ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 506 ตอนนี้องค์ชายหนานรุ่ยเป็นอย่างไรบ้าง
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 506 ตอนนี้องค์ชายหนานรุ่ยเป็นอย่างไรบ้าง
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านสบตากัน รู้ดีว่าตอนนี้คงไม่มีใคร
จ าพวกเขาได้
ขณะที่โม่จิ่วเยี่ยก าลังจะก้าวไปเคาะประตูเพื่ออธิบาย ประตูข้างก็
เปิดออกอีกครั้ง
คราวนี้คนที่เปิดเป็นเฟ่ยหนานอวี่
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เหตุการณ์เมื่อครู่เกิดขึ้นอีก โม่จิ่วเยี่ยรีบเอ่ย
ปากทันที่
“คุณชายเฟ่ย ข้าเอง”
เฟ่ยหนานอวี่เห็นทั้งสองคนก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ แต่ไม่นานก็จ า
เสียงของโม่จิ่วเยี่ยได้
หลังนึกถึงป้ายที่ให้พวกเขาไป การที่อีกฝ่ายจะแต่งตัวแบบนี้เข้า
เมืองมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เพียงแต่ชุดขันทีของทั้งสองได้มาจากที่ใด เขาไม่อาจรู้ได้
แต่ไม่ว่าอย่างไร ขอเพียงพวกเขาสามารถเข้าเมืองมาได้อย่าง
ปลอดภัยก็พอ
เฟ่ยหนานอวี่เบี่ยงตัวเปิดทางตรงประตู กล่าวเสียงเบาว่า “เชิญ
ทั้งสองท่านเข้ามาเถอะ”
สถานที่ยังคงเป็นห้องหนังสือที่เคยใช้สนทนากันครั้งก่อน พวก
เขาทั้งสามคนทยอยเข้ามา
หลังจากนั่งลงแล้ว เฟ่ยหนานอวี่จึงถามว่า “คุณชายเก้า เหตุใด
ท่านถึงมาเมืองหลวงในเวลาเช่นนี้”
นี่เป็นค าถามที่เขาสงสัยมาตลอด ตามหลักแล้ว เมื่อเมืองหลวง
อยู่ในสภาวะไม่สงบเช่นนี้ หากโม่จิ่วเยี่ยมาที่นี่แล้วถูกคนจ าได้ จะไม่
เป็นการหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ?
เกี่ยวกับเรื่องนี้ โม่จิ่วเยี่ยไม่มีอะไรจะปิดบัง แม้ว่าเขาจะไม่บอก
ความจริงกับเฟ่ยหนานอวี่ แต่เหตุการณ์บางอย่างที่อาจเกิดขึ้นที่
เมืองหลวงในอนาคต อีกฝ่ายคงจะเดาได้ว่าเป็นฝีมือของเขา
“สกุลโม่ของข้าถูกเนรเทศไปซีเป่ยแล้ว ตอนนี้ข้าแค่อยากใช้
ชีวิตอย่างสงบสุข แต่บางคนกลับไม่ต้องการให้พวกข้าสมหวัง แทนที่
จะอยู่ซีเป่ยและคอยระวังตัวตลอดเวลา ไม่สู้ชิงลงมือก่อนและก าจัดคน
ที่ไม่อยากให้สกุลโม่อยู่อย่างสบายใจทั้งหมดเสียเลย”
ความจริงแล้วเฟ่ยหนานอวี่ก็เคยคิดจะให้สกุลโม่ลงมือก่อนเพื่อ
ก าจัดฝ่ายของจักรพรรดินี
แต่ไม่เพียงแต่ระยะทางจากซีเป่ยมาเมืองหลวงนั้นไกลมาก อีกทั้ง
สถานะของพวกเขาสกุลโม่ก็ละเอียดอ่อนมากด้วย
เขาเคยคิดว่าโม่จิ่วเยี่ยอาจจะลงมือกับจักรพรรดินี แต่ไม่เคยคิด
ว่าจะเป็นตอนนี้
สุดท้ายแล้วสถานการณ์ในเมืองหลวงเวลานี้ก็เหมือนกับวังวน
ขนาดใหญ่ หลายคนหนีไม่พ้น ไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว
พูดได้เพียงว่าโม่จิ่วเยี่ยเป็นวีบุรุษผู้กล้าหาญ ส่วนเฮ่อจือหร่านก็
เช่นกัน นางสมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรสตรีอย่างแท้จริง
“ในเมื่อพวกท่านมาถึงแล้ว มีแผนการอะไรหรือไม่ หากต้องการ
ความช่วยเหลือจากข้า ข้าย่อมทุ่มเทสุดความสามารถ”
“ตอนนี้ข้ายังไม่เข้าใจสถานการณ์ในเมืองหลวงอย่างแจ่มชัด
ข่าวที่คุณชายเฟ่ยส่งมาก็เพียงบอกสถานการณ์คร่าว ๆ ข้าคิดว่า
ควรเข้าใจสถานการณ์ให้ชัดเจนเสียก่อนแล้วค่อยลงมือก็ยังไม่สาย”
โม่จิ่วเยี่ยกล่าวด้วยน ้าเสียงหนักแน่น
“วันนี้ที่นอกเมืองท่านคงได้เห็นแล้ว ทหารเฝ้าประตูเมืองล้วนถูก
เปลี่ยนเป็นคนสนิทของตระกูลเซวีย เมืองหลวงที่ดูสงบสุขจาก
ภายนอก ความจริงแล้วถูกฝ่ายจักรพรรดินีควบคุมเกือบทั้งหมด
หนานฉีมีเพียงความกล้าหาญของคนที่ไม่มีสติปัญญา อีกทั้งคนใต้
บัญชาของเขาก็ไม่มีคนที่มีประโยชน์ ตอนนี้สิ่งที่ท าได้มีเพียงการรอ
ดูสถานการณ์เท่านั้น”
“สิ่งที่ส าคัญที่สุดคือ ยามนี้จักรพรรดิซุ่นอู่ไม่ได้ว่าราชการตอน
เช้ามานานแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์ของพระองค์เป็นอย่างไร”
“สิ่งที่น่าโมโหยิ่งกว่านั้นคือองค์จักรพรรดินีถึงกับใช้วิธีการ
บางอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งพระราชโองการขององค์จักรพรรดิ โดยอ้าง
ว่าองค์จักรพรรดิประชวรหนัก ต้องการการพักฟื้น ต าแหน่งรัช
ทายาทก็ยังว่างอยู่ การให้องค์ชายคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ดูแลราชการ
แทนนั้นไม่เหมาะสม ดังนั้นจึงให้จักรพรรดินีเป็นผู้ดูแลราชการ
แผ่นดินชั่วคราว”
“แม้จะบอกว่าจักรพรรดินีเป็นผู้ดูแล แต่นางเป็นเพียงสตรีจะ
เข้าใจเรื่องการปกครองเหล่านี้ได้อย่างไร สุดท้ายแล้วก็คงไม่พ้นบิดา
ของนาง อัครเสนาบดีเซวียเป็นคนตัดสินทุกอย่าง”
“ตอนแรกมีผู้ที่ไม่พอใจและกล้าเอ่ยปากคัดค้านอยู่หลายครั้ง
เสนาบดีเซวียจึงฆ่าไก่ให้ลิงดู สั่งประหารขุนนางหลายคนกลางที่
ประชุม บัดนี้เหล่าขุนนางต่างก็ถูกข่มขู่จนหวาดกลัวแล้ว ต่อให้กล้า
โกรธก็ไม่กล้าพูด ท่านเองก็รู้นิสัยขององค์ชายหนานฉีดี ถึงยามคับ
ขันเขามักไม่มีความเห็นเป็นของตัวเอง หวาดกลัวปัญหา อีกทั้งยัง
ถูกขู่ให้กลัวด้วยวิธีการอันรุนแรงของฝ่ายจักรพรรดินี ยามนี้จึง
กลายเป็นเต่าหดหัวไปเสียแล้ว”
เฟ่ยหนานอวี่พูดออกมามากมายในคราวเดียว ฟังจากน ้าเสียง
ของเขาก็รู้ได้ ว่าแม้เขาจะมีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ แต่หากไม่
มีคนที่ไว้วางใจได้ก็ไม่อาจแสดงฝีมือออกมา
โม่จิ่วเยี่ยฟังแล้วก็ขมวดคิ้วเช่นกัน แผ่นดินต้าซุ่นที่ยิ่งใหญ่ ขุน
นางผู้มีความสามารถและขุนพลในราชส านักก็มากมายเพียงนั้น แต่
กลับถูกตระกูลของจักรพรรดินีเพียงตระกูลเดียวควบคุม หากพูด
ออกไปก็ช่างน่าขันยิ่งนัก
อย่างไรก็ตาม โม่จิ่วเยี่ยจดจ าความอยุติธรรมที่ตนเคยได้รับอยู่
ตลอดเวลา เขายังคงเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า สถานการณ์ในราช
ส านักเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเขา จุดประสงค์ที่เขามาที่นี่มีเพียง
อย่างเดียว นั่นคือการสังหารทุกคนที่มีเจตนาร้าย เพื่อคืนชีวิตที่สงบ
สุขให้แก่สกุลโม่
แม้จะเป็นเช่นนั้น สิ่งที่ควรรู้ก็ยังต้องสอบถามให้กระจ่าง เพราะ
การรู้เขารู้เราร้อยรบร้อยชนะ
โดยเฉพาะเมื่อเขาพาเฮ่อจือหร่านเข้าเมืองหลวงด้วย แม้ไม่
ค านึงถึงความปลอดภัยของตนเอง ก็ไม่อาจปล่อยให้ภรรยาต้อง
พัวพัน
โม่จิ่วเยี่ยจัดระเบียบความคิดแล้วถามต่อ
“ตอนนี้องค์ชายหนานรุ่ยเป็นอย่างไรบ้าง?”
เมื่อพูดถึงหนานรุ่ย สายตาของเฟ่ยหนานอวี่อ่อนลงมาก
“องค์ชายหนานรุ่ยสามารถพาเต๋อเฟยหนีออกจากวังวนของ
เมืองหลวงได้ แสดงว่าเขามองทะลุทุกสิ่งแล้ว เต๋อเฟยเป็นญาติเพียง
คนเดียวบนโลกนี้ของเขา การที่เขาสามารถมอบเต๋อเฟยให้สกุลโม่
ดูแลได้ แสดงว่าการเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ เขาคงต้องการช่วยสกุลโม่
แก้ไขวิกฤตจริง ๆ ตัวข้าไม่มีความสงสัยเรื่องนี้แม้แต่น้อย”
“อีกทั้งจากการพบปะกันหลายครั้งระหว่างพวกข้า ข้าก็ยอมรับ
ในคุณธรรมของเขาเช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้ ข้าได้เล่าเรื่องราวชีวิต
ของข้าให้เขาฟังแล้ว”
“หลังจากที่เขาได้ฟังเรื่องราวชีวิตของข้า เขาไม่เพียงไม่รังเกียจ
หรือสงสัย แต่กลับเสนอตัวจะช่วยข้าฟื้นฟูสถานะด้วย”
“ยามนี้พวกข้าแอบเรียกกันว่าพี่น้อง ข้าเองก็ถือว่าเขาเป็นญาติ
เพียงคนเดียวที่มีอยู่ เพียงแต่องค์ชายหนานรุ่ยไม่เคยมีความคิดจะ
แย่งชิงบัลลังก์มาก่อน หลังจากกลับมาเมืองหลวง แม้จะพยายาม
พัฒนาอ านาจ แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจ เขาฉลาดกว่า
หนานฉี รู้ว่าเวลานี้แม้จะออกหน้าต่อต้านพรรคพวกของจักรพรรดินี
ก็เปล่าประโยชน์ จึงอยู่แต่ในที่พ านักไม่ออกไปไหน ระหว่างข้ากับ
เขาก็ติดต่อกันอย่างลับ ๆ เท่านั้น”
“ท่าทีของพวกข้าตอนนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งหมดก าลัง
หาทางสืบหาสาเหตุที่แท้จริงที่จักรพรรดิซุ่นอู่ไม่เสด็จออกว่า
ราชการ”
โม่จิ่วเยี่ยเลิกคิ้ว “เพียงแต่ว่ายังหาวิธีที่ดีในการสืบหาความจริง
ไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”
เฟ่ยหนานอวี่ยิ้มอย่างละอายใจ “เป็นเช่นนั้นจริง ๆ คนของ
จักรพรรดินีสามารถท าเรื่องใหญ่เช่นนี้ได้ คงเตรียมการทุกอย่างไว้
อย่างดีแล้ว ยามนี้ทหารรักษาการณ์ในวังหลวงล้วนถูกเปลี่ยนเป็นคน
ของพวกนางไปหมด เมื่อไม่กี่วันก่อน หนานฉีส่งคนเข้าวังไปสืบข่าว
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราวใด ๆ เลย”
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านเดิมวางแผนว่าหลังจากเข้าเมืองหลวง
แล้วจะลงมือตัดไฟแต่ต้นลม หาโอกาสที่เหมาะสมก าจัดพรรคพวก
ของจักรพรรดินี หากใต้เท้าเฮ่อยอมลาออกจากต าแหน่ง พวกเขาก็
จะพาอีกฝ่ายกลับซีเป่ยไปด้วยกัน
แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าล าบากใจของเฟ่ยหนานอวี่ รวมถึงการ
เสียสละของหนานรุ่ยเพื่อคนสกุลโม่แล้ว ทั้งคู่รู้สึกว่าหากไม่ท าอะไร
สักอย่างจะไม่คู่ควรกับมิตรภาพเช่นนี้
โดยเฉพาะหนานรุ่ยที่แต่เดิมสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับ
มารดาได้แล้ว แต่กลับต้องมาพัวพันในวังวนนี้อีกครั้งเพราะสกุลโม่
ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ต้องท าให้หนานรุ่ยสามารถถอนตัว
ออกมาได้อย่างปลอดภัย
วิธีที่ดีที่สุดที่จะถอนตัวก็คือการเปลี่ยนแปลงช่วงที่หนานฉีขึ้น
ครองราชย์ในประวัติศาสตร์ ให้เฟ่ยหนานอวี่ขึ้นครองบัลลังก์โดยตรง
แทน
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นของสามี
ภรรยา และพวกเขาไม่คิดจะพูดออกมาด้วย
เฟ่ยหนานอวี่ไม่รู้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ สายตาจึงตกอยู่ที่เฮ่อจื
อหร่าน เขาถามว่า “ที่ฮูหยินเก้ามา เมืองหลวงครั้งนี้ก็เพื่อพบกับ
เสนาบดีเฮ่อใช่หรือไม่?”
บทที่ 507 ท่านพ่ออยู่ในห้องหนังสือหรือไม่?
เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย ในเมื่อเป็นพ่อลูกแท้ ๆ ไม่ได้พบหน้ากัน
มาเป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้ว เฮ่อจือหร่านถือโอกาสที่โม่จิ่วเยี่ยเข้าเมือง
หลวงมาท าธุระ จึงติดตามมาเยี่ยมบิดาด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่มีบางเรื่องที่เฟ่ยหนานอวี่ก็จ าเป็นต้องเตือนสักหน่อย
“ตอนนี้สถานการณ์ของท่านเสนาบดีเฮ่อก็ไม่ค่อยดีนัก ฝ่าย
จักรพรรดินีใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งพยายามดึงตัวท่านไปเป็นพวก แต่
ท่านเสนาบดีเฮ่อเป็นคนซื่อตรง ไม่อยากคบคิดกับพวกนี้”
“โชคดีที่เขาไม่ได้เข้าร่วมกับฝ่ายจักรพรรดินี และก็ไม่ได้
เข้าข้างฝ่ายของ องค์ชายหนานฉีและองค์ชายหนานรุ่ย ดังนั้นฝ่าย
จักรพรรดินีจึงยังไม่ได้ลงมือกับเขา แต่นี่เป็นเพียงสถานการณ์
ชั่วคราว หากฝ่ายจักรพรรดินีได้เปรียบ และยึดอ านาจในราชส านัก
ได้อย่างมั่นคง คนอย่างท่านเสนาบดีเฮ่อก็คงไม่เป็นประโยชน์ส าหรับ
พวกเขาแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น จักรพรรดินีย่อมจะต้องก าจัดผู้ที่ไม่
เห็นด้วยเพื่อเสริมสร้างอ านาจของตน ท่านเสนาบดีเฮ่อก็จะตกอยู่ใน
อันตราย”
“แน่นอนอยู่แล้ว ท่านพ่อตาเป็นบิดาของภรรยาข้า พวกเราจะไม่
ยอมให้ท่านได้รับอันตรายอย่างแน่นอน”
โม่จิ่วเยี่ยกลัวว่าเฮ่อจือหร่านจะกังวล แม้ว่าค าพูดนี้จะพูดกับเฟ่ย
หนานอวี่ แต่สายตากลับจับจ้องอยู่ที่ภรรยาตลอดเวลา
จริง ๆ แล้ว สถานการณ์เช่นนี้แม้เฟ่ยหนานอวี่จะไม่พูด เฮ่อจือห
ร่านก็สามารถคาดเดาได้คร่าวๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางรู้ดีถึงนิสัยซื่อตรงของบิดา หากถึงวันที่ไม่
อาจหลีกเลี่ยงได้จริง ๆ ท่านคงเลือกที่จะตายแทนที่จะยอม
ประนีประนอม
เพราะค านึงถึงจุดนี้ เฮ่อจือหร่านถึงได้ไม่สนใจค าทัดทานของเฮ่
อฮูหยินและยืนกรานที่จะติดตามโม่จิ่วเยี่ยมายังเมืองหลวง
การพูดคุยระหว่างโม่จิ่วเยี่ยกับเฟ่ยหนานอวี่นั้น ทั้งสองฝ่ายต่าง
เข้าใจกันเป็นอย่างดี แม้จะไม่ต้องพูดอะไรมากมาย ก็สามารถเข้าใจ
ความหมายของกันและกันได้
เมื่อได้รับทราบสถานการณ์โดยคร่าวแล้ว โม่จิ่วเยี่ยจึงจูงมือ
เฮ่อจือหร่านลุกขึ้นยืน
“ได้เวลาแล้ว ข้ากับภรรยาคงไม่รบกวนนานนัก อย่างช้าสามวัน
ข้าจะกลับมาหาคุณชายเฟ่ยอีกครั้ง”
“ดี ข้าจะรอคอยข่าวจากคุณชายเก้า” เฟ่ยหนานอวี่ส่งแขกทั้ง
สองไปจนถึงประตูด้านข้างที่พวกเขาเข้ามา มองร่างของทั้งสองเดิน
ห่างออกไปจึงหันกลับเข้าไป
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านออกจากจวนตระกูลเฟ่ย พวกเขาเดิน
วนไปวนมาหลบหลีกสายตาของทหารลาดตระเวน ก่อนจะอ้อมไปยัง
ลานหลังของจวนเสนาบดี
ส าหรับจวนตระกูลเฟ่ยนั้น โม่จิ่วเยี่ยคุ้นเคยดี ส่วนสภาพของ
จวนเสนาบดี เฮ่อจือหร่านก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่
ทั้งสองคนพากันอ้อมไปทางด้านหลังจวน เฮ่อจือหร่านชี้ไปยัง
ต าแหน่งหนึ่ง โม่จิ่วเยี่ยพานางปีนก าแพงเข้าไป
ที่นี่คือด้านหลังของจวนเสนาบดี ท่านเสนาบดีเฮ่อไม่มีอนุภรรยา
ด้านหลังจวนเคยเป็นห้องส่วนตัวของเฮ่อจือหร่าน รวมถึงเป็นเรือน
ของท่านแม่และท่านพ่อของนาง
อาจเป็นเพราะทั้งเฮ่อจือหร่านและเฮ่อฮูหยินไม่อยู่ ด้านหลังจวน
จึงมืดสนิท ให้ความรู้สึกอ้างว้างอย่างมาก
เฮ่อจือหร่านรู้จักนิสัยของท่านเสนาบดีเฮ่อดี ตามปกติแล้ว แม้ว่า
ตอนนี้ท่านพ่อจะยังคงยุ่งอยู่กับงานราชการในห้องหนังสือ แต่เรือนที่
ท่านพักก็ควรจะมีข้ารับใช้จุดตะเกียงทิ้งไว้
นางลากตัวโม่จิ่วเยี่ย เดินวนเวียนรอบลานบ้าน ไม่เพียงแต่ไม่มี
การจุดโคมไฟ แม้แต่เงาของข้ารับใช้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่คนเดียว
เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เฮ่อจือหร่านก็เหยียบก้อนหินเล็ก ๆ เข้า
เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในบ้านขุนนางใหญ่เช่นนี้ แม้
ข้ารับใช้จะท าความสะอาดที่อื่นไม่เรียบร้อย แต่ก็ไม่กล้าละเลย
บริเวณรอบลานบ้านของเจ้านาย
จากเหตุการณ์นี้ นางคาดเดาว่าการที่นางเหยียบก้อนหินเล็ก ๆ
ที่นี่ได้ คงเป็นเพราะไม่มีใครท าความสะอาดแน่นอน
เฮ่อจือหร่านไม่เห็นร่างของท่านพ่ออยู่ในเรือน ความสงสัยในใจ
ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
นางไม่ได้หยุดอยู่ที่นั่นนาน แต่กลับลากโม่จิ่วเยี่ยไปยังห้อง
หนังสือที่อยู่ในเรือนหน้าของจวนเสนาบดี
ท่านพ่อไม่ได้กลับไปยังเรือนของตนเอง น่าจะอยู่ในห้องหนังสือ
สิ่งที่ท าให้นางรู้สึกโล่งใจคือทันทีที่ก้าวเข้าสู่เรือนหน้า นางก็เห็น
แสงสว่างในห้องหนังสือ เฮ่อจือหร่านรู้สึกว่าหัวใจที่เคยหนักอึ้งเบาลง
บ้างแล้ว
แต่สิ่งที่ยังคงท าให้นางรู้สึกประหลาดใจคือ แม้ว่าท่านพ่อจะ
ซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด แต่ค่าใช้จ่ายในบ้านก็ไม่เคยขาดแคลน
ข้ารับใช้ในจวนเสนาบดีอาจจะมีไม่มากเท่ากับตระกูลขุนนางอื่น
แต่ก็ยังคงเห็นพวกเขาอยู่บ่อย ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนนี้ นางเข้ามาในจวนเสนาบดีแล้วอย่าง
น้อยหนึ่งก้านธูป อย่าว่าแต่ยามเฝ้าประตูเลย แม้แต่คนเดินยามก็ยัง
ไม่เห็น
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ด้วยความสงสัยในใจ สองสามีภรรยาจึงเดินเข้ามาราวกับเข้าสู่
ดินแดนไร้ผู้คน ตลอดทางไม่มีอุปสรรคใด ๆ และไม่ต้องหลบหลีก
ผู้ใด จนมาถึงด้านนอกห้องหนังสือโดยตรง
เมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ที่หน้าประตู เฮ่อจือหร่านจึงถอนหายใจด้วย
ความโล่งอกเสียที่
คนผู้นั้นคือผู้ติดตามของท่านพ่อ นางเรียกเขาว่าลุงเฟิงมาตั้งแต่
เด็ก
ลุงเฟิงมีอายุใกล้เคียงกับเสนาบดีเฮ่อ เขารับใช้อยู่ข้างกายท่าน
เสนาบดีมาตั้งแต่เด็ก และเป็นคนที่ท่านเสนาบดีไว้วางใจมากที่สุด
เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยมองส ารวจรอบ ๆ ก่อนจะเดินไปที่ประตู
ห้องหนังสือ
แม้ลุงเฟิงจะไม่มีวรยุทธ์ แต่เขาเป็นคนจริงจัง
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงเอ่ยถามเสียงดังว่า “ใคร?”
“ลุงเฟิง ข้าเอง” เฮ่อจือหร่านรีบตอบ
“คุณหนู?” เสียงนี้ลุงเฟิงคุ้นเคยเป็นอย่างดี คุณหนูเป็นคนที่เขา
เฝ้าดูการเติบโตมาตั้งแต่เด็ก
“ลุงเฟิง ท่านพ่ออยู่ในห้องหนังสือหรือไม่?”
เสียงสนทนานอกห้องหนังสือดังพอสมควร เสนาบดีเฮ่อที่อยู่ข้าง
ในก็ได้ยินเช่นกัน เขาไม่แน่ใจว่าตนเองหูแว่วไปหรือไม่ ถึงกับได้ยิน
เสียงของบุตรสาวตัวเอง
ยังไม่ทันที่ลุงเฟิงจะตอบ เสนาบดีเฮ่อก็รีบผลักประตูห้องหนังสือ
ออกมาก่อนแล้ว
เมื่อเขาอาศัยแสงจันทร์มองไปที่เงาร่างสองคนข้างหน้า เขาก็
ชะงักค้างไปทันที่
เสียงนั้นเป็นของหร่านหร่านจริง ๆ แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้ชายสอง
คน
“พวกเจ้าเป็นใครกันแน่? ท าไมถึงแอบอ้างเป็นบุตรสาวของข้า?”
เฮ่อจือหร่านสามารถบอกได้ว่าน ้าเสียงของท่านพ่อตอนพูด
ไม่ได้สงบนิ่งเช่นนั้น
“ท่านพ่อ ข้าคือหร่านหร่านเอง เพื่อเข้าเมือง ข้าและสามีได้
ปลอมตัวเล็กน้อย”
ขณะพูด เฮ่อจือหร่านอาศัยความมืด หยิบทิชชูเปียกแผ่นหนึ่ง
ออกมาจากพื้นที่มิติ รีบเช็ดเครื่องแต่งหน้าบนใบหน้าออกอย่าง
รวดเร็ว จากนั้นก็สยายผม เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงอย่างสมบูรณ์
ในขณะนั้น ลุงเฟิงก็ถือโคมไฟเดินเข้ามาใกล้
ภายใต้แสงสว่างของโคมไฟ ท่านเสนาบดีเฮ่อในที่สุดก็มองเห็น
บุคคลตรงหน้าได้ชัดเจน
เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย เสียงที่เคยดูน่าเกรงขามในความ
ทรงจ าของเฮ่อจือหร่านก็หายไป
“เป็นหร่านหร่านจริง ๆ พ่อคิดว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้พบเจ้า
อีกแล้ว…”
เมื่อเห็นท่านพ่อเป็นเช่นนั้น น ้าตาของเฮ่อจือหร่านก็เอ่อคลอ
นางก้าวเข้าไปประคองแขนของท่านพ่อ “ท่านพ่อ ระวังมีคนแอบ
ฟังอยู่ข้างนอก พวกเราเข้าไปคุยกันข้างในเถิด”
เสนาบดีเฮ่อตื่นเต้นเกินไปที่ได้เห็นลูกสาว จนลืมไปชั่วขณะว่า
พวกเขายังยืนอยู่ข้างนอก
เมื่อเดินตามท่านเสนาบดีเฮ่อเข้าไปในห้องหนังสือ ลุงเฟิงก็ท า
หน้าที่เฝ้าอยู่ข้างนอกอย่างซื่อสัตย์
ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกส าหรับเฮ่อจือหร่าน เพราะนาง
ได้รับความทรงจ าและความรู้สึกทั้งหมดของเจ้าของร่างเดิม
ทุกอย่างในห้องหนังสือยังคงเหมือนกับในความทรงจ าของนาง
เพียงแต่บนโต๊ะที่เคยมีเอกสารราชการกองหนาวางอยู่ วันนี้กลับไม่มี
ในขณะที่นางก าลังสงสัยอยู่นั้น โม่จิ่วเยี่ยก็ค้อมค านับให้กับ
เสนาบดีเฮ่อแล้ว
“คารวะท่านพ่อตา”
ท่านเสนาบดีเฮ่อนึกขึ้นได้ว่า คนที่มาพร้อมกับบุตรสาวของตน
อาจจะเป็นบุตรเขย เพียงแต่เมื่อครู่นี้ความสนใจของเขาทั้งหมดอยู่ที่
เฮ่อจือหร่าน จึงไม่ได้พิจารณาโม่จิ่วเยี่ยอย่างละเอียด
ตอนนี้โม่จิ่วเยี่ยได้ค้อมค านับและเอ่ยปากทักทายด้วยตนเอง เขา
จึงเริ่มพิจารณาอย่างละเอียด
โม่จิ่วเยี่ยยังไม่ได้ล้างเครื่องแต่งหน้าออก เฮ่อจือหร่านรีบอธิบาย
ว่า “ท่านพ่อ ข้าและสามีแต่งกายเช่นนี้เพื่อความสะดวกในการเข้า
เมืองเท่านั้น”
ถึงแม้นางจะไม่พูด ท่านเสนาบดีเฮ่อก็ยังจ าเสียงของโม่จิ่วเยี่ยได้