ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 448 ประชาชนของพวกเราในเมืองอวิ่นโชคดีแล้ว
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 448 ประชาชนของพวกเราในเมืองอวิ่นโชคดีแล้ว
ส าหรับเมิ่งไห่หนิงการกินเผ็ดไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป
เขาเคยกินเนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวานของสกุลโม่มาหลายครั้ง
แล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ในอดีตเมื่อมาที่นี่ อาหารในบ้านก็มักจะมีรสเผ็ด
ที่ท าให้คนติดใจอยู่ตลอด
แต่ว่าวัตถุดิบสีเขียว ๆ ที่มีรสเผ็ดเช่นกันนี้ เขาเพิ่งเคยเห็นเป็น
ครั้งแรก
โม่ชูหานปกติมีปฏิสัมพันธ์กับเขามากที่สุด จึงต้องดูแลเอาใจใส่
มากหน่อย
ดังนั้น เขาจึงเป็นฝ่ายเริ่มต้นอธิบายให้เมิ่งไห่หนิงเข้าใจ
“นี่คือพริกที่พวกเราปลูกเองที่บ้าน น้องสะใภ้เก้าบอกว่า ตอนที่
พริกเพิ่งสุกใหม่ ๆ จะมีสีเขียว อีกไม่กี่วันก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง
เมื่อตากแห้งแล้วก็จะกลายเป็นเครื่องปรุงรสพริกที่ใช้ในเนื้อกระต่าย
ผัดเปรี้ยวหวาน”
ในความเข้าใจของเมิ่งไห่หนิง พริกที่สกุลโม่ใช้นั้นล้วนได้มา
จากชาวต่างชาติ
ไม่คิดว่าพวกเขาจะสามารถปลูกผักชนิดนี้ได้ในซีเป่ยด้วย
เมื่อนึกถึงการท ามาหากินของชาวบ้านในซีเป่ย เมิ่งไห่หนิงก็อด
ไม่ได้ที่จะพูดออกมา
“เมื่อพริกสามารถเติบโตได้ในที่นี่ ประชาชนในเมืองอวิ่นก็นับว่า
โชคดีแล้ว”
ทันทีที่เขาพูดจบ เสียงของเฮ่อจือหร่านก็ดังขึ้นจากทางประตู
“คุณชายเมิ่งตั้งใจจะส่งเสริมการปลูกพริกใช่หรือไม่?”
เฮ่อจือหร่านก าลังเตรียมตัวรับประทานอาหาร แต่ได้ยินอวี่เอ๋อร์บ
อกว่า เมิ่งไห่หนิงมาที่เรือนหลัก นางจึงวางตะเกียบลงแล้วตามหลังโม่
จิ่วเยี่ยมาด้วยกัน
ผลคือเพิ่งจะมาถึงหน้าประตู ก็ได้ยินว่ามีคนก าลังพูดถึงพริกของ
นาง
เมิ่งไห่หนิงเป็นคนฉลาดหลักแหลม จากน ้าเสียงของเฮ่อจือห
ร่านไม่ยากที่จะตัดสินว่านางไม่เต็มใจที่จะส่งเสริมการปลูกพริก
ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็เข้าใจสถานการณ์ของสกุลโม่ดี ที่พี่ชายคน
ที่เก้าและพี่สะใภ้เก้าเป็นผู้ตัดสินใจมาโดยตลอด
แม้ว่าเขาจะมีความคิดนี้ ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสอง
คนก่อนจึงจะท าได้ เมื่อครู่นี้เขาตื่นเต้นเกินไปจนพูดจาพลั้งปากไป
บ้าง
เขารีบลุกขึ้นยืนทันที่
“หากพี่สะใภ้เก้าไม่เต็มใจ น้องชายอย่างข้าก็จะไม่บังคับ
แน่นอน”
ไม่ใช่ว่าเฮ่อจือหร่านจะตระหนี่ถี่เหนียว แม้ว่านางจะมีทรัพย์
สมบัติมากมายเหลือล้น แต่เพื่อให้สามารถใช้เงินเหล่านี้อย่าง
เปิดเผยได้ นางจ าเป็นต้องมีกิจกาจที่ท าเงินได้อยู่ในมือสักสองสาม
อย่าง
อาหารที่ท าจากพริกก็เป็นหนึ่งในนั้น นางย่อมไม่อยากเผยแพร่
เรื่องพริกออกไปเร็วเกินไป
นางเข้าใจดีว่าเมิ่งไห่หนิงเป็นขุนนางที่ดีที่อุทิศตนเพื่อประชาชน
และในขณะเดียวกันก็เข้าใจถึงความยากล าบากในการด ารงชีวิต
ของชาวบ้านใน ซีเป่ย
“แม้ว่าพริกจะอร่อย แต่ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่มีหรือไม่มีก็ได้
ไม่เหมือนกับพืชผลอาหารอื่น ๆ ที่ให้ผลผลิตสูง ปลูกออกมาแล้ว
สามารถท าให้ประชาชนอิ่มท้องได้”
เมิ่งไห่หนิงต้องการให้ชาวเมืองภายใต้การปกครองของเขามี
ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็สามารถท าให้อิ่มท้องได้ก็
ยังดี
ในใจของเขาก็รู้ดีถึงความล ้าค่าของพริกนี้ หากน าสิ่งที่มีรสชาติ
เช่นนี้ไปท าอาหารในโรงเตี๊ยมเหมือนอย่างที่สกุลโม่ท า แล้วน าออก
ขาย ย่อมจะได้ก าไรมหาศาล
เหตุที่เขาพูดออกไปโดยไม่ยั้งคิดก็เพราะนึกถึงคุณค่าของพริก
หากชาวบ้านในเมืองอวิ่นสามารถปลูกพริกได้ทั่วกัน เมื่อสุกแล้วขาย
ออกไปในราคาสูง ย่อมจะได้รายได้งาม
เมื่อชาวบ้านมีเงินในมือแล้ว การกินอิ่มท้องจะยากเย็นอะไร?
ทว่าสกุลโม่ในตอนนี้ต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้เพื่อหาเลี้ยงชีพ หาก
แพร่กระจายการปลูกพริกออกไป ก็เท่ากับเป็นการตัดหนทางท ามา
หากินของผู้อื่น
เมิ่งไห่หนิงยิ่งคิดถึงค าพูดที่ตนเองเพิ่งพูดออกไปโดยไม่ทันคิดก็
ยิ่งรู้สึกละอายใจ “พี่เก้าและพี่สะใภ้เก้าไม่จ าเป็นต้องเก็บค าพูดของ
ข้าไปใส่ใจ เพียงแค่พริกนี้อร่อยเหลือเกิน ข้าเผลอพูดจาเหลวไหลไป
ชั่วขณะเท่านั้น”
เฮ่อจือหร่านได้ยินน ้าเสียงของเขาแล้วรู้สึกอยากหัวเราะ
โม่จิ่วเยี่ยพยุงนางให้นั่งลงที่โต๊ะของบรรดาพี่สะใภ้
“ข้ารู้ว่าน้องเมิ่งเป็นขุนนางที่ดีที่คิดเพื่อประชาชน เจ้าอย่าเพิ่ง
ร้อนใจไป อีกไม่นานนัก มันเทศและมันฝรั่งในไร่ก็จะสุกแล้ว ข้าเคย
พูดไว้แล้วว่า มันเทศและมันฝรั่งปลูกง่ายให้ผลผลิตสูงและให้ความ
อิ่มท้องอย่างมาก หากต้องการให้ประชาชนอิ่มท้อง การปลูกพืช
เหล่านี้คุ้มค่ากว่าการปลูกพริกมากนัก”
“ไม่เพียงเท่านี้ ในฤดูเก็บเกี่ยวยังมีข้าวโพดด้วย ข้าวโพดที่ตาก
แห้งแล้วสามารถบดเป็นแป้งข้าวโพดและเม็ดข้าวโพดได้ ทั้งต้มเป็น
โจ๊กและท าขนมปังก็อร่อยมาก”
เฮ่อจือหร่านพูดความจริงทุกค าโดยไม่มีการโอ้อวดแม้แต่น้อย
เมื่อเทียบกับอาหารที่ชาวบ้านยากจนในยุคนี้กิน ไม่ว่าจะเป็น
ขนมปังท าจากแป้งหยาบหรือแผ่นแป้งทอด อาหารที่ท าจากข้าวโพด
นั้นอร่อยกว่ามาก
ความจริงแล้ว ตอนที่สกุลโม่เริ่มปลูกพืชแปลก ๆ เหล่านั้น พวก
เขาถูกชาวบ้านนินทาลับหลังไม่น้อย เมิ่งไห่หนิงก็ได้ยินมาบ้าง
แต่จากความเข้าใจของเขาที่มีต่อโม่จิ่วเยี่ยและภรรยา พวกเขา
ไม่ใช่คนที่จะท าอะไรโดยไม่คิด
ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่เฮ่อจือหร่านอธิบายถึงข้อดีของพืชผล
เหล่านี้อย่างละเอียด หัวใจของเมิ่งไห่หนิงก็เริ่มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
“หากพี่เก้าและพี่สะใภ้เก้ายินดีที่จะเผยแพร่ธัญพืชที่ดีเช่นนี้
ออกไป พวกท่านก็จะเป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ของชาวเมือง
ทั้งหลาย”
พึงรู้ไว้ว่าภูมิภาคซีเป่ยนั้นแห้งแล้ง อีกทั้งในฤดูหนาวยังมีหิมะตก
หากเจอปีที่สภาพอากาศไม่ดี ทุกปีก็จะมีผู้คนอดตายเป็นจ านวนมาก
สาเหตุที่ชาวสกุลโม่ไม่เคยได้ยินว่าชาวเมืองในเมืองอวิ่นอดตาย
ก็เป็นเพราะการมาถึงของเมิ่งไห่หนิง
เมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว บ้านเรือนของชาวเมืองจ านวนมากขาด
แคลนอาหาร ทั้งครอบครัวต้องออกไปขอทานตามท้องถนน
ในเวลานั้น เมิ่งไห่หนิงได้ตัดสินใจครั้งส าคัญ โดยใช้เสบียง
อาหารที่เก็บไว้ในโรงเก็บเสบียงซึ่งมีไม่มากนักมาช่วยเหลือ
ประชาชนที่ก าลังจะอดตาย
ในขณะเดียวกัน เขายังไปขอความช่วยเหลือจากท่านเจ้าเมืองที่
จวนเมืองหลายครั้ง เจ้าเมืองถูกเขารบเร้าจนหมดปัญญา จึงจ าใจ
จัดสรรเสบียงอาหารจากโรงเก็บให้เขาบ้าง
แต่เสบียงอาหารเหล่านี้ไม่เพียงพอเลย เมิ่งไห่หนิงจึงสั่งให้คนไป
ท างานกับพวกคนรวย หวังว่าพวกเขาจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
หลังจากความพยายามอย่างหนัก เมืองอวิ่นก็ผ่านพ้นฤดูหนาว
แรกที่ไม่มีชาวเมืองอดตายไปได้
แต่วิธีนี้ไม่ใช่แผนการระยะยาว ฤดูหนาวที่ขาดแคลนเสื้อผ้าและ
อาหารของเมืองอวิ่นยังคงจะมาถึงอีก เสบียงอาหารในโรงเก็บปีที่แล้ว
ก็ใช้หมดแล้ว นี่คือเรื่องที่ท าให้เมิ่งไห่หนิงปวดหัวที่สุด
เขารู้ดีว่านี่เป็นเรื่องที่นายอ าเภออย่างเขาควรจะกังวล ไม่ควร
ท าลายบรรยากาศอันกลมเกลียวของสกุลโม่เช่นนี้
ไม่ว่าอย่างไร เมื่อพี่สะใภ้เก้าบอกว่าจะจัดหาพืชผลที่ให้ผลผลิต
สูง เขาก็มองเห็นความหวังในที่สุด
“พี่เก้า พี่สะใภ้เก้า ข้าขอขอบคุณในความเมตตาของพวกท่าน
แทนประชาชนเมืองอวิ่น หากเพียงแค่ผ่านพ้นฤดูหนาวปีนี้ไปได้ ปี
หน้าเมื่อมีพืชผลเช่นนี้ ชาวบ้านก็ไม่ต้องกังวลว่าจะอดอยากอีก
ต่อไป”
การพูดถึงเรื่องพืชผลของสกุลโม่ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยในการ
มาเยือนของเมิ่งไห่หนิง หลังจากตกลงกันง่าย ๆ แล้ว ทุกคนก็เปลี่ยน
เรื่องสนทนา
แน่นอนว่าหัวข้อนี้ย่อมต้องเปลี่ยนไปเป็นเรื่องการแต่งงาน
ระหว่างเมิ่งไห่หนิงกับโม่หานเยี่ย
เรื่องเช่นนี้ย่อมต้องให้ผู้อาวุโสเอ่ยปากขึ้นมาก่อน ส่วนเมิ่งไห่ห
นิงจะเป็นผู้พูดถึงรายละเอียด
ถึงแม้ว่าสกุลโม่จะให้เรือนสี่เหลี่ยมเป็นสินสอดของโม่หานเยี่ย
แต่เมิ่งไห่หนิงก็ยังซื้อเรือนหลังหนึ่งในเมืองอวิ่น
เรือนนั้นไม่ได้ใหญ่โต ต าแหน่งที่ตั้งก็ไม่ไกลจากศาลากลางมาก
นัก
เมิ่งไห่หนิงได้จัดเตรียมห้องหอไว้ที่นั่นแล้ว ในวันรับเจ้าสาว เขา
จะน าขบวนเกี้ยวแปดคานมายังหมู่บ้านซีหลิ่ง เพื่อรับโม่หานเยี่ยไป
ประกอบพิธีแต่งงานที่เมืองอวิ่น
คู่สามีภรรยาใหม่จะพักอยู่ที่นั่นสองวัน เมื่อถึงวันที่โม่หานเยี่ย
กลับมาเยี่ยมบ้านเดิมในวันที่สาม พวกเขาจึงจะย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านซี
หลิ่ง
ต้องยอมรับว่า การที่เมิ่งไห่หนิงคิดเช่นนี้ นับว่าละเอียดรอบคอบ
จริง ๆ
เขาไม่ต้องการให้โม่หานเยี่ยต้องเสียหน้าแม้แต่น้อย หรือแม้แต่
ให้ผู้อื่นคิดว่านางแต่งงานกับคนที่ไม่ยอมแม้แต่จะเตรียมเรือนหอ และ
เรือนที่อยู่ก็ยังเป็นสินสอดที่ทางครอบครัวเจ้าสาวเตรียมให้