บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1736-1740
ตอนที่ 1,736: ไม่มีอะไรต้องลุ้น
“ข้าไม่ยินยอม!”
ข่งเย่กับฉีเซียวเจิ้นผู้เป็นเจ้าสำนักแทบจะเอ่ยพูดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ท่าทีแข็งกร้าว!
สีหน้าของเหว่ยอวิ่นบึ้งตึงขึ้นมาในทันใด ทำตาขวาง “พวกเจ้าทำเช่นนี้ มีแต่จะทำให้แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของพวกเราต้องมอดม้วย ช่างดื้อรั้นไม่เข้าใจอันใดบ้างเลย!”
เขาลุกขึ้นยืน ท่าทางน่ากลัว จากนั้นยกมือขึ้นแตะ
ครืน! สายรุ้งเทวะสีเขียวจำนวนนับมิถ้วนปรากฏขึ้นราวกับเชือก มัดตัวฉีเซียวเจิ้นผู้เป็นเจ้าสำนักอย่างแน่นหนา
ทุกคนพากันตะลึง เหล่าผู้อาวุโสที่เดิมทีคิดจะสนับสนุนเจ้าสำนัก เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วต่างก็หดหัว แต่ละคนเงียบกริบไม่ปริปากเหมือนกันจักจั่นจำศีล
เหว่ยอวิ่นกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ลงโทษเจ้าหันหน้าเข้ากำแพงเพื่อสำนึกผิด ตำแหน่งเจ้าสำนักให้ผู้อาวุโสใหญ่ทำแทนชั่วคราว”
ฉีเซียวเจิ้นก้มหน้านิ่งไม่พูด สีหน้าเศร้าสลด ผู้อาวุโสใหญ่สุยเฟิงเหอกระตือรือร้น กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ผู้น้อยน้อมรับบัญชา!”
“ศิษย์น้อง ข้าขอถามเจ้าอีกครั้ง เห็นด้วยหรือไม่?” เหว่ยอวิ่นเบนสายตามองไปที่ข่งเย่
สีหน้าของมหาเซียนข่งเย่มืดมน แผดเสียง “ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้ว เจ้าเหว่ยอวิ่น คงจะทรยศต่อสำนักมานานแล้ว รู้เห็นเป็นใจกับลัทธิหมื่นวิญญาณกระทำเรื่องชั่วช้า!”
เหว่ยอวิ่นขมวดคิ้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ในเมื่อเจ้าดื้อรั้นดึงดัน ถ้าเช่นนั้นก็จงไปหันหน้าเข้ากำแพงเพื่อสำนึกความผิดกับอดีตเจ้าสำนักก็แล้วกัน”
พอเขาพลิกฝ่ามือ คันฉ่องทองเหลืองหนึ่งพลันปรากฏขึ้น นั่นคือสมบัติชิ้นสำคัญประจำแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว มีอานุภาพน่าเกรงขาม สามารถควบคุมพลังค่ายกลต้องห้ามที่ครอบคลุมไปทั่วสำนัก และสามารถสังหารมหาเซียนได้อย่างง่ายดาย
“ผู้อาวุโสสูงสุด หากเจ้ากล้าทำอะไรอาจารย์ ข้าจะเป็นคนแรกที่ไม่รับปาก!” ใบหน้างดงามของอิ้งซิ่วเปลี่ยนไป ทันใดนั้นก็ก้าวออกมา
คันฉ่องแสงหยกพลิ้วนั้นเป็นสิ่งที่อิ้งซานเสวี่ยผู้เป็นบรรพชนของนางทิ้งไว้ให้ เหว่ยอวิ่นสีหน้าสลด “อิ้งซิ่ว ข้าทำไปเพื่อความอยู่รอดของสำนัก เจ้าจงหลีกไปเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้น อย่ากล่าวโทษข้าที่จับเจ้าขังไปด้วย!”
เหตุที่ฐานะของอิ้งซิ่วไม่ธรรมดา ก็เพราะว่าบรรพชนของนางคือ อิ้งซานเสวี่ย ตัวตนขอบเขตมหาศาลผู้มีอิทธิพลอย่างมากในแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว!
“ไม่หลีก!” อิ้งซิ่วเม้มริมฝีปาก ความโกรธเกรี้ยวเต็มใบหน้า สายตาของเหว่ยอวิ่นเป็นประกาย พลันสะบัดแขนเสื้อ
ครืน! แสงเบญจลีเขียวพุ่งออกมา มหาเซียนข่งเย่เข้าปกป้องอิ้งซิ่วในฉับพลัน
ทว่า เมื่อเหว่ยอวิ่นพลิกคันฉ่องแสงหยกพลิ้วในมือ พลังขัดขวางได้ผุดออกมากดทับมหาเซียนข่งเย่ติดกับพื้น! ส่วนร่างของอิ้งซิวกระเด็นไปไกล ผมยาวสลวยหลุดรุ่ย สีหน้าซีดขาว
“อาจารย์!” อิ้งซิ่วกังวลใจ ทั้งตื่นตระหนกและโกรธเกรี้ยว
“ข้าไม่เป็นไร” มหาเซียนข่งเย่ส่ายหน้า สีหน้าหม่นหมอง
เขาเข้าใจอย่างชัดเจนแล้ว เหว่ยอวิ่นต้องการจะสวามิภักดิ์ต่อลัทธิหมื่นวิญญาณ ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าใครในแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วไม่อาจขัดขวางได้
เหว่ยอวิ่นกล่าวไร้ความรู้สึก “ยังมีใครจะคัดค้านอีกหรือไม่?” เขากวาดตามองทุกคนในห้องโถงใหญ่ ไม่มีใครตอบ!
ทว่าเวลานี้ นอกห้องโถงใหญ่มีเสียงราบเรียบของใครคนหนึ่งดังขึ้น “หากข้ามาช้ากว่านี้อีกสักหน่อย เจ้าคงจะทำลายแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วแห่งนี้จนดับสูญไปแล้ว”
เสียงไม่ดังนัก แต่ทุกคนสามารถได้ยินอย่างชัดเจน ใคร!? สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่นอกห้องโถงอย่างพร้อมเพรียงกัน ทันใดก็เห็นร่างสูงโปร่งในชุดสีเขียวเดินมาจากไกลๆ ก้าวเดินสบายๆ ราวกับกำลังเดินเล่นอยู่ในสวน
ทุกคนต่างก็ขมวดคิ้วตื่นตระหนก ที่นี่เป็นสถานที่สำคัญของแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว อย่าว่าแต่คนนอกเลย แม้กระทั่งลูกศิษย์คนสำคัญของแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วก็ยังไม่กล้าบุกเข้ามาโดยพลการ
ทว่าตอนนี้กลับมีคนหนุ่มเดินอาดๆ เข้ามา ใครบ้างจะไม่รู้สึกประหลาดใจ?
“สหายเต๋าซู!” เมื่อมองเห็นคนที่มาแล้ว อิ้งซิ่วร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ
สหายเต๋าซู? มหาเซียนข่งเย่รู้ในทันใดว่าคนหนุ่มคนนั้นคือใคร รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ทว่าเมื่อนึกถึงสมบัติชิ้นสำคัญประจำสำนักที่เหว่ยอวิ่นถือครองเหล่านั้นแล้ว ความตื่นเต้นดีใจของข่งเย่พลันสลายไปมากกว่าครึ่ง กลับรู้สึกตื่นกลัวขึ้นมาแทนที่!
เหว่ยอวิ่นทำทุกอย่างเพื่อจะสวามิภักดิ์ต่อลัทธิหมื่นวิญญาณ ในสถานการณ์เช่นนี้ จะยอมให้ซูอี้ช่วยไปจัดการกับลัทธิหมื่นวิญญาณอีกครั้งได้อย่างไรกัน?
“คนแซ่ซู? หรือว่าเจ้าจะเป็นซูอี้?” ผู้อาวุโสใหญ่สุยเฟิงเหอกล่าวด้วยความตกใจ พอเอ่ยเช่นนี้ออกมา ทุกคนในห้องโถงใหญ่พากันสีหน้าเปลี่ยน
ราชันเซียนชื่อเสียงกระฉ่อนราวกับตำนานที่แจ้งเกิดในแดนเซียน เคยพิฆาตเหล่ามหาเซียน ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด และเคยสังหารมหาเซียนแปดคนในงานประกวดล่าเวหาภายใต้ชื่อเสิ่นมู่! เรื่องราวเหล่านี้ถูกเล่าขานกันไปทั่ว ใครบ้างที่ไม่รู้
ชั่วครู่เดียว สายตาที่ทุกคนมองดูซูอี้ก็เปลี่ยนไป “เจ้า… เจ้าตายอยู่ในหุบเหวหมอกดำแล้วไม่ใช่หรือ?” สุยเฟิงเหอทนไม่ไหวกล่าวออกมา คนอื่นๆ ก็สงสัยเช่นกัน
เมื่อสามเดือนก่อน มหาเซียนของเก้าขุมกำลังใหญ่ไล่ล่าซูอี้ด้วยกัน สุดท้ายทุกคนกลับหายตัวไปในหุบเหวหมอกดำอย่างลึกลับ เรื่องนี้สร้างความแตกตื่นไปทั่วแดนเซียน
จนถึงตอนนี้ ซูอี้และมหาเซียนเหล่านั้นเป็นหรือตายก็ยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีใครรู้ ทว่าเวลานี้ ซูอี้กลับปรากฏตัวอยู่ในถิ่นของแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของพวกเขา ดังนั้นใครเล่าจะไม่ตื่นตกใจ?
ซูอี้ไม่ได้ใส่ใจคำพูดของสุยเฟิงเหอ เขาเดินเข้าห้องโถงใหญ่แห่งนี้ พยุงอิ้งซิ่วให้ลุกขึ้นจากพื้นเสร็จ จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ยังดี ข้าไม่ถึงกับมาช้ามากนัก ประเดี๋ยวจะช่วยเอาคืนให้เจ้า”
เมื่อชาติก่อน เขากับอิ้งซานเสวี่ยถือเป็นสหายรักร่วมวิถี ส่วนอิ้งซิ่วก็คือคนรุ่นหลังของอิ้งซานเสวี่ย มีความสัมพันธ์เช่นนี้อยู่ ซูอี้ไม่มีทางปล่อยให้อิ้งซิ่วโดนรังแกอย่างแน่นอน
จากนั้น เขาก็เดินมาอยู่ข้างกายมหาเซียนข่งเย่ ผายมือออกไป พลังขัดขวางที่กดทับบนตัวมหาเซียนข่งเย่ก็ถูกขจัดออก
เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว คนอื่นๆ ในเหตุการณ์พากันตื่นตะลึง นั่นเป็นถึงค่ายกลต้องห้ามประจำแดนของแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว ทว่าเวลานี้กลับโดนราชันเซียนผู้หนึ่งขจัดให้สูญสลายไปอย่างง่ายดายเพียงดีดนิ้ว!
“ซูอี้! นี่เป็นสถานที่ของแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของพวกเรา เจ้าทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?” สุยเฟิงเหอกล่าวเสียงเคร่งเครียด
ทว่าซูอี้ไม่ใส่ใจราวกับมองไม่เห็น หรือกล่าวได้อีกอย่างว่าเขาไม่ใส่ใจคนอื่นๆ ในห้องโถงใหญ่ที่แห่งนี้!
เขาเบนสายตามองไปที่มหาเซียนข่งเย่ กล่าว “เรื่องราวที่เกิดขึ้น ข้าพอจะรู้คร่าวๆ แล้ว ให้เป็นหน้าที่ข้าจัดการ เจ้ากับอิ้งซิ่วจงคอยดูอยู่อีกด้าน”
มหาเซียนข่งเย่ถ่ายทอดเสียงเตือนสติ “สหายเต๋าซู ศิษย์พี่เหว่ยอวิ่นยึดครองคันฉ่องแสงหยกพลิ้ว สามารถควบคุมสมบัติล้ำค่าและค่ายกลต้องห้ามประจำสำนักได้ เจ้าต้องระมัดระวังตัวให้มาก” ซูอี้พยักหน้า
และในเวลานี้ เหว่ยอวิ่นที่คอยมองเหตุการณ์ด้วยสายตาเย็นชามาโดยตลอด พลันกล่าวด้วยน้ำเสียงมีพลัง “สหายเต๋าซูเป็นแขกที่เดินทางมาไกล แต่แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของพวกเราไม่ต้องการความช่วยเหลือของสหายเต๋า เชิญกลับไปเสียเถอะ!”
เวลานี้ซูอี้จึงเบนสายตามองไป กล่าวน้ำเสียงราบเรียบ “ข้ามาครั้งนี้ ไม่ได้มาเพื่อช่วย แต่มาเพื่อกำจัดคนที่สมรู้ร่วมคิดกับลัทธิหมื่นวิญญาณทั้งหมดให้สูญสิ้น”
เหว่ยอวิ่นหรี่ตาลงโดยพลัน บรรดาผู้อาวุโสมากมายสีหน้าแปรเปลี่ยนทันใด ชื่อคนนั้นสำคัญ เงาของต้นไม้ก็เช่นเดียวกัน
ถึงแม้ซูอี้จะเป็นราชันเซียน ทว่าใครบ้างไม่รู้ว่าคนหนุ่มคนนี้เคยสังหารมหาเซียนไปแล้วมากมาย?
เหว่ยอวิ่นสูดหายใจทีหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าขอเตือนเจ้าว่าอย่าได้เข้ามายุ่ง อย่าลืมตอนนี้เจ้าโดนเก้าขุมกำลังวิถีเซียนจ้องจะเล่นงานอยู่ ขอเพียงข้าปล่อยข่าวออกไปเท่านั้น เจ้าก็จะตกอยู่ในสภาพจนตรอกไม่อาจฟื้นตัวได้อีก!”
“นอกจากนี้ ทั่วทั้งแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของข้าล้วนปกคลุมไปด้วยค่ายกลพิฆาตโบราณ สามารถฆ่าสังหารมหาเซียนคนใดก็ได้อย่างง่ายดาย หากว่าสหายเต๋าต้องการจะก่อเหตุวุ่นวายขึ้นที่นี่ คงจะมีจุดจบที่ไม่สวยนัก”
เช่นนี้เป็นการข่มขู่แบบที่แทบจะมิปิดบังอำพราง! ซูอี้กลับหัวเราะ กล่าว “พูดจบแล้วหรือ?”
“ซูอี้!” ทันใด ผู้อาวุโสใหญ่สุยเฟิงเหอด่าตวาด “ให้หน้าเจ้าแล้วเจ้ากลับไม่เอา พวกเราให้ความนับถือต่อเจ้าเพราะไม่อยากจะแตกหักด้วย แต่หากเจ้าคิดว่าพวกเรากลัวละก็มันผิดมหันต์!”
ซูอี้งอนิ้วแล้วดีด ฉึบ! พลังดาบปรากฏขึ้น กลางหน้าผากของสุยเฟิงเหอมีรูโหว่พร้อมกับเลือดปรากฏ ร่างล้มลงกับพื้นเสียงดังสนั่น
ทุกคนแตกตื่น เสียงโหวกเหวกดังไปทั่ว พวกผู้อาวุโสเหล่านั้นต่างก็ตกใจ ไม่มีใครคาดคิดว่าบทจะฆ่าขึ้นมา ซูอี้ก็ลงมือเลย ไม่มีบอกกล่าวกันล่วงหน้าแม้แต่น้อย!
แม้กระทั่งมหาเซียนอย่างเหว่ยอวิ่นเช่นนี้ ก็ยังเข้าขัดขวางไม่ทัน! อิ้งซิ่วเม้มริมฝีปาก รู้สึกสาแก่ใจยิ่งนัก คนทรยศเช่นนี้ สมควรฆ่า!
มหาเซียนข่งเย่กลับแอบร้องว่าแย่แล้ว หากเป็นเช่นนี้ เหว่ยอวิ่นมีหรือจะยอมรามือแต่โดยดี?
บนพื้น เลือดอาบไหลนอง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง สีหน้าของเหว่ยอวิ่นเปลี่ยนไป ดุดันโกรธจัดขึ้นมา ในสายตามีแววอาฆาต “ซูอี้! พวกข้าไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับเจ้า แต่เจ้ากลับฆ่าคนไม่เลือก ทำเช่นนี้จะเกินไปแล้วกระมัง?”
ซูอี้คิดสักครู่แล้วกล่าว “ข้ามาหุบเขาปู้โจวในครั้งนี้ก็เพื่อถล่มลัทธิหมื่นวิญญาณ ส่วนพวกเขาสมรู้ร่วมคิดกับลัทธิหมื่นวิญญาณ ดังนั้นย่อมสมควรตายเป็นธรรมดา”
พูดจบ เขากวาดสายตามองผู้อาวุโสทั้งหลายในที่นั้น “ใครข้องใจ สามารถก้าวออกมาได้ในตอนนี้ ข้าจะได้ไม่ต้องคัดทีละคน” ทุกคนสีหน้าแปรเปลี่ยน ไม่กล้าสบสายตาซูอี้
เหว่ยอวิ่นโกรธจนหัวเราะ กล่าว “เบื้องหลังลัทธิหมื่นวิญญาณมีเทพตนหนึ่งคอยหนุน เจ้าสามารถท้าทายได้ด้วยหรือ? รนหาที่ตายชัดๆ!” พูดจบเขาก็ผลักคันฉ่องแสงหยกพลิ้ว
ครืน! พลังค่ายกลต้องห้ามปรากฏ กลายเป็นประกายแสงสีทองบาดตา พุ่งตรงไปพิฆาตซูอี้ ค่ายกลลี้ลับแสงหยกพลิ้ว! ค่ายกลพิฆาตป้องกันภูเขาอันดับที่หนึ่งของแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว!
อานุภาพขนาดนั้น มีความน่ากลัวอย่างที่สุดจริง สามารถคร่าชีวิตมหาเซียนคนใดก็ได้ในโลกปัจจุบัน
“ระวัง!” ข่งเย่สีหน้าแปรเปลี่ยน แต่กลับเห็นซูอี้ไม่ถอยหนี ทั้งยังก้าวเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
ครืน! ประกายแสงสีทองที่พุ่งตรงมาหาตรงหน้านั้นแตกสลายในทันใด กลายเป็นสะเก็ดแสงกระจายเต็มท้องฟ้า และนับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ ซูอี้ไม่เคยลงมือตอบโต้เลย!
ทุกคนต่างพากันตื่นตะลึง สูดปากอย่างแรง ซูอี้คนนี้… ดูเหมือนจะน่ากลัวยิ่งกว่าที่เล่าลือกันเสียอีก!
“ฆ่า!” เหว่ยอวิ่นร้องตวาดด้วยอาการโกรธจัด ขับเคลื่อนคันฉ่องแสงหยกพลิ้วอย่างเต็มกำลัง
ครืน! พลังค่ายกลต้องห้ามสาดเทด่านแล้วด่านเล่า ทั้งหมดล้วนพุ่งตรงไปสังหารซูอี้ คนอื่นๆ ในห้องโถงใหญ่พากันแยกย้ายหลบหนีด้วยความแตกตื่น เพราะกลัวจะโดนลูกหลง
แต่เห็นซูอี้ก้าวเดินไปข้างหน้า ร่างสูงโปร่งแสดงพลังยิ่งใหญ่สะท้านฟ้าสะเทือนดินออกมา ทุกพื้นที่ที่เดินผ่าน ค่ายกลต้องห้ามแต่ละด่านแตกระเบิด ไม่อาจทำร้ายเขาได้
เหมือนดั่งหินใหญ่กลางทะเล ไม่ว่าคลื่นจะโหมซัดเช่นใดก็ไม่สั่นคลอน! เช่นนี้สร้างความหวาดกลัวให้แก่เหว่ยอวิ่นมาก จนแทบไม่ยากจะเชื่อ
และในเวลานี้ เมื่อซูอี้ก้าวเดินมาอยู่ใกล้ๆ แล้ว พอยกมือขึ้นเขาก็กดลงในพลัน “คุกเข่า!”
เหว่ยอวิ่นตาปูดโปน ขัดขืนอย่างเต็มกำลัง ทว่ามหาเซียนผู้ที่ถูกหายนะเทพคุกคามเช่นเขา ไฉนเลยจะสามารถต่อสู้กับซูอี้ได้!
ปัง! พร้อมกับเสียงดังหนักๆ เหว่ยอวิ่นคุกเข่าลงกับพื้น กระดูกหัวเข่าทั้งสองแตก เลือดไหลนองพื้น ส่งเสียงร้องระบมโอดครวญออกมา
ชั่วเวลาเพียงพลิกฝ่ามือ ผู้อาวุโสสูงสุดที่ก่อนหน้านี้ยังทำตัวเก่งกาจเหิมเกริมไปทั่วก็โดนกดทับให้คุกเข่าลงกับพื้น! คนทั้งหลายมองจนตาค้าง นิ่งตะลึงอยู่ตรงนั้น
บดขยี้อย่างราบคาบ ไม่มีอะไรให้ต้องลุ้น!
ตอนที่ 1,737: พิรุธ
บรรยากาศในห้องโถงใหญ่เงียบสงัดราวกับป่าช้า ทุกคนล้วนตื่นตะลึงในความยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานของซูอี้
เหว่ยอวิ่นคุกเข่ากับพื้นตัวสั่นระรัวเพราะความเจ็บปวด เขาพยายามอย่างสุดแรงเพื่อเงยหน้าขึ้น แผดเสียง “หากว่าเจ้าฆ่าข้า เจ้าต้องโดนลัทธิหมื่นวิญญาณแก้แค้นแน่ ถึงเวลานั้น เจ้าเลือกที่จะหนีไปก็ได้ แต่แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของข้าเล่าจะทำเช่นใด?”
ซูอี้กล่าวน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าบอกแล้ว มาหุบเขาปู้โจวในครั้งนี้ก็เพื่อถล่มลัทธิหมื่นวิญญาณ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดข้าต้องหนีด้วย?”
เหว่ยอวิ่นเบิกตากว้าง “ลัทธิหมื่นวิญญาณมีเทพคอยหนุนหลัง แม้กระทั่งขุมกำลังยักษ์ใหญ่ในตอนนี้ก็ยังไม่กล้าหาเรื่องด้วย เจ้ากล้าดีอย่างไรจึงท้าทายเหล่าเทพ?”
ซูอี้ส่งเสียงหัวเราะ กล่าว “เทพอันใดกัน ไม่ช้าก็เร็วต้องมีสักวันที่ข้าจะถอนรากพวกมัน!” พูดจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อ
ปัง! ร่างของเหว่ยอวิ่นแตกสลายกลายเป็นผงธุลี ทุกคนตัวสั่นระรัว ไม่มีใครขนไม่ลุก ไม่คาดคิดเลยว่าตัวตนขอบเขตมหาเซียนอย่างผู้อาวุโสสูงสุดเช่นนี้กลับถูกฆ่าตายอย่างง่ายดาย!
“ข้าฆ่าคนทรยศที่คดในข้องอในกระดูกแทนแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของพวกเจ้า มีผู้ใดขัดข้องหรือไม่?” ซูอี้กวาดสายตามองดูทุกคน
บรรยากาศกดดัน อึมครึม ไม่มีใครปริปาก และเมื่อซูอี้เบนสายตามองไปที่สุยเฟิงเหอ ผู้อาวุโสใหญ่ผู้นี้พลันสีหน้าแปรเปลี่ยนในทันใด กล่าว “เรื่องที่จะสวามิภักดิ์ต่อลัทธิหมื่นวิญญาณ ล้วนเป็นความคิดของอาจารย์ลุงเหว่ยอวิ่นทั้งสิ้น ข้าเพียงแค่ทำตามคำบัญชาเท่านั้น…”
ฉัวะ! ปราณดาบปาดคอสุยเฟิงเหอจนขาดกระเด็น ศีรษะแยกออกจากร่าง ภาพสยดสยองเช่นนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกคนจนหน้าถอดสีอีกครั้ง เข่าสองข้างถึงกับอ่อนยวบ
มีคนส่งเสียงด่าทอซูอี้ด้วยความโกรธแค้น “ซูอี้ เจ้าเป็นแค่คนนอก แต่กลับฆ่าคนของแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วไม่เลือกหน้า จะบังอาจเกินไปแล้ว!”
ปัง! ครูถัดมา ร่างของคนผู้นี้ก็ปริแยก วิญญาณแตกสลาย
ซูอี้กล่าวน้ำเสียงราบเรียบ “ยังมีใครไม่พอใจอีกหรือไม่?” เงียบไปนานไม่มีใครกล้าตอบ ต่างก็หวาดกลัวในความโหดเหี้ยมฆ่าคนไม่กะพริบตาของซูอี้
“วิธีการของจอมราชันอนันตรัตติกาล ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ…” จิตใจของอิ้งซิ่วตกอยู่ในภวังค์ รู้สึกเพียงว่าร่างกายซูอี้ใหญ่โตมโหฬาร ใครที่พบเห็นล้วนต้องกราบไหว้!
และในเวลานี้ ฉีเซียวเจิ้นผู้เป็นเจ้าสำนักถูกปล่อยตัว เขาลุกขึ้นจากพื้นประสานมือน้อมคารวะต่อซูอี้พลางกล่าว “ขอบคุณสหายเต๋าที่ช่วยเหลือ ช่วยกำจัดคนชั่วแทนแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของข้า!”
ซูอี้กล่าว “เจ้าไม่กล่าวโทษข้าหรือ?”
ฉีเซียวเจิ้นส่ายหน้า “ผู้อาวุโสสูงสุดกับผู้อาวุโสใหญ่สองคนนี้หลงเชื่อคำของคนอื่น สมรู้ร่วมคิดกับศัตรู ไม่ต่างอะไรจากไส้ศึก หากมิใช่เพราะสหายเต๋ามาได้ทันกาลและใช้วิธีการเฉียบขาดสังหารเช่นนี้ แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของข้าจะต้องล่มสลายด้วยฝีมือของคนทั้งสองนี้อย่างแน่นอน!”
“ไม่ผิด เรื่องในวันนี้ สหายเต๋ามีพระคุณต่อแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของพวกเรา พวกข้ารู้สึกสำนึกบุญคุณยิ่งนัก จะกล่าวโทษได้อย่างไรกัน?” มหาเซียนข่งเย่ก้าวเดินมาข้างหน้า แสดงความเคารพต่อซูอี้อย่างนอบน้อม
“ขอบคุณสหายเต๋ามาก!” คนอื่นๆ ราวกับเพิ่งได้สติ ต่างพากันแสดงความเคารพต่อซูอี้
“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก” ซูอี้กล่าว “เดิมทีข้าก็มีความแค้นกับลัทธิหมื่นวิญญาณอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้น เพราะเห็นแก่หน้าของแม่นางอิ้งซิ่ว เรื่องในวันนี้ ข้าไม่อาจเพิกเฉยดูดายได้”
“ครั้งนี้มีสหายเต๋าซูอยู่ ต่อให้ลัทธิหมื่นวิญญาณจะมารุกราน แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วก็ไม่กลัวเช่นกัน!” มหาเซียนข่งเย่กล่าวพร้อมกับหัวเราะ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจ
ซูอี้ถามย้อน “เพราะเหตุใดต้องรอให้ลัทธิหมื่นวิญญาณมารุกรานด้วย?” ทุกคนตะลึง
“แน่นอนว่าต้องเป็นฝ่ายจู่โจม บุกถึงรังของลัทธิหมื่นวิญญาณ ถล่มให้พังพินาศย่อยยับ”
เสียงสูดปากดังขึ้นในทันใด เป็นฝ่ายจู่โจม บุกลัทธิหมื่นวิญญาณ? ในแดนเซียนตอนนี้ แม้แต่ขุมกำลังยักษ์ใหญ่เหล่านั้นก็คงไม่กล้าทำเช่นนี้เป็นแน่!
จริงๆ แล้วแม้เทพถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์และระเบียบ ไม่อาจลงมาสู่โลกมนุษย์ได้ แต่เทพมีวิธีการมากมาย สามารถช่วยลัทธิหมื่นวิญญาณขจัดภัยพิบัตินานาชนิดไปได้! การบุกไปถึงรังของลัทธิหมื่นวิญญาณเท่ากับเป็นการล่วงละเมิดและบ้าระห่ำจนเกินไป!
เจ้าสำนักฉีเซียวเจิ้นรีบทัดทาน “สหายเต๋าโปรดตรึกตรองดูให้ดีก่อน! ลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นมีมหาเซียนจำนวนหลายสิบคนคอยปกปักรักษา และยังมีราชันเซียนสามร้อยกว่าคนกับทหารปีศาจอีกแปดหมื่น นอกจากนี้ เจ้าสำนักของพวกเขายังเบิกเขตสวรรค์ที่เทพกำหนดขึ้น ถือครองเคล็ดลับและสมบัติลึกลับมากมายที่เทพประทาน…”
ไม่รอให้พูดจบ ซูอี้กล่าวตัดบท “ข้าได้ตัดสินใจไปแล้ว”
หลังคิดสักครู่ ซูอี้ก็กล่าว “ขอให้ทุกท่านส่งทูตไปบอกสุขาวดีเทียนเสวียนกับสุขาวดีมหาดาราด้วยว่าให้พวกเขาไปดูการต่อสู้”
“ดูการต่อสู้?” อิ้งซิ่วไม่ค่อยเข้าใจ
“ไม่ผิด เมื่อข้าชนะแล้ว ให้พวกเขาไปจัดการกับพวกพ่ายแพ้เหล่านั้น ถือเป็นการแก้แค้นไปด้วย และก็ถือว่าเป็นการช่วยข้าจัดการกับปลาที่ลอดเบ็ดด้วยเช่นกัน”
มหาเซียนข่งเย่เป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ “ได้! การบุกโจมตีครั้งนี้ แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของพวกเราจะพยายามอย่างสุดกำลังเดินหน้าไปพร้อมกับสหายเต๋า นอกจากนี้ พวกเราจะพยายามเกลี้ยกล่อมอีกสองสำนักให้ส่งคนมาเสริม เพื่อไปต่อสู้กับลัทธิหมื่นวิญญาณด้วยกัน!”
ซูอี้ส่ายหน้า “เพียงให้พวกเขาไปดูการต่อสู้ก็พอแล้ว หากว่าบังคับให้พวกเขาส่งผู้แข็งแกร่งไปลัทธิหมื่นวิญญาณ… พวกเขาก็ช่วยอะไรไม่ได้”
ซูอี้ไม่คิดว่าอาศัยเพียงชื่อเสียงและบารมีของตัวเองในตอนนี้ จะสามารถทำให้สำนักใหญ่ทั้งสองยอมทำงานรับใช้โดยไม่คิดชีวิต
“สำหรับเรื่องนี้ ข้าจะไปสำนักทั้งสองแห่งด้วยตัวเองสักครั้ง” เจ้าสำนักฉีเซียวเจิ้นตัดสินใจ “หากต้องยอมเป็นฝ่ายถูกรุกราน สู้เป็นฝ่ายบุกยังจะดีเสียกว่า!”
“ดี หลังจากนี้สามชั่วยาม ข้าจะออกเดินทางไปยังลัทธิหมื่นวิญญาณ” ซูอี้พยักหน้า
มหาเซียนข่งเย่พาซูอี้กับอิ้งซิ่วมายังเรือนพักของเขา “ผู้น้อยข่งเย่ กราบคารวะใต้เท้าจอมราชัน!” เพิ่งเข้าไปในเรือน ข่งเย่ก็กราบแสดงความเคารพต่อซูอื้อย่างนอบน้อมแล้ว
“อย่าได้มากพิธีและเกรงใจเลย นั่งลงเถอะ” ซูอี้นั่งลงบนเบาะกลม หยิบไหสุราออกมาหรี่ตาครุ่นคิด
พลันซูอี้ถามขึ้น “เทียบกับแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของพวกเจ้าแล้ว สถานการณ์ของสุขาวดีเทียนเสวียนกับสุขาวดีมหาดาราดูเหมือนไม่ค่อยดีเช่นกัน ใช่หรือไม่?”
มหาเซียนข่งเย่พยักหน้าตอบ “เป็นเช่นนั้นจริงๆ ขอรับ เมื่อครั้งภัยพิบัติใหญ่ตอนยุคอวสานเซียน สำนักทั้งสามแห่งล้วนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง”
ซูอี้ถามอีก “เหตุใดเมื่อครั้งนั้นอิ้งซานเสวี่ยจึงไม่หลบหนีเหมือนกับตัวตนขอบเขตมหาศาลคนอื่นๆ แต่เลือกที่จะข้ามธารนทีสายยาวแห่งยุคเพื่อไปหลบเคราะห์ภัยที่อื่น?”
อิ้งซิ่วรีบตอบโดยเร็ว “ข้าจำได้ว่าท่านพ่อเคยกล่าวไว้ ตอนที่บรรพชนอิ้งซานเสวี่ยจากไป เคยกล่าวว่า ตัวตนระดับเช่นนี้ หากไม่ก้มหัวเพื่อหลบผลกระทบของหายนะเทพนั้น ก็ทำได้เพียงแค่ออกจากแดนเซียน เดินทางไปยังธารนทีแห่งยุคเพื่อหาหนทางรอด”
ซูอี้หรี่ตาลงเล็กน้อย กล่าว “ยอมก้มหัว? ยอมก้มหัวให้ใคร?”
ซูอี้นิ่งเงียบไปชั่วครู่ กล่าว “จอมราชันเฟิงถูแห่งสุขาวดีมหาดารากับจอมราชันจื่ออวิ๋นแห่งสุขาวดีเทียนเสวียน ไม่ได้อยู่ในแดนเซียนแล้วเช่นกันใช่หรือไม่?”
“ใช่ขอรับ” มหาเซียนข่งเย่พยักหน้า
ซูอี้ถอนใจเบาๆ ทีหนึ่ง จากนั้นพึมพำ “จริงดังที่คาด เรื่องนี้มีพิรุธ เมื่อก่อนนี้ ข้ากลับมองข้ามไป…”
ในแดนเซียนตอนนี้ ตัวตนขอบเขตมหาศาลที่เขารู้จักมักคุ้นเหล่านั้น หากไม่ได้อยู่ในแดนเซียน ก็ลาลับไปจากโลกแล้ว หาเหน้าไม่พบ!
“อิ้งซานเสวี่ยไม่ยอมก้มหัว จึงได้ออกจากแดนเซียนไป เมื่อสันนิษฐานกันตามนี้ แสดงว่าเซวี่ยเซียวจื่อกับพวกเจียงไท่อี๋ล้วนยอมก้มหัวแล้วเช่นนั้นหรือ จึงได้หลบหนีหายนะครั้งนั้นมาได้?”
“หากว่าเป็นเช่นนั้น พวกเขาเคยยอมประนีประนอมต่อใครอีก? ทวยเทพเช่นนั้นหรือ?” ซูอี้นวดหัวคิ้ว ความสงสัยผุดขึ้นในใจ
เขารู้ตัวดี ว่าภัยร้ายในครั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่อยู่ในความคาดหมายของตัวเอง! ‘หากว่าหาคนเก่าแก่ขอบเขตมหาศาลที่รู้เรื่องพบ บางทีอาจจะรู้ความจริงได้’
ตอนที่ 1,738: ผ่านตลอด
ซูอี้จิบสุราไปอึกหนึ่งแล้วจึงเริ่มสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของลัทธิหมื่นวิญญาณ มหาเซียนข่งเย่ก็ตอบทุกสิงตามที่รู้
ที่ตั้งของลัทธิหมื่นวิญญาณตั้งอยู่บนขุนเขาชื่อดังที่มีนามว่า ‘มหาราชวังสวรรค์’ ซึ่งอยู่ห่างจากแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วสามหมื่นลี้ ทว่าขอบเขตของขุมกำลังลัทธิหมื่นวิญญาณได้แผ่ขยายไปใกล้แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วเพียงแปดพันลี้!
ลัทธิหมื่นวิญญาณมีมหาเซียนอยู่หลายสิบคน ราชันเซียนสามร้อยกว่าคน และผู้แข็งแกร่งวิถีปีศาจอีกแปดหมื่นคน!
“สายวิถีนี้มีความซับซ้อน แบ่งกลุ่มแบ่งฝ่าย ขอเพียงสามารถตัดหัวเจ้าลัทธิได้ พวกมันก็เปรียบดังหมู่มังกรไร้หัว ลัทธิหมื่นวิญญาณจะต้องแตกสลายไปอย่างแน่นอน” มหาเซียนข่งเย่กล่าว
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณเป็นมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นสมบูรณ์ มีที่มาลึกลับซับซ้อน ได้รับการแต่งตั้งจากเทพให้เป็นทูตสวรรค์ ถือครองเคล็ดวิชาและสมบัติล้ำค่ามากมายที่เทพประทานให้
ภายใต้คำบัญชาของลัทธิหมื่นวิญญาณมีนักบวชที่มีความจงรักภักดีทั้งสิ้นสิบคน แต่ละคนล้วนเป็นมหาเซียนทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักบวชสูงสุดเว่ยสวิน
ซูอี้กล่าวแก้ไขว่า “ลัทธิหมื่นวิญญาณในตอนนี้น่านะมีนักบวชเหลือเพียงแค่เจ็ดคนเท่านั้น” เขาจำได้ชัดเจนว่าตอนที่อยู่ตลาดมังกรดำ หัวหน้านักบวชอวิ๋นเฉียงตายด้วยน้ำมือของราชันวิถีมังกรแดง และในการไล่ล่าเมื่อหลายเดือนก่อน มหาเซียนห้าคนของลัทธิหมื่นวิญญาณล้วนตายในเงื้อมมือเขา
มหาเซียนข่งเย่แนะนำว่า “ใต้เท้าจอมราชัน ตามที่ข้าดู พวกเราเพียงแค่ลอบบุกขึ้นขุนเขามหาราชวังสวรรค์ไป ด้วยฝีมือของท่าน คงสามารถแฝงกายเข้าไปในรังของพวกเขาได้โดยไม่มีใครรู้และสังหารพวกเขาได้โดยไม่มีใครรับมือทัน!”
ทว่าชายหนุ่มส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวว่า “ไม่จำเป็นต้องอำพรางกายหรอก บุกขึ้นไปสังหารถึงขุนเขามหาราชวังสวรรค์เลย ให้พวกเขาเตรียมตัวเป็นอย่างดีแล้ว ข้าจะได้รวบทีเดียวทั้งหมดอย่างสะดวก”
หลังจากผ่านไปสองชั่วยาม เจ้าสำนักฉีเซียวเจิ้นกลับมาแจ้งว่า สุขาวดีเทียนเสวียนกับสุขาวดีมหาดารารับปากแล้วว่าจะส่งผู้อาวุโสไปดูการต่อสู้ จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด ชายหนุ่มจึงเริ่มปฏิบัติการ
คนทีร่วมเดินทางพร้อมกับเขามีเพียงแค่มหาเซียนข่งเย่กับอิ้งซิ่วเพียงสองคนเท่านั้น ภูเขาปู้โจวมีอาณาบริเวณไกลถึงแปดหมื่นลี้ ทว่าทั้งหมดนี้ล้วนไม่อาจขัดขวางซูอี้ได้
หลังจากเพิ่งออกจากแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วได้ไม่นาน บนหนทางมุ่งตรงไปข้างหน้าของพวกซูอี้ มีผู้ฝึกตนปีศาจกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้น นำโดยราชันเซียนในชุดสีเงิน
“มหาเซียนข่งเย่? แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วของพวกเจ้าตัดสินใจจะสวามิภักดิ์ต่อลัทธิหมื่นวิญญาณของพวกเราแล้วเช่นนั้นหรือ?” รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า “หากว่าเป็นเช่นนี้ วันข้างหน้าพวกเราก็เป็นคนกันเองแล้ว!”
ชายหนุ่มคร้านจะพูดมาก พลันสะบัดแขนเสื้อ พรึบ! พลังดาบกลุ่มหนึ่งพุ่งออกไป ร่างของผู้ชายสวมชุดสีเงินกับคนที่ติดตามอยู่ระเบิดในทันใด วิญญาณดับร่างแตกสลาย
ตลอดทาง เขาเปรียบได้กับลมกรดผ่านพรมแดน แม้แต่หญ้าสักต้นก็ยังไม่งอก!
ห่างออกไปแปดพันลี้ ณ หุบเขาน้ำเต้า ที่นี่เป็นหนึ่งในที่มั่นของลัทธิหมื่นวิญญาณ มีขุมกำลังปีศาจภายใต้การปกครองมีนามว่า ‘สำนักปีศาจอิมพรรณ’ คอยดูแล มีมหาเซียนวิถีปีศาจหนึ่งคน
วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของผู้อาวุโสใหญ่ท่านหนึ่ง ทุกคนจึงจัดงานเลี้ยงฉลองครั้งใหญ่ขึ้น
“หืม?” ทันใด ผู้เฒ่าคนหนึ่งดื่มสุราจนเมามายขยี้ตา “สามคนนั้นคือใครกัน เหตุใดจึงบังอาจเข้ามาอยู่ในน่านฟ้าของหุบเขาน้ำเต้าของพวกเราได้?”
ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขามองเห็นได้ชัดเจน ก็เกิดแสงลุกวาบส่องสว่างไปทั่วฟ้า ราวกับพระอาทิตย์เจิดจ้า ภาวะดาบนับไม่ถ้วนพุ่งลงมาจากฟากฟ้าหนาแน่นราวกับพายุฝน!
หุบเขาน้ำเต้าทั้งลูกก็กลายเป็นรูพรุน เลือดไหลนองเป็นน้ำ! ซูอี้มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ด้วยสายตาเยือกเย็น
“ชั่วช้า!” พร้อมกับเสียงแผดร้องด้วยความโกรธ ผู้ชายสวมชุดสีดำร่างใหญ่บึกบึนเคลื่อนตัวมาทุบกระแทก มหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์!
ปัง! ซูอี้ใช้นิ้วแตะเบาๆ ค้อนยักษ์แตกสลาย สีหน้าของผู้ชายสวมชุดสีดำเปลี่ยนไป พอหมุนตัวได้ก็รีบหนีทันที! เพียงแต่ หนีไปได้ครึ่งทาง กลางร่างของเขาก็ปริแยกออกจากกัน!
“มหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นต้น ตายง่ายดายเช่นนี้เลยหรือ?” มหาเซียนข่งเย่เหงื่อผุดเต็มหน้า สังหารมหาเซียนราวกับฉีกกระดาษ!
ซูอี้หยิบไหสุราออกมาจิบคำหนึ่ง “ไปกันเถอะ หากว่ารีบเดินทางสักหน่อย ก่อนที่ฟ้าจะมืดน่าจะไปถึงขุนเขามหาราชวังสวรรค์ทัน”
ตอนที่ 1,739: หนึ่งบุคคลบุกตะลุยสามหมื่นลี้
ยอดเขาหสิงหม่าง สถานที่ตั้งของ ‘สำนักปีศาจหมื่นเมพินทร์’ ที่มั่นแห่งที่สองของลัทธิหมื่นวิญญาณ มีมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางหนึ่งผู้ ไกลออกไป ร่างของพวกซูอี้เพิ่งปรากฏ
“มหาเซียนข่งเย่! เจ้าพาคนบุกทะลวงหุบเขาน้ำเต้ามาแล้วหรือ?” เสียงหนึ่งดังสนั่น ร่างสูงพันจั้งปรากฏขึ้น มหาปีศาจสาดโลหิต!
สิ่งที่ตอบเขากลับมาคือหนึ่งดาบที่ซูอี้ฟาดออกมาจากในแขนเสื้อ ปราณดาบสายนี้ยาวสามพันจั้ง ดูประหนึ่งธารดาราละล่องลงจากสรวง
ตู้ม! ภูผาลำธารในระยะสามพันลี้สั่นสะท้าน ดาบเล่มนั้นฟันลงมา หอกศึกกระดูกขาวใหญ่โตเยี่ยงขุนเขาแหลกสลาย ร่างของมันถูกสังหารในชั่วพริบตา!
“ไป” ซูอี้หันหลังจากไป อำนาจอหังการนั้นถูกแสดงออกมาอย่างชัดเจน!
ขุนเขามหาราชวังสวรรค์ สถานที่ตั้งลัทธิหมื่นวิญญาณ หัวหน้านักบวชสูงสุดเว่ยสวินกำลังอ่านม้วนหยก “จะว่าไป มีข่าวจากแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วบ้างหรือไม่?”
“เรียนหัวหน้านักบวชสูงสุด จวบยามนี้ยังไร้ข่าวจากแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วเลยขอรับ” บ่าวเฒ่าคนหนึ่งกล่าวอย่างนอบน้อม
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้น “เรียนหัวหน้านักบวชสูงสุด! หุบเขาน้ำเต้าถูกทำลาย ไม่เหลือผู้รอดชีวิตเลยขอรับ!”
เว่ยสวินเก็บม้วนหยก สายตาเย็นชา “ในเขาปู้โจวนี้ ยังมีผู้กล้าลงมือกับคนของลัทธิหมื่นวิญญาณอีกหรือ?”
ยอดฝีมือผู้นั้นกลับมาแจ้งข่าวอีกครั้ง “เรียนใต้เท้า ข้าเพิ่งได้ข่าวมาว่า สำนักปีศาจหมื่นเมพินทร์แห่งยอดเขาหสิงหม่างถูกทลายแล้วขอรับ!”
เว่ยสวินผงะ “หรือคนร้ายในหนนี้คิดสังหารปวงเรา ทะลวงมาจนถึงขุนเขามหาราชวังสวรรค์นี่?” เขาเหยียดเยาะ
“เรียนใต้เท้า สำนักเซียนร้อยดาราแห่งมหานทีเพลิงชาดถูกถล่มแล้วขอรับ!” ทันใดนั้น สีหน้าของเว่ยสวินก็ดำคล้ำ ที่มั่นพังไปอีกหนึ่งแล้ว?
“เรียนหัวหน้านักบวชสูงสุด พรรคปีศาจเบญจกวีพังทลายแล้วขอรับ” “เรียนใต้เท้า สำนักเทพธารสวรรค์พังทลายแล้วขอรับ”
เจ็ดหรือแปดข่าวประดังขึ้นตามกัน แม้ว่าเว่ยสวินจะฝึกฝนหัวใจมาอย่างลึกล้ำ สีหน้าของเขาก็ยังเปลี่ยนแปลงไปอย่างอดมิได้ เขาหันไปสั่งการ “ไปเชิญหัวหน้านักบวชคนอื่นๆ มาประชุมเรื่องนี้กัน นอกจากนั้น เตือนทุกผู้ในลัทธิให้ระวังตัวทันที!”
ไม่นานนัก หัวหน้านักบวชทั้งหกก็มาถึง “กล้ามาอาละวาดในถิ่นลัทธิหมื่นวิญญาณเรา ไม่ว่าจะเป็นใคร พวกมันก็ต้องชดใช้ด้วยเลือด!”
“ไปกันเถอะ ไปดูกันว่ามหาเซียนผู้อาละวาดมาหาเราที่ขุนเขามหาราชวังสวรรค์มีผู้ใดบ้าง!” เว่ยสวินสาวเท้าออกไป
แสงอัสดงสุดท้ายหายลับนภา เหลือเพียงรัตติกาลสีหมึก เพียงขุนเขามหาราชวังสวรรค์สูงตระหง่านซึ่งยังสว่างไสวเรืองรองทั่วทศทิศ!
ระหว่างทาง สิบสามที่มั่นของลัทธิหมื่นวิญญาณถูกถล่มราบ หนึ่งบุคคลบุกตะลุยสามหมื่นลี้ ไร้ใดเทียมทาน! และยามนี้ รังของลัทธิหมื่นวิญญาณก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าแล้ว!
ตอนที่ 1,740: มาแค่เพื่อถล่มที่นี่
ขุนเขามหาราชวังสวรรค์สูงใหญ่โอฬาร ตั้งตระหง่านทะลวงนภา เมื่อตกค่ำขุนเขามหาราชวังสวรรค์ก็เรืองรองด้วยแสงไฟทั่วบรรพตลำธาร
เห็นได้ชัดเจนว่ามีอำนาจค่ายกลลึกลับร้ายกาจแพร่กระจาย เพลิงแสงทั่วสารทิศ ที่ยอดเขา มหาเซียนทั้งหลายนำโดยหัวหน้านักบวชสูงสุดเว่ยสวินยืนบนอากาศ มีทั้งชายหญิง รวมแล้วเกือบยี่สิบคน ดุจราชายืนเหนือท้องนภา บรรยากาศดุร้ายรุนแรง!
และที่ไหล่เขามีราชันเซียนปีศาจสามร้อยกว่าผู้ประจำการอย่างเงียบขรึม แต่ละคนถือค่ายกลธงสำริดสูงสามจั้ง เป็นขบวนยิ่งใหญ่โอฬาร ปราณบนร่างของราชันเซียนแต่ละผู้กลมกลืนกันอย่างแนบเนียน
สองฝั่งข้างขุนเขามหาราชวังสวรรค์มีประตูมิติยักษ์ปรากฏขึ้นมา พร้อมกับผู้ฝึกตนปีศาจนับไม่ถ้วนหลั่งไหลออกมาจากในนั้น
บ้างแปรเปลี่ยนเป็นวิหคร้ายอันน่าสะพรึงกลัว ปีกสยายเยี่ยงเมฆาเหนือสรวง บ้างตัวสูงใหญ่ดุจขุนเขาเปี่ยมด้วยปราณปีศาจทรงพลัง บ้างแปรเปลี่ยนเป็นพฤกษาตระหง่าน กิ่งก้านสีเลือดรัดพันด้วยสายฟ้า
มีทั้งพฤกษาต้นหญ้า ปักษาสัตว์ร้าย มากมายมหาศาลประหนึ่งกองทัพใหญ่ พวกเขาจัดค่ายทัพมากมาย พิทักษ์ตรงหน้าขุนเขามหาราชวังสวรรค์ จิตมุ่งร้ายนับหมื่นรวมเป็นหนึ่ง!
เปรี้ยง! วาตะอัสนีกรุ่นกระโชก ปราณดุร้ายพวยพุ่ง ทั้งทั่วท้องนภาสีหมึกและแดนดินในบริเวณขุนเขามหาราชวังสวรรค์ ล้วนปกคลุมด้วยบรรยากาศฆ่าฟันชวนหดหู่ มองจากไกลๆ แล้วไม่ต่างจากนครปีศาจเลย!
“หัวหน้านักบวชสูงสุด เรากระต่ายตื่นตูมไปเองหรือเปล่า?” ณ ยอดเขา มหาเซียนวิถีปีศาจผู้หนึ่งกระซิบถาม ยามนี้พวกเขาแทบขนกันมาหมดสำนักแล้ว
“ศัตรูเป็นกลุ่มมหาเซียน แม้เราจะไม่ได้กลัว ทว่าก็มิอาจมองข้ามไปได้” น้ำเสียงของเว่ยสวินเคร่งเครียด ทุกผู้ต่างพยักหน้า
ขุนเขามหาราชวังสวรรค์คือรังของลัทธิหมื่นวิญญาณของพวกเขา ทว่ายามนี้กลับมีศัตรูบุกโจมตี เทียบได้กับการประกาศสงคราม! “ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่ามหาเซียนเหล่านั้นเป็นใครกัน และใครให้พวกนั้นกล้ามาก่อมรสุมเพียงนี้”
ขณะสนทนานั้นเอง ไกลออกไปในอากาศ สามร่างพลันทะยานเข้ามาในขอบเขตการมองเห็น “แค่สามหรือ?” มหาเซียนบางผู้ตกตะลึง
ในความคาดหมายของพวกเขา คนร้ายซึ่งสามารถถอนรากโคนสิบสามที่มั่นลัทธิหมื่นวิญญาณได้ในชั่วกาลอันสั้นต้องเป็นมหาเซียนกลุ่มหนึ่ง! แต่ใครเล่าจะคิดว่าบางสิ่งดูไม่ชอบมาพากล…
“ข่งเย่จากแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว! ข้างกายเขาคือผู้เป็นศิษย์ อิ้งซิ่ว เซียนแท้ขอบเขตสุญตาตัวเล็กจ้อย ส่วนชายหนุ่มชุดเขียวผู้นี้มิคุ้นหน้าแฮะ” มีผู้จำข่งเย่กับอิ้งซิ่วได้ทันที ทำให้มันยิ่งน่าตะลึงไปใหญ่
พวกเขาย่อมไม่ใช่คนอื่นคนไกลสำหรับข่งเย่ มหาเซียนผู้ประสบกับหายนะเซียนเมื่อนานมาแล้ว เสียหายจนถึงพลังชีวิตแล้ว ไร้สิ่งใดต้องกังวล
แต่เพราะเช่นนี้ พวกเขาจึงล้วนสับสน มิต้องสงสัยเลยว่าด้วยวิถีเต๋าของข่งเย่ ไม่มีทางที่เขาจะบุกมาถึงขุนเขามหาราชวังสวรรค์ได้!
“ถามพวกเขาซิว่ามาเพื่อการใด ข้าสงสัยว่า… ผู้กระทำจะมิใช่พวกเขา” เว่ยสวินขมวดคิ้ว
“ทราบ!” มหาเซียนในชุดทอง ใบหน้าเย็นชาผู้หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “ข่งเย่ ดึกดื่นปานนี้ พวกเจ้ามาทำอันใดในขุนเขามหาราชวังสวรรค์ของเรา?”
พวกซูอี้กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้จากแสนไกล เมื่อได้ยินคำถามเช่นนี้ ดวงตาของข่งเย่ก็ดูแปลกพิกล ไม่ต้องสงสัยเลยว่าลัทธิหมื่นวิญญาณยังไม่รู้ว่าคนร้ายทำลายสิบสามที่มั่นของพวกตนคือใคร!
ทว่า เมื่อเห็นกลุ่มกำลังซึ่งประจำการอยู่ทั่วทั้งขุนเขามหาราชวังสวรรค์ หัวใจของข่งเย่ก็สะท้าน ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง ร้ายกาจยิง!
ผู้ฝึกตนปีศาจนับหมื่น ราชันเซียนหลายร้อย และมหาเซียนเกือบยี่สิบต่างรอที่นี่เนิ่นนาน แสดงออกชัดว่ามารอทำศึก! มิต้องสงสัยเลยว่า หลังจากพบความไม่ชอบมาพากล ลัทธิหมื่นวิญญาณก็เตรียมการล่วงหน้าอย่างครบครัน!
“ข่งเย่ เจ้าหูหนวกหรือไร ไฉนจึงมิตอบ!” มหาเซียนชุดทองตวาด ยามนี้คนอื่นๆ เองก็สังเกตเห็นความผิดปกติแล้ว
การกระทำเช่นนี้ดูไม่ต่างจากแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ทว่ามันก็ทำให้พวกเว่ยสวินยิ่งรู้สึกผิดปกติ เกิดอันใดขึ้นกับข่งเย่? หรือจะบอกว่าคนร้ายผู้บดขยี้สิบสามที่มั่นเหล่านั้นตลอดทางในหนนี้… จะเป็นเขาจริงๆ?
ทันใดนั้น ซูอี้ก็ชะงักกลางอากาศ กล่าวออกมาว่า “พวกเจ้าชมศึกที่นี่แหละ ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้น อย่าเข้ามาใกล้เชียว” ข่งเย่กับอิ้งซิ่วล้วนพยักหน้า
และชายหนุ่มซึ่งเหลือเพียงตนลำพังก็ก้าวเดินต่อ ไกลออกไป แสงสว่างสาดส่อง อำนาจค่ายกลคุกรุ่น ยอดฝีมือจากลัทธิหมื่นวิญญาณทั้งหลายต่างพร้อมประชัน
ทว่าซูอี้กลับดูไม่รู้สึกรู้สาขณะก้าวขึ้นไปเหนืออากาศ เขาก็กล่าวอย่างเฉยชา “ข้าคือซูอี้ที่พวกเจ้าตามหา หรือจะเรียกข้าเสิ่นมู่ก็ได้”
คำพูดลอยๆ เพียงหนึ่งประโยค ทว่ากลับเป็นดั่งสายฟ้าล่องหนฟาดเข้าสู่หัวใจของยอดฝีมือจากลัทธิหมื่นวิญญาณ ทั่วหล้าเกิดเสียงลือลั่น เอะอะโกลาหล
“เสิ่นมู่… ไม่ใช่เขาตายไปแล้วในหุบเหวหมอกดำหรือ?” “มิน่าเล่าไอ้แก่ข่งเย่จึงทำตัวผิดสังเกตนัก ที่แท้ก็มีเสิ่นมู่หนุนหลัง!” “หมายความว่า… สิบสามที่มั่นลัทธิหมื่นวิญญาณเรา เสิ่นมู่ถล่มเองคนเดียวหรือ?”
เว่ยสวินและมหาเซียนทั้งหลายอดผงะมิได้ มีหรือพวกเขาจะมิรู้ว่าซูอี้ผู้นี้เป็นตัวตนเช่นไร? ในอดีต หากกล่าวถึงตัวตนผู้ถูกจับตามองที่สุดในแดนเซียน ย่อมมิอาจหาบุคคลที่สองมาเทียบกับซูอี้ได้!
ทว่า เว่ยสวินและคณะหาคาดคิดไม่ว่าชายหนุ่มผู้หายตัวไปเมื่อสองสามเดือนก่อน และถูกมองว่าตกตายไปแล้ว จะมาบุกสังหารตรงหน้าลัทธิหมื่นวิญญาณในคืนนี้! มันกะทันหันเกินไป!
“โอ้ มิคาดเลยหนอว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่” มหาเซียนผู้หนึ่งกล่าวเยาะพลางเหยียดยิ้ม ดวงตาวาวด้วยประกายจิตสังหาร “จากท่าทีของเจ้า ครานี้ที่มาลัทธิหมื่นวิญญาณของข้า คงตั้งใจจะมา… ล้างแค้นหรือ?”
ซูอี้รีบรุดมายังสุญญะที่อยู่ไม่ห่างจากขุนเขามหาราชวังสวรรค์นัก และกล่าวว่า “ผิดแล้ว ข้ามาแค่เพื่อถล่มที่นี่”
ว่าแล้ว เขาก็กวาดสายตามองผู้คนจากลัทธิหมื่นวิญญาณทั้งมวล “สิ้นคืนนี้ ลัทธิหมื่นวิญญาณจะหายไปจากโลกหล้า” วาจานั้นเฉยชา ทว่ากลับให้ความรู้สึกไร้กังขา
เหล่าผู้ฟังล้วนฮือฮาเซ็งแซ่ สงสัยว่าพวกตนฟังผิดไป คนเดียวคิดทำลายพวกเขาลัทธิหมื่นวิญญาณ? บ้าไปแล้ว!
ยามนี้ หัวหน้านักบวชสูงสุดเว่ยสวินอดหัวเราะมิได้ “สามหาวจริง! ก่อนเริ่มลงมือ ข้าสงสัยเรื่องหนึ่งและอยากถามเจ้า… เจ้าเป็นร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาลจริงหรือไม่?”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว ผู้ฟังก็พากันเงียบกริบ สีหน้าทุกผู้แปรเปลี่ยนเงียบงัน “อยากรู้หรือ?” ซูอี้ถาม
เว่ยสวินตอบ “ถูกต้อง”
ชายหนุ่มชี้ตนและกล่าวอย่างเฉยชา “ชนะข้าให้ได้ก่อน แล้วข้าจะบอกเจ้า”
เว่ยสวินหรี่ตา “งั้นถามหน่อยว่าคืนนี้… เจ้าจะไม่หนีเช่นคราก่อนที่ถูกเก้าขุมกำลังเซียนไล่ล่าหรือ?”
“ลองดูหรือไม่?” ซูอี้แค่นยิ้ม ว่าแล้วเขาก็พลิกฝ่ามือ
ตู้ม! ดาบแห่งโลกาปรากฏขึ้น ตัวดาบสีเทาครามหม่นทอคลื่นประกายลึกลับ
และพลังปราณบนร่างซูอี้ก็กู่ร้อง อาภรณ์สะบัดไหว บรรยากาศรอบกายแปรเปลี่ยน ดุจคมดาบไร้เทียมทานถูกเผยจากที่ซ่อน ณ สุดขุมนรก! ฟ้าดินสั่นสะท้าน
และชายหนุ่มก็ก้าวขึ้นเหนือเวหา ถือดาบย่างเข้าหาขุนเขามหาราชวังสวรรค์ ท่าทีอหังการเช่นนี้ทำให้หัวใจหลายคนสั่นสะท้าน ไร้กฎเกณฑ์เช่นคำรำลือจริงๆ!
และท่าทีทรงอำนาจของเขาก็ทำให้มหาเซียนทั้งหลายในลัทธิหมื่นวิญญาณเดือดดาลโดยสมบูรณ์ “ลงมือ!” สีหน้าของเว่ยสวินเฉยชา
ตู้ม! ตรงหน้าขุนเขามหาราชวังสวรรค์ ค่ายกลศึกอันประกอบด้วยผู้ฝึกตนปีศาจนับหมื่นเคลื่อนโคจร ทันใดนั้น รุ้งเทวะสีเลือดนับมิถ้วนก็พุ่งทะลวงผนึกฟ้าดินรอบข้างไว้โดยพลัน ค่ายกลศึกเคลื่อนสุญตาผนึกสวรรค์!
ค่ายกลศึกอันประกอบด้วยผู้ฝึกตนปีศาจสองหมื่นสามพันกว่าผู้ เพียงพอเคลื่อนสุญตาผนึกสวรรค์ทั่วทศทิศ สกัดกั้นมหาเซียน! “ฆ่า!”
ขณะเดียวกัน ราชันเซียนวิถีปีศาจสามร้อยกว่าคนซึ่งอยู่บนไหล่เขาก็เร่งใช้ค่ายกลธงสำริดในมือด้วยกัน เก้าค่ายกลสังหารอันไร้เทียมทานปรากฏขึ้นบนขุนเขามหาราชวังสวรรค์! ค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์!!
มหาค่ายกลคุ้มแดนเหย้าของลัทธิหมื่นวิญญาณ เป็นที่รู้จักกันว่าสามารถสังหารมหาเซียนคนใดได้ทั่วโลกหล้า และเมื่อเร่งอำนาจเต็มกำลัง กระทั่งจองจำตัวตนขอบเขตมหาศาลยังทำได้!
แดนดินในรัศมีหลายพันลี้ก็เดือดพล่าน ท้องนภามืดสนิท ปรากฏหายนะเยี่ยงโลกสลาย ภาพอันน่าสะพรึงกลัวนั้นทำให้มหาเซียนข่งเย่และอิ้งซิ่วซึ่งชมศึกจากไกลๆ ตัวสั่น ร่างหนาวสะท้านยะเยือกทั่วกาย เพียงมองก็รู้สึกสิ้นหวังได้!
และร่างของซูอี้ก็ถูกครอบไปในโลกหล้าแห่งนั้น อยู่ ณ ใจกลางสองค่ายกลร้ายกาจ ไร้หนทางหนีใดๆ เว่ยสวินและมหาเซียนทั้งหลายอดกระหยิ่มยิ้มย่องมิได้
ในความคิดพวกเขา เรื่องนี้หาแตกต่างจากโยนตนเองมาติดร่างแหไม่!!