แล้ว
ลงโทษด้วยการโบยห้าสิบไม้ พอวันรุ่งขึ้นก็มีราชโองการให้ริบทรัพย์
และเนรเทศคนทั้งตระกูล…”
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ถือว่าปลอดภัยแล้ว พวกเขาพี่น้องไม่ได้
รีบเร่งเดินทาง โม่จิ่วเยี่ยจึงเล่ารายละเอียดเรื่องราวที่ครอบครัวเผชิญ
ให้บิดาฟังอย่างละเอียด
โม่ฉิงฟังเรื่องที่โม่จิ่วเยี่ยเล่าจบ ก็โกรธจนเส้นเลือดตรงขมับปูด
โปน
ขณะเดียวกัน ในดวงตาของเขาก็ยังมีความผิดหวังแฝงอยู่ด้วย
หลังจากเงียบไปนาน ในที่สุดเขาก็พูดขึ้นว่า “จักรพรรดิที่โง่
เขลาเช่นนี้ ไม่คู่ควรให้ปกป้อง! เพียงแต่ตลอดหลายปีมานี้ พวกเจ้า
พี่น้องคงล าบากกันมาก รวมถึงแม่ของเจ้าก็คงจะหลั่งน ้าตาไปไม่น้อย
เลยทีเดียว”
ในฐานะหัวหน้าครอบครัว แม้โม่ฉิงจะรู้สึกโกรธเคืองในใจ
เพียงใด แต่ก็ไม่อาจระเบิดอารมณ์ออกมาเหมือนเด็ก ๆ ได้
เขาจึงต้องใช้เวลาสงบสติอารมณ์อยู่นานก่อนจะเอ่ยปากได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงภรรยาที่บ้าน นับตั้งแต่นางแต่งงาน
กับเขา ก็ไม่เคยได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเลยสักวัน ตอนยังสาวก็ต้อง
คอยห่วงกังวลเขา พอแก่ตัวลงก็ต้องมาทนทุกข์กับความเจ็บปวดจาก
การสูญเสียสามีและบุตรชายอีก
พอคิดถึงสิ่งเหล่านี้ โม่ฉิงก็รู้สึกละอายใจนัก
บัดนี้เขาโชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือจากลูกชายคนที่เก้าและ
ลูกสะใภ้เก้า อีกทั้งสกุลโม่ก็กลายเป็นสามัญชนไปแล้ว
เขามีชีวิตรอดกลับมาได้ ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องคิดเรื่องบ้านเมืองอีก
เขาเพียงอยากอยู่เคียงข้างภรรยาอย่างสงบสุขในบั้นปลายชีวิต
เท่านั้น
รอให้ลูกในท้องของลูกสะใภ้เก้าคลอดออกมา เขาก็จะได้ใช้ชีวิต
อย่างมีความสุขกับการเลี้ยงดูหลาน
ในรถม้า พ่อลูกก าลังคุยกันถึงเรื่องที่สกุลโม่ประสบมาหลายปี
ส่วนเฮ่อจือหร่านที่อยู่ด้านนอกก็ไม่ได้อยู่เฉย
นางค านึงถึงสภาพร่างกายของพ่อสามี จึงก่อกองไฟอยู่ข้างนอก
โชคดีที่ตอนออกจากบ้าน นางเตรียมการณ์เอาไว้ล่วงหน้า น า
เครื่องครัวและอาหารใส่ไว้ในรถม้าด้วย
ทว่าอาหารเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ต่อการบ ารุงร่างกายของโม่ฉิง
นางจึงต้องแอบหยิบของออกมาจากพื้นที่มิติ
นางไม่จ าเป็นต้องกังวลว่าเรื่องอาหารเหล่านี้จะถูกเปิดเผย เพราะ
อย่างไรเสียโม่ชูหานก็เป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจรายละเอียด ตอนที่นาง
น าอาหารใส่เข้าไปบนรถม้า โม่ชูหานก็รู้ด้วยอยู่แล้ว
ดังนั้นโม่ชูหานจึงเป็นพยานให้นางได้ดีที่สุด
การด ารงชีวิตของพวกเขาทั้งสามคนในป่าเขาลึกเช่นนั้น ย่อม
ต้องท าได้เพียงการล่าสัตว์
หมายความว่าตลอดหลายปีมานี้ โม่ฉิงกินแต่เนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะ
ดิบหรือสุก
ร่างกายที่อ่อนแอของเขาเกี่ยวพันกับพิษเรื้อรังอยู่บ้าง อีกทั้ง
ภายหลังปรมาจารย์ซือเหมิงไม่สามารถควบคุมกู่คู่กายให้ควบคุม
โม่ฉิงได้ ท าให้เขาไม่ได้ทานอาหารมานาน
จากความเข้าใจนี้ เฮ่อจือหร่านคิดว่าร่างกายของโม่ฉิงไม่ได้
ขาดสารอาหารจนเกินไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขามีชีวิตอยู่ด้วยเนื้อสัตว์มาหลายปี หาก
เปลี่ยนเป็นอาหารมังสวิรัติทันที่ เกรงว่ากระเพาะและล าไส้ของเขาจะ
ยังรับไม่ไหว
เมื่อพิจารณาถึงสิ่งเหล่านี้ เฮ่อจือหร่านจึงตัดสินใจท าน ้าแกงเนื้อ
บ ารุงร่างกายให้เขาดื่ม
นางค้นหาในพื้นที่มิติอยู่ครู่หนึ่ง จนตัดสินใจซื้อนกพิราบหนึ่งตัว
มาท าน ้าแกง พร้อมกับเครื่องยาจีนที่ช่วยบ ารุงร่างกายและปรุง
รสชาติได้
นกพิราบถูกจัดการมาแล้ว เพียงแค่น าออกมาหั่นก็สามารถ
น าไปปรุงได้ทันที่
เฮ่อจือหร่านรู้ว่าพี่น้องสกุลโม่ต่างต้องการอยู่กับบิดา นางจึง
แสร้งเรียกโม่จิ่วเยี่ย
“ท่านพี่ ที่นี่มีนกพิราบตกอยู่ตัวหนึ่ง ใช้มันบ ารุงร่างกายให้ท่าน
พ่อได้นะเจ้าคะ”
โม่จิ่วเยี่ยกับนางเป็นอันรู้กันอยู่แล้ว เมื่อได้ยินนางพูดแบบนี้ เขา
ก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“พี่ชาย พวกท่านอยู่เป็นเพื่อนท่านพ่อเถอะ ข้าจะออกไปดูสัก
หน่อย”
เป็นไปตามที่เฮ่อจือหร่านคาดการณ์ไว้ เมื่อโม่จิ่วเยี่ยออกมาแล้ว
พี่ชายคนอื่นก็ไม่มีใครออกมาด้วยเลยสักคน
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะท าให้น ้าแกงนกพิราบไปปรากฏต่อหน้า
ได้อย่างเปิดเผยและไม่น่าสงสัย