ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 449 ถ้าร้องไห้จนเครื่องส าอางเลอะจะไม่สวยเอานะ
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 449 ถ้าร้องไห้จนเครื่องส าอางเลอะจะไม่สวยเอานะ
การไปจัดพิธีแต่งงานในเมืองนั้นแตกต่างออกไป สิ่งนี้สามารถ
แสดงให้เห็นถึงความส าคัญที่เมิ่งไห่หนิงมีต่อภรรยาของเขา หลัง
แต่งงานเขาก็อยู่เคียงข้างนางกลับไปอาศัยที่หมู่บ้านซีหลิ่งก็เพราะ
ความชอบของโม่หานเยี่ย
โดยสรุปแล้ว การที่เมิ่งไห่หนิงปฏิบัติต่อโม่หานเยี่ยนั้น อาจกล่าว
ได้ว่าครบถ้วนทุกด้าน
โม่ฉิงฟังการจัดการของเมิ่งไห่หนิงแล้ว ต้องยอมรับว่ายิ่งดู
ลูกเขยคนนี้เขาก็ยิ่งชอบ
ความอึดอัดใจเล็กน้อยในใจของเขาค่อย ๆ จางหายไปเหมือน
ควันที่ลอยหายไปในอากาศ
…
ไม่นานนัก วันที่สิบสองเดือนหกก็มาถึง สกุลโม่เต็มไปด้วย
บรรยากาศแห่งความสุข อาจกล่าวได้ว่าทุกลานบ้านประดับประดา
ด้วยโคมไฟและธงริ้ว
ชาวบ้านที่เห็นแบบนี้จะคิดว่าเป็นการแต่งงานออกเรือนได้
อย่างไร?
มันดูยิ่งใหญ่กว่าการแต่งงานของตระกูลใหญ่ในเมืองเสียอีก
ทั้งหมดนี้เป็นการจัดการของโม่จิ่วเยี่ย ร้านค้าเถาเป่าของภรรยา
มีทุกสิ่งที่ต้องการ และราคายังถูกกว่าสิ่งของที่ขายในร้านค้ายุคนี้
มาก
นอกจากโม่หยวนเช่อ พี่น้องสกุลโม่ทั้งหมดมารวมตัวกัน แม้แต่
โม่ฉิงก็นั่งอยู่บนรถเข็นที่เฮ่อจือหร่านขอให้หูชงช่วยท า โดยมีลูก
ชายเป็นคนเข็นออกมาปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน
หนานรุ่ยพร้อมด้วยเต๋อเฟยเหนียงเหนียง ครอบครัวของฟางฉ
วนโจว ครอบครัวของเซี่ยเทียนไห่ หูชง รวมถึงบรรดาผู้ติดตามเก่า
และญาติพี่น้องของสกุลโม่ ต่างมาถึงเชิงเขาตั้งแต่เช้าตรู่
ถังหมิงรุ่ยก็มาด้วย เนื่องจากคราวก่อนเขาถูกใส่ร้ายว่าจ้างวาน
ฆ่าคน ท าให้เขาสนิทสนมกับเมิ่งไห่หนิงมากขึ้น
แม้ว่าทั้งสองฝ่ายล้วนเป็นมิตรสหายที่ดีในสายตาของเขา แต่เขา
ก็ตั้งใจจะให้ความส าคัญกับสกุลโม่เป็นหลัก
ดังนั้น วันนี้เขาจึงมาในฐานะแขกของสกุลโม่เพื่อร่วมส่งเจ้าสาว
ชาวบ้านก็พากันน าของขวัญมาด้วย ฮูหยินผู้เฒ่าในฐานะแม่
เรือนใหญ่นั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว นางรับมือกับแขกมากมายได้
อย่างคล่องแคล่ว
เฮ่อจือหร่านท้องโตเกินไป เฮ่อฮูหยินไม่อนุญาตให้นางเข้าไป
ข้างหน้า จึงพานางไปยืนดูอยู่ห่างจากฝูงชนพร้อมกับป้าหลี่
โม่หานเยี่ยนั่งอยู่ในห้องนอนของเจ้าสาว สวมชุดมงคลสีแดงสด
ที่ปักลายดอกโบตั๋นอย่างประณีต โดยมีพี่สะใภ้ทั้งหลายวุ่นวาย
ช่วยกันแต่งหน้าท าผมให้นาง
“ดูหานเยี่ยของพวกเราสิ แต่งตัวแบบนี้เหมือนกับนางฟ้าที่ก้าว
ออกมาจากภาพวาดเลยทีเดียว”
พี่สะใภ้รองอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม พี่สะใภ้คนอื่น ๆ ก็พากันเห็นด้วย
“จริงด้วย หานเยี่ยดูโดดเด่นอยู่แล้ว พอได้สวมชุดเจ้าสาวก็ยิ่งดู
งดงามขึ้นไปอีก”
“ก็ยังเป็นน้องเก้าและน้องสะใภ้เก้าที่มีความสามารถ ถึงซื้อ
เครื่องประดับสวย ๆ แบบนี้มาได้ ท าให้น้องสาวของพวกเราดูสวย
ยิ่งขึ้นไปอีก”
“…”
เมื่อได้ยินค าชมจากบรรดาพี่สะใภ้ โม่หานเยี่ยก็ก้มหน้าลงด้วย
ความเขินอาย
ในเวลานี้ การแต่งหน้าเสร็จสิ้นแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าพาหญิงชราผม
ขาวโพลนเดินเข้ามา
“หานเยี่ย นี่คือท่านย่าจ้าวจากหมู่บ้าน นางเป็นผู้อาวุโสที่สุดใน
หมู่บ้านซีหลิ่ง และเป็นผู้มีบุญวาสนาที่สุด มีลูกหลานมากมาย แม่
ตั้งใจเชิญนางมาเพื่อหวีผมให้เจ้า”
พูดถึงการหวีผมเจ้าสาว ต้าซุ่นมีธรรมเนียมที่พิถีพิถันมาก
จ าเป็นต้องเชิญหญิงชราที่มีอายุมากและมีลูกหลานมากมายมา
ท าหน้าที่นี้ ซึ่งถือเป็นการอวยพรให้เจ้าสาวอีกอย่างหนึ่ง หวังว่า
เจ้าสาวจะสามารถเป็นเหมือนหญิงชราผู้มีบุญนี้ มีสุขภาพแข็งแรง
อายุยืนยาว และลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมืองเหมือนกับท่าน
ถึงแม้ว่าท่านย่าจ้าวจะมีอายุมาก แต่ฝีมือการหวีผมของนางก็
ช านาญมาก เห็นได้ชัดว่านางท าเรื่องแบบนี้มาไม่น้อย
ไม่นานนัก เส้นผมด าขลับและหนานุ่มของโม่หานเยี่ยก็ถูกเกล้า
ขึ้นอย่างงดงาม แม้ว่ารูปแบบจะไม่อาจเทียบได้กับบรรดาคนรับใช้ที่
ช านาญในการแต่งผมให้กับสตรีในตระกูลขุนนางแห่งเมืองหลวง แต่
ด้วยความงามตามธรรมชาติของโม่หานเยี่ย แม้ทรงผมจะดูเรียบง่าย
ไปบ้าง แต่ก็ยังคงดูงดงามน่าหลงใหล
ท่ามกลางเสียงชื่นชมจากบรรดาพี่สะใภ้ ฮูหยินผู้เฒ่าช่วยสวม
ผ้าคลุมหน้าสีแดงให้กับบุตรสาวด้วยความอาลัยอาวรณ์
“หานเยี่ย นับจากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าก็จะกลายเป็นภรรยาของ
ผู้อื่นแล้ว ต่อไปเจ้าต้องระมัดระวังนิสัยเอาแต่ใจของตัวเองให้ดี…”
พูดไปพูดมา ฮูหยินผู้เฒ่าก็เริ่มสะอื้นจนพูดต่อไม่ออก
พี่สะใภ้คนโตรีบเข้ามาปลอบโยน “ท่านแม่ หานเยี่ยไม่ได้
แต่งงานไปไกล อีกสามวันก็จะกลับมาเยี่ยมบ้าน ท่านจะได้พบนางทุก
วัน อย่าเสียใจไปเลย”
ฮูหยินผู้เฒ่าก็รู้ดีว่าเป็นเช่นนั้น
เมื่อเทียบกับลูกสะใภ้ทั้งเก้าคนในบ้าน นอกจากบิดามารดาของ
ลูกสะใภ้รองที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันแล้ว ที่เหลือล้วนอยู่ในเมือง
หลวงซึ่งห่างไกลพันลี้
หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันของสกุลโม่ เว้นแต่ว่า
ญาติของพวกนางจะเต็มใจมาเยี่ยมลูกสาวที่ซีเป่ย เหมือนอย่างเฮ่
อฮูหยิน ไม่เช่นนั้นอาจจะไม่มีวันได้พบกันอีกตลอดชีวิต
เมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
นางค่อย ๆ เช็ดน ้าตาที่หัวตา แล้วสั่งก าชับโม่หานเยี่ยต่อว่าหลัง
แต่งงานไปแล้วจะต้องท าอย่างไรบ้าง
โม่หานเยี่ยเห็นท่านแม่ร้องไห้ นางก็อดไม่ได้ที่จะน ้าตาคลอ
พี่สะใภ้ห้าหยิบผ้าเช็ดหน้าเข้ามาใกล้ รีบเช็ดน ้าตาให้นางก่อนที่
มันจะไหลออกมา
“หานเยี่ยอย่าร้องไห้นะ ถ้าร้องไห้จนเครื่องส าอางเลอะเทอะจะไม่
สวยเอานะ”
พี่สะใภ้ห้าไม่น่าปลอบใจเลย พอปลอบใจแล้ว โม่หานเยี่ยยิ่ง
ควบคุมตัวเองไม่ได้
นางโผเข้าไปในอ้อมกอดของท่านแม่แล้วสะอื้นไห้ “ท่านแม่
โปรดวางใจเถิด ข้าจะต้องดูแลจัดการครอบครัวของพวกเราให้ดี
เหมือนกับที่ท่านและพี่สะใภ้ท ามา…”
เมื่อเห็นแม่ลูกเป็นเช่นนี้ บรรดาสตรีในห้องต่างก็น ้าตาคลอ
ในขณะนั้นเอง เสียงของโม่ชูหานก็ดังมาจากด้านนอก
“เตรียมตัวให้พร้อม เจ้าบ่าวมาถึงแล้ว”
สะใภ้แปดซึ่งอยู่ใกล้ประตูที่สุดผลักประตูเปิดออก ได้ยินเสียง
กลองและดนตรีดังแว่วมาอย่างเลือนราง
จากความดังของเสียงนี้ ทุกคนสามารถตัดสินได้ว่าขบวนรับ
เจ้าสาวของเมิ่งไห่หนิง น่าจะเพิ่งเข้าหมู่บ้านมา
“ท่านพี่ ขบวนรับเจ้าสาวยังอยู่ไกลอยู่เลย ท่านรีบร้อนไปไย?”
พี่สะใภ้แปดอดไม่ได้ที่จะถามสามีของนาง หายเยี่ยเพิ่งร้องไห้จน
เครื่องส าอางเลอะเทอะ ยังไม่ได้แต่งหน้าใหม่ให้เรียบร้อย หากว่า
เจ้าบ่าวมาถึงในตอนนี้ พวกนางคงจะต้องวุ่นวายกันแน่
พี่ชายแปดวิ่งจนหน้าแดงเล็กน้อย ไม่ได้ตอบค าถามของภรรยา
ในทันที่ ก้าวข้ามธรณีประตูแล้วรีบปิดประตูห้องอย่างรวดเร็ว
“น้องสาวของข้า ไม่อาจปล่อยให้เขารับตัวไปได้ง่าย ๆ”
ค าพูดนี้ท าให้บรรดาสตรีในห้องที่เพิ่งเช็ดน ้าตาอยู่เมื่อครู่ อด
ไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นท่าทางจริงจังของบุตรชายที่ปกป้องน้องสาว จึง
ต่อว่าอย่างขัดใจ “ไม่ว่าอย่างไร ก็คงไม่อาจห้ามน้องสาวเจ้าออก
เรือนได้หรอกกระมัง?”
“ท่านแม่… หานเยี่ยต้องออกเรือน แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้เจ้าหนุ่ม
นั่นคิดว่าได้ภรรยามาง่าย ๆ”
“ท่านพี่ ท่านจะท าอย่างไร?”
จะท าอย่างไรดีล่ะ?
โม่ชูหานเพียงแต่รีบกลับมาเพื่อขวางประตู แต่กลับไม่ได้คิดดีว่า
จะท าให้เมิ่งไห่หนิงล าบากอย่างไรดี
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง เขาก็มองไปยังเหล่าสตรีในบ้าน
“เมิ่งไห่หนิง มาจากตระกูลที่มีการศึกษา แม้ว่าเขาจะรู้วิชายุทธ์
แต่ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพี่น้องเรา ในวันมงคลเช่นนี้ พวกเราคงไม่อาจ
ประลองยุทธ์กับเขาได้กระมัง?”
“น้องแปดหมายความว่า อยากประลองความรู้กับเขาหรือ?”
พี่สะใภ้รองถาม
“มีอะไรที่ไม่สมควรเล่า? บรรดาพี่สะใภ้หลายท่านก็มาจาก
ตระกูลที่มีการศึกษา มีพื้นฐานด้านวรรณกรรมที่ยอดเยี่ยม ไม่สู้เรา
ลองประลองด้านวรรณศิลป์กับเขาดูเป็นไร?”
โม่ชูหานชอบฝึกฝนวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ในด้านวรรณกรรมนั้น
ถือว่าเป็นกระดาษเปล่า หากไม่ใช่เพราะฮูหยินผู้เฒ่าบังคับให้เขา
เรียนหนังสือมาหลายปี เขาคงอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
เขาจึงได้แต่หวังพึ่งพาสตรีในครอบครัว
“น้องแปด พวกข้าแม้จะเคยเรียนหนังสือมา แต่จะไปเทียบ
ความสามารถทางวรรณกรรมกับน้องเขยได้อย่างไร เจ้าไม่ได้ก าลัง
ท าให้พวกข้าขายหน้าหรอกหรือ?”
“ใช่แล้ว น้องแปด ข้าเพียงแค่รู้จักตัวอักษรบ้างเท่านั้น”
พี่สะใภ้รองยิ่งโบกมือปฏิเสธไม่หยุด “ข้าไม่ได้เก่งไปกว่าน้อง
แปดสักเท่าไหร่ เรื่องแบบนี้อย่าได้มาหาข้าเลย”
ในขณะที่ทุกคนก าลังปฏิเสธอยู่นั้น เสียงกลองและดนตรีจาก
ภายนอกก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ