บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 223 บรรพชนเสวี่ยอวี่
บทที่ 223 บรรพชนเสวี่ยอวี่
“ท่านใต้เท้าลู่ เมื่อกลับไปข้าจะระดมกำลังผู้แข็งแกร่งในเผ่ามา พรุ่งนี้จะไปทำสงครามกับเผ่าปีศาจชิงชิว!”
ระหว่างทาง บรรพชนหลิงเจินมีไอสังหารพุ่งพล่าน
ครั้งนี้แม้เขาจะออกหน้าเอง แต่ก็ไม่สามารถจัดการเรื่องให้เรียบร้อยได้ ในใจรู้สึกละอายอย่างมาก
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “หากไม่จำเป็น อย่าเพิ่งทำเช่นนั้นเลย”
เมื่อใดที่สงครามเริ่มต้นขึ้น ย่อมต้องมีการบาดเจ็บล้มตาย
ลู่เยี่ยไม่อยากให้เผ่าปีศาจปี้ฟางต้องเสียเลือดเนื้อเพราะเรื่องเล็กน้อยอย่างการช่วยเหลือบรรพชนเหวินอวิ๋น
“อีกอย่าง ข้ามีวิธีหนึ่งซึ่งน่าจะลองดูได้ บางทีอาจจะทำให้เผ่าปีศาจชิงชิวยอมก้มหัวให้ได้โดยมิเสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว”
ลู่เยี่ยกล่าว “แต่ว่า เรื่องนี้คงต้องรบกวนท่านช่วยลงแรงเสียหน่อย”
บรรพชนหลิงเจินกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ขอเพียงท่านใต้เท้าโปรดว่ามา!”
……
เผ่าปีศาจชิงชิว
ภายในตำหนักใหญ่แห่งหนึ่ง
“ท่านแม่ หากท่านสังหารเหวินอวิ๋น ลูกจะฆ่าตัวตายตามเขาไป!”
ชิงชิงชิวหว่านเอ๋อร์คุกเข่าอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าเศร้าโศก “อีกทั้งลูกในท้องของข้าก็จะจากไปพร้อมกับพวกเราด้วย”
บนที่นั่งประธาน ใบหน้าของชิงชิวเหยาเยว่เขียวคล้ำด้วยโทสะ
เพิ่งถูกเจ้าเฒ่าหลิงเจินข่มขู่เรื่องสงครามมาหยก ๆ ยามนี้ยังถูกบุตรสาวแท้ ๆ เอาความตายมาบีบคั้นอีก!
ชิงชิวเหยาเยว่โกรธจนแทบอยากจะฆ่าลูกสาวด้วยมือของนางเอง
“ตายไปเสียก็ดี ตามกฎของเผ่า ผู้ใดที่มีสัมพันธ์ลับกับคนต่างเผ่า จะถูกลงโทษด้วยโทษประหาร”
ชิงชิวหว่านเอ๋อร์พึมพำ “ท่านแม่ บางทีหากพวกเราตายไปแล้ว อาจไม่ต้องถูกพันธนาการด้วยกฎเกณฑ์ของเผ่าอีกต่อไป…”
ใบหน้าอันงดงามของนางซีดเผือดไร้สีเลือด “เช่นนี้ ท่านแม่ในฐานะประมุขเผ่าก็ไม่ต้องลำบากใจอีกต่อไป”
“พอได้แล้ว!”
ชิงชิวเหยาเยว่โกรธจัด “ข้าขอถามเจ้าเพียงคำเดียว เจ้าสำนึกผิดหรือไม่!”
ชิงชิวหว่านเอ๋อร์ก้มหน้าลง กล่าวเน้นย้ำทีละคำว่า “ลูกรู้ตัวว่าทำผิด ทว่า… มิยอมรับผิด!”
“เจ้า…”
ชิงชิวเหยาเยว่โกรธจนตัวสั่นเทิ้ม “เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าข้าจะไม่กล้าสังหารเจ้า?”
“หว่านเอ๋อร์!”
ทันใดนั้น บิดาของชิงชิวหว่านเอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้น “ขอเพียงเจ้ายอมรับผิด กลับตัวกลับใจ ข้าและมารดาของเจ้าก็จะช่วยกันอ้อนวอนขอความเมตตา เพื่อหาทางรอดให้เจ้าสักทาง แต่หากเจ้ายังดื้อรั้นเช่นนี้…”
ชิงชิวหว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าแล้วเอ่ยขัดจังหวะ “การได้อยู่กับเหวินอวิ๋น เป็นเรื่องที่ข้าไม่เคยเสียใจที่สุดในชีวิตนี้ ข้าจะไม่มีวันยอมรับผิดเด็ดขาด”
เพี้ยะ!
ชิงชิวเหยาเยว่ไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป ตบบุตรสาวอย่างแรงหนึ่งที
“ใครก็ได้ คุมตัวนักโทษผู้นี้ไปให้ข้า!”
ชิงชิวเหยาเย่วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อีกสามวัน หากนางยังไม่ยอมสำนึกผิด ก็จงประหารตามกฎของเผ่า!”
ชิงชิวหว่านเอ๋อร์ถูกลากตัวออกไป
ไม่มีความดิ้นรน ไม่มีการวิงวอนขอร้อง เพียงแต่พร่ำเอ่ยซ้ำ ๆ ว่า “หากท่านพี่เหวินอวิ๋นตาย ข้าก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้…”
ชิงชิวเหยาเยว่กัดฟันกรอด “ผู้ฝึกดาบที่ชื่อเหวินอวิ๋นคนนั้นดีตรงใดกัน ถึงกับทำให้นางเสียคนได้ถึงเพียงนี้!”
บิดาของชิงชิวหว่านเอ๋อร์ถอนหายใจยาว “หว่านเอ๋อร์ชื่นชอบผู้ฝึกดาบ ส่วนเจ้าในยามเยาว์วัย มิใช่ว่าเคยมีใจศรัทธาเลื่อมใสต่อเจ้าของดาบพิชิตมารหรอกหรือ?”
ใบหน้าของชิงชิวเหยาเยว่เปลี่ยนสีทันควัน “เจ้ากล่าวสิ่งใด? ไสหัวออกไป! ไปให้พ้น!”
เผ่าปีศาจชิงชิวนั้นสตรีเป็นใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น ชิงชิวเหยาเยว่ยังมีฐานะเป็นถึงประมุขเผ่า
เพียงประโยคเดียว นางก็ขับไล่สามีของนางออกไปได้
นางสูดลมหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์แล้วกล่าวว่า “ประกาศคำสั่งของข้า เชิญท่านบรรพชนเสวี่ยอวี่และเหล่าผู้อาวุโสทั้งหมดของเผ่ามาประชุม!”
ในวันเดียวกันนั้น เหล่าผู้นำระดับสูงของเผ่าปีศาจชิงชิวก็จัดประชุมลับขึ้น
เรื่องที่กำลังพูดคุยกันเกี่ยวข้องกับการประกาศสงครามของเผ่าปีศาจปี้ฟาง
ทุกคนถกเถียงกันอย่างรุนแรง
มีผู้สนับสนุนให้เปิดศึกและสู้จนถึงที่สุด
และก็มีผู้ที่แย้งด้วยเหตุผลว่าไม่คุ้มค่าเลยที่จะให้เผ่าต้องตกอยู่ในไฟสงครามเพียงเพื่อความเป็นความตายของเหวินอวิ๋น
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนบ่นว่าหายนะในครั้งนี้ล้วนเกิดจากชิงชิวหว่านเอ๋อร์ที่ลากเผ่าให้พัวพันเข้ามา
“ท่านบรรพชนเสวี่ยอวี่มีความเห็นอย่างไร?”
ชิงชิวเหยาเยว่เอ่ยถาม
ในเผ่า มีเพียงท่าทีของท่านบรรพชนเสวี่ยอวี่เท่านั้นที่สำคัญที่สุด
ทุกคนต่างหันไปมองเป็นตาเดียว
บรรพชนเสวี่ยอวี่นิ่งเงียบมาโดยตลอด
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้น นางจึงนิ่งเงียบไปนานก่อนจะกล่าวว่า “ท่านประมุขเผ่าวางแผนจะจัดการเช่นไรกับหว่านเอ๋อร์และผู้ฝึกดาบเหวินอวิ๋น?”
ชิงชิวเหยาเยว่สูดลมหายใจลึกแล้วกล่าวว่า “หากหว่านเอ๋อร์ยังคงดื้อดึงไม่ยอมสำนึกผิด อีกสามวันให้หลัง ก็จะประหารนางเสีย!”
“ผู้ฝึกดาบเหวินอวิ๋น ก็จะได้รับชะตากรรมเดียวกัน!”
ในยามนี้ ชิงชิวเหยาเยว่แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดอย่างชัดเจนในฐานะประมุขเผ่า “กฎก็คือกฎ ไม่อาจเพราะนางเป็นบุตรสาวของข้า แล้วจะยกเว้นเป็นพิเศษได้!”
“อีกสามวัน?”
บรรพชนเสวี่ยอวี่มองไปยังชิงชิวเหยาเยว่ แววตาแฝงนัยลึกซึ้งยากแท้จะหยั่งถึง
สุดท้าย นางก็เอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าสนับสนุนการตัดสินใจของเจ้า พรุ่งนี้ยามเช้า หากเผ่าปีศาจปี้ฟางกล้ามารุกราน ข้าจะเป็นผู้จัดการเอง!”
ชิงชิวเหยาเยว่รู้สึกโล่งอกประหนึ่งยกภูเขาออกจากอก
มีคำกล่าวนี้จากท่านบรรพชนก็นับว่าเพียงพอแล้ว!
นางถามว่า “ท่านบรรพชนต้องการให้คนในเผ่าเตรียมการบางอย่างหรือไม่?”
“ไม่จำเป็น”
บรรพชนเสวี่ยอวี่กล่าวอย่างราบเรียบ “ตราบใดที่มีข้าอยู่ เจ้าเฒ่าหลิงเจินย่อมไม่มีทางทำลายค่ายกลคุ้มครองภูเขาศักดิ์สิทธิ์ชิงชิวของพวกเราได้! และไม่มีทางทำร้ายสมาชิกเผ่าของเราแม้แต่คนเดียว!”
น้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจยิ่งนัก
ทันใดนั้น นางก็เอ่ยถามขึ้น “เจ้าแน่ใจจริง ๆ หรือว่า เจ้าเฒ่าหลิงเจินไขความลับของสมบัติตกทอดแห่งเทียนจิ้นได้แล้ว?”
ชิงชิวเหยาเยว่ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ยากจะยืนยันได้”
“เมื่อมีเรื่องผิดปกติ เราก็ไม่ควรประมาท”
บรรพชนเสวี่ยอวี่ค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้น “ดูเหมือนว่าข้าต้องไปเตรียมการบางอย่างหน่อยแล้ว”
“ท่านบรรพชน ท่านจะไปที่ใดหรือ?”
“เขตต้องห้ามศาลบรรพชน หากเจ้าเฒ่าหลิงเจินกล้ามา ข้าย่อมต้องมอบของขวัญอันน่าตื่นตาตื่นใจให้เขาสักครา!”
…
ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทียนหง
เผ่าปีศาจปี้ฟาง
“เจรจาล้มเหลวหรือ? เช่นนี้มิหมายความว่าบรรพชนเหวินอวิ๋นจะต้องเผชิญกับเคราะห์ร้ายหรอกรึ?”
บรรพชนซิงหลินรู้สึกหนักอึ้งในใจ
“ท่านบรรพชนวางใจเถิด ข้ากับบรรพชนหลิงเจินได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้ว หากเผ่าปีศาจชิงชิวไม่ได้โง่เขลาจนเกินไป ก่อนถึงวันพรุ่งนี้ ย่อมไม่กล้าลงมือสังหารบรรพชนเหวินอวิ๋นอย่างแน่นอน”
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “หากไม่มีอะไรผิดพลาด พรุ่งนี้ข้าก็จะสามารถช่วยบรรพชนเหวินอวิ๋นกลับมาได้”
จากนั้น ลู่เยี่ยก็ขอตัวลาไป เขายังมีธุระสำคัญที่ต้องจัดการ
เขายังคงท่าทีสุขุมนุ่มลึกอยู่ตลอดเวลา
ยามเผชิญเหตุการณ์สำคัญต้องมีความสงบนิ่ง ยิ่งสถานการณ์คับขันเพียงใด ยิ่งไม่ควรทำให้ตนเองสับสนวุ่นวาย
ยิ่งไปกว่านั้น บรรพชนหลิงเจินก็กำลังเตรียมการสำหรับวันพรุ่งนี้ตามที่เขาสั่งไว้แล้ว
“วางใจเถิด ท่านจะไม่เชื่อในความสามารถของท่านใต้เท้าของข้าหรือ?”
อีกาหัวขาวมองออกว่า บรรพชนซิงหลินยังคงวิตกกังวลอยู่ จึงเอ่ยปลอบใจทันที
บรรพชนซิงหลินส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “หากบรรพชนเหวินอวิ๋นตาย นั่นเป็นเพราะชะตากรรมของเขาไม่ดี สิ่งที่ข้ากังวลคือลู่เยี่ย ข้าไม่อยากให้เขาเกิดเหตุไม่คาดฝันใด ๆ”
อีกาหัวขาวชะงัก สิ่งที่ท่านใต้เท้ากล่าวนั้นไม่ผิด เจ้าเฒ่าผู้นี้เนื้อแท้ไม่ใช่คนเลวร้ายจริง ๆ
……
รุ่งเช้าวันถัดมา
บริเวณด้านหน้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์ชิงชิว
“เจ้าเฒ่าหลิงเจิน เจ้าไม่ใช่หรือที่บอกว่าจะระดมพลังทั้งเผ่ามาทำสงครามกับเผ่าของพวกเรา หตุใดจึงยังคงมีเพียงพวกเจ้าสองคนเช่นเดิม?”
ภายในประตูภูเขา ชิงชิวเหยาเยว่และบรรพชนเสวี่ยอวี่ รวมถึงเหล่าผู้อาวุโสอื่น ๆ ต่างรออยู่ที่นั่นตั้งแต่เช้าแล้ว
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจคือ วันนี้ผู้ที่ปรากฏตัวยังคงมีเพียงบรรพชนหลิงเจินและเด็กหนุ่มขอบเขตแท่นทองคำคนนั้นเท่านั้น
“หากต้องการทำลายเผ่าปีศาจชิงชิวของพวกเจ้า จำเป็นด้วยหรือที่ต้องระดมกำลังพลมากมาย?”
บรรพชนหลิงเจินกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เป็นอย่างไร พวกเจ้าเผ่าปีศาจชิงชิวพิจารณาให้ดีแล้วหรือไม่ ว่าจะปล่อยตัวคนหรือไม่?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?”
บรรพชนเสวี่ยอวี่ก้าวออกมา
ใบหน้าของนางงดงามราวกับสาวน้อย แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน
ในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ บรรพชนเสวี่ยอวี่ถือเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับผู้นำ มีบารมีไม่ด้อยไปกว่าบรรพชนหลิงเจิน
เมื่อนางก้าวออกมา บรรพชนหลิงเจินก็หัวเราะเบา ๆ “ถ้าอย่างนั้นก็สู้กันเลย!”
อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel Lucky
“สู้หรือ? แค่เจ้ากับเด็กน้อยคนนั้นหรือ? ช่างโอหังบังอาจนัก!”
บรรพชนเสวี่ยอวี่หัวเราะออกมาเช่นกัน “วันนี้ข้าอยู่ที่นี่ หากเจ้าเฒ่าหลิงเจินสามารถบุกฝ่าเข้าสู่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ชิงชิวได้ ข้าจะตัดศีรษะของข้าให้เจ้าเอง!”
ในคำพูดนั้นมีความเหยียดหยามที่ไม่ได้ปิดบัง รวมถึงความมั่นใจและความดูแคลนที่มาจากส่วนลึกของจิตใจ