ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 425 พี่เก้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 425 พี่เก้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น โม่จิ่วเยี่ยก็วางใจ
เขาเอ่ยถึงจุดประสงค์ที่มาครั้งนี้
“น้องชายเมิ่ง ครั้งนี้ข้ามาเพื่อสอบถามบางเรื่องจากเจ้า”
“พี่เก้ามีอะไรก็ถามมาได้เลยขอรับ” เมิ่งไห่หนิงนับโม่จิ่วเยี่ยเป็น
คนในครอบครัวมานานแล้ว
โดยเฉพาะหลังจากที่เขาหมั้นหมายกับโม่หานเยี่ย เขารู้สึกสนิท
สนมกับเหล่าพี่ชายของภรรยามากขึ้น
“ข้าได้ยินมาว่าที่เมืองหลวงท่านอ๋องเก้าร่วมมือกับผู้ใช้กู่ชาว
หนานเจียง วางยาขุนนางส าคัญหลายคน”
การที่โม่จิ่วเยี่ยรู้เรื่องนี้ ท าให้เมิ่งไห่หนิงรู้สึกประหลาดใจมาก
จากความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับสกุลโม่ พวกเขาได้สูญเสีย
ความเชื่อมั่นในราชส านักไปแล้ว ถึงขนาดไม่อยากสนใจเรื่องราวใด
ๆ
“พี่เก้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร” เมิ่งไห่หนิงไม่ได้ต้องการสืบความจาก
โม่จิ่วเยี่ย เพียงแค่ถามอย่างจริงใจเท่านั้น
ด้วยเฮ่อฮูหยินมาที่ซีเป่ยเพื่ออยู่เป็นเพื่อนหร่านหร่านตอนนาง
คลอด และส าหรับเมิ่งไห่หนิงที่ก าลังจะแต่งงานกับโม่หานเยี่ยในเร็ว
วันนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดเป็นความลับ
ดังนั้น โม่จิ่วเยี่ยจึงไม่คิดจะปิดบัง
“แม่ยายของข้าเดินทางมาจากเมืองหลวงเมื่อไม่กี่วันก่อน นางได้
เล่าถึงเรื่องนี้”
เมิ่งไห่หนิงมองออกไปนอกประตู เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเข้ามาใกล้
จึงกล่าวเสียงเบา “ข้าก็เพิ่งได้รับข่าวเมื่อไม่กี่วันก่อนเช่นกัน เป็น
อย่างที่พี่เก้าพูดจริง ๆ ขุนนางส าคัญหลายคนในราชส านักถูกพิษ
หนอนกู่”
“ได้ยินมาว่าจักรพรรดิซุ่นอู่ส่งคนออกตามหาปรมาจารย์ถอน
พิษกู่แล้ว ไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง”
นี่คือสิ่งที่โม่จิ่วเยี่ยสนใจมากที่สุด
เฮ่อฮูหยินเดินทางมาจากเมืองหลวง สิ่งที่นางรู้อย่างน้อยเป็นแค่
สถานการณ์เมื่อยี่สิบกว่าวันก่อน ตอนนี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครบอก
ได้ชัด
เขารู้ว่าเมิ่งไห่หนิงกับเฟ่ยหนานอวี่ติดต่อกันผ่านนกพิราบ
สื่อสาร แม้ความเร็วของนกพิราบจะไม่เท่าเสี่ยวไป๋ของเขา แต่ใช้เวลา
เพียงสามสี่วันก็ถึงแล้ว
กล่าวคือ เมิ่งไห่หนิงได้รับข่าวช่วงห้าหกวัน แสดงว่าจักรพรรดิ
ซุ่นอู่ยังหาตัวปรมาจารย์ถอดพิษไม่เจอ
โม่จิ่วเยี่ยบอกกับครอบครัวว่า เขาออกมาเพื่อช่วยจัดเตรียม
สินสอดส าหรับโม่หานเยี่ย จึงยังเร็วเกินไปที่จะกลับตอนนี้
เขาตัดสินใจเที่ยวเล่นในเมืองสักรอบ กระทั่งช่วงบ่ายจึงขับรถม้า
กลับไป
หลังอาหารเย็น โม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านมอบสินสอดที่ใส่อยู่ใน
กล่องไม้ประณีตขนาดเล็กให้กับโม่หานเยี่ย
“หานเยี่ย นี่คือสินสอดที่ทางบ้านเตรียมไว้ให้เจ้า เจ้าลองดูว่า
ชอบหรือไม่” เฮ่อจือหร่านผลักกล่องไม้เล็กไปอยู่ตรงหน้าโม่หานเยี่ย
โม่หานเยี่ยเห็นบ้านและที่ดินที่ครอบครัวส่งมาให้ก็รู้สึกละอายใจ
อยู่บ้าง
สกุลโม่ในยามนี้ไม่เหมือนกับตอนที่อยู่เมืองหลวง นางมีส่วนช่วย
ท างานทุกวัน จึงเข้าใจว่าการหาเงินนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
เพื่อการแต่งงานของนาง ทุกคนในบ้านต่างก็ออกเงินสร้างบ้าน
เป็นสินสอด แม้แต่ข้าวของเครื่องใช้และเครื่องนอนก็เป็นของที่ดีที่สุด
รายละเอียดพวกนี้ไม่ด้อยไปกว่าตระกูลขุนนางในเมืองหลวง แต่
กลับดูมีระดับมากกว่าเสียอีก
“พี่สะใภ้เก้า ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้ พวกท่านให้ข้ามามากพอแล้ว
สิ่งเหล่านี้ข้ารับไว้ไม่ได้อีก” โม่หานเยี่ยพูดจากใจจริง
นางไม่ต้องการให้ครอบครัวต้องใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อนาง
พูดจบ นางก็ผลักกล่องไม้เล็ก ๆ กลับไปหาเฮ่อจือหร่าน
“พี่สะใภ้เก้า ข้ารับสิ่งของเหล่านี้ไม่ได้จริง ๆ เก็บไว้ให้หลานชาย
ตัวน้อยของข้าใช้แต่งงานเถอะ”
ค าพูดนี้ท าให้เฮ่อจือหร่านหัวเราะ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าจะเป็น
หลานชายไม่ใช่หลานสาว?”
“ถ้าเป็นหลานสาวก็ดี เก็บของพวกนี้ไว้เป็นสินสอดให้พวก
นางในอนาคต” ในใจของโม่หานเยี่ย ไม่ว่าพี่สะใภ้เก้าจะให้ก าเนิดลูก
ชายหรือลูกสาว นางก็รักทั้งนั้น
ในตอนนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าก็เอ่ยปาก
“หานเยี่ยมีบ้านหลังใหญ่เป็นสินสอดอยู่แล้ว นั่นก็นับว่า
สมเกียรติ เครื่องประดับพวกนี้ไม่ต้องให้ก็ได้”
พูดถึงเรื่องนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็รู้สึกละอายใจ
ตอนที่นางแต่งงานกับโม่ฉิง นางน าสินสอดติดตัวมาไม่น้อย
น่าเสียดายที่บุรุษสกุลโม่ต้องไปออกรบนอกเมืองอยู่เป็นประจ า
ทรัพย์สินที่พวกเขาได้มาล้วนถูกน าไปช่วยเหลือเหล่าทหารที่
บาดเจ็บล้มตายและครอบครัวของพวกเขา ท าให้คลังในจวนแทบจะ
ว่างเปล่า ไม่ได้มีฐานะร ่ารวยในสายตาคนนอกเลย
ต่อมา พอข่าวการเสียชีวิตของบรรดาบุตรชายถูกส่งกลับมา ฮู
หยินผู้เฒ่าไม่อยากให้พวกลูกสะใภ้ที่กลายเป็นหม้ายต้องล าบาก จึง
ทยอยน าสินเดิมของตนเองมาเติมเต็มบัญชีส่วนกลางของครอบครัว
เหล่าสะใภ้ก็รู้ความ เห็นแม่สามีเอาสินเดิมของตนออกมาเพื่อให้
พวกนางมีชีวิตที่ดีขึ้นจึงไม่ยอมน้อยหน้า ต่างพากันน าสินเดิมของ
ตนมาใช้เช่นกัน
โม่จิ่วเยี่ยตอนนั้นไปออกรบอยู่นาน ไม่รู้สถานการณ์ภายในจวน
จึงน าของที่ริบมาได้จากสงครามทั้งหมดมอบให้กับเหล่าทหารที่ร่วม
เป็นร่วมตายกับเขา
ส่งผลให้เฮ่อจือหร่านไม่ได้ขนของมีค่ามากนักตอนที่ย้ายข้าว
ของไปยังพื้นที่มิติ ก่อนที่สกุลโม่จะถูกยึดทรัพย์และเนรเทศ
และก็เป็นสาเหตุที่ท าให้ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกละอายใจ
บุตรสาวของตนจะออกเรือน ตามธรรมเนียมแล้วนางในฐานะ
มารดาควรเป็นคนรับผิดชอบในการจัดเตรียมสินสอดให้
แต่ตอนนี้อย่าว่าแต่สินสอดเลย หากไม่ใช่เพราะสะใภ้เก้าคอย
จัดการดูแลอยู่ตลอด ทั้งบ้านคงจะไม่มีแม้แต่ข้าวจะให้กินอิ่มท้อง
ตอนนี้สะใภ้เก้ายังเตรียมเครื่องประดับให้บุตรสาวนางอีก เรื่องนี้
ท าให้นางในฐานะมารดารู้สึกละอายใจนัก
“สิ่งเหล่านี้เดิมทีเป็นของที่ข้าในฐานะมารดาควรจัดเตรียม แต่
บัดนี้ข้าไร้ความสามารถ ยังต้องให้เจ้าในฐานะพี่สะใภ้มาท าสิ่งเหล่านี้
แทน ข้ารู้สึกละอายใจยิ่งนัก”
บรรดาพี่สะใภ้เห็นเช่นนั้นต่างก็พากันเข้ามาใกล้ พวกนางเห็น
ด้วยกับค าพูดของแม่สามีเพียงครึ่งเดียว
ก่อนที่เฮ่อจือหร่านจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้
พี่สะใภ้ทั้งหลายต่างให้ความส าคัญกับค าพูดของพี่สะใภ้ใหญ่เป็น
หลัก ครั้งนี้ก็เช่นกัน พี่สะใภ้ใหญ่เป็นคนพูดขึ้นก่อน
“หานเยี่ยเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของสกุลโม่ การออกเรือน
ของนางต้องยิ่งใหญ่อยู่แล้ว อีกทั้งสินสอดทองหมั้นก็ต้องไม่ท าให้นาง
เสียหน้า ในเมื่อน้องสะใภ้เก้ามีน ้าใจช่วยหานเยี่ยจัดหาเครื่องประดับ
ให้ ท าไมพวกเราพี่สะใภ้ไม่ร่วมกันออกเงินส าหรับเครื่องประดับ
เหล่านี้เล่า อย่างนี้แล้วพวกเราพี่สะใภ้ก็จะได้รู้สึกสบายใจขึ้น”
พี่สะใภ้รองเห็นเช่นนั้นจึงเข้ามาช่วยพูด “น้องสะใภ้เก้า เจ้าฟัง
พี่สะใภ้ใหญ่เถอะ เงินค่าเครื่องประดับ ข้ายินดีออกเงินช่วย”
“ข้าก็ยินดี”
“ข้าก็ยินดีเช่นกัน…”
พี่สะใภ้ทั้งแปดคนแสดงความเต็มใจจะแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย
น ้าเสียงของพวกนางจริงใจมาก ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
แม้ว่าจะไม่ได้ร ่ารวย แต่ความสามัคคีของบรรดาพี่สะใภ้คือสิ่งที่
เฮ่อจือหร่านชื่นชอบมากที่สุด แม้จะมีพี่สะใภ้หลายคน แต่ทุกคนต่าง
ร่วมแรงร่วมใจกัน ไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยหรือขัดแย้ง
นางรู้ว่าพี่สะใภ้ทั้งหลายพูดด้วยความจริงใจ แต่ก็ไม่อยากให้
พวกนางมาร่วมแบกรับภาระด้วย
เครื่องประดับเหล่านี้ล้วนซื้อมาจากร้านค้าบนเถาเป่า
ส าหรับเฮ่อจือหร่านผู้มั่งคั่งร ่ารวยแล้ว มันถือเป็นเรื่องเล็กน้อย
หากแปลงมูลค่าของเครื่องประดับเหล่านี้เป็นเงินในยุคโบราณ ก็
คงมีค่าอย่างน้อยหลายพันต าลึง
แม้นางจะจ่ายเงินให้พวกพี่สะใภ้ตรงเวลาทุกเดือน และจ านวน
เงินก็ไม่ใช่น้อย ๆ แต่นั่นก็เป็นเพียงรายได้ที่มากกว่าชาวบ้านทั่วไป
ในซีเป่ยเท่านั้น หากจะให้ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของเครื่องประดับ
เหล่านี้ แม้พี่สะใภ้ทั้งหลายจะทุ่มเททรัพย์สินทั้งหมดก็คงมีไม่พอ
แน่นอน มีเพียงเฮ่อจือหร่านเท่านั้นที่รู้มูลค่าแท้จริงของเครื่องประดับ
นางไม่อาจให้พี่สะใภ้มาร่วมแบกรับได้
“ข้าเข้าใจความหมายของพวกพี่สะใภ้ดี แต่พวกท่านอย่าลืมว่า
ข้าเป็นคนดูแลสกุลโม่ในตอนนี้ รายได้ทั้งหมดนอกเหนือจาก
เงินเดือนที่แบ่งให้พวกท่านแล้ว ส่วนที่เหลือล้วนอยู่กับข้า”