นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #152 : กลับมา [4]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #152 : กลับมา [4]
แม้หัวหน้าแผนกจะบอกว่างานที่ต้องตามเก็บกวาดมันค่อนข้างยุ่งยาก ทว่าเจ้าตัวใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็กลับมาพร้อมกับปัดมือ ทำเหมือนงานที่ว่าเป็นเรื่องขี้ผงเสียอย่างนั้น
ผมเงยศีรษะขึ้นและมองเขา
“เสร็จแล้วเหรอครับ?”
“…ก็ประมาณนั้นแหละ มีเรื่องน่ารำคาญ… นิดหน่อยที่ผมต้องจัดการกับตรวจสอบ แต่ตอนนี้โอเคแล้วล่ะ คุณเสร็จรึยัง? เราควรกลับกันได้แล้วนะ”
“อ้อ”
ผมเลื่อนแล็ปท็อปกลับเข้ากระเป๋าและลุกขึ้นยืนด้วยจิตใจที่แทบรอจะกลับกิลด์ไม่ไหว ถึงแม้การเดินทางครั้งนี้จะสั้น แต่มันก็เล่นเอาพลังชีวิตของผมไปจนเกือบหมดเลยทีเดียว ผมชะงักเมื่อนึกเรื่องบางอย่างขึ้นได้ จึงหันกลับไปมองหัวหน้าแผนก
“เป็นอะไร?”
“เรากลับกันดื้อ ๆ แบบนี้ได้เลยเหรอครับ? ไม่ต้องรอพวกกิลด์ก่อนเหรอ?”
“พวกกิลด์?”
หัวหน้าแผนกดูสับสนในตอนแรก แต่แล้วเขาก็โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ราวกับเข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาได้
“อ๋า นั่น… จริงด้วยสิ”
“….?”
ท่าทางแบบนั้นหมายความว่าไงเนี่ย?
เดี๋ยวก่อนนะ…
พอเห็นสีหน้าเขา ท้องไส้ของผมก็ปั่นป่วน
อย่าบอกนะว่าเขาลืมแจ้งพวกเขาน่ะ?
โชคดีที่ดูเหมือนจะไม่ใช่แบบนั้น เขาตอบกลับหลังจากนั้นไม่นานด้วยสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย
“ที่นี่อยู่นอกขอบเขตอำนาจของเรา เพราะงั้นต่อให้ผมอยากจะเข้าไปยุ่งก็ทำไม่ได้อยู่ดี ทั้งหมดที่ทำได้ตอนนี้ก็มีแค่รายงานให้กิลด์กับทางองค์กรแบบเงียบ ๆ แล้วรอให้พวกเขาลงมือกันเอง ซึ่งก็ไม่ได้สำคัญอะไรเท่าไหร่ เพราะผมจัดการส่วนที่สำคัญสุดไปแล้ว แถมยังได้เบาะแสสำคัญที่ตามหามาสักพักตั้งสองสามอย่างด้วย”
เบาะแสสำคัญ…? ผมสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเขาเจออะไร แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้เพิ่มเติมและยังคงทำตัวนิ่งเงียบ ผมรู้ว่าถามไปก็คงไม่ได้คำตอบ เพราะฉะนั้น การปิดปากเงียบจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
‘ถ้าอย่างนั้น บอกเรื่องลัทธิกับที่รู้ออกไปให้เขาหมดเลยก็น่าจะดีที่สุดมั้งเนี่ย’
ผมคิดว่าการบอกเรื่องนี้กับเขามันปลอดภัย
ก็แค่ตัดเรื่องของมิเรลล์ออกไป แล้วโกหกสักสองสามอย่างแทนเพื่ออธิบายข้อมูลที่รับรู้มา ผมเชื่อว่านี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว เพราะสเกลของลัทธินี้มันใหญ่เกินกว่าที่ผมจะรับมือไหวด้วยตัวคนเดียว
‘ดูจากจากแนวทางของเควสต์แล้ว ฉันว่าระบบมันพยายามดันให้ฉันไปงัดกับพวกนั้นแหง ๆ’
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตัวผมได้พัวพันกับเรื่องนี้แล้วเรียบร้อย การร่วมมือกับกิลด์เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าพวกนั้นเพิ่มเติมจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลมากที่สุด บางทีทางกิลด์อาจจะรู้อะไรบางอย่างอยู่แล้ว หรืออาจจะให้ข้อมูลที่ผมยังไม่ค้นพบก็เป็นได้
“ฮืมม ผมว่าเราอยู่นี่นานเกินไปแล้วนะ ได้เวลาไปกันแล้วล่ะ”
หัวหน้าแผนกพลิกข้อมือ เช็กนาฬิกาแล้วมองผม
“ผมมองออกอยู่ว่าคุณดูเหมือนมีเรื่องอยากจะพูดด้วย แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลา เอาไว้เราไปคุยกันบนเครื่องบินส่วนตัวดีกว่านะ”
“โอเคครั… เอ๊ะ?”
แป๊บนะ เขาเพิ่งพูดว่า เครื่องบินส่วนตัว ใช่ไหม?
“โอ้ะ? ดูจากสีหน้าแล้ว คุณไม่รู้เหรอว่าเรามีเครื่องบินส่วนตัวด้วยน่ะ? แต่พอคิดดูอีกที ถ้ารู้ก็คงขอใช้ไปตั้งแต่แรกแล้วแหละ”
หัวหน้าแผนกหัวเราะลั่น ทิ้งให้ผมไปไม่เป็น เดี๋ยวสิ ผมใช้เครื่องบินส่วนตัวได้ด้วยเหรอ?
‘ไม่มั้ง ต่อให้กิลด์จะรวยแค่ไหน พวกเขาคงไม่ให้ใครก็ได้มาใช้เครื่องบินส่วนตัวหรอก ฉันว่าเขาล้อเล่นอยู่แน่ ๆ’
ยิ่งเห็นหน้าเขาก็ยิ่งมั่นใจ ผมจึงเดาะลิ้นเงียบ ๆ แต่ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา พวกเราทั้งคู่มุ่งหน้ากลับไปยังสนามบิน ผมรู้สึกกังวลเล็กน้อยระหว่างทาง แต่เพราะมีหัวหน้าแผนกอยู่ข้างกาย ทุกอย่างจึงราบรื่น ไม่นานนักเราก็ได้ขึ้นเครื่องบินส่วนตัว
“แจ่มใช่ไหมล่ะ?”
เมื่อนั่งลงบนเบาะหนังและรู้สึกถึงความอบอุ่นของมัน ผมก็พูดไม่ออก นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้สัมผัสความหรูหราขนาดนี้ มันตอกย้ำความคิดเรื่องอยากรวยของผมอีกครั้งหนึ่ง
‘ตราบใดที่เกมต่อไปของฉันไปได้สวย ฉันก็น่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นมาก’
หลังจากทุกสิ่งอย่างที่ผมเพิ่งประสบพบเจอมา ทำให้ผมยิ่งมั่นใจในเกมที่ตัวเองกำลังพัฒนาอยู่ ระบบกลไกการเล่นมั่นคงแล้ว เนื้อเรื่องก็เกือบพร้อมแล้ว ตอนนี้เหลือแค่การผสานเรื่องราวเข้ากับตัวเกมเท่านั้น พอเสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่ มันก็พร้อมสำหรับการปล่อยวางขายเมื่อนั้น
‘ฉันว่า… ประมาณสองสัปดาห์ ทำอีกสักสองสัปดาห์เต็ม ฉันก็น่าจะเปิดตัวเกมที่สองได้แล้ว’
ผมจมอยู่ในความคิดจนไม่ทันสังเกตว่าเครื่องบินเริ่มเคลื่อนตัวบนรันเวย์แล้ว จนกระทั่งเครื่องบินเริ่มเร่งความเร็ว ผมถึงรู้สึกได้ว่ามันกำลังจะออกตัว และทันทีเดี๋ยวนั้นเอง หัวหน้าแผนกก็หันความสนใจกลับมาทางผมด้วยสีหน้าค่อนข้างจริงจัง
“พวกเรากำลังจะออกจากสนามบินแล้ว ตอนนี้มีแค่เราสองคน เล่ามาให้ละเอียดเลยนะว่าเจออะไรบ้าง แล้วคุณเอาตัวเองไปยุ่งกับเรื่องนี้ได้ยังไงด้วย”
“…..”
เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าของหัวหน้าแผนก ผมก็นั่งเงียบเชียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมา เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องกังวลเรื่องใครจะมาแอบดูหรือแอบฟัง ผมจึงเริ่มเล่าทุกอย่างที่ตัวเองรู้ให้เขาฟัง
ผมอธิบายว่าตัวเองมาที่นี่เพื่อสืบหาต้นกำเนิดของชายบิดเบี้ยว เพราะหวังว่ามันจะช่วยในการสร้างเกมได้ ผมบอกเขาเรื่องบ้านของหญิงชรา รูปถ่ายที่ผมเจอพลางยื่นให้เขาดูไปด้วย และวิธีที่ผมค้นพบรอยแยกใกล้สถานีรถไฟ สุดท้ายผมก็ตั้งข้อสงสัยทิ้งท้ายว่าเมืองนี้อาจจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของลัทธิ อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง
แถมยังเสริมรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมรู้เกี่ยวกับลัทธิจากการสำรวจครั้งก่อนเพิ่มให้อีกด้วย
ผมใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีในการเล่าทุกสิ่งอย่างให้หัวหน้าแผนกฟัง และเมื่อเล่าจบ เขาก็นั่งเงียบขมวดคิ้วมุ่น
หน้าตาเขาดูไม่ตกใจเลย
กลับกัน…
ผมได้ยินเขาพึมพำทำนองว่า ‘สถานการณ์มันลุกลามไปถึงขั้นนี้แล้วเหรอ?’
ท่าทางของเขาดูรู้ดีเลยล่ะว่าผมกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ซึ่งผมก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่หรอก ถ้าคนแบบผมยังรู้เรื่องลัทธิ ผมก็มั่นใจว่าทางกิลด์เองก็น่าจะรู้เรื่องของพวกมันเช่นกัน
ผมกำลังจะอ้าปากถามเกี่ยวกับพวกมัน แต่แล้ว…
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนดังกะทันหัน ทำให้ผมหยุดกลางคัน
ดวงตากะพริบปริบ ๆ จ้องมองการแจ้งเตือนที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า หัวใจพลันเต้นผิดจังหวะ
‘เควส—’
ยังไม่ทันได้ดีใจกับการแจ้งเตือนแรก จู่ ๆ ผมก็ได้รับแจ้งเตือนอีกอันหนึ่ง
ติ๊ง!
ตัวผมแข็งค้างอยู่กับที่ ความคิดชะงักชั่วครู่หนึ่ง สายตาจ้องมองหน้าต่างแจ้งเตือนที่สองปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาแบบฉับพลัน
“โอ้”
ขณะจ้องมองมันอยู่นั้นเอง ผมก็เผลออุทานออกมา
นี่มัน…
ค่อนข้างเหนือความคาดหมายนะเนี่ย
แทนที่เควสต์จะสำเร็จเพียงเควสต์เดียว ผมกลับ… ทำเสร็จไปถึงสอง
‘ลาภลอยแล้วสิ’