ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 395 ลองดูสิว่าใครอยู่ข้างหลัง
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 395 ลองดูสิว่าใครอยู่ข้างหลัง
โม่จิ่วเยี่ยลงจากรถม้า เห็นเฮ่อจือหร่านถือนกพิราบที่จัดการ
เรียบร้อยแล้วอยู่ในมือ
เขาหัวเราะออกมาพร้อมกับท าท่าทางที่มีเสียงประกอบไปด้วย
“เอาล่ะ จับได้แล้ว หร่านหร่าน เจ้ารออยู่ตรงนี้ ข้าจะไปจัดการ
มันสักหน่อย”
เสียงตะโกนของเขานี้ ไม่มีใครในรถม้าสงสัยเลยแม้แต่น้อย
เฮ่อจือหร่านเริ่มเตรียมน ้าแกงนกพิราบเพื่อบ ารุงร่างกายให้กับ
พ่อสามี ส่วนโม่จิ่วเยี่ยรับผิดชอบท าอาหารของคนอื่น ๆ
เนื่องจากอยู่กลางป่า แค่ได้กินอิ่มก็ดีแล้ว ไม่จ าเป็นต้องใช้ความ
พยายามมากในการท า
เมื่อสามีและภรรยาเตรียมอาหารเสร็จ ก็เป็นเวลาพลบค ่า
หลังจากกินอาหารเสร็จ ท้องฟ้าก็ใกล้มืดแล้ว และเพราะสถานะ
ของพวกเขาค่อนข้างละเอียดอ่อน ไม่เหมาะจะไปค้างในเมือง จึง
ตัดสินใจพักผ่อนที่นี่หนึ่งคืนแล้วออกเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้น
หลังพิจารณาแล้วว่าพวกเขาจะออกจากชายแดนตะวันตก การ
หยุดพักที่นี่เพื่อช่วยรักษาโม่ฉิงก็เสียเวลาไปประมาณหนึ่งวัน คาดว่า
ตอนนี้ฤทธิ์ยากระดูกอ่อนในร่างกายของพวกพี่สามคงถูกขับออกไป
เกือบหมดแล้ว อีกฝ่ายน่าจะออกจากภูเขาเสี่ยวชิวได้แล้ว
เพื่อป้องกันไม่ให้คลาดกันระหว่างทาง พี่ห้าอาสาจะไปรออยู่บน
ถนนหลวง หากพี่สามและคนอื่น ๆ มาถึง ทุกคนก็จะได้รวมตัวกันแล้ว
ออกเดินทางทันที่
กลุ่มที่พักผ่อนอยู่ในป่าก็นับว่าโชคดี เฮ่อจือหร่านน ากระโจมที่
พวกเขาใช้ตอนถูกเนรเทศติดมาด้วยสองสามหลัง ดังนั้นทุกคนจึงไม่
ต้องนอนกลางแจ้ง
พี่ใหญ่รับหน้าที่ดูแลบิดา พวกเขานอนด้วยกันบนรถม้า
ส่วนเฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยนอนในรถม้าที่นางนั่งมาจาก
หมู่บ้านซีหลิ่ง
และพี่รองกับพี่แปดพักผ่อนอยู่ในกระโจม ผลัดกันเฝ้ายามเพื่อ
ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
คืนนี้ผ่านไปอย่างสงบ และเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ หลังพวกพี่
สามอาการดีขึ้นเล็กน้อยก็เริ่มลงจากภูเขา รีบเร่งม้าไล่ตามมาถึงที่นี่
พอทุกคนมารวมตัวกันและกินอาหารเช้าอย่างง่าย ๆ แล้วก็ออก
เดินทางกลับหมู่บ้านซีหลิ่ง
เพราะค านึงถึงร่างกายของเฮ่อจือหร่านและโม่ฉิง รถม้าจึงแล่น
ไปอย่างนุ่มนวลตลอดทาง ด้วยเหตุนี้ความเร็วจึงช้าลงมาก
หลังใช้เวลาห้าวันเต็ม ในที่สุดคณะเดินทางก็มาถึงหมู่บ้านซีหลิ่ง
ยามนี้บ้านใหม่ของสกุลโม่สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว เครื่องเรือนก็
ถูกจัดวางเรียบร้อย
เหลือเพียงรอให้โม่จิ่วเยี่ยและพี่น้องของเขากลับมา เลือกฤกษ์
งามยามดีย้ายเข้าไปอยู่
ดังนั้น คนสกุลโม่จึงยังคงอาศัยอยู่ในบ้านที่เช่าไว้
รถม้าสองคันค่อย ๆ แล่นเข้าสู่หมู่บ้านซีหลิ่ง ชาวบ้านเห็นว่า
คนขับเป็นคนสกุลโม่ก็ไม่รู้สึกแปลกใจอะไร
ในใจพวกเขา สกุลโม่มีฐานะร ่ารวย แม้จะถูกเนรเทศ แต่ก็ยังเป็น
คนมีเงินอยู่ดี
ไม่มีใครอยากรู้อยากเห็น ชาวบ้านทุกคนที่พวกเขาพบระหว่าง
ทางต่างทักทายอย่างเป็นมิตร
สิ่งนี้ท าให้พี่ใหญ่และพี่รองที่มาถึงหมู่บ้านซีหลิ่งเป็นครั้งแรก
รู้สึกถึงบรรยากาศที่แตกต่างออกไป
เมื่อครั้งอยู่ที่เมืองหลวง จวนฮู่กั๋วกงถือเป็นสถานที่ที่ยากจะเอื้อม
ถึง
ผู้คนที่พบเจอล้วนประจบประแจง แม้จะเป็นการทักทายด้วยกัน
แต่เมื่อเทียบกับความจริงใจของชาวบ้านเหล่านี้แล้ว ถือเป็นคนละ
เรื่อง
โดยไม่รู้ตัว พี่ใหญ่กับพี่รองเหมือนจะชอบที่นี่เสียแล้ว
โม่ชูหานขับรถม้าน าหน้าทุกคน กลับมาถึงลานบ้านที่พวกเขา
เช่าอยู่
เมื่อรถม้ามาถึงหน้าประตู พี่เจ็ดที่ได้ยินเสียงก็วิ่งออกมา
ก่อนหน้านั้นโม่จิ่วเยี่ยให้เสี่ยวไป๋ส่งจดหมายถึงครอบครัว ทุกคน
จึงรู้ว่าพวกเขาจับปรมาจารย์ซือเหมิงที่เมืองหลวงได้ และก าลังรีบ
เดินทางไปชายแดนตะวันตก
แม้ว่าคนในครอบครัวจะเป็นห่วงเรื่องการเดินทางไปชายแดน
ตะวันตกของพวกเขา แต่นอกจากพี่เจ็ดกับพี่แปดแล้ว ก็ไม่มีใครคิด
จะไปช่วย เพราะพวกเขาไม่มีความสามารถมากนัก ถึงไปก็คงจะเป็น
ภาระ จึงได้แต่ภาวนาขอให้ทุกอย่างราบรื่น
อย่างไรก็ตาม ความคิดของพี่เจ็ดกับพี่แปดที่อยากไปชายแดน
ตะวันตกเพื่อช่วยเหลือก็ถูกฮูหยินผู้เฒ่าห้ามปรามอย่างเด็ดขาด
สองพี่น้องต่างเชื่อฟังมารดา แม้จะไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าลง
มือท าอะไรตามอ าเภอใจ
เฮ่อจือหร่านยิ่งไม่กล้าเปิดเผยความคิดที่อยากไปช่วยเหลือคนที่
ชายแดนตะวันตกแม้แต่น้อย หากท าเช่นนั้น นางเชื่อว่าฮูหยินผู้เฒ่า
จะส่งคนมาคอยจับตาดูนางตลอดเวลาแน่
ด้วยความจนใจ เฮ่อจือหร่านจึงท าได้เพียงลอบลงมือ ชักชวนพี่
แปดผู้มีจิตใจใส่ซื่อที่สุดให้ร่วมมือด้วย หลังจากที่ทั้งสองตกลงกัน
แล้ว ก็แอบออกจากบ้านไปในยามดึก
กว่าสกุลโม่จะรู้ว่าเฮ่อจือหร่านกับโม่ชูหานหายตัวไปก็เป็นช่วง
ตื่นนอนของวันต่อมาแล้ว
เฮ่อจือหร่านทิ้งจดหมายไว้ที่หน้าประตูห้องของฮูหยินผู้เฒ่า
เนื้อหาในจดหมายคือนางเป็นห่วงว่าพ่อสามีและพี่ชายทั้งสองคน
อาจตกอยู่ในอันตราย นางมีความรู้ด้านวิชาแพทย์ หากโม่จิ่วเยี่ยสา
มารถช่วยคนออกมาได้ส าเร็จ นางก็สามารถช่วยรักษาพวกเขาได้
บ้าง
ส่วนโม่ชูหาน แม้ว่าเฮ่อจือหร่านจะไม่ได้เขียนอธิบายไว้อย่าง
ชัดเจนในจดหมาย แต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็เข้าใจดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูก
ชายของนาง
ไม่มีอะไรมากไปกว่าเด็กโง่คนนี้ร้อนรนอยากไปช่วยเหลือที่
ชายแดนตะวันตก และสุดท้ายก็ถูกสะใภ้เก้าโน้มน้าว ทั้งสองจึงออก
เดินทางไปเงียบ ๆ
ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกโกรธมาก ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เพราะสะใภ้เก้า
ก าลังตั้งครรภ์และใกล้ถึงก าหนดคลอดเข้าไปทุกที่ หากมีอะไร
ผิดพลาดเกิดขึ้นที่ชายแดนตะวันตก นางในฐานะแม่สามีอาจรู้สึกผิด
ไปตลอดชีวิต
อย่างไรก็ตาม นางก็เข้าใจนิสัยของสะใภ้เก้าดี หากอีกฝ่าย
ตัดสินใจจะท าอะไรแล้ว ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งได้
ดังนั้น หลังจากที่นางกับโม่ชูหานจากไป ฮูหยินผู้เฒ่าจึงไม่ได้ส่ง
คนออกไปตามกลับมา ได้แต่สวดมนต์ภาวนาให้พวกเขาปลอดภัย
เท่านั้น
นับตั้งแต่เฮ่อจือหร่านกับโม่ชูหานออกจากบ้าน ทุกคนใน
ครอบครัวต่างรู้สึกหวาดกลัว กังวลว่าเฮ่อจือหร่านจะเกิดอันตรายขึ้น
พอเห็นโม่ชูหานมา พี่เจ็ดก็เดินเข้าไปต่อยเขา
“น้องแปด! เจ้ากล้าขึ้นทุกวันแล้วนะ น้องสะใภ้เก้าเล่า?”
แม้โม่ชูหานจะถูกต่อยแต่ก็ไม่กล้าโกรธ เพราะการที่เขาพา
น้องสะใภ้เก้าออกจากบ้านไปนั้นหุนหันพลันแล่นเหลือเกิน โชคดีที่
ตลอดทางน้องสะใภ้เก้าปลอดภัยดี มิเช่นนั้น เขาคงกลายเป็นคนบาป
ของสกุลโม่
เขาปิดท้องน้อยที่ถูกตีจนเจ็บ
“พี่เจ็ด ข้ารู้ว่าข้าท าผิด แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาพูดถึงความผิดของ
ข้า ท่านลองดูสิว่าใครอยู่ข้างหลัง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พี่เจ็ดจึงหันความสนใจไปที่รถม้าด้านหลัง
ยามนี้พี่ใหญ่กับพี่รองขี่ม้าเข้ามาใกล้แล้ว ทั้งสองคนเกือบ
กระโดดลงจากหลังม้าพร้อมกัน
“น้องเจ็ด เจ้าอย่าได้ต าหนิน้องแปดเลย คราวนี้โชคดีที่เขาพา
น้องสะใภ้เก้าไปชายแดนตะวันตก ไม่อย่างนั้นท่านพ่อคงมีอันตราย
ถึงชีวิตแล้ว”
พี่ใหญ่เห็นน้องแปดถูกตี จึงจ าใจช่วยอธิบายแทน
เสียงนี้ส าหรับโม่หยวนเช่อแล้วช่างคุ้นเคยยิ่งนัก ทั้งยังให้
ความรู้สึกราวกับไม่ใช่ความจริง
แต่ไม่นานเขาก็ตั้งสติได้ เพราะไม่เพียงแต่เสียงที่คุ้นหู รูปโฉม
ของคนที่พูดก็คุ้นตาอย่างยิ่ง
“พี่ใหญ่ เป็นท่านจริง ๆ หรือ?”
ยังไม่ทันที่พี่ใหญ่จะตอบ พี่รองก็ก้าวเข้ามาแล้ว
เขาท าท่าเหมือนจะทุบก าปั้นบนไหล่ของโม่หยวนเช่อ
“เจ้าเด็กนี่ เจ้าเห็นแค่พี่ใหญ่ ไม่เห็นพี่รองหรืออย่างไร”
“พี่รอง” โม่หยวนเช่อเห็นพี่ชายของเขาก็ตื่นเต้นจนน ้าเสียงสั่น
เครือ
ในตอนนั้น พี่สามก็เดินเข้ามา
“พอเถอะ ในที่สุดสกุลโม่ของพวกเราก็ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้า
พร้อมตากันแล้ว อย่ามัววุ่นวายอยู่หน้าประตูเลย รีบจัดการให้ท่าน
พ่อก่อน”
เมื่อได้ยินค าว่า “ท่านพ่อ” โม่หยวนเช่อยิ่งตื่นเต้น
“พีสาม ท่านหมายความว่าท่านพ่อกึกลับมาด้วยหรือ?”
บทที่ 396 ขอเพียงพวกท่านทุกคนยังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว
พี่สามพูดอย่างขบขันเล็กน้อยว่า “เจ้าเด็กน้อย เจ้าก าลังคิดอะไร
อยู่? พวกเราพี่น้องออกไปก็เพื่อตามหาท่านพ่อกับพี่ใหญ่พี่รองไม่ใช่
หรือ ท่านพ่อย่อมต้องกลับมาด้วยกันแน่นอน”
เมื่อมองโม่หยวนเช่อที่ยังคงยืนงงอยู่ พี่สามก็พูดต่อไปว่า “ยังยืน
อยู่อีก รีบไปเรียกคนในบ้านออกมาสิ”
โม่หยวนเช่อจึงได้สติ เขาไม่ทันได้ถามสถานการณ์ของบิดาก็
หมุนตัววิ่งไปยังห้องของฮูหยินผู้เฒ่าทันที่
“ท่านแม่ ท่านพ่อกับพี่ใหญ่พี่รองกลับมาแล้ว…”
เสียงตะโกนนี้ ไม่เพียงแต่ฮูหยินผู้เฒ่าที่อยู่ในห้องจะได้ยิน แม้แต่
บรรดาสะใภ้ที่ก าลังดูแลสวนผักอยู่ในลานด้านหลังก็ยังได้ยินอย่าง
ชัดเจน
ชั่วพริบตานั้นประตูห้องของฮูหยินผู้เฒ่าก็ถูกผลักเปิดออกจาก
ด้านใน
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นหญิงชราเคลื่อนไหวรวดเร็วราว
กับจะบิน
“หยวนเช่อ เจ้าว่าอะไรนะ? ท่านพ่อกับพี่ใหญ่พี่รองของเจ้ากลับ
มาแล้วหรือ?”
โม่หยวนเช่อรีบเข้าไปประคองนางไว้ พร้อมทั้งชี้ไปยังที่รถม้า
จอดอยู่ในลาน “ท่านแม่ดูสิ พวกเขาอยู่ตรงนั้น”
ฮูหยินผู้เฒ่าในตอนนี้น ้าตาคลอเบ้าจนสายตาพร่ามัว
อย่างไรก็ตาม นางยังคงแยกแยะได้ว่ามีชายร่างสูงใหญ่หลายคน
ยืนอยู่ใกล้รถม้า
นางเดินโซเซไปใกล้รถม้า ทันใดนั้นก็มีคนสองคนคุกเข่าลง
ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
“ท่านแม่ ลูกชายอกตัญญูนัก ท าให้ท่านต้องเป็นห่วง…” พี่ใหญ่
และพี่รองพูดพร้อมกัน ทั้งยังโขกศีรษะลงกับพื้นสามครั้งอย่างหนัก
ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า
นี่คือบุตรชายสองคนสุดท้ายที่สกุลโม่ตามหา ฮูหยินผู้เฒ่าเคย
คิดว่าพวกเขาคงไม่รอดชีวิตแล้ว บัดนี้เมื่อได้เห็นคนที่มาปรากฏตัวมี
ชีวิตอยู่ หญิงชราก็ไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีก น ้าตาพลันไหลพราก
ดั่งสายฝน
ขณะเดียวกัน เหล่าลูกสะใภ้ที่ก าลังท างานอยู่ลานด้านหลังก็รีบ
วิ่งมา
หนึ่งในนั้นรวมถึงสะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองด้วย
สะใภ้รองซึ่งปกติช่างพูดคุย ตอนนี้กลับยืนตะลึงอยู่กับที่ ไม่กล้า
เชื่อว่าคนตรงหน้าคือสามีของนางที่ไม่ได้พบกันมาหลายปี
สะใภ้ใหญ่ก็ยืนนิ่ง ใช้มือปิดหน้าร้องไห้
ส่วนสะใภ้คนอื่นดีกว่าเล็กน้อย แม้ว่าสามีของพวกนางจะออกไป
ข้างนอก แต่พวกนางก็รู้ดีว่าตนเองไม่ได้เป็นหญิงหม้ายแล้ว
ตอนนี้ พี่ใหญ่กับพี่รองเพิ่งกลับมา ความสนใจของทุกคนจึงพุ่ง
ไปที่สองพี่น้องโดยธรรมชาติ
ยามนี้ฮูหยินผู้เฒ่าถูกบุตรชายคนที่เจ็ดพยุงเดินไปข้างหน้า มือ
ข้างหนึ่งของนางจับโม่จวินรุ่ย อีกมือจับโม่เจียเฉิง
นางสะอื้น กล่าวอย่างยากล าบาก “ดีแล้วที่พวกเจ้ากลับมา ดี
แล้วที่กลับมา”
โม่จวินรุ่ยกับโม่เจียเฉิงลุกขึ้นยืน แล้วมองไปทางภรรยาที่ไม่ได้
พบกันมานานหลายปี
สะใภ้รองสบตากับสามี ทันใดนั้นนางก็ร้องไห้โฮออกมา
ขณะเดียวกันก็เดินโซเซเข้าไปหาเขา
“ท่านพี่…ฮือ ๆ ๆ…ในที่สุดท่านก็กลับมาอย่างปลอดภัย ท่านรู้
หรือไม่? เวลาเห็นน้องสะใภ้คนอื่นไม่ต้องเป็นหม้ายอีกแล้ว ข้ารู้สึก
อิจฉาพวกนางมากแค่ไหน…ฮือ ๆ ๆ…”
ฮูหยินผู้เฒ่าเข้าอกเข้าใจผู้อื่นที่สุด โม่จวินรุ่ยกับโม่เจียเฉิงเป็น
บุตรชายของนาง และก็เป็นสามีของลูกสะใภ้ด้วย
เมื่อสามีภรรยาพบหน้ากัน ย่อมมีเรื่องมากมายที่ต้องการพูดคุย
นางใช้โอกาสนี้ตบแขนบุตรชายทั้งสองเบา ๆ เป็นสัญญาณให้
พวกเขาไปพบลูกสะใภ้ที่ไม่ได้เจอกันมานานเหลือเกิน
โม่เจียเฉิงรู้สึกละอายใจต่อมารดา เพราะข่าวการตายของตนท า
ให้นางต้องทนทุกข์กับความเศร้าโศกเสียใจที่สูญเสียบุตรชาย และยิ่ง
ละอายต่อภรรยาที่ท าให้นางต้องเป็นหม้ายตั้งแต่อายุยังน้อย
เมื่อคิดว่าในรถม้ายังมีบิดาอยู่ โม่เจียเฉิงจึงตัดสินใจไปพบ
ภรรยาก่อน ส่วนท่านแม่ก็สามารถใช้ช่วงเวลานี้ไปเยี่ยมท่านพ่อได้
หลังจากได้รับสัญญาณจากมารดา โม่เจียเฉิงก็วิ่งเข้าไปหา
ภรรยา
สะใภ้รองโผเข้าไปในอ้อมแขนของเขา ร้องไห้ดังขึ้นไปอีก
สะใภ้ใหญ่หนักแน่นมากกว่าสะใภ้รองมาก นางจะคอยเตือน
ตัวเองว่าให้เป็นแบบอย่างที่ดีส าหรับพี่น้องสะใภ้ ดังนั้น การกระท า
ของนางจึงไม่ได้มากเกินไปเหมือนสะใภ้รอง เพียงแค่พยายามอด
กลั้นความปรารถนาที่อยากจะโผเข้าไปกอดสามี ค่อย ๆ เดินเข้าไป
หาโม่จวินรุ่ย
“ท่านพี่…”
เพียงแค่เอ่ยออกมา สะใภ้ใหญ่ก็สะอื้นจนพูดไม่ออก
กลายเป็นโม่จวินรุ่ยที่เห็นภรรยาดูอ่อนแอมากกว่าแต่ก่อนก็ไม่
อาจระงับความรู้สึกได้ ก้าวเข้าไปข้างหน้าและดึงนางเข้ามาในอ้อม
กอดทันที่
“ปี้ถิง ขอโทษด้วยที่ข้าท าให้เจ้าเสียใจมาหลายปี”
เมื่อได้ยินสามีเรียกนางด้วยชื่อเดิม สะใภ้ใหญ่ก็ถึงกับชะงักไป
ชั่วขณะ
นับตั้งแต่ได้รู้ข่าวว่าสามีเสียชีวิตในสนามรบ นางก็ไม่ได้ยินค า
เรียกนี้มานานแล้ว
สะใภ้ใหญ่ไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตนเองได้อีกต่อไป นางซบ
หน้าลงกับอกของสามี ร ่าไห้สะอึกสะอื้น ขณะเดียวกันก็ทุบอกเขาไม่
หยุด ราวกับต้องการระบายความทุกข์ทั้งหมดที่เก็บง าไว้ในใจมา
ตลอดหลายปี
ฝ่ายพี่ใหญ่กับพี่รองต่างก็โอบกอดภรรยาและร้องไห้ ท าเอา
บรรดาสตรีคนอื่นต่างพากันหลั่งน ้าตาเงียบ ๆ ส่วนโม่หานเยี่ยคอยอยู่
ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าตลอดเวลา ทั้งเช็ดน ้าตาและดูแลมารดาไป
พร้อมกัน
พี่ชายคนอื่นเห็นเช่นนั้น จึงพากันเดินไปหาภรรยาของตน พลาง
ปลอบประโลมพวกนาง
โม่จิ่วเยี่ยพยุงเฮ่อจือหร่านเดินเข้าไปใกล้ฮูหยินผู้เฒ่า
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นท้องใหญ่ของเฮ่อจือหร่าน เดิมทีตั้งใจจะต่อว่า
สักหน่อย
แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปาก โม่จิ่วเยี่ยก็รีบพูดขึ้นก่อนว่า
“ท่านแม่ ร่างกายของท่านพ่อค่อนข้างอ่อนแอ ตอนนี้เขายังอยู่บนรถ
ม้า”
ค าพูดที่ฮูหยินผู้เฒ่าก าลังจะเอ่ยออกมา ถูกกลืนกลับลงท้อง
ในทันที่
“หานเยี่ย เร็วเข้า รีบพยุงแม่ไปดูพ่อเจ้า”
โม่จิ่วเยี่ยรีบเดินไปที่หน้ารถม้าก่อน
“ท่านแม่ ข้าจะอุ้มท่านพ่อเข้าห้องก่อน พวกท่านจะได้ค่อย ๆ
พูดคุยกัน”
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบสนองต่อค าพูดของบุตรชาย แต่กลับเปิด
ประตูรถทันที่
หลังจากพักฟื้นมาหลายวัน โม่ฉิงสามารถนั่งได้สักพักแล้ว
ตอนนี้เขาก าลังนั่งพิงอยู่ในรถ ได้ยินเสียงเหล่าบุตรชายจาก
ภายนอก รวมถึงเสียงของภรรยาที่แก่ชรากว่าเดิมมาก เขาพลันไม่รู้
ว่าจะเผชิญหน้าอย่างไรดี
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขาไร้ความสามารถ ท าให้ครอบครัวที่ดีต้อง
ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ประตูรถถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน แสงสว่างพุ่งเข้ามา โม่ฉิงหรี่
ตาลงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตามฮูหยินผู้เฒ่ากับโม่จิ่วเยี่ยสามารถเห็นได้ทันทีว่า
โม่ฉิงตอนนี้ น ้าตานองหน้าแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นชายชราร่างผอมโซบนรถม้าก็ตกตะลึงไป
ชั่วขณะ
แต่ไม่นานนางก็จ าเขาได้จากดวงตาและเรียวคิ้วของเขา โม่ฉิง
“ท่านพี่ ท่านหรือ?”
ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังไม่กล้าเชื่อสนิทใจ นางรู้สึก
ว่าต้องให้อีกฝ่ายยอมรับเสียก่อน ทุกอย่างถึงจะเป็นความจริง
“ภรรยา หลายปีมานี้ท าให้เจ้าต้องล าบากแล้ว ข้าขอโทษ” โม่ฉิง
กล่าวอย่างยากล าบาก
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยแต่แก่ชราลงไปบ้าง ฮูหยินผู้เฒ่าก็เชื่อใน
ที่สุดว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องโกหก
บัดนี้นางไม่เพียงแต่มีบุตรชายทั้งเก้าคนที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้แต่สามี
ที่มีข่าวว่าเสียชีวิตไปหลายปีก็ยังมีชีวิตและมาปรากฏตัวต่อหน้านาง
ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกทันทีว่านางได้ครอบครองทุกสิ่งในชั่วพริบตา
ราวกับย้อนไปสู่วันเวลาที่ลูกชายลูกสาวยังเล็ก คนในครอบครัวอยู่
พร้อมหน้าพร้อมตากัน
“ข้าไม่ล าบาก…ไม่ล าบากเลย…ขอเพียงพวกท่านทุกคนยังมี
ชีวิตอยู่ก็พอแล้ว…”
ขณะที่พูดไป ชูหยินผู้เต่าก็ไม่สามารถพูดต่อไปได้อีก ลิ่งที่ได้ ยินมีเพียงเสียงสะอื้นของนางเท่านั้น