บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1731-1735
ตอนที่ 1,731: นาวาบรรทุกฝัน ละล่องผ่านธารดารา
ตู้ม!
วันนี้ หมอกดำโขมงใหญ่พวยพุ่งจากทางเข้าหุบเหวหมอกดำ พร้อมเสียงกึกก้องกัมปนาท กวาดไปทั่วทศทิศเยี่ยงกระแสธาร
ฟ้าดินดูจะตกสู่ราตรีนิจนิรันดร์ในอึดใจ เหล่าผู้ฝึกตนซึ่งรออยู่ในแดนดินรอบข้างมาเดือนกว่าล้วนผงะ ตกใจถอยหลังตามกัน ทัศนวิสัยมัวหมอง
โชคดีที่มันเป็นเพียงสัญญาณหลอก ไม่นานนัก เหตุใหญ่ร้ายกาจนี้ก็สงบ หมอกทมิฬซึ่งปกคลุมทั่วฟ้าดินสลายหายไป
จากนั้น ผู้คนก็พากันตื่นเต้นเมื่อพบว่าหุบเหวหมอกดำได้หวนคืนสู่โลกหล้าอีกครั้ง! “ทางเข้าปรากฏแล้ว!”
“หมายความว่าการไล่ล่าสิ้นสุดแล้วหรือ?” “อย่าเพิ่งแตกตื่น รอดูก่อน!”
ผู้คนแตกตื่นลือลั่น ต่างล้วนจับจ้องยังทางเข้าหุบเหวหมอก ไร้ผู้ใดสังเกตว่าห่างออกไปแสนไกล มีหนึ่งตัวตนเพิ่มขึ้นมา
เขาสวมอาภรณ์ยาวเรียบง่าย เส้นผมขมวดมวยบนศีรษะ ห้อยน้ำเต้าสุราสีเขียวที่เอว รูปลักษณ์หล่อเหลาเจิดจรัส
เขาคือซูอี้!
ทว่ารูปลักษณ์ของเขาแปรเปลี่ยนไม่เหมือนก่อน เมื่อเห็นว่าเหล่าผู้ฝึกตนต่างให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหว ณ ทางเข้าหุบเหวหมอกดำกันอย่างใจจดใจจ่อ ซูอี้ก็อดยิ้มขำมิได้และหันหลังจากไป
ไม่ต้องคิดก็รู้ ว่าสิ่งที่เกิดในหุบเหวหมอกดำจะกลายเป็นปริศนาอันมิอาจแถลงไขต่อไป!
เป็นเช่นที่ซูอี้คาด ตัวตนวิถีเซียนมากมายร่วมมือกันบุกสู่หุบเหวหมอกดำเพื่อตรวจสอบในวันนั้น
โชคร้ายที่คนส่วนใหญ่ในหมู่พวกเขา อย่าว่าแต่จะหาเบาะแสอันมีค่าใดพบเลย การกระทำของพวกเขายังมิต่างจากการส่งตนสู่ที่ตายอีกด้วย
และวันเดียวกันนั้น ข่าวการปรากฏของทางเข้าหุบเหวหมอกดำก็แพร่กระจายราวติดปีก ก่อเสียงลือลั่นทั่วโลกา
ไร้ผู้ใดคาดคิด ว่าทั้งเสิ่นมู่ผู้ถูกไล่ล่าและเหล่ามหาเซียนจากเก้าขุมกำลังเซียนล้วนหายตัวไปในหุบเหวหมอกดำอย่างเป็นปริศนา ไม่เหลือกระทั่งร่องรอย!
กาลต่อมา เรื่องนี้ก็กลายไปเป็นปริศนา ดึงดูดเสียงหารือทั่วโลกหล้าแดนเซียนไม่รู้จบ
เสิ่นมู่ตายแล้วหรือ? มหาเซียนเหล่านั้นยังมีชีวิตหรือไม่? ไร้ผู้ใดทราบกระจ่าง
วันถัดมา ณ มหานทีแห่งหนึ่ง ยามพลบค่ำ แสงอาทิตย์อัสดงสีส้มแดงดุจเปลวเพลิง ทำให้สายนทีเรืองรอง
เรือท้องแบนลำหนึ่งละล่องตามกระแสน้ำเหนือธารใหญ่ ซูอี้ใช้แขนรองศีรษะ ทอดกายเอกเขนกบนเรือท้องแบน ดวงตาหรี่ปรือสุขสบาย ในปากคาบหญ้าหางจิ้งจอกไว้กิ่งหนึ่ง
วายุโชยสะท้านคลื่น ส่งเสียงจ้อกแจ้กดังก้องชัดเจนประหนึ่งบังเกิดวารีรินไหลในใจ ชะล้างวิญญาณสะอาดบริสุทธิ์
‘มีวานรเฒ่าอยู่ กงอวี่สวินย่อมไร้โอกาสออกจากหุบเหวหมอกดำ นอกจากนั้น ต่อให้มีตัวตนขอบเขตมหาศาลคนอื่นเข้าไปในหุบเหวหมอกดำ พวกเขาก็ยังต้องกลับไปมือเปล่าอยู่ดี’ ซูอี้กล่าวในใจ
สองวันก่อน เขากล่าวลาวานรเฒ่าสะพายดาบแล้วออกจากหุบเหวหมอกดำ ระหว่างทางเขาลบปราณทั่วกายไปจนสิ้น และยังมิถูกพบจนบัดนี้
‘ต่อจากนี้ก็ถึงกาลคิดเรื่องของขอบเขตศักดิ์สิทธิ์แล้ว’ ซูอี้ครุ่นคิด
จากการไล่ล่าอย่างยิ่งใหญ่ที่ผ่านมา การฝึกฝนของเขาพัฒนาก้าวกระโดด ยามนี้เขาอยู่ในขอบเขตสุญตาขั้นสมบูรณ์ ห่างเพียงก้าวเดียวเขาก็จะทะลวงสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ได้!
ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์เป็นขอบเขตที่สามในวิถีเซียน
ผู้เข้าสู่ขอบเขตนี้สามารถสร้างกฎเกณฑ์ ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ในแดนจักรวาลจิตเซียนของพวกเขาได้ และจิตวิญญาณก็จะพัฒนาแปรลักษณ์ต่อ สามารถพึ่งพาการฝึกฝนของตนกระทำการอัศจรรย์อย่าง ‘สร้างความมีจากสุญตา’ ‘ถอดจิตสัญจร’ และ ‘แปรศิลาเป็นทองคำ’ ได้
การสร้างความมีจากสุญตานั้นคือการควบรวมวัตถุจริงขึ้นโดยอิงตามกฎเกณฑ์มหาวิถีของตน เช่น ป่าเขาลำเนาไพร ตำหนักเรือนศาลา วาตะเมฆา สายฟ้าอัสนี เป็นต้น
ราชันเซียนทรงพลังบางผู้สามารถกระทั่งใช้อำนาจมหาวิถีของตนสร้างเป็น ‘โลกเร้นลับ’ อันแท้เที่ยงจากสุญตา!
ทว่า หากพูดโดยรวมแล้ว ราชันเซียนส่วนใหญ่มักจะใช้ ‘สร้างความมีจากสุญตา’ เพื่อสร้างสมบัติขอบเขตศักดิ์สิทธิ์สำหรับใช้ต่อสู้มากกว่า!
‘ถอดจิตสัญจร’ นั้นหมายถึงการเข้าใจกฎสวรรค์แห่งวิถีเซียน และยามฝึกฝนก็จะรู้สึกราวถอดวิญญาณออกจากร่าง ยามละล่องสัญจรผ่านกฎสวรรค์วิถีเซียน คนผู้นั้นก็จะสามารถหยั่งรู้ถึงแก่นปริศนาสำคัญแห่งมัน และใช้เพื่อขัดเกลาเสริมคมให้วิถีเต๋าของตนได้
และ ‘แปรศิลาเป็นทองคำ’ นั้นก็สมดังชื่อ คือการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ!
หนึ่งใบหญ้าดูสามัญ ทว่าขอเพียงได้รับอำนาจมหาวิถีของราชันเซียน มันก็สามารถพัฒนารูปลักษณ์แตกต่างสำแดงผลลัพธ์อันอัศจรรย์ได้
ท้ายที่สุด อำนาจและวิชาล้ำเลิศของราชันเซียนล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาบรรลุสร้างได้
ยิ่งสร้างกฎเกณฑ์ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ได้แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นสร้างความมีจากสุญตา ถอดจิตสัญจร หรือแปรศิลาเป็นทองคำ ล้วนเผยความสามารถอันเหลือเชื่อ
ดุจคำกล่าว ‘เมื่อย่างสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นประดุจดังราชันแห่งฟ้าดิน’ เพราะเช่นนั้น ตัวตนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์จึงถูกเรียกว่า ราชันเซียน
“หากข้าเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ได้ ยามนั้น ความแข็งแกร่งของข้าน่าจะปราบมหาเซียนใดๆ ได้ทั่วโลกหล้า” เมื่อซูอี้คิดถึงตรงนี้ เขาก็อดส่ายหัวน้อยๆ มิได้ คิดถึงเรื่องนี้ยังเร็วเกินไป
ทว่าเขาก็ตระหนักรู้ถึงความแข็งแกร่งปัจจุบันของตนดี การจัดการมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางอย่างอวีเหวินฉี ผู้สร้าง ‘เขตแดนวิถี’ ได้นั้นมิใช่ปัญหาอีกต่อไป
และการรับมือมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลายอย่างไทเจิงก็มิยากแล้ว ทว่าทั้งหมดนี้ขึ้นกับเงื่อนไขการดวลเดี่ยวโดยใช้กำลังตนเท่านั้น
หากพบมหาเซียนไร้เทียมทานขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลายเข้า เกรงว่าเขาก็คงต้องสละบางอย่างเพื่อเอาชนะอีกฝ่าย และอาจกระทั่งต้องทุ่มสุดกำลัง ทำทุกวิถีทางเพื่อชิงชัย!
นี่คือขีดจำกัดสิ่งที่ซูอี้ทำได้ และยังเป็นอำนาจสูงสุดที่เขาจะมีได้ในขอบเขตสุญตา
‘ไปเขาปู้โจวหนนี้ อาจได้พบศัตรูในลักษณะเดียวกัน หากสามารถก้าวสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ก่อนไปถึงได้ย่อมดีที่สุด แต่หาไม่… ก็ไม่จำต้องไปฝืน’
ซูอี้ครุ่นคิด ก่อนจะพลันสังเกตบางสิ่งได้ และเบนสายตามองไปไกล
พลบค่ำเคลื่อนต่ำ รัตติกาลโรยตัวคลุมนภาเงียบเชียบเยี่ยงผ้าคลุมผืนบาง ไกลออกไปบนผืนนที เรือลำใหญ่ลำหนึ่งปรากฏขึ้น
แสงไฟบนเรือจ้าจรัส เสียงดังเซ็งแซ่ มีเสียงกลองดังขึ้นเป็นครั้งคราว ดูชื่นมื่นเป็นพิเศษบนธารอันเงียบงันนี้
หนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งเลี้ยงฉลองกันอยู่บนเรือ ทุกผู้ดูอายุราวยี่สิบเศษ ผู้อ่อนวัยที่สุดยังเป็นเด็กหนุ่มสาวเท่านั้น พวกเขาเสสรวลสนทนา บรรยากาศกลมเกลียวอิ่มเอิบใจ
แสงสว่างพร่างพราวพรมลงบนผิวน้ำเจิดจรัสขับไล่ความมืดแห่งรัตติกาล ระยิบระยับวูบไหวดุจความฝันอันเลื่อนลอย
บนท้องนภาราตรีปรากฏดวงดาวดารดาษ ทางช้างเผือกเคลื่อนคล้อย เมื่อเห็นภาพนี้จากไกลๆ ซูอี้ก็รู้สึกสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก
คนหนุ่มสาวเปี่ยมจิตวิญญาณ กระชุ่มกระชวยเปี่ยมชีวิตเยี่ยงตะวันแรกฉาย ไร้ทุกข์โศกโลก จะมีก็เพียงจิตวิญญาณอันเบิกบานไร้ใดควบคุม
บางทีอาจเป็นเพราะเขาไม่ใช่ผู้เยาว์วัยอีกต่อไปแล้ว หรือบางทีอาจเพราะเขาย้อนระลึกถึงตนยามเยาว์ จึงเลี่ยงมิได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจ
“สหายได้พบพานก็เปรียบได้กับวาสนาต้องกัน หากมิถือสามาดื่มด้วยกันก็ได้นะ”
บนเรือใหญ่ห่างออกไป ชายหนุ่มในอาภรณ์หยกผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ท้ายเรือสังเกตเห็นซูอี้ซึ่งนอนบนเรือท้องแบน ซูอี้ผงะไป แล้วเขาก็อดยิ้มมิได้
นี่อาจเป็นคำเชิญของคนหนุ่ม เขาจึงไม่ถามเหตุผลหรือตัวตน โลกหล้านั้นกว้าง ได้พบพานนับว่ามีชะตาต้องกัน
“รบกวนด้วย” ซูอี้ลุกจากเรือท้องแบน กระโดดขึ้นบนเรือใหญ่
ดวงตาของชายหนุ่มในอาภรณ์สีหยกเรืองประกาย “ข้าเห็นแล้วว่าสหายเองก็เป็นผู้ฝึกตนเช่นกัน เชิญเถิด”
ว่าแล้วเขาก็พาซูอี้ไปที่โต๊ะและรินสุราให้ ทุกผู้บนเรือหาประหลาดใจไม่
ซูอี้ดื่มสุราขณะสนทนากับชายหนุ่มในอาภรณ์สีหยก แสนผ่อนคลายสำราญไปกับบรรยากาศ
ระหว่างงานเลี้ยง คนบางผู้จับกลุ่มกันเสวนาเกี่ยวกับการฝึกฝน บ้างร่ายโคลงกวี บ้างดวลสุราแสนสราญรมย์
นานๆ หน หญิงสาวสะคราญโฉมบางนางก็จะแย้มยิ้มเรียกดื่ม และเหลือบมองซูอี้ คนแปลกหน้าผู้เข้าร่วมงานเลี้ยงอย่างสงสัยเป็นครั้งคราว
สตรีใจกล้าบางนางเป็นฝ่ายเริ่มสนทนากับซูอี้ก่อน จนซูอี้ดื่มสุราไปมากมายโดยไม่รู้ตัว
“สหาย ก่อนหน้านี้ เราเล่นประกาศิตบุปผาโปรยกันอยู่ เจ้าอยากเล่นด้วยหรือไม่?” ชายหนุ่มในอาภรณ์สีหยกถือจอกสุราเข้ามาถามซูอี้ เขาดวงตาหรี่ปรือ เมามายอย่างเห็นได้ชัด
ซูอี้ถามอย่างสนใจ “เล่นเช่นไรหรือ?”
ชายในอาภรณ์หยกแย้มยิ้มกล่าวว่า “แค่แต่งโคลงกลอนด้วยคำว่า ‘เมา’ ขึ้นมาเอง”
ซูอี้พยักหน้า เรื่องนี้ง่ายดาย เขากวาดสายตามองคนทุกผู้ในงานเลี้ยง มองสายธารกลางราตรี หยดสุราลงกับโต๊ะแล้วเขียนโคลงกวีลงตรงหน้า
ชายในอาภรณ์สีหยกยืดคอเข้ามาจะอ่าน
ตู้ม!
ไกลออกไปในราตรี มหาธารระเบิดสนั่น แล้วสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ดุจขุนเขาตนหนึ่งก็พุ่งออกมา ตัวของมันสูงพันจั้ง ปกคลุมด้วยปราณทมิฬพลุ่งพล่าน
เหนือศีรษะของสัตว์ร้ายนั้นมีสองบุคคลยืนอยู่ เป็นหนึ่งชายหนึ่งหญิง ทั้งคู่สวมหน้ากาก มิอาจเห็นหน้าได้ชัดเจน
“แย่แล้ว เป็นคนจากพรรคสหัสมารโลหิต!” บางผู้กรีดร้อง
ทันใดนั้น บรรยากาศงานเลี้ยงซึ่งเดิมครึกครื้นก็ถูกทำลายลง กระแสลมเย็นยะเยือกพัดแผ่ ทำให้เหล่าดรุณีสาวน้อยบนเรือหน้าเปลี่ยนสีตามกัน ใบหน้าของเหล่าคนหนุ่มซีดขาว
พรรคสหัสมารโลหิตเป็นขุมกำลังชั่วร้ายซึ่งผู้คนหวาดกลัว! และยามนี้ คู่ชายหญิงกับสัตว์ร้ายนั้นก็กำลังมาหาพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด!
“ไฉนเป็นเช่นนี้ เรามิเคยบาดหมางกับพรรคสหัสมารโลหิตมาก่อนเลยนะ…” ใบหน้าของชายหนุ่มในอาภรณ์หยกดำคล้ำ
ทันใดนั้น ซูอี้ก็ลุกขึ้นกล่าวว่า “หนนี้ ขอบคุณทุกท่านมากที่ดูแลข้าเป็นอย่างดี ข้าควรต้องไปแล้ว” ทุกผู้ต่างผงะ ไป? ป่านนี้ ผู้ใดจะยังไปไหนได้อีก?
ไกลออกไป คู่ชายหญิงซึ่งยืนบนหัวสัตว์ร้ายต่างเสสรวล เห็นได้ชัดว่าได้ยินวาจาของซูอี้แล้ว
“หากแกไปได้—” บุรุษผู้นั้นอ้าปากพูดอย่างชั่วร้าย ทว่ายังมิทันจบประโยค ปราณดาบสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
ดุจทางช้างเผือกโปรยปรายจากนภา สายตาทุกผู้เจ็บแปลบ เมื่อทัศนวิสัยปลอดโปร่ง ทุกผู้ก็พบว่าในสายธารตรงหน้าพวกเขา สัตว์ร้ายร่างยักษ์นั้นหายไปแล้ว และคู่ชายหญิงจากพรรคสหัสมารโลหิตก็อันตรธานไปเช่นกัน
มีเพียงสีเลือดเข้มข้นที่ผิวธารเท่านั้น คนทุกผู้ตกตะลึงตาแทบถลน
ครู่ถัดมา เมื่อเหล่าคนหนุ่มสาวคืนสติ พวกเขาก็พบว่าชายหนุ่มซึ่งสังสรรค์ในงานเลี้ยงกับพวกตนได้หายไปเนิ่นนาน
“ยามนี้ พวกเราเหมือน… เหมือนได้พบยอดบุรุษในตำนานเข้าแล้วเลย…” หญิงสาวผู้หนึ่งร้องออกมา หัวใจทุกผู้ปั่นป่วน เพียงหนึ่งดาบ หายนะต่อพวกเขาก็คลี่คลาย!
ฝีมือเช่นนี้หาแตกต่างจากยอดฝีมือล้ำเลิศในโลกหล้าไม่!
ชายหนุ่มในอาภรณ์สีหยกมายังจุดที่ซูอี้เคยนั่ง และพบว่ามีโคลงหนึ่งบทถูกเขียนไว้ด้วยสุราบนโต๊ะ
‘เมื่อเมา มิอาจทราบได้ว่าในนทีมีนภา นาวาบรรทุกฝัน ละล่องผ่านธารดารา’
ที่นอกเรือ ท้องนภาราตรีนั้นไพศาล พร่างพรมด้วยหมู่ดาวเยี่ยงธาร ผิวน้ำแสงเงากระเพื่อมพริบพราย ดวงดาราล่องลอย และเงาของชายลึกลับผู้สูงส่งได้หายลับไปเนิ่นนานในโลกหล้า
เมื่อนึกถึงเหตุก่อนหน้านี้ มันก็เหมือนความฝันอันมิสมจริงโดยแท้!
ตอนที่ 1,732: ส่งสิงหยวนจื่อไปสบาย
รัตติกาลนั้นพร่างพราวด้วยดวงดาว ระยิบระยับเช่นธารนที
ซูอี้ก้าวย่างในป่าเขาว่างเปล่าแห่งหนึ่ง อาภรณ์พลิ้วสะบัดในสายลมค่ำคืน ดูเรียบง่ายอิสระ ทันใดนั้น เขาก็หยุดฝีเท้าลงอย่างเงียบเชียบ
“เจ้าตามติดเบื้องหลังข้ามาตั้งแต่ที่หุบเหวหมอกดำแล้ว ผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืน เหตุใดยังมิออกมาอีก?” ชายหนุ่มกระซิบ
จตุรทิศวังเวง บรรพตลำธารเงียบสงัด หมอกสายหนึ่งพลุ่งพล่านเงียบงันแสนไกลในราตรี ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นร่างผอมแห้งชราวัยร่างหนึ่ง
เขาเป็นชายชรา สวมอาภรณ์ผ้าเก่าๆ ขาดๆ เส้นผมยุ่งกระเซิง ใบหน้าของเขาถูกปกปิดด้วยหน้ากากสำริด เผยเพียงแววตาเฉยชา
ซูอี้ขมวดคิ้วน้อยๆ ปราณของคนผู้นี้ประหลาดและไร้ชีวิตอย่างยิ่ง ดูประหนึ่งศพโบราณซึ่งตายตกมาแสนนาน พิกลยิ่งนัก
ทันทีที่เขาปริปากจะพูด ชายชราในชุดผ้าผู้นี้กลับโจมตีออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย!
ฉัวะ! ร่างของเขาหายวับไปในอากาศ และอึดใจต่อมาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าซูอี้ มือขวาทั้งห้านิ้วเสือกแทงประหนึ่งดาบคม เรียบง่าย ทว่าดุดันอหังการนัก
ม่านตาของซูอี้หดตัว สายเกินกว่าจะหลบพ้น เขาจึงสะบัดฝ่ามือเข้ารับ
ตู้ม! สุญตาใกล้เคียงในระยะพันจั้งแหลกระเบิดฉับพลัน สะท้านทั่วบรรพตลำธาร อำนาจทำลายล้างทรงพลังกระโชกผ่านทศทิศ สลายเมฆาเหนือสรวง ขยี้พสุธาแหลกร้าวเกินนับถ้วน
และร่างของซูอี้ก็ถูกการโจมตีนี้กระแทกจนเซถอย เลือดลมทั่วกายปั่นปวน ดูกระเจิดกระเจิงอย่างยิ่ง เขาอดประหลาดใจมิได้ เจ้าเฒ่านี่อำนาจแข็งแกร่งนัก!
สิ่งที่แปลกที่สุดคือร่างของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยปราณมรณะ มิอาจตรวจสอบระดับฝึกฝน ทว่าความแข็งแกร่งร้ายกาจยิ่ง ร้ายกาจเหนือชั้นกว่ามหาเซียนอย่างอวี่เหวินฉีกับไทเจิงเป็นไหน
โดยไม่รีรอให้อีกฝ่ายคิดมากกว่านี้ ร่างของชายชราในชุดผ้าทะลวงโจมตีเข้ามาอีกครั้งเยี่ยงแสงสีดำเข้มข้น
เขามิได้ใช้อำนาจหรือเคล็ดวิชาใดๆ ทำเพียงกำหมัดแล้วชกออกไปอย่างดุเดือด เรียบง่ายที่สุด ทว่าอำนาจนี้ก็ดุดันอหังการเช่นกัน
เพียงหนึ่งหมัด ฟ้าดินก็สั่นสะท้านทั่วทศทิศ แดนดินถูกสะเทือนแหลกร้าวเป็นรอยน่าสะพรึง สุญญะบิดเบี้ยวปั่นปวน
ซูอี้มิกล้าเลินเล่อ เขาลงมือต่อกรกับชายชราในอาภรณ์ผ้าอย่างสุดกำลัง
ตู้ม! โลกหล้าพลิกกลับ ตะวันจันทราสิ้นรัศมี ป่าเขาแห่งนี้ปั่นปวนถล่มมิเหลือชิ้นดี ภูเขาลูกแล้วลูกเล่าถล่มเลือน พฤกษาใบหญ้าถูกป่นเป็นธุลี
เพียงไม่กี่อึดใจ ซูอี้ก็ถูกฟาดกระเด็นหัวทิ่มลงอีกครั้ง! คิ้วของเขาขมวดมุ่น
เดือนที่ผ่านมา เขาทุ่มเทตั้งใจเก็บตัวฝึกฝนในหุบเหวหมอกดำ การฝึกฝนมาถึงขั้นสมบูรณ์ ปราบได้กระทั่งมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลาย
ทว่ายามนี้ เมื่อประมือกับชายชราในชุดผ้าผู้นั้น เขากลับประสบกับแรงกดดันปะทะหน้า!
นอกจากนั้น ปราณของเจ้าเฒ่าผู้นี้ยังประหลาดอย่างยิ่ง ดูมิเหมือนคนเป็นเลยสักนิด และไร้การเปลี่ยนผันอารมณ์ใดๆ ทว่าชายชราผู้นี้ก็แตกต่างจากหุ่นเชิดวิญญาณศึกเหลยเจ๋อ กล่าวให้กระชับแล้ว เขาดูเหมือนศพมากกว่า!
เปรี้ยง! ชายชราโจมตีอีกหน การลงมือของเขาดุดัน ฉีกร่างมหาเซียนได้อย่างง่ายดาย แข็งแกร่งยิ่งนัก
ซูอี้มิยั้งมืออีกต่อไป ใช้ดาบแห่งโลกาตวัดสังหารทันที ปราณดาบพลุ่งพล่านอาละวาด
หนึ่งเดือนที่ผ่านมา รูปลักษณ์ของดาบแห่งโลกานั้นพัฒนาไปอย่างมาก มันสามารถทำลายสมบัติระดับมหาเซียนได้โดยง่ายแล้ว เมื่อประสานควบคู่กับความสำเร็จวิชาดาบของเขา อำนาจต่อสู้ของตนเองก็ทะยานสูง
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ทำได้เพียงขวางการโจมตีของชายชราในชุดผ้าได้เท่านั้น!
‘อาภรณ์โบราณ ปราณมรณะ ความแข็งแกร่งเหนือชั้นกว่ามหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลาย… หรือว่า…” ระหว่างต่อสู้ ม่านตาของซูอี้หดตัวเล็กน้อยเมื่อจำบางอย่างขึ้นได้
ชายชราผู้นี้น่าจะเป็น ‘ผีดิบหุ่นเชิด’!
ผีดิบหุ่นเชิดที่ว่านั้น กล่าวได้ว่าเป็นหุ่นเชิดประเภทหนึ่ง ทว่าหาได้ยากและร้ายกาจยิ่ง การสร้างผีดิบหุ่นเชิดนั้นต้องใช้คนเป็นเป็นวัตถุดิบ จะต้องถลกหนังคนเป็น สกัดวิญญาณ หลอมเลือดเนื้อ และผ่านกรรมวิถีอันซับซ้อนอื่นๆ
ส่วนที่ยากที่สุดคือรักษาการฝึกฝนของคนเป็นผู้นั้นยามมีชีวิตไว้ แล้วจึงสร้างผีดิบหุ่นเชิดที่มีสภาพสมบูรณ์ได้
และในความทรงจำของซูอี้ ผู้เชี่ยวชาญการสร้างผีดิบหุ่นเชิดที่สุดในโลกเซียนก็คือเจียงไท่อี๋ บรรพชนของลัทธิกำเนิดเอกภพ!
ไอ้แก่ผู้นี้เชี่ยวชาญการถลกหนัง แปรธาตุ เซ่นวิญญาณ และวิชาพิลึกพิลั่นที่อาจกล่าวได้ว่าครอบจักรวาล นับแต่ก่อนเกิดยุคอวสานเซียน เจียงไท่อี๋ได้สร้างผีดิบหุ่นเชิดเอาไว้เป็นกองทัพ ซึ่งแต่ละตัวล้วนมีความสามารถในระดับมหาเซียน!
หากชายชราตรงหน้าเขาเป็นซากศพจริงๆ อีกฝ่ายก็น่าจะถูกเจียงไท่อี๋ส่งมาแน่ๆ เมื่อคิดเช่นนี้ ดวงตาของซูอี้ก็เย็นเยียบ จากนั้นเขาก็ใช้ท่าสังหารทันควัน!
ตู้ม! วจีดาบเกินเข้าใจ ปราณดาบมืดทึบ ดาบแห่งโลกาปกคลุมด้วยรัศมีมหาวิถีเวียนวัฏเรืองรอง สะบั้นการโจมตีของชายชราในชุดผ้าทันควันราวไร้อุปสรรค
เปริยะ! ปราณดาบระเบิดออก หน้ากากสำริดบนใบหน้าชายชราชุดผ้าเกิดรอยร้าว เผยใบหน้าชราวัยเหี่ยวย่น
“สิงหยวนจื่อ!! ไฉนเป็นเจ้าได้?” หัวใจของซูอี้สะท้านรุนแรง ดวงตาเบิกกว้าง
เขาหยุดมือทันที คมดาบแห่งโลกาหยุดนิ่งเฉียดคอของชายชราในชุดผ้า อีกเพียงนิดเดียวก็จะสะบั้นคออีกฝ่ายได้แล้ว!
ทว่าชายชราในชุดผ้าฉวยโอกาสนี้ฟาดหนึ่งฝ่ามือลงบนดาบ ขณะที่อีกมืององุ้มดุจกรงเล็บมังกรทิพย์ฟาดเข้าใส่ชายหนุ่มอย่างดุดัน
เคร้ง! วจีดาบสะท้านนภา ดาบแห่งโลกาแทบกระเด็นหลุดมือ ร่างของซูอี้กระทั่งถูกฝ่ามือนั้นฟาดกระเด็น กระดูกไหล่ของเขาหัก เลือดและเนื้อสาดกระเซ็น หากหลบไม่พ้น ศีรษะของเขาก็เกือบถูกป่นแล้ว
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ใบหน้าถมึงทึง ทว่าหัวใจของเขามิอาจกล่าวโทษอีกฝ่ายได้
สิงหยวนจื่อคือหนึ่งในผู้ใต้บัญชาซึ่งหวังเย่ไว้ใจที่สุด ติดตามเขามาช้านาน ร่วมเป็นร่วมตายในสมรภูมิและสร้างผลงานยิ่งใหญ่
เขามีอุปนิสัยห้าวหาญ เป็นประหนึ่งมือขวาของซูอี้ มีความแข็งแกร่งในขอบเขตมหาศาลระดับแรกมหายุทธ์ ในโลกเซียนเมื่อกาลก่อน สิงหยวนจื่อถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสี่นักรบระดับแรกมหายุทธ์ของ ‘ศาลสวรรค์น้อย’!
ทว่าทุกวันนี้ อีกฝ่ายกลับถูกทำเป็นผีดิบหุ่นเชิดมาเนิ่นนาน คนก็มิใช่ ผีก็มิใช่ ไร้สติเหตุผลใด ผู้ผิดแท้จริงแล้วก็คือเจียงไท่อี๋!!
ทันทีที่รู้ถึงตัวตนของสิงหยวนจื่อ ซูอี้ก็เชื่อเต็มหัวใจทันทีว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือไอ้แก่เจียงไท่อี๋! ทันทีที่คิดถึงตรงนี้ หัวใจของชายหนุ่มก็พลุ่งพล่านด้วยจิตสังหารที่เกินควบคุม
ในศึกอนันตรัตติกาลแต่เดิม เจียงไท่อี๋เองก็มีส่วนร่วม ราชันวิถีมังกรดำแห่งตลาดมังกรดำก็ถูกเจียงไท่อี๋สังหารอย่างโหดเหี้ยมเช่นกัน! ทั้งหมดนี้ทำให้เขาอยากฆ่าไอ้แก่สารเลวนั่นเสียเดี๋ยวนี้
ตู้ม! ขณะเขากำลังครุ่นคิด สิงหยวนจื่อได้โจมตีอีกครั้งโดยไม่ลังเล ทั้งดุดันและอหังการยิ่ง ซูอี้หลบเลี่ยงขณะคิดว่าจะช่วยเหลือสิงหยวนจื่อได้อย่างไร
ท้ายที่สุด หัวใจของเขาก็ร่วงถึงตาตุ่ม ไร้หนทางใด! สิงหยวนจื่อกลายเป็นศพไปแล้ว หาแตกต่างจากผีดิบไม่ ไร้หนทางช่วยเหลือ!
ซูอี้รู้เกี่ยวกับฝีมือของเจียงไท่อี๋ดี ในเมื่อเขาส่งสิงหยวนจื่อมาในหนนี้ ก็มีแต่สิงหยวนจื่อตายหรือเขาตายเท่านั้น!
สิ่งนี้ทำให้คิ้วของเขาขมวดแน่น สีหน้าเข้าใจยาก ครู่ต่อมาเขาก็ถอนหายใจ ในที่สุดเขาก็ทำใจแข็งมิได้ และตัดสินใจจับตัวสิงหยวนจื่อก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันภายหลัง
หลังตัดสินใจได้ ซูอี้ก็เลิกหลบแล้วตวัดดาบเข้าเผชิญ ปราณดาบกู่ก้อง แสงเงาวัฏสงสารกระหวัดพัน
อำนาจดาบร้ายแรงนั้นทำลายการโจมตีของสิงหยวนจื่อในพริบตา และร่างของเขาก็ถูกสยบลงสิ้นฤทธิ์
เปรี้ยง! ร่างของสิงหยวนจื่อกระแทกลงกับพื้น ทว่าก่อนเขาจะทันได้โจมตีเข้ามาอีก สิงหยวนจื่อก็ร่างกระตุก ดิ้นพล่านรุนแรงราวถูกกระตุ้นอย่างหนัก เค้าความเจ็บปวดปรากฏในดวงตาว่างเปล่าเฉยชา
จากนั้นเขาก็กู่คำรามราวกับเป็นสัตว์ป่า ใบหน้าบิดเบี้ยว ผิวกายแหลกร้าวทีละน้อย โลหิตพรั่งพรูดุจน้ำตก ร่างของเขาสั่นสะท้านรุนแรงราวเจ็บปวดแสนสาหัส
“สิงหยวนจื่อ เจ้าจำข้าผู้นี้ได้หรือไม่?” ซูอี้ตวาดลั่น น้ำเสียงบรรจุด้วยอำนาจมหาวิถีสะท้านถึงใจคน
รูปลักษณ์ของซูอี้แปรเปลี่ยนไปเป็นชายชุดดำผู้หนึ่ง บนศีรษะสวมมงกุฎ ร่างสูงใหญ่เปี่ยมอำนาจ รูปลักษณ์เหมือนหวังเย่ทุกประการ!
สิงหยวนจื่อผู้กำลังกรีดร้องโหยหวนราวสัตว์ป่าอยู่บนพื้นเงยหน้าขึ้น ดวงตาว่างเปล่าปั่นปวน เต็มไปด้วยประกายกระหายเลือด ทว่าเมื่อเห็นอีกฝ่าย ร่างของเขาก็สั่นสะท้านรุนแรงเยี่ยงถูกสายฟ้าฟาด!
“นาย… นายท่าน!” สิงหยวนจื่อพึมพำเสียงหลง
ประกายกระหายเลือดในดวงตาของเขาสลายไป ร่างสั่นสะท้านรุนแรง ในที่สุดเขาก็ฟื้นสติได้นิดหน่อย รอยยิ้มตื่นเต้นระคนประหลาดใจปรากฏบนใบหน้าซีดขาวของเขา “เป็นท่านจริงๆ หรือขอรับ? ผู้น้อยคิดว่าชาตินี้จะมิได้พบท่านอีกแล้ว…”
ขณะกล่าวเช่นนั้น เขาหายใจถี่รัว ร่างสะท้านทั่ว โลหิตหลั่งไหลดุจน้ำตก ดูทรมานแสนสาหัส
หัวใจของซูอี้เจ็บแปลบ มองปราดเดียวก็เห็นว่าอำนาจในกายสิงหยวนจื่อกำลังแหลกสลายอย่างรวดเร็ว! ‘อย่าพูดเลย ข้าจะผนึกเจ้าก่อนแล้วพาเจ้าไป’ ชายหนุ่มว่าแล้วก็พร้อมลงมือ
สิงหยวนจื่อตะโกนขัด “นายท่าน อย่าเข้ามาขอรับ!!”
ร่างของเขาซวนเซ ขณะรีบกล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง “ผู้น้อยเป็นศพไปแล้ว เหลือเพียงวิญญาณแค่เล็กน้อย ใกล้สิ้นสลายจากโลกหล้าในไม่ช้า”
ว่าแล้ว เขาก็สูดหายใจสองสามหนแล้วฉีกยิ้ม “ได้พบนายท่านอีกครั้งก่อนตาย ผู้น้อยพอใจแล้วขอรับ!”
ซูอี้ขมวดคิ้ว หัวใจเปี่ยมความโศกเศร้า “เจ้า… เจ้ามีอันใดจะบอกกับข้าหรือไม่?”
สิงหยวนจื่อส่ายหัว “ผู้น้อยไม่จำเป็นต้องเอ่ยวจีใด นายท่านก็จะล้างแค้นให้ผู้น้อยอยู่ดีใช่ไหมขอรับ?” ซูอี้ถอนใจกล่าว “แน่นอน”
สิงหยวนจื่อจับจ้องซูอี้ด้วยรอยยิ้มโล่งใจ “เช่นนั้น… ผู้น้อยก็หวังเพียงว่านายท่านจะ… เลิศล้ำ… ยืนยงหนึ่งเดียวในฟ้าดิน หนึ่งดาบสยบโลกหล้า… เช่นกาลก่อน…”
ตุ้บ! เขาทรุดนั่งจมกองเลือดกับพื้น ร่างอ่อนแรงถึงขีดสุด วิญญาณมิอาจฟื้นคืน
ศีรษะของเขาก้มต่ำขณะกล่าวเสียงตะกุกตะกัก “น่าเสียดายที่ผู้น้อยไร้โอกาส… ตามนายท่านออกศึกอีกครั้ง… หากมีชาติหน้าฉันใด ผู้น้อยก็จะขอรับใช้นายท่านอีก…” เสียงของเขาค่อยๆ เลือนหาย
หัวใจของซูอี้ปั่นปวน ทั้งโทสะ เสียใจ ขมขื่น อาดูร… สารพัดอารมณ์อัดแน่นอยู่ภายในอกดุจคันกั้นเขื่อน ชวนให้อึดอัดยากหายใจ
เขาสูดหายใจลึก และกล่าวว่า “สิงหยวนจื่อ ให้ข้าส่งเจ้าเถอะนะ!”
ทันใดนั้น บุปผาสุดวิถีนับไม่ถ้วนก็เบ่งบานดุจเพลิงผลาญกลางรัตติกาล เขาง้างมือขึ้น
ตอนที่ 1,733: คำขาด
บุปผาสุดวิถีโปรยปรายดุจพิรุณเพลิง ลอยคว้างในอากาศ สร้างเป็นวิถีเพลิงโชตินำสู่สุญตาในความมืด
เคล็ดพลังสุดวิถีก็คือการข้ามเขตแดนภพภูมิ มันคือหนึ่งในเคล็ดพลังหลักอันประกอบเป็นมหาวิถีเวียนวัฏ น่าเสียดายที่ด้วยการควบคุมอำนาจวัฏสงสารในปัจจุบันของซูอี้ เขายังไม่สามารถเบิกวิถีเวียนวัฏโดยแท้จริงได้ หาไม่แล้ว เขาจะสามารถส่งสิงหยวนจื่อเวียนวัฏฝึกฝนใหม่ได้แน่นอน
เพลิงแสงลุกโชน ส่องสว่างและอบอุ่น ร่างของสิงหยวนจื่อสลายเป็นธุลี มีเพียงเงาวิญญาณซึ่งแทบมิอาจมองเห็นปรากฏขึ้น เดินตามการชี้นำสู่สุญตาไกลออกไป
จนเมื่อกำลังจะหายไป วิญญาณของสิงหยวนจื่อพลันหันกลับมามองซูอี้ “นายท่าน รักษาตัวด้วย!” เขาฉีกยิ้ม แล้ววิญญาณที่แทบเลือนหายของเขาก็ลับตาไป
“รักษาตัวด้วย” ซูอี้กระซิบ
ทันใดนั้น ราวกับจับสังเกตบางอย่างได้ ชายหนุ่มก็เบนสายตามองสุญญะที่อยู่ห่างออกไป
สุดประจิมแห่งแดนเซียน ใต้ทุ่งน้ำแข็งรกร้างหมื่นปีมีวิหารโบราณแห่งหนึ่งตั้งอยู่ เจียงไท่อี๋ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาในอาภรณ์สีหยกกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะ
หนึ่งมือถือพู่กันซึ่งจุ่มลงในโลหิตแดงฉาน วาดลวดลายบิดเบี้ยวประหลาดลงบนหนังมนุษย์อันสมบูรณ์ผืนหนึ่ง ประทีปทองแดงวูบไหว ส่องแสงสลัวมัว ทำให้ครึ่งร่างของเจียงไท่อี๋จมอยู่ในความมืด ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งอาบไล้ในแสงสว่าง
ทันใดนั้น เสียงปริแตกก็ดังขึ้นเบาๆ พู่กันในมือเขาชะงัก ก่อนจะล้วงเอายันต์ลับสีดำที่แตกออกมาจากในแขนเสื้อชิ้นหนึ่ง
“สิงหยวนจื่อตายแล้ว… ขอดูหน่อยซิว่าเขาใช่หวังเย่หรือไม่!” เจียงไท่อี๋กระปรี้กระเปร่าขึ้นมา เขาวางพู่กันลง ประสานมือกุมยันต์ลับที่แตกนั้นไว้ สิบนิ้วขยับประทับเป็นตราวิเศษลึกลับ
วูบ! หนึ่งแสงเงาประหลาดเรืองประกาย กระหวัดพันต่อเนื่องในสุญญะ ควบแน่นเป็นม่านแสงสีเลือดฉากหนึ่ง ภายในม่านแสงนั้น สะท้อนซากป่าเขาที่พังทลายขึ้นมา
จากนั้นเขาก็เห็นร่างสูงร่างหนึ่งในชุดดำสวมมงกุฎ ยืนนิ่งอยู่ที่นั่น ทว่ากลับให้ความรู้สึกสูงส่งเป็นหนึ่งเหนือสรวง
หวังเย่!! เมื่อเห็นร่างนั้น ม่านตาของเจียงไท่อี๋ก็หดตัวอย่างเงียบเชียบ ร่างเกร็งทื่อ โดยไม่รู้ตัว
ในฐานะอดีตศัตรูคู่อาฆาตของหวังเย่ เขาย่อมรู้ดีกว่าผู้ใดว่าทรราชหวังเย่เป็นตัวตนน่าสะพรึงกลัวเพียงไร ก่อนยุคอวสานเซียนจะเกิดขึ้น เพียงเขาหนึ่งคนก็กลบรัศมีตัวตนขอบเขตมหาศาลใดๆ ในโลกาจนมิอาจโงหัวขึ้นแล้ว!
เพราะเหตุนี้ ในศึกอนันตรัตติกาล จึงต้องใช้ตัวตนขอบเขตมหาศาลถึงสามสิบสามคนเพื่อบุกโจมตีหวังเย่ ทุกสิ่งเป็นเพราะหวังเย่นั้นร้ายกาจเกินไป!
ยามนี้ หลังจากเวลาผ่านไปนานแสนนาน เมื่อได้เห็นร่างอันคุ้นตาของหวังเย่อีกครั้ง เจียงไท่อี๋จะสงบใจได้หรือ?
ทันใดนั้น เขาก็ตระหนักว่าตนเสียอาการ และอดหัวเราะเยาะตนมิได้ ก่อนจะกล่าวในใจว่า หลังกาลผ่านเกินคณานับ เมื่อได้พบทรราชผู้นี้อีกครั้ง เขาจึงรู้สึกอึดอัดอย่างช่วยไม่ได้
เจียงไท่อี๋ลูบคางมองภาพของหวังเย่ในม่านแสงราวจะพินิจทุกรายละเอียด ยามนั้น หวังเย่ที่เขาเห็นพลันกล่าวขึ้นว่า “เจียงไท่อี๋ ข้ารู้ว่าเจ้ามองอยู่จากที่ใดสักแห่ง”
เจ้าตัวสะดุ้งจนนั่งตรงแหน็ว ดวงตาของหวังเย่ในม่านแสงสีเลือดนั้นเย็นเยียบไร้อารมณ์ หาซุกซ่อนจิตสังหารไว้ไม่ “ไม่ว่าเจ้าจะซุกหัวอยู่หนใด ข้าจะตามเจ้าให้พบ และให้เจ้าลิ้มรสการถูกถลกหนัง กลั่นวิญญาณ หลอมเลือดเนื้อ เป็นผีดิบหุ่นเชิดบ้าง”
อึดใจต่อมา ร่างของหวังเย่ก็หายวับไป ขณะที่สีหน้าของเจียงไท่อี๋ดูคาดเดาได้ยาก
เปรี้ยง! ไม่นานนัก ม่านแสงสีเลือดก็สลายไป เจียงไท่อี๋หัวเราะคิก กล่าวกับตนเอง “จะจัดการกับข้า? ก็ต้องรอดตายจากใต้จมูกทวยเทพให้ได้ก่อนเถอะ แดนเซียนในยามนี้หาเหมือนกาลก่อนไม่…”
แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว วิหารโบราณที่ริมผาแห่งหนึ่ง ขั้นเจ้าเขาปู้โจว ผู้นำแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วที่มีนามว่าฉีเซียวเจิ้นและผู้ทรงอำนาจต่างๆ ในสำนักต่างรวมตัวกัน
อิ้งซิวผู้เป็นอันดับหนึ่งในทำเนียบเซียนขอบเขตสุญตาและอาจารย์ของนาง มหาเซียนข่งเย่ก็รวมอยู่ในนั้น
“ข่าวถูกยืนยันแล้วหรือ สหายเต๋าซูอี้ผู้นั้นหายไปในหุบเหวหมอกดำเฉกเช่นมหาเซียนคนอื่นจากเก้าขุมกำลังเซียน!” ฉีเซียวเจิ้นกล่าวเสียงลุ่มลึก เขาสวมชุดคลุมขนนก บรรยากาศดุจเทพเซียน สีหน้าสุดกังวล
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นกัน…” อิ้งซิวพึมพำ ใบหน้าน้อยเต็มไปด้วยความเศร้าโศก
กาลก่อน นางได้นำ ‘กระดิ่งรู้แจ้ง’ สมบัติที่บรรพชนของนาง อิ้งซานเสวี่ยทิ้งไว้เพื่อไปขอความช่วยเหลือจากซูอี้ หรือเสิ่นมู่…
และยามนั้นเองที่ซูอี้ตกปากรับคำจะมาช่วยอาจารย์ของนาง มหาเซียนข่งเย่สลายหายนะเทพในร่างให้
นางรายงานเรื่องนี้ให้แก่มหาเซียนข่งเย่ผู้เป็นอาจารย์ฟัง มหาเซียนข่งเย่เองก็ตื่นเต้นยิ่งนัก ทว่าไม่ใช่เพราะมีโอกาสสลายหายนะเทพในร่าง แต่เป็นเพราะรู้ดีมากว่าซูอี้คือร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล!
ขอเพียงได้ความช่วยเหลือจากซูอี้ พวกเขาก็จะสามารถสลายปัญหาค้างคาที่แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วเผชิญอยู่ได้! กาลก่อน มหาเซียนข่งเย่หาแจ้งเรื่องนี้ต่อสำนักไม่
จนเมื่อข่าวเกี่ยวกับซูอี้สำแดงฤทธาร้ายกาจในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด สะบั้นหัวมหาเซียนคนเล่าคนเล่า ถอดถอนทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือ และเขาก็สังหารแปดมหาเซียนติดต่อกันภายใต้นามเสิ่นมู่ ณ งานประกวดล่าเวหา ก่อเกิดเป็นเสียงฮือฮาทั่วโลกหล้า
ท้ายที่สุด มหาเซียนข่งเย่ก็ไม่อาจสะกดความปรีดาในใจและบอกสำนักไปว่าหากได้ซูอี้ช่วยเหลือ มันก็จะสามารถช่วยพวกเขาคลายปัญหาของแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว และกำจัดภัยจากลัทธิหมื่นวิญญาณได้!
ทว่าเขาไม่ได้เผยความจริงที่ซูอี้เป็นร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล เดิมที เหล่าผู้ทรงอำนาจจากแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วเคลือบแคลงเรื่องนี้อยู่
ทว่าพวกเขาก็หวังว่าจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำเร็จในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดและงานประกวดล่าเวหาของซูอี้ ผู้ทรงอำนาจเหล่านั้นก็ตื่นเต้นขึ้นมาเช่นกัน
เนิ่นนานกาลก่อน แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของพวกเขารุ่งเรืองยิ่ง ทว่าเมื่อเผชิญกับหายนะในยุคอวสานเซียน แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วก็เสียหายอย่างหนักจนอำนาจถดถอย
ยามนี้ ทั้งสำนักเหลือมหาเซียนเพียงสาม ในหมู่พวกเขา สองมหาเซียนประสบหายนะเทพ! ด้วยอำนาจภาพรวมทุกวันนี้ แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วอาจเทียบได้กระทั่งกับขุมกำลังมหาเซียนบางแห่งในโลกหล้าด้วยซ้ำไป!
ในเวลานี้ ลัทธิหมื่นวิญญาณซึ่งก็มีรกรากในเขาปู้โจวเช่นกัน บุกรุกอาณาเขตของแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งยังทำให้สถานการณ์ในแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วกระอัดกระอ่วนเกินรับ
อำนาจของลัทธิหมื่นวิญญาณแข็งแกร่งเกินไป ดุจท้องนภา ห่างไกลเกินกว่าแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วจะสู้ไหว หากไม่ใช้เพราะแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วมีรากฐานเก่าแก่ และมีอาวุธสังหารร้ายแรงบางอย่างในสำนักซึ่งสามารถเป็นภัยต่อชีวิตยอดฝีมือระดับมหาเซียนได้ เกรงว่าคงถูกลัทธิหมื่นวิญญาณเขมือบไปแล้ว!
แต่ถึงเช่นนั้น พวกเขาแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วก็อยู่ต่อได้อีกไม่นาน เพราะในอีกไม่กี่เดือนจากนี้ เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณจะจัด ‘งานเลี้ยงราตรีจอมเซียน’ ขึ้น!
ถึงยามนั้น ลัทธิหมื่นวิญญาณจะเชิญสามสุขาวดีในเขาปู้โจว และมหาเซียนบางคนในโลกหล้ามาเข้าร่วม และจุดประสงค์ที่เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณจัด ‘งานเลี้ยงราตรีจอมเซียน’ ขึ้นนั้น ที่แท้ก็คงเพื่อบีบบังคับขุมกำลังใหญ่ซึ่งตั้งถิ่นฐานในเขาปู้โจวเช่นแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วให้ยอมสยบ!
ทั้งหมดนี้ทำให้แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วแสนกังวล หากพวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากซูอี้ในยามนี้ มันก็ย่อมเป็นความช่วยเหลือมหาศาลแก่แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของพวกเขาจริงๆ!
ที่สำคัญสูงสุด มหาเซียนข่งเย่รับปากไว้ว่าหากชายหนุ่มลงมือ เขาจะช่วยพวกตนคลายปัญหาในแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วได้แน่นอน!
ทว่าไร้ผู้ใดคาดคิดว่าไม่นานมานี้ ซูอี้จะถูกเก้าขุมกำลังเซียนไล่ล่าสังหาร ไร้ผู้ใดคาดฝันว่าหลังศึกนี้ ชายหนุ่มและมหาเซียนซึ่งไล่ล่าเขาจะหายตัวไปด้วยกันในหุบเหวหมอกดำ!
สัจธรรมนี้ประหนึ่งตบผู้ทรงอำนาจทั้งหลายในแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วเข้าที่หัวอย่างจัง ทำให้หัวใจร่วงลงตาตุ่ม
“หากบรรพชนอิ้งซานเสวี่ยยังอยู่ก็คงดี” บางผู้รำพัน
อิ้งซานเสวี่ย ผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนเนิ่นนานก่อนยุคอวสานเซียน เป็นดั่งตำนานไร้พ่ายของแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วเช่นกัน ทว่าอิ้งซานเสวี่ยได้ข้ามธารสายยาวแห่งยุคสมัยเพื่อเลี่ยงหายนะไปตั้งแต่ยุคอวสานเซียนแล้ว
“ข้าบอกแล้วว่าเราจะฝากความหวังของแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วเราไว้กับชายหนุ่มผู้เดียวมิได้!” บางผู้หน้าดำคล้ำ
“พูดไปตอนนี้ก็ไร้ค่า เหลือเพียงครึ่งปีก่อนจะถึงกาลจัดงานเลี้ยงราตรีจอมเซียน เราต้องหาวิธีและเตรียมตัวให้พร้อมโดยเร็วที่สุด” บางผู้กล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก
ชั่วขณะนั้น ผู้มีอำนาจมากมายเอ่ยเสนอ ทว่าไร้ผู้ใดสามารถให้ทางออกอันเลิศล้ำแก่ปัญหาเรื้อรังนี้ได้
ท้ายที่สุดแล้ว อำนาจในปัจจุบันของพวกเขาแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วก็ยังอ่อนแอเกินกว่าจะต่อกรกับลัทธิหมื่นวิญญาณได้อยู่ดี และชะตาซึ่งรอแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วอยู่ก็มีเพียงถูกลัทธิหมื่นวิญญาณกลืนกิน หรือ… ตาย!
ไม่ว่าทางไหนก็รับได้ยากทั้งสิ้น ทำเช่นไรดี? บรรยากาศในห้องมืดหมองหดหู่ลงทุกขณะ
ทันใดนั้น มหาเซียนข่งเย่ซึ่งเงียบมาตลอดก็พูดขึ้น “ข้ากล้าสรุปว่าสหายเต๋าซูอี้จะมิเป็นอันใด!”
สายตาทุกผู้เบนไปมองมหาเซียนข่งเย่โดยพร้อมเพรียง “ไฉนจึงเห็นเช่นนั้นหรือ?” เจ้าสำนักฉีเซียวเจิ้นเอ่ยถาม
มหาเซียนข่งเย่ไม่ได้อธิบาย แต่กล่าวเพียงว่า “ข้าใช้ชีวิตข้าเป็นประกันได้ ขอเพียงสหายเต๋าซูอี้รับปาก มันย่อมบรรลุตามนั้น!”
ทุกผู้ดูไม่แน่ใจไปชั่วขณะ ประกันเช่นนี้ไปเพื่อการใด? ฟังเช่นไรก็ฟังมิขึ้น!
เห็นเช่นนี้ อิ้งซิ่วก็อดมิได้ที่จะอยากบอกความจริงให้ผู้ทรงอำนาจเหล่านี้ฟังหลายต่อหลายหน ว่าซูอี้คือร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล! ตำนานไร้เทียมทานเช่นนั้นจะไปติดในหุบเหวหมอกดำได้เช่นไร? ทว่าท้ายที่สุด นางก็สงบวจี เรื่องนี้แพร่งพรายมิได้!
“ไม่ว่าอย่างไร เราก็เตรียมตัวกันก่อนเถอะ” ฉีเซียวเจิ้นกล่าวเสียงต่ำ “เราจะฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่คนนอกมิได้”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าสำนักฉีเซียวเจิ้นก็มิเชื่อคำประกันของมหาเซียนข่งเย่เช่นกัน
ทันใดนั้น ชายชราผู้หนึ่งก็ระวีกระวาดเข้ามารายงานในห้อง “เจ้าสำนัก ลัทธิหมื่นวิญญาณส่งทูตมาแจ้งข่าว บอกว่าให้สำนักเราตัดสินใจยอมสยบแก่ลัทธิหมื่นวิญญาณโดยเร็วที่สุดขอรับ!”
“หากเราไม่ให้คำตอบที่ชัดเจนก่อนงานเลี้ยงราตรีจอมเซียนเริ่ม พวกเขาจะมาเหยียบย่ำสำนักเราถึงที่!”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว ทั่วทั้งห้องก็เงียบกริบ สีหน้าทุกผู้ถมึงทึง ใครเล่าจะฟังไม่ออกว่า ลัทธิหมื่นวิญญาณกำลังยื่นคำขาดต่อพวกเขาแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว?
ตอนที่ 1,734: ทั้งข้าและฟ้าดินล้วนสาแก่ใจ
ขณะเดียวกัน ขุมกำลังเซียนต่างๆ ทั่วเขาปู้โจวเองก็ได้รับคำขาดจากลัทธิหมื่นวิญญาณเช่นกัน
ก่อนงานเลี้ยงราตรีจอมเซียน ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่สิบห้าเดือนเจ็ดเริ่มขึ้น หากมิยอมสยบก็ต้องสูญสลาย!
สุขาวดีเทียนเสวียน สุขาวดีมหาดารา และขุมกำลังเซียนต่างๆ ล้วนเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ มรสุมเริ่มก่อตัวในแดนเซียน
เขาปู้โจวมีชื่อเสียงยิ่งนัก เขาลูกนี้ทอดตัวยาวแปดหมื่นลี้ ยอดลดหลั่นสูงต่ำ มีแดนศักดิ์สิทธิ์ชั้นหนึ่งกระจัดกระจายทั่วเขามากมาย
สามสุขาวดีอย่างแสงหยกพลิ้ว เทียนเสวียน และมหาดาราล้วนหยั่งราก แต่ละแห่งล้วนแต่เป็นสุขาวดีเลิศล้ำชีพจรเซียนรวมศูนย์เปี่ยมจิตวิญญาณในโลกหล้า
และภายในเขาปู้โจวก็มีเขตหวงห้ามอันตรายน้อยใหญ่กระจัดกระจายอยู่เช่นกัน ในเขตหวงห้ามบางแห่ง กระทั่งขุมกำลังวิถีเซียนยังไม่กล้าเยื้องกรายเข้าใกล้
นอกจากนั้น จุดเด่นสูงสุดของเขาปู้โจวนั้นก็คือ มีเขตมิติทับซ้อนอยู่มากมายในขุนเขานี้
เขตมิติทับซ้อนบางแห่งเป็นเช่นโลกเร้นลับ ในขณะที่บางแห่งเป็นเมืองผีสุดอันตราย หากตัวตนวิถีเซียนคนใดสัญจรไปในเขาปู้โจว พวกเขาก็มีโอกาสสูงมากที่จะเข้าไปในเขตมิติทับซ้อนสักแห่งโดยไม่ตั้งใจ
ตลอดกาลแสนนานมา เรื่องเช่นนี้เกิดมาแล้วนับครั้งมิถ้วน ว่ากันว่าสาเหตุที่เขาปู้โจวมีเขตมิติทับซ้อนมากมายเพียงนี้ก็เพราะมีพฤกษาหมื่นภูมิอยู่ในที่มาฮุ่นตุ้นของเขาปู้โจว!
พฤกษานี้มีอีกชื่อว่าพฤกษาเทพสุญตา ซึ่งเป็นหนึ่งใน ‘หกพฤกษาศักดิ์สิทธิ์’ แห่งแดนเซียนตั้งแต่ยุคสุดวิเวก เหมือนกับเทวพฤกษ์คุนอู่ เทวพฤกษ์ชางอู่ ไม้เจี้ยน พฤกษาฝูซาง และพฤกษาเทพหมื่นวิถี
ทว่านับแต่โบราณ ไร้ผู้ใดเคยได้พบพานพฤกษาหมื่นภูมิมาก่อน ทำให้เรื่องของพฤกษาหมื่นภูมิกลายเป็นข่าวลือเรื่องเล่าปรัมปรา
และภูเขาปู้โจวในทุกวันนี้ ลัทธิหมื่นวิญญาณดูจะเป็นกลุ่มเฒ่าอันดับหนึ่ง โดยมีทหารปีศาจแปดหมื่นนาย ราชันเซียนสามร้อยคน และมหาเซียนอีกหลายสิบใต้บัญชา!
เหตุผลที่ลัทธิหมื่นวิญญาณมีอำนาจทรงพลังได้เพียงนี้ก็เกี่ยวข้องกับสัจธรรมที่พวกเขาได้ทาบทามยอดฝีมือวิถีปีศาจในแดนเซียนให้เข้าร่วมกับพวกตนมากมายในชั่วกาลหลายปีมานี้
ประการที่สองคือมีเทพอยู่เบื้องหลังลัทธิหมื่นวิญญาณ! เพียงเรื่องนี้ก็เพียงพอให้ยอดฝีมือวิถีปีศาจอันทรงพลังมากมายแห่กันมาออ และเลือกเข้าร่วมกับลัทธิหมื่นวิญญาณแล้ว
จวบจนยามนี้ หากกล่าวถึงเพียงจำนวนยอดฝีมือมหาเซียนที่มาเยือน ขุมกำลังยักษ์ใหญ่บางแห่งในโลกหล้ายังมิอาจเทียบกับลัทธิหมื่นวิญญาณได้เลย! นี่คืออิทธิพลแห่งเทพ
เมื่อเวลาผ่านไป ลัทธิหมื่นวิญญาณก็เคลื่อนไหว ขยายถิ่นฐานให้กว้างขวางขึ้น และชี้ปลายหอกของพวกตนไปยังสามสุขาวดีแห่งเขาปู้โจวและขุมกำลังเซียนอื่นๆ บางแห่ง
ทว่าทุกผู้ซึ่งพอจะรู้ความสักเล็กน้อย ย่อมรู้ว่าลัทธิหมื่นวิญญาณคิดกลืนกินขุมกำลังอื่นๆ แล้วครองเขาปู้โจวเพียงลำพัง!
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน สองเดือนสิ้นไปอย่างรวดเร็ว
เมืองจินซิ่ว เป็นเมืองขนาดเล็กที่ไร้ความโดดเด่นใดๆ ในแดนเซียน เมืองแห่งนี้ไร้ขุมกำลังเซียนและขุมกำลังซึ่งแข็งแกร่งที่สุดก็มีเพียงหนึ่งยอดคนจุติสรวงคุ้มสำนัก
ท้องนภามืดดำเมฆาทมิฬปกคลุมเป็นชั้นหนา แม้จะเป็นยามกลางวันก็ยังมืดมิดเยี่ยงราตรี “จากปรากฏการณ์เหนือนภา เกรงว่าฝนคงตกห่าใหญ่เป็นแน่”
ซูอี้ที่อยู่ในโรงเตี๊ยมเงยหน้ามองท้องนภานอกหน้าต่าง จากนั้นก็เพลิดเพลินกับก๋วยเตี๋ยวใส่เกี๊ยวบนโต๊ะของเขาต่อ
ก๋วยเตี๋ยวใส่เกี๊ยวร้อนระอุ น้ำซุปหวานอร่อย เส้นก๋วยเตี๋ยวเองก็เหนียวนุ่ม ปรุงรสด้วยเครื่องเทศเด็ดดวง ชวนให้ดื่มด่ำเพลิดเพลินเป็นพิเศษ
ภายในโรงเตี๊ยมมีผู้มานั่งกินอาหารมากมาย ผู้ฝึกตนบางคนพูดคุยกันเสียงดัง ดูครึกครื้นยิ่ง
“ไม่ว่าเสิ่นมู่ผู้นั้นจะเป็นหรือตาย เขาก็โดดเด่นเหนือใครในแดนเซียนทุกวันนี้ ควรค่าแก่การกล่าวขานประหนึ่งตะวันลอยเด่นกลางนภา!”
“ถูกต้อง การฝึกฝนอยู่ในระดับราชันเซียน แต่สามารถเผชิญหน้ากับมหาเซียนได้ ตัวตนเช่นนี้เปรียบประหนึ่งตำนาน ทั่วโลกหล้ามิอาจหาผู้ใดเทียบ!”
“เคยได้ยินหรือไม่ มีข่าวลือออกมาว่าเสิ่นมู่น่าจะเป็นร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล!”
“น่าขัน! หากเขาเป็นจอมราชันอนันตรัตติกาลจริง ไฉนเขาจึงหายไปในหุบเหวหมอกดำเล่า?”
“นั่นสิ ไม่ว่าเสิ่นมู่จะทรงพลังเพียงไร เมื่อเทียบกับจอมราชันอนันตรัตติกาลเมื่อกาลก่อนแล้ว ความแตกต่างก็ยังห่างชั้นเกินไป…”
บทสนทนาทำนองเดียวกันดังให้ได้ยินไม่จบสิ้น ซูอี้เมินเฉย นั่งซดก๋วยเตี๋ยวใส่เกี๊ยวไปเงียบๆ
อันที่จริง ระหว่างที่เขากำลังเดินทางสู่เขาปู้โจว ขอเพียงเขาผ่านสถานที่ชุมนุมผู้ฝึกตนในเมืองใด พวกเขาก็จะสนทนากันแต่ชื่อเขา! ยามนี้ หูของชายหนุ่มชาไปหมดแล้ว
ทว่าในแง่มุมนี้ มันก็เห็นได้เช่นกันว่าการไล่ล่าเขาสร้างกระแสยิ่งใหญ่ในแดนเซียนเพียงใด กาลเวลาผ่านไปเป็นเดือนๆ ทว่าทั่วโลกหล้ายังคงพูดถึงประเด็นนี้
สิ่งเดียวที่ทำให้ชายหนุ่มประหลาดใจคือข่าวเรื่องที่เขาเป็นร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล เขาไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นต้นข่าวกระจายมันออกไปทั่วทั้งแดนเซียนในยามนี้ ทว่าซูอี้หาใส่ใจไม่
“ท่านอาจารย์ ในเมื่อเส้นทางแสวงวิถีอันตรายยากลำบาก เหตุใดเรายังต้องแสวงวิถี สู้หาที่สงบๆ อยู่มิดีกว่าหรือขอรับ?” ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นดึงความสนใจของซูอี้
ผู้พูดเป็นหนุ่มน้อยซึ่งดูอายุเพียงราวสิบขวบปี ผิวคล้ำสวมอาภรณ์เรียบง่าย เอ่ยถามชายชราข้างกายเขาอย่างจริงจัง
ชายชรามีผมสีขาวเรืองดุจเงิน เป็นเพียงราชันแห่งภูมิในขอบเขตอสงไขยแท้เที่ยงแห่งวิถีสู่สวรรค์ เมื่อได้ยินเช่นนี้ เขากล่าวลอยๆ ขึ้นมา “แล้วไฉนเจ้าจึงเลือกฝึกฝนแต่แรกเล่า?”
หนุ่มน้อยครุ่นคิดสักพัก และกล่าวว่า “ข้าแค่อยากแข็งแกร่งขึ้น และไม่อยากถูกพวกอายุมากกว่าข้ารังแกขอรับ”
ชายชราแย้มยิ้ม “ดูสิ การฝึกฝนทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้นได้ นี่แหละสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในโลกหล้าแสวงวิถี”
หลังจากเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวต่อ “จริงอยู่ที่การแสวงวิถีนั้นอันตรายยากเข็ญ แต่สิ่งใดในใต้หล้าบ้างที่จีรัง? เจ้าไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุข เจ้าก็จะพบเหตุพลิกผันและข้อเสียของมัน นี่แหละชีวิต”
ชายชราจิบสุรา “จากแปดหรือเก้าหนในสิบ ชีวิตไม่ได้ดีอย่างที่เจ้าคุยกับคนอื่นดูสักหน่อยก็ได้ เจ้ายังเล็กนัก เมื่อเติบโตเจ้าจะได้เข้าใจเองว่าหากเทียบกับความยากลำบากยามแสวงวิถีแล้ว สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับเจ้าคือการเลือกทอดทิ้งแทนที่จะมานะบากบั่นเช่นที่ควร”
ใบหน้าของหนุ่มน้อยเปี่ยมความงุนงง ทว่าท้ายที่สุดเขาก็มิได้เอ่ยปากถาม ทำเพียงถามคำถามอื่น “ท่านอาจารย์ วิถีนั้นยาวไกล มันสิ้นสุดลงที่ใดหรือขอรับ?”
ชายชราได้ยินเช่นนั้นก็เงียบไป เนิ่นนานจากนั้น เขาก็กล่าวว่า “มีวิถีให้แสวง ดีกว่าไร้หนทางไปต่อมิใช่หรือ?”
หนุ่มน้อยนิ่งไป สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร? หัวใจของซูอี้เต้นกระตุก
ประโยคนั้นมิใช่สัจธรรมล้ำเลิศ เข้าใจได้ง่ายมาก แต่เมื่อมันกระทบโสตเขาเข้า หัวใจเขาก็บังเกิดคลื่น
มีทางไปต่อบนมหาวิถี เป็นวาสนาอันดีจริง! เพราะเขาเห็นมาหลายต่อหลายหนแล้วว่า การไร้ทางไปต่อเป็นเช่นไร!
หวังเย่ดิ้นรนหาวิถีบรรลุเทพ แต่ก็มิสำเร็จ ทัศนาจารย์ดิ้นรนหาวิถีจุติสรวง
แม้กระทั่งยามเขาเป็นซูเสวียนจวิน จะหาทางขึ้นเป็นราชันแห่งภูมิยังทำมิได้ ได้แต่ต้องเวียนวัฏฝึกฝนใหม่! นี่คือความหนักใจของการไร้วิถีไปต่อ ช่างเจ็บปวดทรมานยิ่งนัก!
เมื่อหวนคิดดูในยามนี้ เหตุผลที่กรรมวิถีอดีตชาติทั้งหลายต้องสิ้นหนทางก็แทบจะเกี่ยวกับเทพทั้งสิ้น!
พวกเขากลัววัฏสงสาร ไม่ยินยอมให้มีวัฏสงสารในโลกหล้า จึงก่อหายนะขึ้นในโลกมนุษย์ สะบั้นวิถีจุติสรวง และยังทำลายวิถีราชันแห่งภูมิในภูมิดาราฟ้าดินอีกด้วย
แม้กระทั่งในแดนเซียน หายนะยุคอวสานเซียนก็เป็นฝีมือเทพ! สำหรับทวยเทพ เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะยอมให้มีวัฏสงสารอยู่ อย่าว่าแต่จะมีผู้ใดฉวยโอกาสบรรลุเทพมาแย่งตำแหน่งเทพกับพวกเขา!
“ท่านอาจารย์ ข้าสับสนเกี่ยวกับการฝึกฝนอยู่บ่อยครั้ง ข้าควรทำเช่นไรขอรับ?” หนุ่มน้อยถามอีกครั้ง
ชายชราแย้มยิ้ม พลางชี้ศีรษะของหนุ่มน้อยและกล่าวว่า “คิดมากไปก็ไร้ประโยชน์ มีเพียงการประสบกับตัวเองสักหน เจ้าก็จะคลายความสงสัยได้เอง หากยามนี้ข้าบอกสัจธรรมยิ่งใหญ่กับเจ้าเสียมากมาย เจ้าจะใช้ชีวิตต่อได้หรือ?”
ยามนี้ ซูอี้ลุกขึ้น เดินมากล่าวกับชายชราว่า “วาจาก่อนหน้านี้ของท่านสะเทือนใจข้านัก ได้รับบทเรียนแล้ว” ว่าแล้ว เขาก็กุมกำปั้นให้ชายชราก่อนหันหลังจากไป
ชายชราตะลึงงุนงง วาจาเมื่อครู่ของเขาล้วนเพื่อปลอบเด็กทั้งนั้น! ไฉนไปสะเทือนใจชายหนุ่มผู้นี้ได้ “โตๆ กันหมดแล้ว ยังหาหนทางในชีวิตมิพบหรือไร?”
หลังจากครุ่นคิดสักพัก ชายชราก็สอนสั่งหนุ่มน้อยอย่างจริงจัง “ลูกเอ๋ย เห็นหรือไม่ นั่นคือผู้ไม่ประสบความสำเร็จในการฝึกฝน หาไม่เขาคงไม่กระทั่งจะมิเข้าใจสัจธรรมผิวเผินที่ข้าบอกเจ้าในวันนี้ อย่าไปเรียนรู้จากเขาเชียว”
หนุ่มน้อยตอบอย่างแข็งขัน “ท่านอาจารย์ ข้าจดจำไว้แล้วขอรับ” ชายชราพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ไปกันเถอะ เราก็ไปกันได้แล้ว”
เปรี้ยง! เมื่อเดินออกจากโรงเตี๊ยม เมฆามืดดำอันปกคลุมทั่วนภาพลันเริ่มสาดห่าฝนกระหน่ำลงมา ทั่วฟ้าดินพลันปกคลุมด้วยม่านพิรุณหนาทึบ
พิรุณกระทบผืนพิภพ สาดหมอกกระเซ็น กระทบชายคาระรัวประหนึ่งเสียงรัวกลอง ซูอี้กางร่มเดินบนถนนสายยาว
สองเดือนมานี้ เขาครุ่นคิดเรื่องของขอบเขตศักดิ์สิทธิ์มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นยามหลับนอนกลางป่าเขาหรือสัญจรในเมือง ทุกสิ่งซึ่งอ้อยอิ่งในใจชายหนุ่มมีแต่เรื่องเกี่ยวกับการเลื่อนขอบเขตทั้งสิ้น
โชคร้ายที่ชั้นกระดาษแผ่นนั้นมิเคยถูกทะลวง ไร้หนทางเชิญโอกาสสัมพันธ์มาทะลวงขอบเขต จนกระทั่งในภายหลังเขาก็หมดความสนใจ
เขาเดินสัญจรอยู่บนถนนดุจนักเดินทางพเนจร ฝึกฝนยามสมควร พักผ่อนยามถึงกาล ทัศนาป่าเขา เดินผ่านนครอันรุ่งเรืองดุจสายน้ำริน ท้ายที่สุด เขาก็หาสนใจสิ่งอื่นใดไม่ ใช้ชีวิตอยู่ใน ‘โลกของตนเอง’ โดยสิ้นเชิง
จนหลังจากกินก๋วยเตี่ยวใส่เกี๊ยวและฟังบทสนทนาระหว่างคู่ศิษย์อาจารย์ในโรงเตี๊ยมก่อนหน้านี้ หัวใจของเขาก็สั่นสะท้านมิอาจพรรณนา
มันไม่ใช่การตระหนักรู้แจ้ง มิใช่การบรรลุเข้าใจ มิใช่เพราะวาจาของชายชราล้ำลึกเพียงไร เป็นเพียงความรู้สึกชั่วประเดี๋ยวได้ประจักษ์แสงสว่างวาบขึ้น!
จากนั้นชายหนุ่มก็พบโอกาสการเลื่อนขอบเขต มันอัศจรรย์เช่นนั้น
ทว่าเขาก็รู้ว่าทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับความคิด ประสบการณ์ และการเตรียมการตลอดสองเดือนผ่านมาของตน หากความคิดมิสะสมตกตะกอน แรงบันดาลใจชั่วประเดี๋ยวยามนี้ก็ไม่มีทางบังเกิด
พิรุณกระหน่ำทวีความรุนแรงราวสาดน้ำจากถัง ฟ้าดินอื้ออึงด้วยสรรพวจี ฝีเท้าของซูอี้เร่งเร็ว มุมปากของเขาเจือรอยยิ้ม
เมื่อเขาตื่นเต้นมากเข้า ร่มกระดาษไขในมือเขาก็ถูกโยนทิ้ง สาวเท้ายาวผ่านสายฝน ปล่อยพิรุณชโลมกายขณะเดินท่องไปด้วยความผ่อนคลาย
เขามิได้หลบเลี่ยงหรือใช้การฝึกฝนเข้าต้าน อาบห่าฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนักขณะก้าวไปเบื้องหน้าอย่างสุขสำราญ
วันนี้ ซูอี้ซึ่งอยู่นอกเมืองจินซิ่วเลื่อนขอบเขตสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์อย่างราบรื่น ยามนั้น พิรุณกระหน่ำหนาดุจน้ำตก
พิรุณรู้ฤดูกาลฉันใด ฟ้าดินก็รู้จำนงข้าฉันนั้น ทั้งข้าและฟ้าดินล้วนสาแก่ใจ!
ตอนที่ 1,735: ปัญหาภายใน
แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว ใต้พฤกษาใหญ่ต้นหนึ่ง ณ หน้าศาลาในหุบเขา มหาเซียนข่งเย่นั่งบนฟูก ใบหน้าหม่นหมองไม่สู้ดี
สามเดือนก่อน ลัทธิหมื่นวิญญาณออกคำขาดแก่แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว และยามนี้ เหลือเวลาไม่ถึงเดือน งานเลี้ยงราตรีจอมเซียนก็จะถูกจัดขึ้น!
หากพวกเขาไม่ให้คำตอบที่ชัดเจนแก่ลัทธิหมื่นวิญญาณก่อนหน้า ลัทธิหมื่นวิญญาณจะแห่กันมาเหยียบย่ำแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว!
“ยามโลกหล้าแปรผัน ชื่อเสียงย่อมปลิวหายตามลมฝน ใครเล่าจะคาดคิดว่าจะมีวันที่แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของข้าต้องเผชิญหายนะเช่นนี้ด้วย?” มหาเซียนข่งเย่รำพึง
“ท่านอาจารย์ ข้าเพิ่งได้ข่าวมาว่าขุมกำลังเซียนสิบสามแห่งซึ่งขึ้นกับแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วเรา ยามนี้เลือกยอมศิโรราบแก่ลัทธิหมื่นวิญญาณแล้วเจ้าคะ!” ไกลออกไป อิ้งซิ่วเร่งเข้ามาหา นางงดงามไร้มลทิน
ในฐานะขุมกำลังมหาเซียน แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วเองก็มีขุมกำลังย่อยขึ้นตรงอยู่มากมาย ทว่ากาลนี้ ขุมกำลังย่อยเหล่านี้ต่างพากันทรยศพวกเขาตามๆ กัน!
“หย่อมหญ้าน้อยหาผลประโยชน์เลี่ยงอันตราย อย่าสนใจเลย” มหาเซียนข่งเย่ส่ายหน้าน้อยๆ
สิ่งที่ทำให้เขาเศร้าใจจริงๆ คือภายใต้แรงกดดันของลัทธิหมื่นวิญญาณ แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของพวกเขาก็เริ่มรวนเรขึ้นแล้วเช่นกัน! ผู้มีอำนาจบางคนกระทั่งกล่าวแนะให้ก้มหัวสวามิภักดิ์กับลัทธิหมื่นวิญญาณเพื่อช่วยชีวิตทั้งสำนักด้วยซ้ำไป!
สิ่งนี้ทำให้มหาเซียนข่งเย่เดือดดาลจนอกแทบแตก ปฏิเสธคำเสนอในทันใด กระทั่งประณามผู้มีอำนาจเหล่านั้น ทว่าจากเหตุการณ์นี้ มหาเซียนข่งเย่ก็ตระหนักว่าสำนักของเขามีปัญหา หัวใจผู้คนไม่นิ่งสงบ และจะเกิดปัญหาขึ้นจากภายใน!
อิ้งซิ่วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เจ้าคะ ยามนี้ศิษย์สำนักเราล้วนลนลาน แต่ละคนล้วนหาทางออกให้ตนเอง และศิษย์บางคนกระทั่งฉวยโอกาสออกนอกสำนักจากไป ไม่กลับมาเลยเจ้าคะ”
คิ้วของมหาเซียนข่งเย่ขมวดหากัน “มีคนกล่าวไว้ ยามพฤกษาใหญ่โค่น สัตว์น้อยใหญ่ล้วนกระจัดกระจาย ยามนี้ แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วเรายังไม่ทันโค่น ก็มีผู้หนีไปก่อนแล้วหรือ?” น้ำเสียงของเขาเจือโทสะ
ทว่าต่อจากนั้น เขาก็รำพึงทันที “แต่ก็อย่าโทษพวกเขาเลย ยามหายนะปรากฏ ชีวิตเสี่ยงพัวพัน ผู้ใดเล่าจะอยู่เฉยได้?”
ว่าแล้ว เขาก็กล่าวประชดตนเอง “กล่าวโดยสรุปคือ ไม่ว่าจะเป็นขุมกำลังใต้บัญชาก็ดี ศิษย์หนีสำนักเหล่านั้นก็ดี พวกเขาล้วนตัดสินใจแล้วว่าเราแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วไร้กำลังจะไปเผชิญหน้าลัทธิหมื่นวิญญาณ!”
ทุกวันนี้ แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วบรรยายได้ว่าปั่นป่วนเผชิญมรสุม ทั้งนอกทั้งในอย่างจริงแท้ หัวใจผู้คนทั่วสำนักล้วนมิยิ่งสงบ ความหวังเหลือเพียงริบหรี่!
มหาเซียนข่งเย่พึมพำ “ข้าหากลัวความตายไม่ ข้าแค่ไม่อาจทนเห็นมรดกหลายหมื่นภพชาติต้องถูกทำลายด้วยมือเรา! ดังนั้นหนนี้ข้าจะไม่ย่อท้อยอมแพ้… ยอมตายในศึกดีกว่าอยู่ที่นี่”
อิ้งซิ่วสั่นสะท้าน เศร้าโศกจากหัวใจ นางรีบร้อนกล่าวปลอบ “ท่านอาจารย์ สวรรค์มิปิดกั้นทางใคร เรื่องนี้ยังมิร้ายแรงเช่นท่านว่านะเจ้าคะ”
มหาเซียนข่งเย่กล่าวยิ้มๆ “อิ้งซิ่ว ยังมีคำกล่าวอีกนะว่าอยู่ในป่าไม่ต้องกลัวสิ้นไร้ไม้ฟืน เจ้าสำนักเราได้เตรียมทางหนีแก่ศิษย์รุ่นเยาว์เช่นเจ้าไว้แล้ว ขอเพียงพวกเจ้ายังมีชีวิต ต่อให้แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วถูกทำลาย ภายหน้าก็ยังมีโอกาสสร้างใหม่ได้”
“ส่วนคนแก่เช่นข้า…” ทันทีที่เขากล่าวเช่นนี้ เสียงทะเลาะพลันดังมาจากในวิหารโบราณไกลๆ มหาเซียนข่งเย่ขมวดคิ้ว มิกล่าวอันใดอีก ก่อนจะลุกขึ้นพูด “ไป ไปดูกัน”
เมื่อคู่อาจารย์ศิษย์มาถึงวิหาร พวกเขาก็เห็นว่าบรรยากาศในโถงนั้นหดหู่อย่างยิ่ง กล่าวได้ว่าตึงเครียด สีหน้าของเจ้าสำนักฉีเซียวเจิ้นดำคล้ำดุจก้นธาร
ผู้ทรงอำนาจบางคนเดือดดาล จับจ้องคนผู้หนึ่งเป็นตาเดียว เขาคือผู้อาวุโสใหญ่แห่งแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว สุยเฟิงเหอ
เมื่อมหาเซียนข่งเย่และอิ้งซิ่วมาถึง บางผู้ก็กล่าวขึ้นอย่างโมโหทันที “อาจารย์ลุงข่งเย่ ท่านมาก็ดีแล้ว ผู้อาวุโสใหญ่บอกว่าเขาอยากให้เราก้มหัวแก่ลัทธิหมื่นวิญญาณ!”
สีหน้าของมหาเซียนข่งเย่ย่ำแย่ อิ้งซิ่วเองก็ผงะ ไฉนผู้อาวุโสใหญ่จึงเสนอเช่นนี้? ทว่าก่อนมหาเซียนข่งเย่จะทันได้พูด ผู้อาวุโสใหญ่สุยเฟิงเหอก็กล่าวขึ้นก่อนด้วยเสียงลุ่มลึก “อาจารย์ลุงข่งเย่ ข้าก็คิดถึงสำนักเช่นกัน มิได้คิดเข้าข้างตนเองเลยนะ!”
มหาเซียนข่งเย่กล่าวเสียงเรียบ “โอ้ แล้วเจ้าคิดเช่นไร?”
สุยเฟิงเหอสูดหายใจและกล่าวเสียงเข้ม “อาจารย์ลุง เราไร้ทางกลับหลังแล้ว! ลัทธิหมื่นวิญญาณส่งยอดฝีมือมาปิดทางหนีสู่โลกภายนอกจากแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว ต่อให้เราเลือกอพยพ เราก็จะถูกลัทธิหมื่นวิญญาณขวางไว้ทันที! กล่าวคือ เราไร้ทางหนีแล้ว!”
“และด้วยความแข็งแกร่งสำนักเรา เมื่อออกศึกกับลัทธิหมื่นวิญญาณ เราย่อมไร้หวังชนะ ในทางกลับกัน หากสู้ยิบตากับอีกฝ่าย ข้าก็ไม่อาจทราบได้ว่าเราต้องจ่ายสิ่งใด หลั่งเลือดมากมายเพียงใด!”
ว่าแล้ว ใบหน้าของสุยเฟิงเหอก็แสนร้าวราน กล่าวชัดทีละคำ “หากไม่ใชเพราะเห็นแก่ทุกชีวิตในสำนัก มีหรือข้าจะเอ่ยแนะเรื่องอัปยศเช่นนี้?”
บรรยากาศในโถงเงียบสงัด สีหน้าผู้คนย่ำแย่ มหาเซียนข่งเย่ขมวดคิ้ว กล่าวเสียงเย็น “ยังมีเรื่องอื่นหรือไม่?”
สุยเฟิงเหอสูดหายใจลึกและกล่าวว่า “การเลือกก้มหัวสวามิภักดิ์ไปก่อนนั้นไม่เพียงช่วยชีวิตทั้งสำนักเราได้ ยังรักษามรดกสำนักมิให้ถูกทำลายได้ด้วย!”
เขากวาดสายตามองไปทั่ว จนสุดท้ายก็หยุดที่มหาเซียนข่งเย่ “อาจารย์ลุง ท่านทนได้หรือที่จะเห็นแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของเราถูกทำลายสิ้น สูญหายไปจากโลกหล้า?”
มหาเซียนข่งเย่หน้าดำสนิท “เจ้าพูดต่อสิ”
สุยเฟิงเหอพูดเปิดอกจากใจ กัดฟันกล่าวว่า “ข้าได้รับคำสัญญาจากหัวหน้านักบวชของลัทธิหมื่นวิญญาณมาว่า ขอเพียงเราแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วยอมก้มหัวรับใช้ลัทธิหมื่นวิญญาณ พวกเขาจะไม่ปฏิบัติต่อข้าแย่ หรือทำร้ายชีวิตผู้ใด!”
ได้ยินเช่นนี้ อิ้งซิ่วก็ตัวสั่น “ผู้อาวุโสใหญ่ ปรากฏว่าท่าน… ลอบสมคบคิดกับลัทธิหมื่นวิญญาณอยู่หรือ?”
สุยเฟิงเหอตวาดออกมาว่า “อิ้งซิ่ว! ข้าแบกรับภาระอัปยศไปเจรจากับลัทธิหมื่นวิญญาณต่างหาก! หากไม่ทุ่มเทหัวใจและวิญญาณไกล่เกลี่ย เจ้าคิดว่าลัทธิหมื่นวิญญาณจะยอมรับปากเช่นนี้หรือ?”
มหาเซียนข่งเย่ว่า “นี่เป็นความคิดเจ้าผู้เดียวหรือ?”
“เปล่า ข้าด้วย” หนึ่งเสียงแหบแห้งดังขึ้น
คนทุกผู้ล้วนประหลาดใจ มองคนผู้หนึ่งอย่างไม่อยากเชื่อ เขาเป็นชายชราร่างผอม เส้นผมหงอกขาวผู้หนึ่ง เหว่ยอวิ่น!
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว เป็นหนึ่งในสามมหาเซียนแห่งสำนักเหมือนมหาเซียนข่งเย่
เนื่องจากมหาเซียนอีกคนจากแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วออกสัญจรโลกหล้าเนิ่นนานและยังมิกลับ ดังนั้น เหว่ยอวิ่นจึงเป็นเสาหลักค้ำแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วมิต่างจากข่งเย่
ก่อนหน้านี้ เหว่ยอวิ่นนิ่งเงียบไม่ประกาศจุดยืนมาตลอด ทว่ายามนี้ เขาปริปากกล่าวสนับสนุนผู้อาวุโสใหญ่ ทำให้ทุกผู้ประหลาดใจ
สีหน้าของมหาเซียนข่งเย่พลันย่ำแย่ถึงขีดสุด “มิน่าเล่าสุยเฟิงเหอจึงกล้าเสนอเช่นนี้ ปรากฏว่าศิษย์พี่เหว่ยอวิ่นหนุนหลังอยู่!”
เหว่ยอวิ่นขมวดคิ้ว “ศิษย์น้อง ป่านนี้แล้ว ยังจะมาโวยวายอันใดอีก? เจ้าอยากเห็นสำนักเราสูญสลายจริงๆ หรือ?”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวเสียงนุ่มนวล “ศิษย์น้องคนหนึ่ง เจ้าย่อมรู้ดีที่สุดว่าหากมิถูกต้อนจนมุมจริงๆ เราไม่มีทางเลือกวิธีอัปยศเช่นนี้แน่ อีกอย่าง…”
วาจาของเหว่ยอวิ่นแปรเปลี่ยน “ลัทธิหมื่นวิญญาณรับปากแล้วว่าขอเพียงเจ้าและข้ายอมรับใช้พวกเขา พวกเขาจะสลายหายนะเทพในร่างเราทั้งสองให้!” ดวงตาของเขาเจือความร้อนรุ่ม
“ศิษย์น้อง ตลอดกาลผ่านมา พวกเราทรมานกับอำนาจหายนะเทพมามากพอแล้ว ยามนี้ในที่สุดเราก็พบโอกาสอันงาม จะพลาดไปได้เช่นไร?”
หัวใจของข่งเย่ร่วงลงตาตุ่ม ในที่สุดเขาก็เข้าใจ สรุปก็คือ เหตุผลที่เหว่ยอวิ่นเต็มใจยอมสยบนั้นก็เพื่อช่วยชีวิตทั้งสำนักอย่างจริงแท้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เขาก็สามารถฉวยโอกาสนี้สลายอำนาจหายนะในกายได้!
“อันที่จริง ข้าคิดว่าผู้อาวุโสสูงสุดพูดถูก ไฉนเรามิดึงดันเอาตัวรอดก่อน แล้ววางแผนล้างแค้นภายหลังเล่า?” ผู้มีอำนาจผู้หนึ่งกล่าวเสียงเบา
“กล่าวได้ถูกต้อง แต่ลัทธิหมื่นวิญญาณผนึกทางหนีทั้งหมดของเราไว้ หากเกิดสงครามขึ้น เราแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วก็มีแต่จะมอดม้วยพังทลาย หากคนสิ้น เราจะพูดเรื่องล้างแค้นภายหน้าได้เช่นไร?” ทันใดนั้น ผู้มีอำนาจอีกคนก็กล่าวขึ้นสนับสนุนเหว่ยอวิ่น
สิ่งนี้ทำให้ข่งเย่รู้สึกเย็นเยือกในใจ อดหัวเราะอย่างเดือดดาลมิได้ “ลัทธิหมื่นวิญญาณโง่เง่านักหรือไร มีหรือมันจะให้โอกาสพวกเจ้าล้างแค้นในภายหน้า?!”
“ข้าแน่ใจว่าหลังสวามิภักดิ์ เราทั้งหมดจะถูกลัทธิหมื่นวิญญาณควบคุมอย่างเข้มงวด และมรดกของแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วเราก็จะถูกลัทธิหมื่นวิญญาณยึดไปเช่นกัน!”
“จากนี้ไป เราอาจรอดชีวิตไปได้ ทว่าแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วจะเหลือเพียงนามเท่านั้นเป็นแน่แท้!” ข่งเย่เดือดดาลดูถมึงทึง สายตาน่าสะพรึงกลัวของเขาทำให้เหล่าคนดูอึดอัดใจ
เหว่ยอวิ่นถอนหายใจส่ายหัว “ศิษย์น้อง เรามิอาจเห็นตรงกันได้แล้ว” เขาหันไปกล่าวกับเจ้าสำนักฉีเซียวเจิ้น “เจ้าสำนัก เจ้าคิดเช่นไรกับเรื่องนี้?”
ฉีเซียวเจิ้นหน้าดำคล้ำถามย้อนกลับมา “หากข้ามิเห็นด้วย อาจารย์ลุงจะไม่สวามิภักดิ์ต่อลัทธิหมื่นวิญญาณหรือ?”
เหว่ยอวิ่นขมวดคิ้ว “ข้ามิอยากให้เกิดปัญหาภายในสำนัก หากเจ้าสำนักคัดค้าน ก็อย่าโทษข้าที่ใช้ตำแหน่งผู้อาวุโสถอนตำแหน่งเจ้าสำนักของเจ้าแล้วกัน!” วาจานั้นหนักแน่นสะเทือนฟ้า!
ทุกผู้หน้าเปลี่ยนสี ตระหนักแล้วว่าผู้อาวุโสสูงสุดเหว่ยอวิ่นตั้งใจจะสวามิภักดิ์ต่อลัทธิหมื่นวิญญาณ!
ข่งเย่กล่าวอย่างเดือดดาล “ศิษย์พี่ คิดหรือว่าข้าจะอยู่เฉย?”
เหว่ยอวิ่นกล่าวอย่างเฉยชา “ศิษย์น้อง เจ้ามิใช่คู่ประมือข้าหรอก อีกอย่าง ค่ายกลรอบสำนักและสมบัติประจำสำนักเราบางอย่างล้วนอยู่ในมือข้า ขอเพียงเจ้ากล้าลงมือ ข้าลั่นวาจาว่าจะปราบเจ้าลงทันที!”
ข่งเย่เดือดดาล บรรยากาศในโถงตึงเครียดบีบหัวใจ ร่างของทุกผู้เกร็งทื่อ
อิ้งซิ่วมองอาจารย์ของนางอย่างเป็นกังวล ใบหน้าน้อยซีดขาว หากอาจารย์ของนางคิดแตกหักในยามนี้ จะไร้หนทางประนีประนอม!
“ศิษย์น้อง ข้าทำเช่นนี้โดยคำนึงถึงชีวิตทุกผู้ในสำนักแล้ว และยังเป็นการทำเพื่อมรดกสำนักเราด้วย ไร้ความคิดเห็นแก่ตัว มีสติสัมนึกครบถ้วน!”
เหว่ยอวิ่นกล่าวเสียงลุ่มลึก “หากเจ้าตอบรับ เรื่องนี้ก็จบ ข้าจะส่งผู้อาวุโสใหญ่ไปถ่ายทอดจำนงของเราแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วต่อลัทธิหมื่นวิญญาณทันที!”