ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 393 ลูกสะใภ้พบพ่อสามี
โม่ฉิงยังคงสับสนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ในขณะที่เขาก าลังสงสัย บรรดาลูกชายที่อยู่นอกรถม้าก็พากัน
เบียดเสียดเข้ามา
จะว่าเบียดก็ไม่เชิง เพราะรถม้าที่เล็กอยู่แล้วนั้นแออัดจนลมแทบ
จะผ่านไม่ได้
โม่จิ่วเยี่ยเข้าใจความเป็นห่วงของเหล่าพี่ชายที่มีต่อบิดาจึงไม่
อยากไล่ใครออกไป
แต่เขาก็กังวลว่าภรรยาอาจจพถูกเบียด ดังนั้นจึงท าได้เพียงพูด
ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“พี่ชายทั้งหลาย พวกท่านอยู่เป็นเพื่อนคุยกับท่านพ่อเถอะ ข้าจะ
พาหร่านหร่านออกไปสูดอากาศข้างนอกก่อน”
พูดจบ เขายังไม่ลืมส่งสัญญาณให้พี่ชายคนโต เพื่อบอกให้อีก
ฝ่ายอธิบายกับท่านพ่อว่าตัวเขาคือโม่จิ่วเยี่ย
ในเวลานี้พี่ใหญไหนเลยจะสนใจค าใบ้ของน้องเก้า เขารีบเบน
สายตาไปทางบิดาพลางค่อย ๆ สังเกตอาการของเขา
โม่จิ่วเยี่ยพาเฮ่อจือหร่านลงจากรถม้า ท าให้ภายในรถมีพื้นที่ขึ้น
มาก
ลูกชายทั้งหลายล้อมรอบโม่ฉิงเอาไว้ พากันเรียกท่านพ่อเสียงดัง
โม่ฉิงเดิมทียังสงสัยว่าท าไมชายหนุ่มคนนั้นถึงบอกว่าเป็นจิ่วเยี่ย
ลูกชายคนเล็กของเขาตอนนี้อายุเพียงสิบสามปีเท่านั้น จะดูเป็นแบบ
นั้นได้อย่างไร?
แล้วลูกชายคนโตเล่า ท าไมถึงดูแก่ลงไปมาก ทั้งยังโทรมขนาด
นั้นอีก?
ขณะที่เขาก าลังคิดไม่ตก โม่เจียเฉิงก็เรียกท่านพ่อขึ้นมาเสียงดัง
โม่ฉิงหรี่ตามองส ารวจเขาอยู่ครู่หนึ่ง ลูกชายคนรองที่เห็นก็ให้
ความรู้สึกเหมือนกับลูกชายคนโต ทั้งแก่และโทรมไม่ต่างกัน
ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขาทั้งหมดสวมเสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบ ซึ่ง
แตกต่างจากคนที่ใส่อาภรณ์หรูหราและสวมกวานที่เขาเคยรู้จัก
เมื่อมองโม่จงหยวนกับโม่ชูหานที่เข้ามาใกล้ พวกเขาก็สวมใส่
เสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบเช่นกัน
โม่จงหยวนยังดูดีกว่าเล็กน้อย ครั้งสุดท้ายที่เขาเจอบิดาคือตอน
อายุยี่สิบ นอกจากจะดูมีร่องรอยของความทุกข์ยากมากขึ้นแล้ว ก็ไม่
มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
ส่วนโม่ชูหานนั้นแตกต่างออกไป เขาอายุมากกว่าโม่จิ่วเยี่ยเพียง
สองปี ครั้งสุดท้ายที่เขาพบบิดาของเขา เขาก็อายุเพียงสิบห้าปี
เท่านั้น
ในสายตาของโม่ฉิง นี่ยังคงเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ
เหล่าลูกชายต่างร้องเรียกท่านพ่อไม่หยุด แม้ในใจโม่ฉิงยังสงสัย
แต่เมื่อเห็นน ้าตาที่ก าลังเอ่อคลอดวงตาของลูกชายทั้งหลาย ก็ได้แต่
เก็บความคิดกลับไป
เขาชี้ไปที่โม่ชูหาน แล้วถามโม่จวินรุ่ย
“จวินรุ่ย เขาบอกว่าเขาคือชูหาน เรื่องนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
อีกอย่างเมื่อครู่มีชายหนุ่มคนหนึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าเก้าของเจ้า ข้าเห็น
ว่าดวงตาของเขาดูคล้ายกับเจ้าเก้าอยู่บ้าง แท้จริงแล้วเขาเป็นใคร
กัน?”
เมื่อได้ยินนายท่านผู้เฒ่าถามโม่จวินรุ่ย จึงนึกถึงค าพูดของน้อง
เก้าขึ้นได้ “ท่านพ่อ คนเมื่อครู่คือจิ่วเยี่ยจริง ๆ ท่านจากบ้านไปแปดปี
แล้ว ตอนนั้นน้องเก้ายังเด็กอยู่ ท่านจ าไม่ได้ก็ไม่แปลกอะไร”
โม่ชูหานเห็นพี่ใหญ่แค่อธิบายแทนน้องเก้า จึงรีบเข้าไปใกล้
“พี่ใหญ่ ช่วยบอกท่านพ่อด้วยว่าข้าคือชูหานจริง ๆ”
พี่ใหญ่จึงอธิบายตามที่เขาบอก
“ท่านพ่อ เมื่อแปดปีก่อน ท่านถูกคนชื่อปรมาจารย์ซือเหมิงจาก
หนานเจียงวางแผนลอบท าร้ายในสนามรบ ท่านถูกยาสลบของเขา
และถูกคนหนานเจียงจับตัวไป ทั้งยังสร้างเรื่องปิดบังว่าท่านตายใน
ศึก น าศีรษะของท่านไปแขวนไว้บนก าแพงเมือง ด้วยเหตุนี้ พวกข้า
จึงคิดว่าท่านไม่อยู่แล้ว ภายหลัง พวกเราพี่น้องได้สืบทอดต าแหน่ง
แม่ทัพใหญ่ของท่านต่อกันมา ยกเว้นน้องเก้า ทุกคนล้วนตกเป็น
เหยื่อของกลอุบายของปรมาจารย์ซือเหมิงและถูกควบคุมมาหลายปี
โชคดีที่น้องเก้ากับภรรยาของเขาฉลาดหลักแหลม ฝ่าฟันความ
ยากล าบากนับครั้งไม่ถ้วนจนช่วยพวกเราออกมาได้ กล่าวคือ นับ
จากครั้งสุดท้ายที่พวกเราพบกันก็ผ่านมาแปดปีแล้ว ตอนนั้นชูหาน
กับจิ่วเยี่ยยังเด็กอยู่ แต่ตอนนี้พวกเขาแต่งงานมีครอบครัวและเป็น
ผู้ใหญ่กันหมดแล้ว”
โม่จวินรุ่ยเพียงแค่อธิบายให้บิดาฟังอย่างง่าย ๆ โดยไม่ได้ลง
รายละเอียดมากนัก
จุดประสงค์หลักของเขาคือท าให้บิดาตระหนักถึงความจริงว่า
พวกเขาพ่อลูกไม่ได้พบหน้ากันมาแปดปีแล้ว
แม้ว่าร่างกายของโม่ฉิงจะอ่อนแอ แต่สมองของเขาก็ไม่ได้รับ
ผลกระทบอะไรมากนัก
สิ่งที่โม่จวินรุ่ยพูดมานั้น แม้จะฟังดูชวนให้งุนงงอยู่บ้าง แต่เขาก็
พยายามยอมรับความจริงนี้
เพียงแต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขาไม่อาจเข้าใจได้
“ปรมาจารย์ซือเหมิงเป็นใครกัน? เหตุใดเขาจึงต้องรังแกสกุลโม่
ของพวกเราด้วย อีกทั้งท าไมพวกเจ้าพี่น้องถึงแต่งกายเช่นนี้?”
โม่ฉิงถามค าถามมากมายอย่างชัดเจน
ซึ่งการตอบค าถามเหล่านี้ต้องใช้เวลานาน
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านฟังอยู่นอกรถม้าด้วยความกระวน
กระวายใจ
ด้วยความที่โม่ฉิงเพิ่งฟื้นขึ้นมา เฮ่อจือหร่านจึงยังไม่ทันได้ช่วย
ตรวจร่างกายให้เขาอย่างละเอียด
หากจะพูดถึงเรื่องเหล่านี้ เกรงว่าคงจะพูดกันไปจนมืดค ่า
เช่นนั้นแล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าจะช่วยตรวจร่างกายพ่อสามีได้
ทันเวลาหรือไม่ แค่ร่างกายของเขาก็คงทนไม่ไหวแล้ว
เมื่อค านึงถึงสิ่งนี้ โม่จิ่วเยี่ยจึงกล่าวกับคนที่อยู่ในรถม้าว่า
“พี่ชาย ท่านพ่อเพิ่งตื่นขึ้นมา ให้หร่านหร่านช่วยตรวจดูอาการท่าน
ก่อนเถอะ”
เมื่อได้ยินว่าต้องตรวจร่างกายบิดาซึ่งส าคัญกว่าสิ่งใด แม้พี่น้อง
ทั้งหลายจะมีเรื่องมากมายที่อยากเล่าให้ฟัง ก็จ าต้องออกไปชั่วคราว
เห็นพี่ชายต่างลงจากรถม้าอย่างอาลัยอาวรณ์ทีละคนแล้ว โม่จิ่ว
เยี่ยจึงค่อย ๆ พยุงเฮ่อจือหร่านขึ้นไป
เนื่องจากเรื่องราวที่เพิ่งได้ยินมานั้นช่างสะเทือนใจนัก บังคับให้
สมองของโม่ฉิงต้องท างานหนัก ด้วยเหตุนี้ร่างกายของเขาจึงดูมี
ชีวิตชีวากว่าตอนที่เพิ่งตื่นขึ้นมาเล็กน้อย
เพียงแต่ขาทั้งสองข้างของเขายังคงงออยู่ ท าให้ผู้คนที่เห็นรู้สึก
สงสารอยู่บ้าง
โม่จิ่วเยี่ยเรียก “ท่านพ่อ” อีกครั้ง แล้วดันเฮ่อจือหร่านไปข้างหน้า
เขา
“ท่านพ่อ นี่คือบุตรสาวของท่านเสนาบดีเฮ่อ เฮ่อจือหร่าน ตอนนี้
ข้าแต่งนางเข้าบ้านแล้ว ท่านจ าได้หรือไม่ การแต่งงานของพวกข้า
เป็นท่านที่จัดการด้วยตัวเอง”
แม้ร่างกายของเฮ่อจือหร่านจะเทอะทะ แต่การได้พบผู้อาวุโสเป็น
ครั้งแรก นางก็ไม่ลืมมารยาทที่ควรท า
เพดานรถม้าไม่สูงนัก นางเดิมทีนั่งคุกเข่าอยู่บนที่นั่งข้าง ๆ
ตอนนี้จึงก าลังคุกเข่าลงตรงหน้าโม่ฉิง
“ลูกสะใภ้คารวะท่านพ่อ”
ขณะโม่จิ่วเยี่ยเอ่ยแนะน าเฮ่อจือหร่าน โม่ฉิงก็จ้องมองพวกเขา
สองคนตลอดเวลา
เขายังสังเกตเห็นว่าเฮ่อจือหร่านตอนนี้ก าลังตั้งครรภ์ จึงพยายาม
ยกมือขึ้นอย่างยากล าบาก
“ลูกสะใภ้ลุกขึ้นเถิด เมื่อครู่ข้าได้ยินพี่ใหญ่ของพวกเจ้าพูดแล้ว
เจ้าท าประโยชน์มากมายให้กับสกุลโม่ ข้าขอเป็นตัวแทนทุกคน
ขอบคุณเจ้า”
เมื่อได้ยินบิดาบอกให้ลุกขึ้น โม่จิ่วเยี่ยก็รีบช่วยเฮ่อจือหร่าน
กลับมานั่งที่เดิมอย่างคล่องแคล่ว
เฮ่อจือหร่านตอบอย่างถ่อมตัวว่า “ท่านพ่อไม่ต้องเกรงใจเจ้าค่ะ
นี่เป็นสิ่งที่ข้าควรท าอยู่แล้ว”
นางกับโม่จิ่วเยี่ยไล่พี่ชายคนอื่นลงจากรถม้าเพื่อช่วยตรวจ
ร่างกายของโม่ฉิง ดังนั้น เฮ่อจือหร่านจึงยังไม่คิดจะพูดคุยกับโม่ฉิง
มากนัก
“ท่านพ่อ ข้าพอมีความรู้ด้านวิชาแพทย์อยู่บ้าง ท่านเพิ่งตื่น
ขึ้นมา ข้าขอตรวจดูอาการของท่านก่อน”
ว่าแล้วนางก็วางมือลงบนชีพจรของโม่ฉิง
การตรวจชีพจรครั้งนี้ไม่ได้ใช้เวลานานนัก เพราะเฮ่อจือหร่าน
เพียงต้องการรู้อาการของพ่อสามีหลังจากที่ตื่นขึ้นมา
นางรู้ว่าโม่จิ่วเยี่ยและพวกพี่ชายที่อยู่นอกรถม้าต่างร้อนใจอยาก
รู้ผล จึงตั้งใจพูดเสียงดังว่า
“ร่างกายของท่านพ่อยังอ่อนแออยู่บ้าง แต่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต
หากดูแลรักษาให้ดีต่อไป ท่านจะต้องหายดีอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
เฮ่อจือหร่านไม่ได้พูดเกินจริง อาจเป็นเพราะโม่ฉิงฝึกวรยุทธ์มา
ตลอดหลายปี ท าให้ร่างกายแข็งแรงของเขากว่าคนทั่วไปมาก
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………