บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1726-1730
ตอนที่ 1,726: ปิดฉาก
เปรี้ยง!
ด้วยหนึ่งเอื้อมจับของวานรเฒ่าสะพายดาบ เทือกเขาล้อมเทพก็ลอยตัวขึ้นจากพื้นทันใด
ค่ายกลสังหารสิบเก้าชั้นทั่วทั้งเทือกเขาล้อมเทพพลันพังทลายมิเหลือซาก มหาเซียนทั้งเก้าคนจากสามขุมกำลังใหญ่ รวมทั้งไท่เจิงและเซวียหงซานล้วนทะยานเวหา หนีไปไกลอย่างบ้าคลั่ง
วานรเฒ่าสะพายดาบไม่ได้ไล่ตามไป ดวงตาของเขามองไปที่ซูอี้ผู้นั่งบนเก้าอี้หวาย และกล่าวว่า “มหาเซียนเหล่านี้ให้ฮวงถัวจัดการ เจ้าว่าเช่นไร?”
อีกฝ่ายตอบว่า “แค่พามหาเซียนคนสุดท้ายจากสำนักเซียนหมื่นดาบกลับมาเป็น ๆ ได้ก็พอ”
มหาเซียนจากสำนักเซียนหมื่นดาบมีทั้งหมดสามคน
ในการต่อสู้เดี่ยวก่อนหน้านี้ หลิวสุ่ยจิ้งกับอวี่เหวินฉีถูกซูอี้ฆ่าไปแล้ว เหลือเพียงมหาเซียนที่มีนามว่าเถาเฉียนเพียงผู้เดียวซึ่งยังอยู่รอด
วานรเฒ่าพยักหน้า จากนั้นก็หันไปออกคำสั่งกับฮวงถัว “จัดการให้ไว”
“ขอรับ!” ร่างสูงหลายหมื่นจั้งนั้นพาเหล่าตัวตนประหลาดลงมือทันที
“ไปดื่มกันในที่พำนักของข้าดีกว่า” วานรเฒ่าสะพายดาบเชื้อเชิญชายหนุ่มด้วยรอยยิ้ม
ซูอี้กล่าวอย่างจนใจ “คงจะดีกว่าหากรอให้ข้าเยียวยาบาดแผลก่อนค่อยดื่มกันนะ”
วานรเฒ่าแย้มยิ้ม “ก็ได้”
แล้วทั้งสองก็เดินเข้าสู่หุบเหวหมอกดำทันใด
เมื่อเขาหมดความสนใจที่จะลับคมวิถีดาบ การต่อสู้ก็จบลงแล้ว
วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าวได้ถูกต้อง จุดจบมรสุมนี้ถูกกำหนดเอาไว้นานแล้ว
ส่วนมหาเซียนซึ่งหลบหนีอย่างไท่เจิงกับเซวียหงซาน ก็ย่อมมิอาจหนีออกจากหุบเหวหมอกดำนี้ได้ สิ่งเดียวที่รอพวกเขาอยู่คือความตาย
วานรเฒ่าสะพายดาบใช่ว่าจะฆ่าตัวตนเหล่านี้มิได้ ทว่าเขารังเกียจเกินกว่าจะมารังแกตัวตนเช่นนี้เอง!
ซูอี้เองก็เข้าใจ เพราะถึงอย่างไร ตัวตนผู้สามารถประมือได้ทัดเทียมกับหวังเย่ในวิถีดาบก่อนยุคอวสานเซียนย่อมสามารถฆ่ามหาเซียนเหล่านี้ได้ง่ายดายดุจบี้มด!
ส่วนตัวเขานั้นย่อมมิคิดจะไปตามล่าจัดการทีละคนอยู่แล้ว
……
ณ หนองน้ำแห่งหนึ่งในหุบเหวหมอกดำ
“ก่อนตาย บอกข้าได้หรือไม่ว่า เหตุใดตัวตนเช่นพวกเจ้าต้องรับใช้เสิ่นมู่ผู้นั้นด้วย?” มหาเซียนผู้หนึ่งที่มีร่างกายอาบเลือด สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เขาถูกตัวตนร้ายกาจซึ่งดูเหมือนซากศพโบราณกลุ่มหนึ่งไล่ล่าสกัดทางหนี แม้จะหนีมาถึงที่นี่ได้ แต่เขาก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตาย มิอาจทนได้อีกต่อไป
“จนป่านนี้แล้ว เจ้านี่ยังไม่รู้ตัวตนของใต้เท้าองค์ราชันอีกหรือ?” ซากศพโบราณหัวแบะผู้หนึ่งอุทานอย่างประหลาดใจ
ส่วนซากศพโบราณท้องแตกผู้หนึ่งกลับตอบว่า “ไอ้โง่ หากพวกเขารู้ มีหรือจะเป็นศัตรูกับใต้เท้าองค์ราชันเช่นนี้? เกรงว่าคงกลัวหัวหดกันไปแต่แรกแล้ว”
“ฮี่ ๆ จริงของเจ้า”
“ในความทรงจำน้อยนิดที่ข้ามี ก็จำได้ชัดเจนว่ามหาเซียนเป็นตัวตนสูงสุดภายใต้ขอบเขตมหาศาลแล้ว”
“แต่ในสายตาใต้เท้าองค์ราชัน พวกเขาไร้ค่าสิ้นดี!”
…ซากศพโบราณทั้งหลายกระซิบกระซาบ และบทสนทนาของพวกเขาก็ทำให้มหาเซียนทั้งหลายแทบอึ้งงัน
องค์ราชัน!?
เสิ่นมู่ผู้นั้นเป็นเพียงราชันเซียน ไฉนเขาจึงถูกตัวตนประหลาดเหล่านี้ยกเป็นองค์ราชันได้?
แต่ก่อนเขาจะทันคิดออก ซากศพโบราณกลุ่มหนึ่งก็ปิดล้อมเข้ามาสังหารเขาในชั่วพริบตา กระทั่งซากศพและจิตวิญญาณยังถูกกลืนกินมิหลงเหลือ
“ระวังนะ! อย่าทำสมบัติบนตัวคนผู้นี้พัง นั่นเป็นสินสงครามของใต้เท้าองค์ราชันนะ!” ซากศพโบราณร่างหนึ่งตะโกน “ถึงใต้เท้าองค์ราชันจะมิถือสา แต่หากใต้เท้าฮวงถัวรู้เข้า พวกเจ้าหัวแบะแน่!”
……
ชายแดนของเขตหวงห้ามอันปกคลุมด้วยสายฟ้าแห่งหนึ่ง ณ หุบเหวหมอกดำ
“บ้าเอ๊ย ข้าลองมาหลายหนแล้ว แต่ในหุบเหวหมอกดำนี้ไร้หนทางส่งสารขอความช่วยเหลือได้เลย!” สีหน้าของเซวียหงซานแห่งลัทธิกำเนิดเอกภพดำคล้ำ
เขากับมหาเซียนอีกสองคนรวมกลุ่มกันเผ่นหนี ประสบกับการขัดขวางระหว่างทางหลายต่อหลายครั้ง บาดเจ็บกันโดยถ้วนหน้า
มหาเซียนคนหนึ่งกระทั่งถูกวิหคกระดูกฉีกร่างกลางอากาศระหว่างหนี ตกตายอย่างสยอง
และระหว่างทาง พวกเขาก็พยายามขยี้สมบัติลับเพื่อส่งข้อความขอความช่วยเหลือหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ล้วนล้มเหลวทั้งสิ้น
สิ่งนี้ทำให้มหาเซียนทั้งหลายอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสิ้นหวัง
“ใครเล่าจะคาดคิดว่ามีตัวตนร้ายกาจในขอบเขตมหาศาลซ่อนตัวอยู่ในหุบเหวหมอกดำ?” มหาเซียนผู้หนึ่งกล่าวอย่างขมขื่น “ใครเล่าจะกล้าเชื่อว่าตัวตนประหลาดทั้งหลายจะเชื่อฟังชายหนุ่มอย่างเสิ่นมู่?”
บางผู้เอ่ยอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “นี่เป็นแผนของเสิ่นมู่มาแต่แรก! เขาจงใจหนีเพื่อล่อเรามายังหุบเหวหมอกดำเพื่อปิดประตูตีแมว!”
พวกเขาล้วนแต่เป็นมหาเซียน มีมรสุมใดบ้างที่พวกเขามิเคยเผชิญ?
แต่ก็เพราะเช่นนี้เอง พวกเขาจึงเข้าใจอย่างชัดแจ้งว่ายามนี้พวกเขาไร้หนทางรอดชีวิตแล้วจริง ๆ…
“ผู้อาวุโสเซวีย เหตุใดท่านจึงมิพูดเลยเล่า?”
ระหว่างสนทนา มหาเซียนทั้งสองสังเกตเห็นว่าเซวียหงซานยืนเงียบไร้วจี ใบหน้าเฒ่าชราหงิกง้ำดำทะมึน
เซวียหงซานเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนจะรำพึงว่า “ป่านนี้แล้ว ข้าจะมิปิดบังพวกเจ้าอีก ก่อนเราลงมือ เจ้าลัทธิเคยคาดการณ์เรื่องหนึ่งเอาไว้”
“คาดการณ์เรื่องใดหรือ?”
“เสิ่นมู่ผู้นั้น… น่าจะเป็นร่างเวียนวัฏของทรราชหวังเย่!”
ทรราชหวังเย่! ร่างเวียนวัฏ!
สองมหาเซียนสมองอื้ออึงราวถูกสายฟ้าฟาด นิ่งงันอยู่กับที่
ชั่วขณะนั้น พวกเขาจดจำและตาสว่างกับเรื่องมากมาย สีหน้าพลันเปลี่ยนแปลงไป ดวงตาเลื่อนลอย วิญญาณละล่องจาก
ถูกต้อง พวกเขาตาสว่างแล้วว่า ไฉนราชันเซียนจึงมีอำนาจพอที่จะสังหารมหาเซียน? และเหตุใดวานรเฒ่าสะพายดาบจึงฟังคำสั่งเขา?
ส่วนเหตุผลนั้นก็ง่ายดายยิ่ง นั่นก็เพราะเขาคือหวังเย่!
เจ้าแห่ง ‘ศาลสวรรค์น้อย’ เขาโอฬารยุทธ์ จอมราชันอนันตรัตติกาลผู้เคยใช้หนึ่งดาบสยบแดนเซียน เป็นหนึ่งตราบยุคสมัย!!
แม้เวลาจะผ่านเป็นหมื่นแสนปีเรื่องเล่าเกี่ยวกับวีรกรรมของเขาก็ยังระบือทั่วโลกเซียน โด่งดังเฉกเช่นตำนานตลอดชั่วกาลนาน มิเคยเสื่อมสลาย!!
“มิน่าเล่า มิน่าเล่า…” มหาเซียนผู้หนึ่งพึมพำด้วยหัวใจที่แหลกสลาย
ความปราชัยของพวกเขาในยามนี้สมเหตุสมผลแล้วจริง ๆ!
มหาเซียนอีกคนคำรามอย่างเดือดดาลที่สุด “ทำไมกัน ทำไมจึงมิบอกเราก่อน?! เจ้ารู้อยู่แล้วแท้ ๆ ว่าเขาคือทรราช เหตุใดจึงมิเคยเตือนเรามาก่อนเลย?!”
เสียงนั้นสนั่นทั่วฟ้าดิน เปี่ยมด้วยโทสะคลุ้มคลั่ง
สีหน้าของเซวียหงซานคล้ำดำ “ก่อนหน้านี้มันเป็นเพียงการคาดเดา กระทั่งข้ายังมิถือจริงจัง นอกจากนี้ ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นร่างเวียนวัฏของหวังเย่ แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเพียงราชันเซียนผู้หนึ่ง ใครเล่าจะใส่ใจจริงจัง?”
ขณะกล่าวเช่นนั้น เขาเองก็รู้สึกขมขื่นมิแตกต่าง มิใช่เพราะความเลินเล่อ แต่พวกเขาไม่คาดเลยว่าเก้าขุมกำลังเซียนออกไล่ล่าร่วมกัน มหาเซียนมากมายรวมพล ยังมิอาจจัดการราชันเซียนผู้เดียวลงได้!!!
เรื่องเช่นนี้ ตลอดกาลตราบนาน เคยมีผู้ใดเคยพบพานบ้าง?
เปรี้ยง!
ไกลออกไป ตัวตนประหลาดกลุ่มหนึ่งซึ่งมีปราณน่าสะพรึงกลัวแห่กันเข้ามาประหัตประหาร
ขณะเดียวกัน บนเส้นทางเบื้องหน้าก็ปรากฏฝูงยุงสีเลือดหกปีกหนาแน่นทั่วฟ้าดิน
เซวียหงซานและคณะพลันเปลี่ยนสีหน้า สิ้นวจีต่อกันแล้วเผ่นหนีสุดฝีเท้า
ทว่าท้ายที่สุด พวกเขาก็มิอาจหนีพ้นจากการไล่ล่า พากันตกตายตาม ๆ กัน
“หากรู้เช่นนี้แล้วรับปากต่อสู้เดี่ยวเสีย ต่อให้ตายด้วยมือหวังเย่ มันก็ยังดีกว่าตายด้วยมือภูตผีเหล่านี้เป็นไหน ๆ…”
เซวียหงซานเสียใจ เขาเสียใจ!
เสียใจที่เหตุใดตนจึงฟังวจีเกลี้ยกล่อมของไท่เจิงในยามนั้น และมิได้ไปสู้กับซูอี้
น่าเสียดายที่เสียใจภายหลังนั้นสายเกินไป
กลุ่มตัวตนประหลาดถาโถมเข้าเข่นฆ่า และเซวียหงซานก็สิ้นชีวิตในที่สุด
……
“จับเจ้านั่นกลับไป!” วิหคกระดูกตนหนึ่งออกคำสั่ง
ทันใดนั้น มดสีดำฝูงหนึ่งก็กรูกันเข้ามาแบกร่างสะบักสะบอมใกล้ตายของเถาเฉียนซึ่งหมดสติไปแล้วจากไป
มหาเซียนจากสำนักเซียนหมื่นดาบผู้นี้ถือได้ว่าเก่งกาจ ทว่าท้ายที่สุดเขาก็ถูกจับเป็นได้
……
“ฆ่า!” ไท่เจิงตวาดลั่นขณะเข้าห้ำหั่นกับฮวงถัวอย่างสุดกำลัง
เปรี้ยง!
อึดใจต่อมา เขาก็ถูกฟาดร่วงลงพื้น ศีรษะมึนงง ดวงตาเห็นหมู่ดาวลอยเลื่อน ร่างแทบระเบิดเป็นเสี่ยง ดวงตาดุจทะเลสาบสีเลือดของฮวงถัวเจือเค้าเย้ยเยาะ
“เจ้า… มีระดับการฝึกฝนขั้นใดกันแน่?” สีหน้าของไท่เจิงดำคล้ำ กล่าวอย่างมิเต็มใจยอมรับ
เทพมารที่มีความสูงหมื่นจั้งตนนี้ร้ายกาจแท้ เขาซึ่งมีการฝึกฝนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลายยังไร้หนทางจะสู้ได้เลย!
ฮวงถัวดูครุ่นคิด แล้วครู่ต่อมาก็กล่าวต่อ “เมื่อนานมาแล้ว ข้าเหมือนจะมีการฝึกฝน… ขอบเขตมหาศาล?”
ว่าแล้ว เขาก็ส่ายหน้า “มันนานเกินไปแล้ว ข้าจำได้เพียงว่า… อืม ข้าเหมือนจะเคยต่อสู้กับเทพมาก่อน”
ไท่เจิง “???”
ตัวตนขอบเขตมหาศาลผู้เคยต่อสู้กับเทพมาก่อน!?
ทันใดนั้น สติของไท่เจิงก็แทบกระเจิง นี่มิใช่การรังแกกันหรือ!
“น่าเสียดาย ข้าในยามนั้นยังอ่อนแอเกินไปเมื่อเทียบกับเทพ มิเช่นนั้น มีหรือข้าจะตกต่ำเป็นคนก็มิใช่ ผีก็มิเชิงเช่นนี้?” ฮวงถัวก้มลงมองตรวนทมิฬรอบแขนตนอย่างสุดโศกเศร้า
ไท่เจิงสีหน้าเปลี่ยน “หากข้ายอมแพ้ ท่านให้โอกาสข้ามีชีวิตรอดได้หรือไม่?”
ฮวงถัวส่ายหน้า “เจ้าล่วงเกินใต้เท้าองค์ราชัน และต้องตาย”
ไท่เจิงผงะ “ใต้เท้าองค์ราชันอันใด?”
ฮวงถัวมิได้อธิบาย ทว่าชกออกมาสังหารไท่เจิง ปล่อยให้มหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลายตกตายลง
ขณะตกตาย ใบหน้าของไท่เจิงนั้นแสนเดือดดาลมิเต็มใจ
……
วันนั้น มหาศึกที่เกิดขึ้นในหุบเหวหมอกดำได้ดำเนินมาสู่จุดจบ และยังหมายความว่า การตามล่าซูอี้เป็นเวลาครึ่งเดือนเต็มก็จบลงเช่นกัน
ในสงครามยืดเยื้อหนนี้ ทัพมหาเซียนสามสิบเจ็ดคนจากเก้ากลุ่มเต๋าวิถีเซียนอันประกอบด้วยลัทธิอัคคีเทพ ลัทธิหมื่นวิญญาณ ลัทธิไร้มลทิน ลัทธิหลิงหลง ลัทธิกำเนิดเอกภพ สำนักเซียนหมื่นดาบ สำนักเต๋านิลคราม วังเซียนฟ้ามรกตและโถงดาบวิญญาณหาญต่างพังพินาศ!
ในหมู่พวกเขา นอกจากกงอวี่สวินแห่งลัทธิไร้มลทินและเถาเฉียนแห่งสำนักเซียนหมื่นดาบ มหาเซียนอีกสามสิบห้าคนต่างตกตาย!
รวมถึงมหาเซียนผู้เก่งกล้าอย่างไท่เจิงกับอวี่เหวินฉีด้วย!
และในการไล่ล่าครั้งนี้ แม้ชายหนุ่มจะเผชิญกับสถานการณ์เสี่ยงชีวิต ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายต่อหลายครั้ง เขาก็ยังเป็นผู้ชนะคนสุดท้าย
แม้แต่การฝึกฝนในร่างของเขายังได้รับการยกระดับจากขั้นต้นสู่ขั้นปลายระหว่างการขัดเกลาหลอมเพลิงท่ามกลางความเป็นความตายนี้!
สำหรับเขา การรวบตาข่ายครั้งนี้ ท้ายที่สุดก็กล่าวได้ว่าสัมฤทธิ์ผล
คาดการณ์ได้ว่าเมื่อข่าวแพร่กระจายออกไป ทั่วทั้งแดนเซียนจะต้องสั่นสะเทือน เกิดคลื่นยิ่งใหญ่เกินประมาณแน่!
เพราะถึงอย่างไร การไล่ล่าครึ่งเดือนเต็มนี้จบลงด้วยการตกตายของมหาเซียนสามสิบกว่าคน ศึกละเลงเลือดเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นในโลกหล้ามานานแสนนานแล้ว!
ตอนที่ 1,727: ที่มาของลั่วฉางหนิง
ภายในหุบเหวหมอกดำ ซากโบราณอันคล้ายสนามรบเก่า
บนพื้นมีพระพุทธรูปกระจายเกลื่อนกลาด แตกสลาย หอกศึกผุพังร่วงลงบนพื้น บรรพตถูกพลิกคว่ำลอยค้างกลางอากาศ บรรยากาศเงียบสงัดวังเวง
และภายในบริเวณใกล้เคียงสนามรบโบราณนี้ มีบ้านศิลาอย่างง่าย ๆ ถูกสร้างขึ้นหนึ่งหลัง
พื้นด้านนอกบ้านศิลาหลังนั้นไหม้เกรียม มีพฤกษาโบราณต้นหนึ่งหยั่งรากยืนต้น สูงพันจั้ง กิ่งก้านและใบเขียวครามดุจสำริดหลอม ละอองแสงสีเขียวฟุ้งกระจายพร่างพรมเยี่ยงภาพฝัน
ซูอี้นั่งลงขัดสมาธิ อาบไล้แสงเรืองรองนั้น แล้วบาดแผลบนร่างของเขาก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจนมองเห็นด้วยตาเปล่า
วานรเฒ่าสะพายดาบนำสุราสองไหออกมาจากในบ้านศิลา นั่งลงบนโต๊ะหินด้านข้าง และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย สีหน้าของเขาก็อดมิได้ที่จะแปรเปลี่ยน
หลังห่างหายไปแสนนาน สหายเก่าผู้นี้ก็เวียนวัฏฝึกฝนใหม่ กลับมาได้จริง ๆ ทำให้เขาตกตะลึงยิ่งนัก
“ใต้เท้า รวบรวมสินสงครามมาแล้วขอรับ” ไกลออกไป วิหคกระดูกตัวหนึ่งบินมามอบกล่องสำริดใบหนึ่งให้อย่างนอบน้อม
วานรเฒ่าสะพายดาบออกคำสั่ง “ไปเสีย หากภายหน้าข้ามิได้เรียก อย่าได้มารบกวนอีก”
“ขอรับ!” วิหคกระดูกสยายปีกบินจากไป
ไม่นานจากนั้น ซูอี้ก็ฟื้นจากภวังค์สมาธิ
วานรเฒ่านำสุราไหหนึ่งส่งให้บนอากาศทันที “นี่ ดื่มสิ!”
ชายหนุ่มแย้มยิ้ม รับมากระดกดื่มรวดเดียว แล้วอดกล่าวอย่างประหลาดใจมิได้ “นี่มัน ‘เมรัยมาศวาโย’ ที่ข้าทิ้งไว้ให้เจ้าเมื่อกาลก่อนนี่?”
วานรเฒ่าสะพายดาบเสสรวล “ถูกต้อง!”
ว่าแล้ว เขาก็ยกไหกระดกดื่ม และกล่าวว่า “กาลก่อน เจ้าทิ้งสุราไว้ร้อยสามสิบไห ยามนี้เหลือเพียงสองไหนี้ และข้าก็อิดออดมิยอมดื่มมันมาตลอด จึงคิดว่าหากสักวันเจ้ากลับมา ข้าจะดื่มมันกับเจ้า”
ซูอี้ซาบซึ้งใจ
กาลผ่านไปหลายพันหมื่นปี โลกหล้าแปรผันไม่เหลือเค้าเดิมมาตั้งนานแล้ว โชคดีที่คนตรงหน้ายังคงเหมือนเก่า
ต่อจากนั้น ทั้งสองก็สนทนาเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต
ไม่นานนัก วานรเฒ่าสะพายดาบก็เอ่ยถาม “สิ่งที่เจ้าใช้ปราบดาบของอวี่เหวินฉีคืออำนาจวัฏสงสารหรือ?”
ซูอี้พยักหน้า “ถูกต้อง”
กาลก่อนในวังดินปุจฉาสวรรค์ ณ ซากตำหนักอนันตรัตติกาล เขาได้ตกตะกอนความรู้วิชาดาบที่เขาได้ฝึกฝนจนสำเร็จมาตั้งแต่กาลก่อน และสร้างเพลงดาบที่เหมาะสมกับเคล็ดพลังวัฏสงสารที่สุด ซึ่งมีเรียกว่า ‘วิเวกเร็วพลัน’ ขึ้นมา
และเขาก็ใช้เพลงดาบนี้เอาชนะอวี่เหวินฉีเมื่อครู่ และนี่ก็คือเพลงดาบอันแข็งแกร่งที่สุดของเขาในตอนนี้
“ว่าแล้วเชียว เจ้าบรรลุวัฏสงสารแล้ว” ดวงตาของวานรเฒ่าดูพิกล “สรุปได้ว่าเจ้าถูกพวกเทพหมายหัวเรียบร้อย”
ทว่าชายหนุ่มกลับแย้มยิ้ม “ขณะนี้ เหล่าเทพผู้สูงส่งพวกนั้นทำอันใดข้าไม่ได้หรอก”
วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าวพลางยิ้มทึ่มทื่อ “เพราะพวกเขาสูงส่งเกินไป จึงถูกกฎบัญญัติผูกมัดมิอาจมายังโลกหล้าได้ แต่…”
ว่าแล้ว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “ในยุคสุดวิเวก หายนะเทพได้ปรากฏขึ้นในโลกหล้า เมื่ออำนาจแห่งทวยเทพบังเกิดขึ้นก็ก่อเป็นหายนะกวาดล้างตัวตนขอบเขตมหาศาลทั้งมวล”
“ยามนั้น ตัวตนขอบเขตมหาศาลทั่วหล้า เว้นแต่ผู้หนีจากแดนเซียนล่วงหน้าสู่ธารสายยาวแห่งยุคสมัย คนอื่น ๆ แทบถูกสังหารสิ้น!”
“เจ้าเองก็ต้องระวังตัวไว้ นับแต่ยุคสุดวิเวก ทวยเทพก็ปฏิเสธวัฏสงสารมาแล้ว ไม่เคยยอมให้มันปรากฏขึ้นได้เลย และยามนี้ ในเมื่อทวยเทพรู้ว่าเจ้าครอบครองวัฏสงสาร พวกเขาจะทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อฆ่าเจ้าแน่!”
อีกฝ่ายได้ฟังแล้วก็อดกล่าวมิไม่ได้ “เจ้าคงไม่รู้ว่าเจตจำนงเทพทะลวงถึงแดนเซียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”
ว่าแล้ว เขาก็อธิบายความลับบางเรื่องที่รู้ เช่นแดนเซียนทุกวันนี้ ขุมกำลังอย่างนครเซียนโฉลกเมฆา ลัทธิหมื่นวิญญาณ และลัทธิหลิงหลงนั้นเป็นข้ารับใช้เทพ
และตัวตนขอบเขตมหาศาลทั้งหลายต่างหลบซ่อนจากโลกหล้าเพื่อหนีหายนะเทพมาเนิ่นนาน
นอกจากนั้น เขายังพูดเกี่ยวกับการที่แดนเซียนเข้าสู่ยุคทอง และสักวันในภายภาคหน้า พวกเทพก็อาจทำลายกฎบัญญัติเข้ามาในโลกาได้ และยามนั้น วิถีบรรลุเทพก็น่าจะปรากฏขึ้น!
เมื่อประจักษ์แก่ความลับเหล่านี้ วานรเฒ่าสะพายดาบก็อดขมวดคิ้วมิได้ “หากเป็นเช่นนี้จริง มิใช่ว่าแดนเซียนกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่กว่ากาลใดในภายหน้าหรือ?”
ต้องทราบว่า แม้กระทั่งเหล่าเทพในยุคสุดวิเวกยังมิเคยปรากฏตัวในแดนเซียนได้โดยแท้จริงมาก่อน!!
“แต่มันยังห่างไกลเกินกว่าจะเป็นเช่นนั้น ยามนี้ที่นอกเก้าด่านสวรรค์แดนเซียน เผ่ามารนอกแดนเหล่านั้นกำลังจะเคลื่อนไหว รอทำศึกกันอยู่” ซูอี้จิบสุรา “ข้าสังหรณ์ว่าเมื่อเหตุการณ์พลิกผันยิ่งใหญ่เกิดขึ้น ทั่วทั้งแดนเซียนจะปั่นป่วนอย่างมิเคยประสบ”
“ถึงยามนั้น ทวยเทพก็จะมายังโลกหล้า บางทีอาจมาเพื่อฆ่าข้า”
“แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีโอกาสให้ตัวตนขอบเขตมหาศาลบรรลุเป็นเทพได้!”
“คาดเดาได้ว่าพวกเจ้าเฒ่าขอบเขตมหาศาลซึ่งซ่อนตัวอยู่ยามนี้ไม่ยอมพลาดโอกาสเช่นนั้นแน่!”
ว่าแล้ว ชายหนุ่มก็กล่าวกับวานรเฒ่าต่อ “แน่นอน มันก็เป็นโอกาสอันหาได้ยากของเราทั้งสองเช่นกัน!”
ดวงตาของผู้ฟังวูบไหว ก่อนจะถอนใจออกมาทันที “แต่ในยามนั้นก็เป็นเช่นนั้น แดนเซียนจะปั่นป่วนนองเลือดอย่างมิเคยปรากฏมาก่อน และไม่อาจทราบได้เลยว่าจะมีผู้บริสุทธิ์ถูกผลกระทบมากมายเพียงใด”
ซูอี้พลันเงียบไป
ไม่นานนัก เขาก็นำม้วนหนังสัตว์สีทองออกมาส่งให้อีกฝ่าย “นี่คือสมบัติที่ข้าเพิ่งได้มาไม่นานนัก มีเคล็ดบรรลุเทพจารึกไว้ เจ้าลองอ่านดูได้”
ว่าแล้ว เขาก็อธิบายเรื่องราวของม้วนหนังสัตว์สีทองนี้พอสังเขป
วานรเฒ่าสะพายดาบตกตะลึงในใจ เขาถือมันไว้ในมือแล้วลองอ่านดูคร่าว ๆ
ครู่ต่อมา เขาก็ส่ายหน้าพลางกล่าวขึ้นว่า “ข้าหาเข้าใจมันไม่ เจ้าก็รู้ว่าข้าถูกกักขังอยู่ในอำนาจจองจำเนิ่นนานก่อนบังเกิดยุคอวสานเซียน การฝึกฝนของข้าเสียหายหนักหนา และร่วงจากขอบเขตมหาศาลไปครึ่งก้าวแล้ว”
“และเคล็ดบรรลุเทพในม้วนหนังสัตว์นี้ มีเพียงตัวตนในระดับสองแกนรวมศูนย์แห่งขอบเขตมหาศาลเท่านั้นที่ทำความเข้าใจได้”
ว่าแล้ว วานรเฒ่าสะพายดาบก็ถอนหายใจด้วยสีหน้าจนปัญญายิ่ง
ขอบเขตมหาศาลนั้นมีความพิเศษยิ่ง มันถูกแบ่งออกเป็นสามระดับ อันประกอบด้วยระดับแรกมหายุทธ์ ระดับสองแกนรวมศูนย์ และระดับสามสุดลึกล้ำ! เป็นที่รู้จักรวมกันว่า ‘ขอบเขตมหาศาลสามระดับ’
เนิ่นนานมาแล้ว วานรเฒ่าสะพายดาบคือตัวตนค้ำสวรรค์ผู้ก้าวสู่ระดับสามสุดลึกล้ำแห่งขอบเขตมหาศาล ทว่านับแต่ถูกจองจำในสนามรบเทพมารแห่งนี้ การฝึกฝนของเขาก็เสื่อมถอยอย่างต่อเนื่อง ยามนี้เขาใกล้ร่วงหล่นจากขอบเขตมหาศาลอยู่รอมร่อ
“อันที่จริง เคล็ดบรรลุเทพที่ว่านี่คล้ายคลึงกับสิ่งที่เราทั้งสองรู้” หลังครุ่นคิดเล็กน้อย ซูอี้ก็เล่าความลับที่เขาทราบ
ขอบเขตเทวะ วิถีนี้อยู่เหนือวิถีเซียน มีเพียงการก้าวสู่ขอบเขตเทวะเท่านั้นที่จะสามารถย่างสู่ธารยาวแห่งยุคสมัย หลุดพ้นจากตรวนแห่งการผันผวนแห่งยุคสมัยได้ ดุจมีชีวิตยืนยงชั่วนิรันดร์ ดังนั้นตัวตนนี้จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นเทพ!
ทวยเทพนั้นควบคุมกฎเกณฑ์แห่งยุคสมัย หากลัวเกรงการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยและการกัดกร่อนแห่งกาลเวลาไม่ ในสายตาโลกหล้า พวกเขาเป็นประหนึ่งนายเหนือผู้กุมกฎเหล็กแห่งวิถีสวรรค์ สูงส่งกว่ายุคสมัยและอารยธรรมใด ๆ
เหตุผลหลักที่เหตุใดผู้ก้าวสู่ขอบเขตเทวะจึงทรงพลังนั้น เป็นเพราะพวกเขาได้ก่ออำนาจเทพขึ้นมาจากกฎแห่งยุคสมัย และสร้างตำแหน่งเทพของตนเอง!
และหากยอดฝีมือขอบเขตมหาศาลแห่งวิถีเซียนอยากเป็นเทพ ขั้นตอนก็แบ่งคร่าว ๆ ได้เป็นสามส่วน
ผลาญเพลิงเทพ ก่ออำนาจเทพ และสร้างตำแหน่งเทพ!
วานรเฒ่าสะพายดาบเองก็เคยได้ยินเกี่ยวกับความลับเหล่านี้มาก่อน จึงไม่แปลกใจนัก ทว่าความลับถัดไปที่อีกฝ่ายกล่าวถึงทำให้เขาใจสะท้าน
“สิ่งที่แน่ใจได้ในยามนี้คือ เทพสวรรค์ทั้งหลายแท้จริงหวาดกลัวการถูกสั่นคลอนตำแหน่ง หล่นร่วงจากบัลลังก์เทพสู่มลทินอีกครั้งมาก”
ซูอี้ว่า “พวกเขายังกลัวการหวนปรากฏของวัฏสงสารอีกด้วย เพราะอำนาจวัฏสงสารนั้นสามารถริบกฎบัญญัติแห่งยุคสมัยที่พวกเขาควบคุมไปได้อย่างสิ้นเชิง!”
“และทั้งหมดนี้หมายความว่า เมื่ออำนาจเทพของทวยเทพถูกริบ ตำแหน่งเทพจะถูกแทนที่ พวกเขาก็จะร่วงหล่นลงสู่มลทิน!”
ได้ยินเช่นนี้ วานรเฒ่าสะพายดาบก็อดประหลาดใจมิได้ “ทวยเทพเองก็กลัวได้หรือ? เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?”
ซูอี้อธิบายอย่างใจเย็น “สรุปง่าย ๆ ก็คือ ในขอบเขตเทวะ อำนาจและตำแหน่งเทพนั้นมีจำกัด และเหตุผลก็เกี่ยวพันกับธารสายยาวแห่งยุคสมัย”
ในธารสายยาวแห่งยุคสมัยมีอารยธรรมน้อยใหญ่จากสารพัดยุคสมัยกระจัดกระจายอยู่ กฎบัญญัติในอารยธรรมแต่ละแห่งนั้นยอมให้คนกลุ่มเล็ก ๆ เพียงกลุ่มเดียวก่ออำนาจเทพ สร้างตำแหน่งเทพขึ้นมาได้!
หากเป็นเช่นนี้ หากผู้อื่นอยากจะเป็นเทพ พวกเขาก็จะเป็นภัยต่อผู้ซึ่งเดิมเป็นเทพอยู่แล้วโดยมิอาจเลี่ยง เพราะถึงอย่างไร ทั้งการควบรวมอำนาจเทพและก่อตำแหน่งเทพ ก็ล้วนต้องเริ่มจากกฎแห่งยุคสมัย และกฎแห่งยุคสมัย ณ ธารสายยาวแห่งยุคสมัยนั้นก็ถูกจับจองโดยผู้ขึ้นเป็นเทพกันมานาน ใครเล่าจะยอมสละไปง่าย ๆ?
วานรเฒ่าสะพายดาบพึมพำด้วยสีหน้าไม่แน่ใจ “มิน่าเล่า ผู้ฝึกตนซึ่งอยู่ในขอบเขตมหาศาลนั้น จึงมีภัยคุกคามที่สุดสำหรับเทพเหล่านั้น”
เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ทันใดนั้น สายตาของวานรเฒ่าพลันแปลกพิกล “หากเจ้าว่าเช่นนั้น มิใช่ว่าสถานการณ์ของเจ้ายิ่งอันตรายหรือ?”
ภัยคุกคามจากอำนาจวัฏสงสารนั้นร้ายแรงยิ่งกว่าอื่นใด มันสามารถริบกฎบัญญัติแห่งยุคสมัยไปจากเทพได้! ทำให้พวกเขาร่วงหล่นจากบัลลังก์เทพ!
ซูอี้ว่า “ไฉนข้าจึงคิดว่าสถานการณ์ของเหล่าเทพยิ่งทวีความอันตรายกันหนอ?”
วานรเฒ่าสะพายดาบเชิดหน้าหัวเราะลั่นนภา “ก็จริง!”
จากนั้นทั้งสองก็คุยกันเรื่องการบรรลุเทพ และชายหนุ่มก็ถามขึ้นหลังจากนั้น “เจ้ารู้จักคนชื่อลั่วฉางหนิงหรือไม่?”
แทบไร้ผู้ใดในโลกหล้าล่วงรู้ว่าวานรเฒ่าสะพายดาบเป็นตัวตนขอบเขตมหาศาลซึ่งอยู่รอดมาจากยุคสุดวิเวก และมีเกียรติภูมิสะเทือนโลกา ณ ขณะนั้น ในอดีต หวังเย่เองก็เคยไถ่ถามเรื่องบางอย่างเกี่ยวกับยุคสุดวิเวกจากอีกฝ่าย และได้รับประโยชน์มากมายเช่นกัน
“รู้จักสิ” วานรเฒ่ากล่าวอย่างมิหยุดคิด “ลั่วฉางหนิงเป็นหนึ่งในผู้พิสูจน์วิถีสู่ขอบเขตมหาศาลก่อนหน้าข้าห่างไกลนัก มีสมญานาม ‘จักรพรรดิดาบฉางหนิง’ และเป็นหนึ่งในสี่จักรพรรดิดาบอันเลื่องชื่อที่สุดแห่งยุคสุดวิเวก!”
เขาอดประหลาดใจมิไม่ได้ “มิคาดเลยว่าคนผู้นี้จะมีชื่อเสียงเพียงนี้ วิถีดาบของเจ้าเทียบกับเขาแล้วเป็นอย่างไรหรือ?”
วานรเฒ่าสะพายดาบพลันเงียบไป ครู่ต่อมา เขาก็กล่าวว่า “ลือกันว่ายามลั่วฉางหนิงสมบูรณ์พร้อม เขาดึงความสนใจจากทวยเทพจนต้องออกมาขัดขวางมิให้เขาเป็นเทพ และเพียงแค่จากเรื่องนี้ ข้า… ก็อ่อนด้อยกว่าเขาแล้ว”
ตอนที่ 1,728: หนึ่งสำนักสี่จักรพรรดิดาบ
ซูอี้พยักหน้าน้อย ๆ
จริงดังว่า เขาเคยได้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับลั่วฉางหนิงครั้งหนึ่งในม้วนหนังสัตว์สีทองม้วนนั้น และตอนนั้นเองที่เขารู้ว่าทวยเทพคิดขัดขวางลั่วฉางหนิง เพื่อไม่ให้เขาบรรลุเป็นเทพได้สำเร็จ แม้แต่จะคิดให้ลั่วฉางหนิงเป็นข้ารับใช้เทพ ซึ่งเขาก็มองว่ามันเป็นการเหยียดหยามกันยิ่งนัก!
ทว่าเมื่อเปลี่ยนมุมมอง การที่เขาทำให้ทวยเทพร่วมมือกันปราบ ทำให้เห็นได้ว่าการฝึกฝนขอบเขตมหาศาลของลั่วฉางหนิงผู้นี้ทรงพลังเพียงไร
หลังครุ่นคิดเล็กน้อย ซูอี้ก็กล่าวว่า “แต่เจ้าเองก็เคยประมือกับเทพมาเช่นกัน ในด้านความแข็งแกร่ง เจ้าก็ไม่น่าจะด้อยไปกว่าลั่วฉางหนิงเลยนะ”
หุบเหวหมอกดำ แท้จริงแล้วคือสนามรบโบราณ! ในยุคสุดวิเวก มีสงครามสะเทือนแดนเกิดขึ้นที่นี่
ยามนั้น วานรเฒ่าสะพายดาบและสหายร่วมรบกลุ่มหนึ่งเคยทำศึกกับทูตสวรรค์รับใช้ทวยเทพที่นี่ และท้ายที่สุด อำนาจแห่งเทพก็จุติลงสู่โลกา สยบวานรเฒ่าลง!
ในที่สุด นอกจากวานรเฒ่าสะพายดาบ สหายร่วมวิถีส่วนใหญ่ของเขาตกตายที่นี่ สถานการณ์ศึกมิอาจใช้คำว่าโศกนาฏกรรมมาบรรยาย แม้วานรเฒ่าสะพายดาบจะรอดชีวิต เขาก็ต้องทัณฑ์สวรรค์บนร่าง ถูกอำนาจร้ายกาจปั่นป่วน ติดอยู่ในซากสนามรบ ไม่อาจเป็นอิสระได้
“เทียบกันมิได้หรอก” อีกฝ่ายส่ายหน้า “จักรพรรดิดาบฉางหนิงเป็นผู้อาวุโสของข้าบนวิถีดาบ บางทีความแข็งแกร่งอาจแตกต่างไม่มาก แต่ในด้านมรดกและเกียรติภูมิ ข้ายังด้อยกว่าเขาอยู่”
ว่าแล้ว เขาก็ดูจะนึกบางเรื่องขึ้นได้ ดวงตาจึงดูพิกล “สิ่งสำคัญที่สุดคือ สาเหตุที่ข้าเข้าสู่ขอบเขตมหาศาลในกาลก่อนได้นั้น มันก็ไม่อาจแยกจากท่านอาจารย์ของจักรพรรดิดาบฉางหนิงได้”
ซูอี้ประหลาดใจ กล่าวขึ้นอย่างใคร่รู้ “ว่ามาเถิด”
วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าวด้วยสีหน้าย้อนรำลึก “มันเกิดขึ้นเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว ในยุคสุดวิเวกมีจักรพรรดิดาบสี่คนปรากฏกายขึ้น”
“พวกเขาคือจักรพรรดิดาบฉางหนิง จักรพรรดิดาบหลิ่นเฟิง จักรพรรดิดาบหนิงซิ่ว และจักรพรรดิดาบตงเสวียน”
“จักรพรรดิดาบผู้ไร้เทียมทานทั้งสี่คนนี้ ล้วนกล่าวได้ว่าเป็นตัวตนขั้นสุดยอดแห่งขอบเขตมหาศาล ดุจดวงตะวันเฉิดฉายเหนือนภาในวิถีเซียน”
“ทว่า แทบไร้ผู้ใดในโลกหล้าล่วงรู้มาก่อนว่าพวกเขาทั้งสี่เป็นพี่น้องร่วมสำนัก!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซูอี้ก็อดประหลาดใจมิได้ กลุ่มเต๋าเช่นไรจึงสามารถสร้างสี่จักรพรรดิดาบออกมาพร้อมกันได้? ช่างเหลือเชื่อยิ่ง!
หวังเย่มิได้สร้างกลุ่มเต๋าใด ๆ แต่เขาได้ให้คำชี้แนะและช่วยเหลือผู้คนเพื่อบรรลุสู่ขอบเขตมหาศาลมากมายตลอดช่วงชีวิตของเขา ในหมู่พวกเขา มีตัวตนขอบเขตมหาศาลเพียงหยิบมือเท่านั้นที่กล่าวได้ว่า ‘ไร้เทียมทาน’ จริง ๆ
เช่นอวี๋หลินเยวียน เจ้าตำหนักอนันตรัตติกาลรุ่นแรกและจอมราชันหนานเสวียน ผู้นำที่เจ็ดแห่งศาลเซียนรวมศูนย์นั้นกล่าวได้ว่าไร้เทียมทาน ทว่าจอมราชันเหล่านี้หาใช่ศิษย์หวังเย่ไม่ และเขาก็แค่ช่วยชี้แนะพวกเขาเท่านั้น
เทียบกันแล้ว กลุ่มเต๋าซึ่งสามารถฝึกฝนสี่จักรพรรดิดาบผู้ไร้เทียมทานออกมาได้ต่อเนื่องกันนั้นมีภูมิหลังน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
“พวกเขามาจากสำนักใด?” ซูอี้อดถามมิได้
วานรเฒ่าส่ายหน้า “พวกเขาหาใช่ศิษย์สำนักใด ทว่ามีอาจารย์ร่วมกัน”
ชายหนุ่มยิ่งประหลาดใจ แล้วกล่าวถามอีกว่า “ผู้ใดหรือ?”
ดวงตาของอีกฝ่ายเผยความเคารพให้เกียรติ ขณะกระซิบว่า “หลี่ฝูโหยว เซียนดาบผู้ลึกลับและสูงส่งสูงสุดในยุคสุดวิเวก”
“หลี่ฝูโหยว บรรพชนเหนือสรรพสิ่ง มิยึดติดในลักษณ์ใด!”
“ในยุคสุดวิเวก ตัวตนวิถีเซียนทั่วไปหารู้จักนามหลี่ฝูโหยวไม่ ดุจไร้นามในมหาวิถี”
“ทว่าในสายตาจอมราชันขอบเขตมหาศาล ผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยวเป็นตัวตนอันมิอาจก้าวข้ามอย่างแน่นอน!”
“เขาถือเป็นเซียนอิสระเหนือสวรรค์ ผู้ละล่องเหนือมหาวิถีซึ่งครั้งหนึ่งเคยทิ้ง ‘เรือลอยฟ้า’ ไว้ที่ฝั่งทะเลบูรพา ผู้ใดซึ่งได้รับการยอมรับจากเรือลอยฟ้าสามารถล่องเรือนี้ไปฝึกฝนยังถิ่นพำนักของเขา ‘ภูเขาซากวิญญาณ’ ได้”
“ที่ภูเขาซากวิญญาณมีหอตำราที่ผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยวทิ้งไว้ มันคือกรุสมบัติอันดับหนึ่งในยุคสุดวิเวก!”
ว่าถึงตรงนี้ วานรเฒ่าก็รำพึง “วีรกรรมตำนานของผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยว เล่าสามวันสามคืนไม่มีทางจบ สรุปคือ ในยุคสุดวิเวก โลกหล้าอาจบูชาตัวตนในขอบเขตมหาศาล ทว่าผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยวคือตัวตนหนึ่งเดียวซึ่งอยู่เหนือขอบเขตมหาศาล!”
ซูอี้เลิกคิ้ว “หมายความว่าเขาเป็นเทพหรือ?”
วานรเฒ่าสะพายดาบส่ายหัว “ข้ามิพราบ นับแต่ยุคที่จักรพรรดิดาบฉางหนิงเรืองอำนาจ ผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยวก็หายไปจากโลกหล้าแสนนาน ลือกันว่าเขาได้เข้าสู่ธารยาวแห่งยุคสมัยเพื่อไล่ตามวิถีดาบที่สูงส่งยิ่งกว่าแล้ว และช่วงเวลาหลังจากนั้น ผู้ใดในหล้าก็มิได้ข่าวคราวเกี่ยวกับเขาอีก”
“สี่จักรพรรดิดาบ ตัวตนขอบเขตมหาศาลเช่นพวกเจ้ายังให้เกียรติสูงส่ง หลี่ฝูโหยวผู้นี้… ช่างน่าอัศจรรย์นัก!”
วานรเฒ่าเผยสีหน้าคิดถึง “กาลก่อน แม้ข้าจะไม่เคยได้พบพานผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยวมาก่อน ข้าก็โชคดีพอได้การยอมรับจาก ‘เรือลอยฟ้า’ ที่ฝั่งทะเลบูรพา และพาข้าลอยไปถึงภูเขาซากวิญญาณ เข้าไปศึกษาในหอตำราที่ท่านทิ้งไว้ปีกว่า ๆ”
“ประสบการณ์นี้เองที่ทำให้ข้าสร้างวิถีดาบที่สมบูรณ์ขึ้นมา และบรรลุสู่ขอบเขตมหาศาลได้ในกาลต่อมา!” ว่าแล้ววานรเฒ่าสะพายดาบก็อดถอนใจมิได้
ยามนั้นเอง ชายหนุ่มจึงเข้าใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างวานรเฒ่าสะพายดาบกับจักรพรรดิดาบฉางหนิงเป็นเช่นไร มิน่าเล่า วานรเฒ่าจึงมิกล้าเทียบตนกับจักรพรรดิดาบฉางหนิง
หลี่ฝูโหยวผู้นี้ก็มีบุญคุณกับวานรเฒ่าสะพายดาบ และจักรพรรดิดาบฉางหนิงก็เป็นศิษย์ของหลี่ฝูโหยว แล้วเขาจะเสียมารยาทได้อย่างไร? ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจักรพรรดิดาบฉางหนิงบรรลุสู่ขอบเขตมหาศาลก่อนหน้าวานรเฒ่าสะพายดาบนานมากแล้วเลย
“น่าเสียดายที่มิอาจพบพานคนผู้นี้ได้ เนื่องด้วยความแตกต่างแห่งยุคสมัย” ซูอี้จิบสุรา
วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าวพลางยิ้มสดใสว่า “ก่อนยุคอวสานเซียนจะบังเกิด เจ้าผู้เดียวใช้หนึ่งดาบครองโลกเซียน สร้างวีรกรรมสะท้านโลกาอันกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งทั่วยุคสมัย หาด้อยไปกว่าบุคคลบรรพกาลอย่างจักรพรรดิดาบฉางหนิงไม่ เทียบกับผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยวแล้ว ก็ต่างกันเพียงเขาแสวงมหาวิถีไปไกลกว่าเจ้าเท่านั้น”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวด้วยแววตาซับซ้อน “ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเจ้าเป็นตัวตนผู้ถือครองวัฏสงสาร หนึ่งเดียวตลอดกาลนานอีกต่างหาก”
ซูอี้อดเสสรวลมิได้ “ก็จริงของเจ้า ข้ามิเกลียดชังที่บรรพกาลไม่อาจอยู่ให้พานพบ แต่เกลียดที่บรรพกาลมิอาจพบพานข้า!”
ต่อจากนั้น ชายหนุ่มก็พลิกฝ่ามือ ป้ายบัญญัติสำริดแผ่นหนึ่งปรากฏขึ้น แปรเปลี่ยนไปเป็นหุ่นเชิดวิญญาณศึกเหลยเจ๋อ
“พี่ชายร่วมวิถีรู้ที่มาของเขาหรือไม่?” ซูอี้เอ่ยถาม
วานรเฒ่าสะพายดาบผงะไป แล้วดวงตาของเขาก็ค่อย ๆ หดตัว ลุกพรวดขึ้นมิอาจนั่งติด กล่าวอย่างมิอยากเชื่อ “เหลยเจ๋อ!?”
ซูอี้เห็นได้ว่าวานรเฒ่าสะพายดาบตกตะลึง!
“สหายเต๋า เจ้าไปพบเหลยเจ๋อจากที่ใดมา?” วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าว
ซูอี้อธิบายประสบการณ์การเข้าสู่แดนลับสุดวิเวกที่อยู่ภายในบรรพตมารล่าเวหาอย่างใจเย็น
วานรเฒ่าสะพายดาบดูตื่นเต้นเป็นเท่าทวีอย่างเห็นได้ชัด “ที่นั่นยังมีแท่นบรรลุวิถีสร้างจากผลึกมารดำฮุ่นตุ้นกับโลงดาบหกชุ่นอยู่ด้วยหรือไม่?”
ซูอี้พยักหน้า “แท่นบรรลุวิถีนั้นแตกสลายไปแล้ว ส่วนโลงดาบหกชุ่นนั้นอยู่ในมือข้า” ว่าแล้ว เขาก็นำโลงดาบหกชุ่นออกมา
ขณะที่เขากำลังจะส่งโลงดาบหกชุ่นให้อีกฝ่ายนั้นเอง ของสิ่งนี้ก็ดิ้นอย่างรุนแรง ปล่อยคลื่นอำนาจเกินเข้าใจติดแน่นกับฝ่ามือของซูอี้ ทำให้เขามิอาจส่งมันให้ใครได้
ชายหนุ่มกล่าวขึ้นพลางเกาจมูก “ดูเหมือนสมบัตินี้จะยอมรับเพียงข้าผู้เดียวเสียแล้ว”
วานรเฒ่ามิได้กล่าววาจา ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่โลงดาบหกชุ่นนิ่งด้วยสีหน้าเข้าใจยากครู่หนึ่ง อกของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เขาเสียอาการ! กล่าวคือ นับแต่เห็นเหลยเจ๋อ ตลอดจนโลงดาบหกชุ่นชิ้นนี้ วานรเฒ่าสะพายดาบก็ดูเสียอาการ อารมณ์หลุดจากการควบคุม!
มันย่อมผิดปกติ ทว่าด้วยเหตุนี้เอง ซูอี้จึงตระหนักว่าอีกฝ่ายน่าจะรู้ที่มาของโลงดาบหกชุ่นกับเหลยเจ๋อ!
ครู่ต่อมา วานรเฒ่าสะพายดาบก็ค่อย ๆ สงบสติลง ทว่าเมื่อสายตาของเขามองซูอี้อีกครั้ง มันก็แปรเปลี่ยนซับซ้อน และกล่าวว่า “สหายเก่า หากมิใช่ว่าข้ารู้ที่มาของเจ้า ข้าคงสงสัยแล้วว่าเจ้าคือผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยวหรือไม่!”
ซูอี้ “???”
มิรีรอให้เขาถาม อีกฝ่ายก็กล่าวขึ้นมาว่า “หุ่นเชิดวิญญาณศึกเหลยเจ๋อ มีอำนาจต่อสู้ในระดับสองแกนรวมศูนย์ขอบเขตมหาศาล ถูกสร้างขึ้นโดยสหายผู้หนึ่งซึ่งติดตามอยู่ข้างกายผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยว ดูแลเสื้อผ้า อาหารและการเป็นอยู่ของผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยวราวเป็นบริวาร”
“คำลือนี้มาจากจักรพรรดิดาบหนิงซิ่ว ศิษย์ของผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยว ดังนั้นจึงมิน่าผิดพลาด”
“แต่ข้ามิคาดเลยว่าหลังกาลผ่านแสนนาน เหลยเจ๋อจะมาติดตามเจ้า” วานรเฒ่าสะพายดาบดูพิกล “ประหลาดเกินไปแล้ว”
ชายหนุ่มกลับกล่าวอย่างดูไม่สะทกสะท้าน “แล้วโลงดาบหกชุ่นนี่เล่า?”
วานรเฒ่าว่า “ตามที่เจ้าคาดไว้ สิ่งนี้… ผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยวทิ้งมันไว้!”
ซูอี้เงียบไป ทว่าในใจบังเกิดคลื่นโหมกระหน่ำ หรือชาติที่ห้าของเขาจะเป็นหลี่ฝูโหยว!?
เขาจำได้ว่ายามเหลยเจ๋อแรกพบเขา เหลยเจ๋อเรียกเขาเป็น ‘นายท่าน’ อย่างนอบน้อม และยังจำได้ว่ายามแรกพบโลงดาบหกชุ่น ตรวนเส้นที่ห้าบนดาบเก้าคุมขังซึ่งนิ่งเงียบมานานอยู่ภายในห้วงความนึกคิดของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลง!
เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้เอง โลงดาบหกชุ่นจึงเป็นฝ่ายโถมตัวมาหาเขาเอง!
ยามนั้น เขาคาดเดาว่าหุ่นเชิดวิญญาณศึกเหลยเจ๋อกับโลงดาบหกชุ่นน่าจะเกี่ยวข้องกับชาติที่ห้าของเขา แต่มิคาดคิดเลยว่าเขาจะมาได้คำตอบเช่นนี้ขณะเพิ่งคุยกับวานรเฒ่าสะพายดาบเกี่ยวกับหลี่ฝูโหยวไป!
หลี่ฝูโหยว! อาจารย์ของสี่จักรพรรดิดาบไร้เทียมทาน ตัวตนในตำนานผู้ลึกลับและสูงส่งที่สุดในยุคสุดวิเวก ต้องสงสัยจะเป็นชาติที่ห้าของเขาหรือ?
“จริงหรือ?” ซูอี้พึมพำในใจ ใช้จิตสัมผัสตรวจสอบดาบเก้าคุมขังในห้วงความนึกคิด ทว่าไร้ปฏิกิริยาใด ๆ
ซูอี้มิอาจสงบใจได้ เขาสังหรณ์ว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้นจริง!
ขณะเดียวกัน อีกฝ่ายกลับกล่าวขึ้นมาว่า “ในยุคสุดวิเวก มีข่าวลือหนึ่งสะพัดว่า ยามผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยวออกจากโลกเซียน เขาทิ้งโลงดาบหกชุ่นลึกลับไว้หลังหนึ่ง”
“ผู้ใดได้มันไปจะสามารถรับสืบทอดทุกสิ่งที่ผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยวทิ้งไว้ในแดนเซียนได้!”
ตอนที่ 1,729: พิสูจน์ด้วยความตาย
หากได้โลงดาบหกชุ่นไป จะสามารถรับสืบทอดทุกสิ่งที่หลี่ฝูโหยวทิ้งไว้?
ซูอี้อดผงะมิได้
ข่าวลือเช่นนี้ฟังดูมิน่าเชื่อถือเลย เขามองโลงดาบหกชุ่นในมือ ลอบกล่าวในใจว่าของสิ่งนี้ลึกลับยิ่ง เขาไม่อาจทราบได้เลยว่ามีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่
วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าว “หลังกาลผ่านแสนนาน ทั้งพวกจักรพรรดิดาบฉางหนิงและตัวตนขอบเขตมหาศาลอื่น ๆ ก็มิเคยหาสมบัติชิ้นนี้พบ ข่าวลือเกี่ยวกับโลงดาบหกชุ่นนี้จึงค่อย ๆ หายไป”
เขาเบนสายตามามองซูอี้ สีหน้าทวีความพิลึกขึ้นทุกขณะ “ข้ามิคาดจริง ๆ ว่าของสิ่งนี้ซึ่งมีเพียงในตำนานจะตกสู่มือเจ้า”
ซูอี้ว่า “นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นกฎแห่งชะตา”
วานรเฒ่าสะพายดาบชี้โลงดาบหกชุ่นและกล่าวว่า “เจ้าเคยได้เปิดดูของข้างในบ้างหรือไม่?”
ซูอี้ส่ายหัว “ยังมิถึงกาล จึงไม่อาจเปิดได้”
วานรเฒ่าสะพายดาบครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “หากมีเวลา ข้าแนะนำให้เจ้าไปทะเลบูรพาสักหน่อย ในยุคสุดวิเวก ผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยวพำนักอยู่ที่ภูเขาซากวิญญาณซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในทะเลบูรพา ที่แห่งนั้นมิได้มีเพียงสมบัติมหาวิถีที่เขาทิ้งไว้ แต่ยังมีปริศนายิ่งใหญ่อื่น ๆ อยู่ด้วย”
“ข้าแค่มิทราบว่าหลังชั่วกาลเนิ่นนานเพียงนี้ ภูเขาซากวิญญาณจะยังมีอยู่หรือไม่”
หัวใจของซูอี้เต้นกระตุก “กาลก่อน เจ้าหาที่นั่นเจอได้เช่นไร?”
วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าว “ย่อมเป็นเพราะเรือลอยฟ้า สมบัติเซียนฮุ่นตุ้นซึ่งมีสติปัญญา ในยุคสุดวิเวก ขอเพียงเป็นนักดาบซึ่งทุ่มเทในวิถีตน ระหว่างเดินทางสู่ทะเลบูรพาก็จะมีโอกาสสูงจะได้พานพบเรือสมบัติวิเศษนี้”
“มีเพียงการนั่งเรือลอยฟ้าเท่านั้น จึงไปถึงภูเขาซากวิญญาณได้”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาก็กล่าวกับซูอี้ “ในเมื่อเจ้าได้รับหุ่นเชิดวิญญาณศึกและโลงดาบหกชุ่นของผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยวมา มันหมายความว่าเจ้ามีวาสนายิ่งใหญ่กับผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยว และหากเรือลอยฟ้ายังละล่องอยู่เหนือทะเลบูรพา เจ้าจะได้พบมันแน่”
ซูอี้พยักหน้า
สรุปก็คือ หากจะไปภูเขาซากวิญญาณ ณ ทะเลบูรพา เรือลอยฟ้าก็คือกุญแจ!
……
เมื่อสุราหมดไห ซูอี้ก็ไม่โอ้เอ้ ลงมือช่วยวานรเฒ่าสะพายดาบสลายหายนะบนร่างของเขาทันที
หนึ่งชั่วก้านธูปต่อมา เมื่อฝ่ามือของซูอี้ผละออกจากวานรเฒ่าสะพายดาบ ไหมสีเงินสายหนึ่งก็ถูกดึงออกมาจากร่างของวานรเฒ่าสะพายดาบและพันรอบปลายนิ้วซูอี้
ด้ายไหมสีเงินนี้คืออำนาจร้ายกาจรุนแรงยิ่ง แม้จะดูบางเบาเยี่ยงขนวัว ทว่าปราณของมันยะเยือกชวนขนลุกอย่างยิ่ง หากใช้จิตสัมผัสตรวจสอบ ก็จะพบว่าด้านไหมสีเงินนี้เต็มไปด้วยลวดลายกฎเกณฑ์ละเอียดอ่อนหนาแน่น แออัดบิดเบี้ยวพิกลเต็มไปหมด
ซูอี้สรุปได้ทันทีว่านี่คือเสี้ยวอำนาจลับที่เทพควบคุม! เปี่ยมไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งยุคสมัย!
ทว่า แตกต่างจากหายนะเทพที่มหาเซียนหลิวอวิ๋นประสบ ปราณของไหมสีเงินนี้ร้ายกาจรุนแรงยิ่งกว่า!
‘หายนะเทพที่มหาเซียนหลิวอวิ๋นประสบนั้นน่าจะมาจากเทพนาม ‘องค์เทพเทียนอู้’ ซึ่งอยู่เบื้องหลังลัทธิหมื่นวิญญาณ ขณะที่หายนะเทพบนร่างวานรเฒ่ามาจากเทพอีกคน และเห็นได้ชัดว่าเป็นเทพที่แข็งแกร่งเหนือกว่าองค์เทพเทียนอู้เป็นไหน ๆ’ ซูอี้กล่าวในใจ
เป็นการง่ายที่จะเข้าใจ กฎบัญญัติแห่งยุคสมัยที่เทพแต่ละคนบรรลุนั้นแตกต่างกัน
จวบยามนี้ ซูอี้ได้ประสบอำนาจของเทพมามาก เช่นคนตกปลาจากนครเซียนโฉลกเมฆา องค์เทพเทียนอู้เบื้องหลังลัทธิหมื่นวิญญาณ ‘พุทธเจ้าแผดตะเกียง’ ซึ่งปรากฏบนธารสายยาวแห่งมิติเวลา และ ‘ท่านเทพรัตติกาลดับวจี’ ซึ่งปรากฏขึ้นในศักราชแห่งมาร ขณะเดียวกัน ท่านเทพรัตติกาลดับวจีนี้ก็เป็นเทพที่ช่างเสื้อเฒ่าบูชา ห้าทูตสวรรค์ซึ่งขัดขวางเขาที่หน้าภูมิดาราฟ้าดินเองก็ควบคุมอำนาจของเทพต่าง ๆ กัน
นอกจากนั้น ที่ซากภูเขาโอฬารยุทธ์ อำนาจหายนะเทพที่พญาวิหคเผิงเทียนสลัวประสบก็มาจากเทพผู้หนึ่ง! สรุปคือ เทพแต่ละผู้ถือครองอำนาจแตกต่างกัน เนื่องด้วยควบคุมกฎบัญญัติแห่งยุคสมัยแตกต่างกัน
และ ‘เคราะห์เทพ’ หรือ ‘หายนะเทพ’ ที่ว่านั้น แท้จริงบรรจุกฎบัญญัติแห่งยุคสมัยของเทพบางผู้! และซูอี้ก็สรุปได้แล้ว ว่าไม่ว่าจะเป็นกฎบัญญัติแห่งยุคสมัยของเทพผู้ใด ก็แก้ไขได้ด้วยอำนาจวัฏสงสารทั้งสิ้น! นี่คงเป็นเหตุผลที่ทวยเทพมิยอมให้มีวัฏสงสารอยู่
“นี่คืออำนาจแห่งเทพ ร้ายกาจรุนแรงเกินไปจริง ๆ” วานรเฒ่าสะพายดาบมองปลายนิ้วของซูอี้ด้วยสีหน้าซับซ้อน ทั้งหวาดหวั่น เกลียดชังและโล่งอก!
ในยุคสุดวิเวก เขาต่อสู้กับทูตสวรรค์กลุ่มหนึ่งในสนามรบโบราณนี้ และถูกอำนาจเทพฟาดเข้าใส่อย่างโหดร้าย แม้จะโชคดีรอดชีวิตมาได้ เขาก็ถูกอำนาจเทพกัดกร่อนเนิ่นนาน ทรมานแสนสาหัส กระทั่งการฝึกฝนในระดับสามสุดลึกล้ำขอบเขตมหาศาลของเขายังถดถอย จะร่วงจากขอบเขตมหาศาลอยู่รอมร่อ!
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าวานรเฒ่าสะพายดาบเกลียดชังอำนาจนี้อย่างลึกล้ำ!
“นี่เป็นเพียงเสี้ยวส่วนหนึ่งเท่านั้น หากเจ้าอยากทำลายอำนาจหายนะเทพในร่างเจ้าทั้งหมด เกรงว่าคงใช้เวลาสิบกว่าวันได้” ซูอี้ว่า ส่งแสงเงาวัฏสงสารวูบไหวที่ปลายนิ้ว บดขยี้ด้ายไหมสีเงินนั้นเป็นผุยผง
“ข้าติดอยู่ที่นี่มาเกินคณานับ ไฉนเลยจะสนใจกับแค่รอเพิ่มอีกไม่กี่วัน?” วานรเฒ่าสะพายดาบเสสรวล ใบหน้าของเขาเรืองรองปรีดา
ขอเพียงทำลายอำนาจหายนะเทพในกายสำเร็จ ด้วยฝีมือของเขา การจะกลับสู่จุดสมบูรณ์พร้อมก็ขึ้นกับเวลาเท่านั้น!
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก และกล่าวว่า “ก็ดี ข้าเองก็ต้องการมุ่งเป้าที่การฝึกฝน ขัดเกลาอำนาจมหาวิถีให้หมดจดอยู่เหมือนกัน ดังนั้นในชั่วกาลต่อจากนี้ ข้าจะอยู่ที่นี่ต่อสักพัก”
วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าวอย่างปรีดา “เช่นนั้นย่อมดีเลิศ!” ว่าแล้ว เขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้และโบกแขนเสื้อ
ร่างหนึ่งร่วงตุ้บลงกับพื้น เขาคือเถาเฉียน มหาเซียนจากสำนักเซียนหมื่นดาบซึ่งหมดสติไป!
“คนผู้นี้ทำอันใดมา? เจ้าอยากให้ข้าสอบปากคำเขาแทนเจ้าหรือไม่?” วานรเฒ่าสะพายดาบถาม
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก และกล่าวว่า “ให้ข้าถามเถอะ” ว่าแล้ว เขาก็ดีดนิ้ว
เถาเฉียนพลันตื่นขึ้นจากการหมดสติ เมื่อเห็นซูอี้และวานรเฒ่าสะพายดาบตรงหน้า เถาเฉียนก็เข้าใจสถานการณ์ทันที ทว่า เขาหาลนลานไม่ และยังคงเงียบวจี
“จากที่ฮวงถัวว่า คนผู้นี้หัวแข็งนัก และหากลัวความตายไม่” วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าวเตือน
ซูอี้พยักหน้าน้อย ๆ และกล่าวกับเถาเฉียนว่า “ตอบคำถามข้าข้อหนึ่ง แล้วข้าก็จะเห็นแก่ปณิธานของเจ้า ให้เจ้าตายอย่างมีเกียรติ”
เถาเฉียนเงียบไป กิริยาเยือกเย็น ยอมตายดีกว่ายอมแพ้
ซูอี้ว่า “ข้าแค่อยากรู้เท่านั้น ว่าไฉนสำนักเซียนหมื่นดาบจึงมาไล่ล่าข้า คำถามนี้น่าจะตอบง่ายนะ”
เถาเฉียนยังคงมิเอ่ยวาจา
วานรเฒ่าสะพายดาบขมวดคิ้ว หากมหาเซียนคิดตายอย่างไร้ยี่หระ การค้นวิญญาณพวกเขาไปก็เท่านั้น อันที่จริง ต่อให้ตัวตนขอบเขตมหาศาลลงมือ หากมหาเซียนต่อต้าน เขาก็อาจมิสำเร็จในการค้นวิญญาณก็เป็นได้
บรรยากาศเงียบสงัด
ขณะที่ซูอี้กำลังจะกล่าววจีอื่นอยู่นั้น เถาเฉียนพลันกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเฉยเมย “ไม่ว่าเจ้าจะอยากรู้เรื่องใด ข้าไม่พูดหรอก มิต้องเสียเวลาอีก จะฆ่าก็ฆ่าเลย!”
ซูอี้มีวิธีการทรมานหลากหลายเกินคณานับ และยังมีการทรมานกันมุ่งเป้ายังมหาเซียนเป็นพิเศษอีกด้วย ขอเพียงใช้มัน ก็รับประกันได้ว่าอีกฝ่ายจะมิอาจอยู่รอดหรือวอนขอความตาย ต้องทุกข์ทรมานนานเท่านาน ทว่าท้ายที่สุด เขาก็มิได้ใช้มัน เขาเห็นได้ว่าเถาเฉียน มหาเซียนวิถีดาบผู้นี้ทะนงดื้อดึงจริงแท้ หาสนใจความเป็นความตายไม่ มีหรือเขาจะใส่ใจกับการทรมาน?
ตู้ม!
ซูอี้พลันยกมือขึ้น และปราณดาบสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือ
เถาเฉียบหลับตาลง ดูเหมือนรอรับความตายอย่างเยือกเย็น ทว่าเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อทนรอไปสักพัก ความตายก็ยังมิถึงตัว เขาอดลืมตาขึ้นมิได้ แล้วเขาก็ผงะไปทันที
ปราณดาบในมือซูอี้นั้นเป็นสีม่วง เรื่อเรืองประหนึ่งแสงทิพย์เหนือนภา ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นหงส์เพลิงสยายปีก อาบเพลิงทิพย์สีม่วงราวมีชีวิต ปราณทำลายล้างทรงพลังแผ่ซ่านออกมา
เถาเฉียนอดตะลึงมิไม่ได้ กล่าวขึ้นอย่างเสียอาการเล็กน้อย “เจ้า… ไฉนเจ้าจึงใช้เพลงดาบหงสาม่วงของสำนักเซียนหมื่นดาบของข้าได้?”
หัวใจของเขาสั่นสะท้าน ยากจะสงบจิตลง เพราะมรดกวิชาดาบที่เขาฝึกฝนมาชั่วชีวิตก็คือเพลงดาบหงสาม่วงนี่แหละ!!
ซูอี้กล่าวด้วยแววตาลึกล้ำ “กาลก่อน ข้าสร้างอนุสรณ์ดาบขึ้นในสำนักเซียนหมื่นดาบของเจ้า ทิ้งมรดกวิชาดาบไว้สิบสามอย่างบนอนุสรณ์ดาบ และเพลงดาบหงสาม่วงนี้ก็คือหนึ่งในนั้น”
เถาเฉียน “!!!” เขาเงยหน้าขึ้นมองซูอี้อย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้าจะบอกว่าเจ้าคือ… จอมราชันอนันตรัตติกาลหรือ!?”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยเมย “คนเราปลอมแปลงกันได้ ทว่าเพลงดาบหงสาม่วงมิอาจจำแลงเอ่ยอ้าง สิ่งที่เจ้าฝึกฝนคือเพลงดาบหงสาม่วง และเจ้าก็ฝึกฝนมรดกวิชาดาบนี้ไปถึงขั้น ‘แปลงวิญญาณเป็นหงสา’ มองปราดเดียวเจ้าก็แยกแยะจริงเท็จได้แล้ว”
เถาเฉียนนิ่งไป สีหน้าดูมิอาจคาดเดา จอมราชันอนันตรัตติกาล!? ไฉนเสิ่นมู่ตรงหน้าเขาจึงกลายเป็นตำนานไร้เทียมทานซึ่งสาบสูญไปหลายพันหมื่นปีไปได้? หรือว่าข่าวลือน่าขันที่ว่าจอมราชันอนันตรัตติกาลเวียนวัฏหวนคืนจากวัฏสงสารเมื่อสองสามปีก่อนจะเป็นจริง?
ความคิดของเถาเฉียนวิ่งวุ่น หัวใจสั่นสะท้านเกินสงบ
เนิ่นนานจากนั้น สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อน พึมพำออกมา “มิน่าเล่า เจ้าสำนักจึงออกคำสั่งให้ข้าเข้าร่วมปฏิบัติการนี้กับสองผู้อาวุโสอวี่เหวินฉีและหลิวสุ่ยจิ้งโดยมิบอกกล่าวว่าเพราะเหตุใด บางที… เจ้าสำนักอาจจะเดาเบาะแสได้บ้างแล้ว…”
ซูอี้ขมวดคิ้ว “ไฉนจึงว่าเช่นนี้?”
เถาเฉียนหาตอบไม่ สีหน้าของเขาคลุมเครือ ดวงตาจ้องมองซูอี้ เงียบอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะสูดหายใจลึก ๆ และกล่าวว่า “ในฐานะศิษย์สำนักเซียนหมื่นดาบ ข้ายอมตายดีกว่าเผยสิ่งใด แต่เนื่องด้วยมรดกเพลงดาบหงสาม่วง ข้าจะแนะนำเจ้าอย่างหนึ่ง”
ว่าแล้ว เขาก็กล่าวเน้นทีละคำด้วยน้ำเสียงแสนยียวน “หากเจ้าคือจอมราชันอนันตรัตติกาลจริง เจ้าอย่าไปสำนักเซียนหมื่นดาบในภายหน้าจะดีกว่า หาไม่ เจ้าตายแน่!”
วาจานั้นก้องสะท้านทั่วแดนดิน
วานรเฒ่าสะพายดาบแค่นเสียงอย่างเย็นชา โทสะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ซูอี้ขมวดคิ้ว “ข้ามาที่นี่เพื่อใช้ชีวิตนี้พิสูจน์วาจา! เจ้า… ทางใครทางมัน!”
เสียงของเถาเฉียนมิทันสร่าง ร่างของเขาพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง ดวงตาหมองประกาย แล้วร่างของเขาก็สะท้านเฮือก แปรเปลี่ยนเป็นซากศพล้มลงกองกับพื้นทันใด
ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไปจนซูอี้และวานรเฒ่าสะพายดาบสายเกินกว่าจะหยุดยั้ง! อันที่จริง พวกเขาล้วนมิคาดว่ามหาเซียนเถาเฉียนจะเลือกฆ่าตัวตายในยามนี้
และความจริงเช่นนี้ก็ทำให้ซูอี้และวานรเฒ่าสะพายดาบตระหนักชัดเจน ว่าวาจาก่อนหน้านี้ของเถาเฉียนดูจะ… มิใช่เพียงคำขู่! เพราะถึงอย่างไร คำขู่ใดเล่าต้องพิสูจน์ด้วยความตาย?
ตอนที่ 1,730: จักรพรรดิโอสถว่านเฉียน
วานรเฒ่าสะพายดาบครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “สำนักเซียนหมื่นดาบน่าจะเดาตัวตนของเจ้าได้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังเข้าร่วมการไล่ล่า ดูเหมือนสำนักของพวกเขาจะเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นนะ”
ซูอี้ถูหว่างคิ้วกล่าวขึ้นว่า “บรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักเซียนหมื่นดาบซูฝูซื่อเป็นสหายรักของข้า ข้ามิอาจคิดได้จริง ๆ ว่าไฉนพวกเขาต้องมาหมายหัวข้าด้วย เว้นแต่ว่า…”
วานรเฒ่าสะพายดาบว่า “เว้นแต่จะเกิดเหตุพลิกผันร้ายแรงใดขึ้นกับสำนักเซียนหมื่นดาบระหว่างที่เจ้าไปเวียนวัฏฝึกฝนใหม่!”
“ถูกต้องตรงเผง” ดวงตาของซูอี้วูบไหว “ภายหลัง ข้าจะไปสำนักเซียนหมื่นดาบเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตนเอง”
วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าวเตือน “เจ้าคนเมื่อครู่ใช้ความตายพิสูจน์แล้วว่า หากเจ้าไปยังสำนักเซียนหมื่นดาบ เจ้าต้องตายแน่”
ซูอี้เสสรวล “เจ้าเชื่อหรือ?”
วานรเฒ่าสะพายดาบเองก็แย้มยิ้ม “หากเจ้าไป ข้าคงห่วงเพียงว่าพวกเขาจะตายหรือไม่มากกว่า”
“เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าสำนักเซียนหมื่นดาบเป็นปรปักษ์กับข้า และหลังล้มเหลว มิอาจล่าข้าได้หนนี้ ข้าเกรงว่าอีกฝ่ายคงเตรียมการรอล่วงหน้า ขอเพียงข้าไปหา ต้องประสบหายนะฆ่าฟันเกินคาดเป็นหยั่งแน่แท้”
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ “เช่นนั้น ก็ให้พวกเขาเตรียมตัวกันก่อนเถอะ”
จากวันนี้ไป ซูอี้ก็อยู่ในหุบเหวหมอกดำ ขณะมุ่งเน้นฝึกฝน ขัดเกลาอำนาจมหาวิถี เขาก็ช่วยสลายอำนาจหายนะเทพในร่างวานรเฒ่าสะพายดาบไปพลาง ๆ
……
กาลผันผ่านอย่างเงียบเชียบ เจ็ดวันแปรเปลี่ยนรวดเร็ว
ด้านนอกหุบเหวหมอกดำ
“ไฉนจึงยังมิเห็นใครออกมากันเลยเล่า?”
“ทางเข้าหายไปแล้ว ไม่มีทางเข้าไปถามไถ่ข่าวคราวใด ๆ ได้เลย”
“มหาเซียนพวกนั้นน่าจะไล่ล่าฆ่าเสิ่นมู่ได้แล้วนะ…”
…ผู้ฝึกตนมากมายรออยู่ห่าง ๆ อย่างเป็นกังวล ข่าวที่เก้าขุมกำลังเซียนส่งกลุ่มมหาเซียนมาไล่ล่าเสิ่นมู่ได้แพร่ไปทั่วโลกเซียนเมื่อหลายวันก่อน ก่อเกิดเป็นเสียงฮือฮาดุจพายุคลั่ง ทั่วโลกเซียนสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ต่างผู้ล้วนให้ความสนใจกับเหตุอันอยู่เหนือเหตุการณ์ใดนี้อย่างใจจดใจจ่อ
กาลก่อน ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าหนึ่งราชันเซียนผู้เรืองนามเยี่ยงดาวหางในงานประกวดล่าเวหาจะถูกเก้าขุมกำลังเซียนตามล่าสังหารเช่นนี้!
ช่างเหลือเชื่อนัก ตลอดกาลนานมา มิเคยเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นเลย! และทั้งหมดนี้ก็ยากมิให้ขุมกำลังยิ่งใหญ่ในโลกเซียนสนใจ แทบทุกผู้หาประเมินผลลัพธ์ของเสิ่นมู่ไว้ดีไม่ คิดว่าหนนี้เกรงว่าคงยากรอดชีวิต
ทว่าเกินคาด ข่าวขณะนี้ได้รับการยืนยันว่าในการไล่ล่า ห้ามหาเซียนจากลัทธิหลิงหลงถูกสังหารสิ้น! สิ่งนี้ลือลั่นทั่วโลกหล้า
ทว่า หลังเหล่ามหาเซียนเข้าไปในหุบเหวหมอกดำ ข่าวการไล่ล่านี้ก็ถูกตัดขาดไป เพราะทางเข้าหุบเหวหมอกดำอันตรธาน และจวบยามนี้ก็ยังไร้ผู้ใดทราบสถานการณ์ในหุบเหวหมอกดำ เป็นเช่นนี้มาเจ็ดวันแล้ว
“หรือเสิ่นมู่กับมหาเซียนเหล่านั้นประสบอุบัติเหตุกันไปหมดแล้ว?”
“อย่าลืมนะว่าหุบเหวหมอกดำนี้คือเขตหวงห้ามอันดับหนึ่งในแคว้นหมิง และหนึ่งในเขตหวงห้ามร้ายกาจแห่งโลกเซียน แต่ไหนแต่ไรมาก็ถูกเรียกว่าเซียนมิอาจหวนกลับ กระทั่งมหาเซียนไปตายตกในนั้นยังมิใช่เรื่องน่าแปลก”
“เสิ่นมู่อาจเข้าใจเรื่องนี้ แล้วหนีเข้าหุบเหวหมอกดำเพื่อตายตกไปกับมหาเซียนเหล่านั้นก็ได้…”
…ผู้คนเสวนา คาดเดากันไปสารพัด ทว่าก็ไร้ผู้ใดให้คำตอบได้อย่างชัดเจน
ขุมกำลังวิถีเซียนอย่างลัทธิอัคคีเทพ ลัทธิหมื่นวิญญาณ ลัทธิไร้มลทินและลัทธิกำเนิดเอกภพก็ส่งยอดฝีมือมาไถ่ถามข่าวสารเช่นกัน ทว่าก็มิได้พบเบาะแสใด ๆ สิ่งนี้ทำให้ทุกผู้สังหรณ์ร้าย
“รอก่อน เมื่อทางเข้าหุบเหวหมอกดำปรากฏอีกหน บางทีความจริงอาจปรากฏด้วยก็ได้!” บางผู้กระซิบ
……
กาลเวลาผันผ่านไปหนึ่งเดือนอย่างรวดเร็ว
ลึกเข้าไปในหุบเหวหมอกดำ ใกล้ซากสนามรบโบราณ
ซูอี้ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นจากภวังค์สมาธิ ระหว่างชั่วกาลนี้ เขาใช้ชีวิตอย่างเติมเต็มและเงียบสงบ นอกจากฝึกฝน เขาก็ช่วยวานรเฒ่าสะพายดาบสลายหายนะเซียนในร่างให้ นาน ๆ ครั้งชายหนุ่มก็หาเวลาหลอมโอสถสร้างอุปกรณ์ต่าง ๆ ยามนี้ การฝึกฝนของเขาอยู่ในขอบเขตสุญตาขั้นสมบูรณ์แล้ว
“เตานี้ดีจริง ๆ ควรค่าเป็นสมบัติวิญญาณอันก่อเกิดจากฮุ่นตุ้น” มิห่างไปนัก วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าวขึ้นอย่างชื่นชม
เตาเสริมสวรรค์กำลังหลอมโอสถ แสงรัศมีสีม่วงในเตากู่ร้อง รัศมีเซียนเปี่ยมบรรยากาศสูงส่งยิ่งใหญ่
ในหนึ่งเดือนนี้ ซูอี้ส่งสินสงครามที่เขาได้จากมหาเซียนทั้งหลายเข้าไปหลอมในเตาเสริมสวรรค์ สารพัดโอสถเซียนถูกทำเป็นโอสถต่าง ๆ วัตถุดิบเซียนและสมบัติเซียนส่วนหนึ่งถูกหลอมเข้ากับดาบแห่งโลกา และเตาเสริมสวรรค์ก็ได้อิ่มหนำกับกำไร
เพียงหนึ่งเดือนมานี้ รูปลักษณ์ของผลผลิตก็พัฒนาขึ้นมาก แตกต่างจากกาลก่อนโดยสิ้นเชิง จากการคาดการณ์ของซูอี้ เตาเสริมสวรรค์ทุกวันนี้สามารถบดขยี้สมบัติขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ทั้งมวลในโลกหล้าได้แล้ว กระทั่งสู้กับสมบัติระดับมหาเซียนอันทรงพลังทั้งหลายยังได้
แน่นอนว่าดาบแห่งโลกาล้ำเลิศยิ่งกว่า! ต้องทราบว่าสินสงครามจากมหาเซียนเหล่านั้นล้วนแต่เป็นสมบัติระดับมหาเซียนทั้งสิ้น และพวกมันส่วนใหญ่ล้วนใช้ไปเพื่อขัดเกลาดาบแห่งโลกา คุณภาพและพลังของดาบนี้จึงสูงส่งยิ่งกว่าเท่าตัว เมื่อเทียบกับอดีตกาล!
ยามนี้ สมบัติมหาเซียนทั่วไปมิอาจทนการโจมตีของดาบแห่งโลกาได้อีกต่อไป!
นอกจากนั้น ในหมู่โอสถที่เตาเสริมสวรรค์หลอมออกมาได้ มิได้มีเพียงโอสถซึ่งสามารถสนองความต้องการฝึกฝนของซูอี้ได้เท่านั้น พวกมันบางส่วนยังถูกตระเตรียมเพื่อหุ่นเชิดวิญญาณศึกเหลยเจ๋อด้วย
จากวาจาของวานรเฒ่าสะพายดาบ ยามเหลยเจ๋อสมบูรณ์พร้อม เขามีความแข็งแกร่งในระดับสองแกนรวมศูนย์แห่งขอบเขตมหาศาล! ทว่าเหลยเจ๋อถูกหายนะเทพ ทั้งร่างและวิญญาณบาดเจ็บสาหัส กระทั่งพลังที่มายังใกล้เหือดหาย
หนึ่งเดือนมานี้ แม้เขาจะหลอมโอสถซ่อมร่างวิถี ฟื้นจิตวิญญาณจากเตาเสริมสวรรค์มาได้มากมาย มันก็ยังนับได้เพียงหนึ่งหยดวารีในถังน้ำสำหรับบาดแผลของเหลยเจ๋อ! ตลอดมานี้ มันทำได้เพียงให้เหลยเจ๋อฟื้นอำนาจที่มาของเขาขึ้นมาส่วนเล็ก ๆ ส่วนจิตวิญญาณและร่างวิถีนั้น แม้จะดีขึ้นก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้รู้สึกรับมือยากมาก ตระหนักแล้วว่าหากต้องการให้เหลยเจ๋อหายดี เขาอาจต้องออกตามหาโอสถเซียนขอบเขตมหาศาลมากองหนึ่ง!
วานรเฒ่าสะพายดาบเองก็เช่นกัน แม้ซูอี้จะสลายอำนาจหายนะเทพในร่างของเขาไปจนสิ้น แต่เพราะบาดแผลสาหัสเกินไป การฝึกฝนของเขาจะร่วงจากขอบเขตมหาศาลอยู่รอมร่อ การหวนคืนสู่ยามสมบูรณ์พร้อมนั้นไม่อาจทำได้ในชั่วข้ามคืน
แม้โอสถที่เตาเสริมสวรรค์หลอมออกมาจะเรียกได้ว่าเป็นโอสถสูงสุดในระดับมหาเซียน แต่มันก็มีประโยชน์ต่อการเยียวยาบาดแผลของวานรเฒ่าสะพายดาบไม่มากนัก
สรุปคือ ไม่ว่าเหลยเจ๋อหรือวานรเฒ่าสะพายดาบ ครั้งหนึ่งพวกเขาก็ล้วนแต่เป็นตัวตนในขอบเขตมหาศาล มีทางเดียวเท่านั้นที่พวกเขาจะฟื้นอำนาจได้ นั่นก็คือหาโอสถเซียนขอบเขตมหาศาล! โชคร้ายที่หุบเหวหมอกดำนี้ไม่มีโอสถที่ว่า
อันที่จริง ในแดนเซียนทุกวันนี้ โอสถเซียนขอบเขตมหาศาลนั้นกล่าวได้ว่าหายากยิ่ง พบได้เพียงในขุมกำลังยักษ์ใหญ่เท่านั้น
“ยามเตาเสริมสวรรค์นี้สมบูรณ์พร้อม มันเทียบได้กับสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาล และเมื่อนานมาแล้ว มันก็เป็นสมบัติก้นหีบของจอมราชันวิถีโอสถผู้หนึ่ง” ซูอี้นำไหสุราขึ้นยกจิบ “จอมราชันวิถีโอสถผู้นั้นยังโด่งดังยิ่งก่อนยุคอวสานเซียนอีกด้วย เป็นที่รู้จักในนาม ‘จักรพรรดิโอสถว่านเฉียน’ นับได้ว่าเป็นผู้ก้าวขึ้นสู่ขอบเขตมหาศาลก่อนข้าผู้หนึ่ง แต่โชคร้ายที่คนผู้นี้หายตัวไปอย่างลึกลับมาเนิ่นนาน ไร้ผู้ใดทราบว่าเขาไปยังหนใด”
“และเตาเสริมสวรรค์นี้ก็หายไปในกาลก่อนด้วย” เมื่อพูดถึงตรงนี้ ซูอี้ก็กล่าวยิ้ม ๆ “กระทั่งข้าก็มิคาดเลยว่าในยุคอวสานเซียน สมบัติชิ้นนี้จะประสบหายนะ หนีออกมาจากแดนเซียน และปรากฏขึ้นในจักรดาราตงเสวียน แล้วจึงมาอยู่กับข้า”
รัศมีเซียนสีม่วงในเตาเสริมสวรรค์แปรเปลี่ยนเป็นข้อความ ‘นี่คือชะตา และเจ้ากับข้ามีวาสนาต่อกัน’
ซูอี้ผงะไป ต้องกล่าวว่าทุกวันนี้ เตาเสริมสวรรค์มีสติปัญญามากขึ้นทุกขณะ
วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าวว่า “ทุกการกระทำมีเหตุผล หากจักรพรรดิโอสถว่านเฉียนซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อกาลก่อนโผล่มาในภายหน้า ข้าเกรงว่าสมบัตินี้คงทิ้งเจ้าเป็นแน่”
ม่านตาของซูอี้หดตัวเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวขึ้นทันที “ก็แค่คืนสู่นายเดิมเท่านั้น”
เตาเสริมสวรรค์พลันสั่นสะท้านรุนแรง และข้อความบรรทัดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในเตา ‘จักรพรรดิโอสถว่านเฉียนตายไปแล้วที่ธารสายยาวแห่งยุคสมัย’
ซูอี้อดตะลึงมิได้ ตายไปแล้วในธารสายยาวแห่งยุคสมัย?
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเกิดอันใดขึ้นกับเขา?”ซูอี้ถาม
เตาเสริมสวรรค์ตอบว่า ‘ข้าไม่ทราบ แต่ต้องเกี่ยวเนื่องกับเทพเป็นแน่ ความปรารถนาสูงสุดในชีวิตจักรพรรดิโอสถว่านเฉียนคือสร้างโอสถเทพโดยแท้จริงเพื่อบรรลุเทพ แต่โชคร้ายที่เขาล้มเหลวในท้ายที่สุด’
ซูอี้พยักหน้า ก่อนหวังเย่ตายตก เขาเองก็เคยเข้าไปยังธารสายยาวแห่งยุคสมัย และถูกเหล่าเทพโจมตีจนต้องหนีออกมา จึงอนุมานได้ว่าจักรพรรดิโอสถว่านเฉียนเองก็คงประสบเรื่องเช่นเดียวกัน แต่มิอาจหนีเอาชีวิตรอดได้
เตาเสริมสวรรค์ ‘ข้ามีสูตรโอสถแผ่นหนึ่งที่จักรพรรดิโอสถว่านเซียนทิ้งไว้ มันบันทึกเคล็ดสร้างโอสถเทพไว้ ยามข้าฟื้นพลังชีวิตขึ้นในภายหน้า ข้าจะมอบมันให้เจ้า’
สูตรลับการสร้างโอสถเทพ!!
ซูอี้และวานรเฒ่าสะพายดาบมองหน้ากัน อดตะลึงอึ้งไปมิได้ หากเรื่องนี้แพร่งพราย เกรงว่าคงทำให้ตัวตนขอบเขตมหาศาลทั่วโลกหล้าน้ำลายหกกันเป็นแน่แท้!
ไกลออกไปเกิดเสียงฝีเท้าเลื่อนลั่นเยี่ยงสายฟ้าขึ้น แล้วร่างใหญ่ยักษ์สูงหมื่นจั้งของฮวงถัวก็เดินมาหา
“ใต้เท้า อีกไม่ถึงวัน อำนาจผนึกทางเข้าหุบเหวหมอกดำจะสลายไปขอรับ” ฮวงถัวกล่าวเสียงทุ้มลึก “ยามนั้น ข้าเกรงว่าคนนอกจะแห่เข้ามากันมาก ขอใต้เท้าชี้แนะด้วยว่ารับมือเช่นไรดี”
ฮวงถัวเป็นเทพมารปฐมสวรรค์ของแท้! ตั้งแต่ยุคสุดวิเวก เขาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับวานรเฒ่าสะพายดาบ รบกับทูตสวรรค์เหล่านั้นอย่างดุเดือดที่นี่ และโชคร้ายถูกอำนาจเทพปราบลง ร่างของเขาจึงถูกพันธนาการด้วยตรวนประหลาด เป็นกฎบัญญัติแห่งยุคสมัยแบบหนึ่งซึ่งจองจำฮวงถัวมาเนิ่นนานเกินคณานับ!
หนึ่งเดือนมานี้ ซูอี้เองก็ใช้เวลาช่วยฮวงถัวสะบั้นตรวนดุจขุนเขาบนร่างของเขา เพื่อให้ฮวงถัวเป็นอิสระจากพันธนาการโดยสมบูรณ์เช่นกัน
“สหายเต๋า เจ้าว่าทำเช่นไรดี?” วานรเฒ่าสะพายดาบหันไปถามซูอี้
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก และกล่าวว่า “ข้าก็ควรไปได้แล้ว”
เมื่อนับนิ้วดู อีกไม่ถึงครึ่งปี ‘งานเลี้ยงราตรีจอมเซียน’ ที่ลัทธิหมื่นวิญญาณจะจัดขึ้น ณ เขาปู้โจวก็จะเปิดฉากขึ้น และภูเขาปู้โจวก็ยังอยู่อีกห่างไกล ต้องออกเดินทางแต่เนิ่น ๆ เพื่อมิให้เกิดเหตุพลิกผันใด ๆ มาทำให้เสียเวลามากไปกว่าที่ควรอีก