บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1741-1745
ตอนที่ 1,741: ไพ่ตาย?
หอกสายฟ้านับไม่ถ้วนถาโถม ปราณทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวทะลวงแดนดินรอบข้างมอดไหม้เป็นริ้วแหลก
และนี่เป็นเพียงอำนาจของค่ายกลศึกเคลื่อนสุญตาผนึกสวรรค์เท่านั้น
ไกลออกไป ค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์อันประกอบจากเก้าค่ายกลสังหารไร้เทียมทานเผยคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า ทะลักพุ่งดุจสายธาร
เมื่อกวาดสายตามอง ทั่วฟ้าดินไม่ว่าทิศใดล้วนถูกอำนาจสองมหาค่ายกลปกคลุมไว้จนสิ้น ไร้ทางหนีใดๆ!
และซูอี้ก็ไม่ได้หลบเลี่ยงหนีหายไปไหน
ในเมื่อเขาอยากทำลายลัทธิหมื่นวิญญาณให้สิ้น เขาก็มีความมั่นใจในแบบฉบับของตน!
“ขึ้น!” แขนของซูอี้สะบัดไหว ใช้ดาบแห่งโลกาชี้ขึ้นเหนือศีรษะ
ตู้ม! ท้องนภาสั่นสะท้าน แล้วอำนาจดาบอันชวนสะพรึงก็แพร่ออก ทั่วทิศซึ่งเดิมแหลกสลายพลันเงียบสงัด บริเวณกว้างขวางซึ่งมีซูอี้เป็นศูนย์กลางถูกตรึงไว้โดยสมบูรณ์
หอกสายฟ้านับไม่ถ้วนโปรยปรายลงจากนภาก็ค้างอยู่กลางอากาศราวกับถูกหัตถ์ล่องหนสะกดไว้นิ่ง ปลายหอกสายฟ้าห่างจากซูอี้เพียงฉื่อ
อำนาจทำลายล้างอันอัดแน่นในหอกศึกระเบิดออกมา มันสามารถทำให้มหาเซียนบาดเจ็บสาหัสได้!
ทว่าในแดนดินถิ่นนี้ หอกสายฟ้าดังกล่าวมิอาจขยับเขยื้อนใดๆ ได้อีก!
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในพริบตา ฟ้าดินชะงักงัน สุญญะถูกผนึกนิ่ง มีเพียงคมดาบในมือซูอี้ซึ่งพุ่งสังหาร
“ทลาย!”
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง!
พายุปราณดาบปะทุเฉียบพลัน กวาดทั่วทศทิศ หอกศึกสายฟ้าทั้งหลายพากันแหลกสลายเยี่ยงกอหญ้า
อำนาจดาบอหังการแผ่ขยาย บดขยี้ฟ้าดินตลอดทาง และยังทะลวงใส่ค่ายกลศึกเคลื่อนสุญตาผนึกสวรรค์อันประกอบด้วยผู้ฝึกตนปีศาจนับหมื่นๆ อย่างดุร้าย
เป็นเพียงหนึ่งการโจมตี ทว่าผลลัพธ์กลับประหนึ่งใช้มีดคมนับไม่ถ้วนเชือดเฉือนเต้าหู้แสนเปราะบาง
เพียงพริบตา ค่ายกลศึกเคลื่อนสุญตาผนึกสวรรค์ก็ถูกฉีกกระชากแหว่งวิ่น
ปราณดาบดุเดือดโหมกระหน่ำ เศษซากผู้ฝึกตนปีศาจระเบิดราวก้อนกระดาษยุ่ย ทั้งโลหิตและเนื้อสับกระเด็นโปรยดุจฝอยน้ำตก
กระทั่งบนอากาศยังปรากฏหมอกสีเลือดฟุ้งฝอยปั่นป่วน เสียงกรีดร้องอย่างหวาดผวากึกก้องในรัตติกาลอันรวนเรนี้
เพียงหนึ่งดาบ เป็นเช่นพายุกวาดทั่วฟ้าดิน ทลายค่ายกลศึกเคลื่อนสุญตาผนึกสวรรค์!
เมื่อปราณดาบกวาดผ่าน ผู้ฝึกตนปีศาจนับพันก็ตายตกอย่างน่าอนาถ!
หนึ่งดาบกวาดล้างทัพนับพัน! ภาพชวนอเนจอนาถสะท้านใจผู้คนมากมาย
และก่อนที่จะมีผู้ตั้งตัวติด ‘ค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์’ ซึ่งดำเนินโดยราชันเซียนวิถีปีศาจสามร้อยกว่าตนก็ปะทุขึ้น อำนาจค่ายกลทรงพลังหลอมประสานสร้างเป็นคลื่นทำลายล้างถาโถมรุนแรง
เมื่อมองดีๆ จะพบว่าคลื่นอำนาจทำลายล้างนั้นเต็มไปด้วยอักขระอันยากเข้าใจและน่าสะพรึงกลัวเต็มไปหมด สร้างเป็นภาพหายนะประหลาด
ทั้งภูตผีกระหายเลือด หมู่ดาวโปรยปราย จันทราร่วงโรย ท้องนภาถล่มแหลก ซากศพกองเป็นบรรพตสูง อัสนีเซียนถล่มโลกากราดเกรี้ยว แผลงฤทธาสาดรัศมีเจิดจรัสจากเก้าชั้นสรวง!
รัตติกาลสีหมึกนี้ดูประหนึ่งถูกบดขยี้ ปั่นป่วนรวนเรใกล้สิ้นสลายเยี่ยงถึงกาลสิ้นขัย
นี่คือค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์ ค่ายกลคุ้มแดนเหย้าของลัทธิหมื่นวิญญาณ!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากมหาเซียนใดๆ ติดอยู่ในค่ายกลนี้ พวกเขามีแต่ต้องตาย!
ยามนี้ ผิวกายของซูอี้เจ็บแปลบเล็กน้อย ใบหน้าสัมผัสได้ถึงแรงกดดันไล้สัมผัส ดวงตาของเขาลึกล้ำดุจก้นบ่อน้ำโบราณนิ่งสงบ มิได้เลือกหลบลี้ ทว่าเลือกเผชิญหน้าตรงๆ
ตู้ม! ร่างของเขาเหยียดยืด ทั่วกายเปี่ยมด้วยรัศมีเจิดจรัสเยี่ยงสมุทรคลั่ง มองจากไกลๆ แล้ว มันดูราวเป็นแสงแรกอรุณเบิกนภา!
ตู้ม! เมื่อดาบของซูอี้ตวัดไกวพาดนภา อำนาจดาบอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเก่าก็อุบัติ ชักนำครรลองสุญญะพัฒนาเป็นม่านดาบปรกนภา
ในม่านดาบนั้น กฎเกณฑ์มหาวิถีไร้จำกัดกระหวัดเกี่ยวเคลือบภาวะดาบ ให้ความรู้สึกมิอาจสั่นคลอน
เปรี้ยง! คลื่นทำลายล้างจากค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์โถมเข้าใส่ม่านดาบตรงหน้าซูอี้จนสั่นสะท้านรุนแรง
ฟ้าดินถิ่นนั้นแหลกร้าว อำนาจทำลายล้างโหมกระหน่ำแผ่ไปกับปราณดาบ ก่อเกิดแสงสว่างเสียดแทง ดวงตาของทุกผู้แทบไม่อาจลืมขึ้น ไม่อาจทราบได้ว่ามีใครกี่คนตกตะลึงผงะหงาย
“บอกตามตรง นับแต่เจ้าลัทธิวางค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์นี้ นี่ก็ครั้งแรกที่ข้าได้เห็นอำนาจของค่ายกลนี้… มันช่างร้ายกาจจริงๆ!”
มหาเซียนผู้หนึ่งพึมพำ เมื่อถามตนเองดู หากเปลี่ยนเป็นพวกเขาไปติดอยู่ในมหาค่ายกลนี้เสียเอง พวกเขาก็คงมีแต่ต้องตาย ไร้โอกาสรอด!
“ซูอี้ผู้นั้นหาใช่คนธรรมดาไม่ อย่าลืมเสียว่าครึ่งปีมานี้ มหาเซียนมากกว่าสิบตายตกด้วยมือเขา! ยังไม่รวมมหาเซียนทั้งหลายซึ่งสูญหายไปในหุบเหวหมอกดำอีกนะ” บางผู้กล่าว
“แต่ครั้งนี้ เขาตายแน่!” ดวงตาของเว่ยสวิ้นเฉยชา
ขณะสนทนา เสียงระเบิดสะเทือนโลกาก็สนั่นขึ้นในสนามรบ
เปรี้ยง!!! ในที่สุด ม่านดาบตรงหน้าซูอี้ก็มิอาจรับการโจมตีของค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์ได้ไหวและแหลกสลายไป
ร่างของซูอี้เองก็ถูกอำนาจลูกหลงจากพลังเหล่านั้นผลักกระเด็น พลังปราณในกายของเขากู่ก้อง ฟาดฟันออกไปสิบกว่าดาบติดต่อกัน กว่าจะสลายอำนาจค่ายกลอันน่าสะพรึงกลัวนั้นลงได้
อาภรณ์ที่แขนขวาของเขาแหลกกระจุย ปรากฏรอยเลือด แม้มันจะเป็นเพียงบาดแผลภายนอก แต่ภาพนี้ก็ยังทำให้ราชันเซียนสามร้อยกว่าคนซึ่งดำเนินค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์ด้วยกันใจชื้นขึ้นได้
ซูอี้ผู้นี้ร้ายกาจท้าทายสวรรค์อย่างจริงแท้ ทว่าเมื่อถูกกักในค่ายกลสังหาร เขาก็ดูมิต่างจากสัตว์ร้ายในกรง!
“มันทำร้ายข้าได้ด้วยแฮะ…” ซูอี้ตกใจเล็กน้อย และประหลาดใจนิดหน่อย แล้วดวงตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นลึกล้ำเย็นชา สีหน้าให้ความรู้สึกคมกริบขึ้นทันใด
“ฆ่า!”
“ฆ่า!”
“ฆ่า!”
เสียงตะโกนสนั่นก้องโลกา ราชันเซียนสามร้อยกว่าคนต่างดำเนินค่ายกลสังหารสุดกำลัง ส่งคลื่นทำลายล้างอันน่ากลัวยิ่งกว่าเก่าฟาดเข้าหาซูอี้
ทว่าซูอี้เพียงแค่นเสียงอย่างเย็นชา ไม่ได้หลบเลี่ยง ทำเพียงต้านรับตรงๆ อำนาจในกายของเขาพลันทะยานสูงลิ่วในพริบตา!
“ทลาย!”
ดาบแห่งโลกาพาดผ่านเวหา แยกบรรพตแบ่งลำธารไปตลอดทาง คลื่นทำลายล้างซึ่งพุ่งเข้ามาแหลกสลายไปทันใด
และนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อซูอี้ก้าวเข้ามา ปราณดาบสายแล้วสายเล่าเรืองรองตระการตา ปรากฏขึ้นทั่วฟ้าดิน แผ่อำนาจทำลายล้าง
“ทลาย!”
“ทลาย!”
“ทลาย!”
ปราณดาบแต่ละสายล้วนอาละวาดบ้าคลั่ง ทะลวงอำนาจค่ายกลซึ่งฟาดฟันเข้ามาจากทุกทิศทางราวไร้อุปสรรคใดๆ
และร่างของซูอี้ก็เข้าใกล้ขุนเขามหาราชวังสวรรค์ไปเรื่อยๆ!
“นี่…”
เว่ยสวิ้นและมหาเซียนอีกสิบกว่าคนบนขุนเขามหาราชวังสวรรค์ต่างตกตะลึง
เพียงพริบตา ซูอี้ก็ดูราวแปรเปลี่ยนเป็นคนละคน อำนาจของเขาแตกต่างจากเดิมหาเทียบได้ไม่
ค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์นั้นร้ายกาจเพียงใด มันสามารถสังหารมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลายได้อย่างง่ายดาย! ทว่ายามนี้ มันกลับส่งสัญญาณอ่อนๆ ว่าไม่อาจหยุดซูอี้ได้!
ราชันเซียนสามร้อยกว่าผู้เหล่านั้นต่างก็ประหลาดใจ พวกเขาทุ่มสุดกำลังเพื่อเร่งอำนาจค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์สู่สูงสุด โถมฆ่าซูอี้สุดแรง
ทว่าท้ายที่สุด ก็ไม่อาจทำอันใดซูอี้ได้เลย!
ร่างของเขาทะลวงพุ่ง เรืองรัศมีเยี่ยงแสงสว่างอันมิอาจทำลาย ดาบแห่งโลกากู่คำราม โปรยปรายพิรุณดาบลงจากนภา ปราณดาบทุกสายล้วนบรรจุอำนาจร้ายกาจ สยบฟ้าครองแดนดิน
ในการปะทะซึ่งหน้าอันดุเดือดเหนือใดเทียบ การโจมตีของซูอี้หาถูกปราบไว้ได้ไม่ ทว่าค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์กลับถูกผลกระทบและเริ่มปั่นป่วนอย่างร้ายกาจ
ราชันเซียนทั้งสามร้อยกว่าซึ่งกำลังดำเนินค่ายกลสังหารอยู่ล้วนถูกหางเลขไปด้วย พวกเขาแต่ละผู้ล้วนเลือดลมปั่นป่วน ตะลึงงันหน้าซีด
หากค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์เทียบได้กับท้องทะเล เช่นนั้นคลื่นอำนาจอันร้ายกาจเช่นนี้ก็เพียงพอจะสังหารมหาเซียนใดๆ ในโลกหล้าได้
ทว่าซูอี้นั้นแตกต่าง เขาเป็นเช่นมังกรผงาด บงการคลื่นครองสมุทร! มหาสมุทรใดๆ แทบไร้พิษสงต่อเขา!
“คนผู้นี้ร้ายกาจเกินไปอย่างจริงแท้ มิน่าเล่าตลอดมา มหาเซียนจึงตายตกในมือเขามากนัก” สีหน้าของเว่ยสวิ้นปรากฏความเคร่งเครียด
มีคำกล่าวว่าซูอี้สามารถสังหารมหาเซียนได้ทั้งๆ ที่เป็นราชันเซียน
ก่อนหน้านี้ เว่ยสวิ้นหัวเราะขำคำลือดังกล่าว เพราะเขารู้มาก่อนแล้วว่าในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ซูอี้พึ่งพาอำนาจกฎสวรรค์จากศิลาวิถีปกครองสวรรค์และสังหารมหาเซียนไปกลุ่มหนึ่ง
ในงานประกวดล่าเวหา ซูอี้พึ่งพาหุ่นเชิดวิญญาณศึกลึกลับตนหนึ่งมาสังหารแปดมหาเซียนเหล่านั้น!
กล่าวคือ ทุกครั้งที่ซูอี้ฆ่ามหาเซียน เขาใช้ไพ่ตายและอำนาจภายนอก!
เพราะเหตุนี้ แม้เว่ยสวิ้นจะถือซูอี้เป็นศัตรูร้าย แต่เขาก็เคลือบแคลงในความแข็งแกร่งของซูอี้ และมิได้ใส่ใจอีกฝ่ายนัก
ทว่ายามนี้ เว่ยสวิ้นตระหนักแล้วว่าตนคิดผิด!
ซูอี้ผู้นี้ เพียงกำลังตนก็สามารถเผชิญหน้าค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์ได้! ชวนตะลึงยิ่งนัก!
เพราะมันยากนักที่มหาเซียนเหล่านี้จะทำได้เช่นนี้!!
บนพื้นเกิดหนึ่งเสียงอุทานขึ้น จากการโจมตีเป็นทางยาวของซูอี้ ราชันเซียนบางผู้ซึ่งกำลังดำเนินค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์อยู่ถูกกระทบอย่างรุนแรงจนกระอักเลือดล้มลงกับพื้น!
ตัวแปรนี้ทำให้เหล่าผู้ชมตกตะลึง! ใครเล่าจะกล้าคิดว่าราชันเซียนอย่างซูอี้จะทรงพลังจนสามารถทลายการสะกดของค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์ได้?
สีหน้าของเว่ยสวิ้นยับย่น กล่าวออกคำสั่ง “ฉินสือ เจ้าพาแปดผู้อาวุโสไปหนุนกำลังให้ค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์ด้วยตนเองเสีย!”
“ทราบ!” ยอดฝีมือซึ่งเป็นชายชุดดำผู้หนึ่งลุกขึ้น
ฉินสือ หนึ่งในสิบหัวหน้านักบวชของลัทธิหมื่นวิญญาณ อยู่ในลำดับห้า
เมื่อเขาออกเดินทาง ผู้อาวุโสระดับมหาเซียนอีกแปดคนก็ตามเขาไปยังค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์ทันที ทุกผู้ล้วนควบคุมค่ายกลสังหารคนละแห่ง
ทันใดนั้น อำนาจของค่ายกลก็พุ่งทะยาน ทรงพลังกว่ากาลก่อนมากกว่าสองเท่าตัว!
การโจมตีของซูอี้ถูกหยุดไว้ได้กะทันหัน เขาตกสู่สถานะถูกล้อมปราบ เป็นเช่นจอกแหนละล่องกลางพายุคลื่นลม!
ภาพนี้ทำให้เว่ยสวิ้นและพวกรู้สึกมั่นใจขึ้น หากซูอี้ไม่อาจรับกระทั่งค่ายกลพิทักษ์แดนนี้ได้ เขาจะมีคุณสมบัติใดมาอ้างคิดทำลายลัทธิหมื่นวิญญาณของพวกตน?
ฝันเฟื่อง! กัดกินมากกว่าที่ตนเคี้ยวไหว!
ห่างออกไป อิ้งซิ่วเกร็งยิ่งกว่าหนใด
“อย่าห่วงเลย ใต้เท้าจอมราชันต้องมีไม้ตายอยู่เป็นแน่!” ข่งเย่กล่าวเสียงลุ่มลึก
ทว่า แม้จะกล่าวเช่นนั้น แท้จริงแล้วเขาแสนกังวล หัวใจเด้งจุกในลำคอ ค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์นั่นร้ายกาจเกินไป!!
ข่งเย่ไม่สงสัยเลยว่าหากผู้ถูกกักในนั้นเป็นมหาเซียนขอบเขตมหาศาลขั้นสมบูรณ์ พวกเขาก็ยังแทบจะไร้โอกาสแก้สถานการณ์
ทว่า ข่งเย่ก็เชื่อว่าซูอี้มีทางคลี่คลายมัน เพราะว่า… อีกฝ่ายคือร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล!
ในเมื่อเขากล้ามา เขาหรือจะถูกกักสิ้นท่าในค่ายกลสังหารเพียงหนึ่ง?
ซึ่งก็เป็นเช่นข่งเย่คาดเดา ไม่นานหลังสิ้นคำ ซูอี้ผู้ตกสู่สถานการณ์อันตรายภายในค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์ก็ปะทุปราณอันทรงพลังน่าสะพรึงขึ้นอย่างเงียบเชียบ!
ตอนที่ 1,742: เฮอะ!
“ลำพังความแข็งแกร่งของเขา อยู่รอดมาจนป่านนี้ ซูอี้นี่ก็น่ากลัวมากแล้วจริงๆ!”
“น่าเสียดายที่เขาก็ยังสู้มิไหวอยู่ดี!”
“อาจจะไม่ คนผู้นี้ต้องมีไพ่ตายในมือ มิเช่นนั้น มีหรือจะกล้าประกาศคิดทำลายลัทธิหมื่นวิญญาณเรา?”
“ไพ่ตาย? แล้วเราเล่าไม่มีหรือไร!?”
บนยอดขุนเขามหาราชวังสวรรค์ เว่ยสวิ้นและมหาเซียนทั้งหลายสนทนา ทุกผู้ล้วนเห็นว่าสถานการณ์ของซูอี้ย่ำแย่ และคาดการณ์ว่าซูอี้น่าจะเผยไพ่ตายออกมาในไม่ช้า!
ทว่า ไร้ผู้ใดลนลาน ที่นี่คือรังของพวกเขาลัทธิหมื่นวิญญาณ มิเคยกลัวผู้ใดเล่นไพ่ตาย!
“หือ? ดูนั่นสิ!” ทันใดนั้น มหาเซียนผู้หนึ่งก็อุทานอย่างประหลาดใจ
ภายในค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์ ซูอี้ผู้ตกอยู่ในอันตรายพลันแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ก็ได้ ข้าจะให้พวกเจ้าประจักษ์แก่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของข้า!”
วจียังมิทันสิ้น…
ตู้ม! ฟ้าดินก็สะเทือนเลื่อนลั่น ปราณบนร่างของซูอี้พลันทะยานขึ้นทีละส่วน ทะลวงเยี่ยงพุ่งตรงสู่เวหาเข้าสู่ขอบเขตอันสูงกว่า
กฎเกณฑ์มหาวิถีลึกลับเกินเข้าใจปรากฏขึ้นข้อแล้วข้อเล่า หลอมรวมเข้ากับภาวะดาบคุ้มกันรอบร่างสูงใหญ่ของเขา
สุญญะทั่วทศทิศพังทลายแหลกร้าว มิอาจทนรับแรงกดดันร้ายกาจนี้ได้
และเบื้องหลังศีรษะของซูอี้ วงล้อกฎเกณฑ์ศักดิ์สิทธิ์ลึกลับวงหนึ่งพลันปรากฏขึ้น ดูประหนึ่งขุมนรก ให้ความรู้สึกมิอาจคาดหยั่ง นอกจากนั้น มันยังเป็นประหนึ่งมายาอันสูงส่งไร้สิ้นสุด!
จากนั้นเงาดาบวิถีลวงตาเงาหนึ่งก็ตะคุ่มอยู่ ณ ส่วนลึกของวงล้อกฎเกณฑ์ศักดิ์สิทธิ์ดูประหนึ่งนครใหญ่ เมื่อมองดีๆ ก็จะพบว่าเงาดาบวิถีนี้เจือปราณของดาบเก้าคุมขังไว้เล็กน้อย ทว่าเลือนรางและคลุมเครืออย่างยิ่ง
ตู้ม! เมื่อวงล้อกฎเกณฑ์ศักดิ์สิทธิ์นี้ปรากฏเบื้องหลังซูอี้ ทั่วค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์ก็สะท้านไหวปั่นป่วน อำนาจค่ายกลซึ่งเดิมถาโถมโจมตีซูอี้มิขาดสาย ยามนี้พวกมันล้วนถูกขัดขวางปราบสิ้น!
และซูอี้ก็ดูเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง รุ้งแห่งกฎเกณฑ์อันเกินเข้าใจสายหนึ่งม้วนวนรอบร่าง วงล้อกฎเกณฑ์ศักดิ์สิทธิ์สะท้อนเบื้องหลังศีรษะ เพียงยืนเฉยๆ ก็ส่งอำนาจร้ายกาจสะท้านทั่วฟ้าดิน ท้องนภาพิภพล้วนครั่นคร้าม เขาดูศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงเทพ!
และนี่คือความแข็งแกร่งของซูอี้ในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น! และครานี้เองเช่นกันที่เขาเผยการฝึกฝนระดับนี้ออกมาอย่างจริงแท้ ซึ่งมิเคยใช้ออกมาในการศึกใดๆ
“นี่…” ข่งเย่ผงะ
“เขา… ไฉนการฝึกฝนเปลี่ยนไปอีกแล้วเล่า?” มหาเซียนผู้หนึ่ง ณ ยอดขุนเขามหาราชวังสวรรค์อุทาน
มหาเซียนคนอื่นๆ เองก็อ้าปากค้าง ก่อนหน้านี้ ทั้งข่งเย่และมหาเซียนคนอื่นๆ ต่างคิดว่าหากซูอี้จะพลิกสถานการณ์ เขาต้องใช้ไพ่ตายที่มี ทว่าคิดให้ตายอย่างไร พวกเขาก็มิคาดเลยว่าซูอี้ไม่ได้คิดใช้ไพ่ตาย แต่เผยการฝึกฝนอันแข็งแกร่งที่สุดของตนออกมาแทน!
มิต้องสงสัยเลยว่าก่อนหน้านี้ เขาออมมืออยู่!!
และเมื่อคิดถึงตรงนี้ มหาเซียนทั้งหลายก็มิอาจสงบใจ ต้องทราบว่าอำนาจก่อนหน้านี้ของซูอี้ก็สามารถทลายค่ายกลศึกเคลื่อนสุญตาผนึกสวรรค์ได้อย่างง่ายดาย และกระทั่งสั่นคลอนค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์! หากใช้สังหารมหาเซียนก็มีแต่ตายกับตาย!
ผู้ใดเล่าจะกล้าคิดว่านั่นเป็นเพียงอำนาจหลังออมมือของซูอี้? ใครเล่าจะมิตะลึงกับสัจธรรมเช่นนี้?
ตู้ม!!
ก่อนจะมีผู้ใดทันคิดตก ค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์พลันรวนเร หลังซูอี้เผยอำนาจเต็มที่ เขาก็สะบั้นการโจมตีของค่ายกลทั่วทิศได้อย่างง่ายดาย สาวเท้าก้าวบนอากาศแล้วฟาดฟันออกมาดาบหนึ่ง!
อำนาจของดาบนี้แตกต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด มันน่าสะพรึงกลัวกว่าเมื่อครู่มากกว่าสองเท่า เพียงอำนาจของมันลำพังก็กดดันเสียจนค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์สะเทือนทั่ว
และเมื่อดาบนี้โปรย…
ตู้ม!
ค่ายกลสังหารครอบนภาถูกผ่าจนปั่นป่วนรวนเร อักขระค่ายกลนับไม่ถ้วนพลันระเบิดแหลก ร้ายกาจยิ่งนัก หนึ่งดาบเกือบทำลายค่ายกลนี้ได้!!
“เขา… เขามิใช่มหาเซียนแท้ๆ แต่ไฉนความแข็งแกร่งของเขาจึงน่ากลัวได้เช่นนี้?” มีผู้อุทานเช่นนั้น
คนอื่นๆ เองก็ตกตะลึงเกินคาดเดา รู้สึกว่าความเข้าใจของพวกตนถูกทำลาย
ยามนี้ เก้ามหาเซียนและราชันเซียนสามร้อยกว่าตนซึ่งกำลังขับเคลื่อนค่ายกลต่างหน้าเปลี่ยนสีอย่างช่วยมิได้ พวกเขาแต่ละคนล้วนเร่งพลังสุดชีวิตอย่างมิกล้าออมแรง
เปรี้ยง! ค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์ทวีความรุนแรง อำนาจค่ายกลพลุ่งพล่านทะยานเข้าโจมตีซูอี้
“ปาไข่ใส่ศิลา!” ซูอี้แค่นเสียงเย็นชา เหินหาวฟาดฟันเก้าดาบในอึดใจ!
แต่ละดาบที่ฟาดฟันออกมานั้นดูราวจะฉีกกระชากท้องนภาแหลกริ้ว สุญญะแหลกทลาย ปราณดาบทรงพลังเผยอำนาจทำลายสวรรค์ขยี้แดนดิน
ยามมันโปรย ทั่วค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์ก็ปั่นป่วน! ราชันเซียนสามร้อยกว่าผู้ร่วมมือกับเก้ามหาเซียนดำเนินค่ายกลสังหารเป็นพวกแรกที่ไม่อาจทนไหว พวกเขาถูกผลกระทบร้ายแรง ธงค่ายกลในมือแหลกระเบิด กระอักเลือดแผดเสียงลั่น
และเมื่อพวกเขาบาดเจ็บ อำนาจค่ายกลสังหารนี้ก็ถดถอยลงอย่างมหาศาล ซูอี้ฉวยโอกาสนี้ขยับไหวหายไป
ค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์นี้ประกอบด้วยเก้าค่ายกลสังหารไร้เทียมทาน และร่างของซูอี้ก็ปรากฏตรงหน้ามหาเซียนชุดเหลืองผู้หนึ่ง ณ มุมหนึ่งหนึ่งในค่ายกลสังหารไร้เทียมทาน …ราวภูตพราย
มหาเซียนชุดเหลืองผู้นี้ถือยันต์กลไกในมือ เขากำลังเร่งดำเนินค่ายกลสังหารอย่างสุดกำลังเดือดดาล และเมื่อซูอี้ปรากฏขึ้นกะทันหัน เจ้าตัวก็อดสะดุ้งมิได้และเตรียมตอบโต้
ฉัวะ!
ดาบแห่งโลกาวูบไหว ร่างของมหาเซียนชุดเหลืองถูกสะบั้นขาดสองส่วน และแหลกสลายเป็นเถ้าปลิวหายไปก่อนโลหิตทันได้ทะลัก ส่วนซูอี้นั้นอันตรธานไปอีกแล้ว
ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วประหนึ่งประกายไฟ ว่องไวยิ่งนัก ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าซูอี้จะน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ยามเผยอำนาจแท้จริง
ค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์ไร้ประโยชน์ยามเผชิญหน้าเขาเสียแล้ว!!
“เจ้า…” ในค่ายกลสังหารอีกแห่ง มหาเซียนผู้หนึ่งไหวตัวเร็วยิ่งนัก เมื่อสังเกตเห็นมหาเซียนชุดเหลืองถูกสังหาร เขาก็ตื่นตัวรอทำศึกทันที
ทว่าอึดใจต่อมา หนึ่งดาบวูบไหว แล้วร่างของเขาก็แหลกสลาย เขามิได้พบร่างของซูอี้จนกระทั่งถึงช่วงเวลาสิ้นใจ!
“ถอย! ถอนกำลังเร็ว!” หนึ่งเสียงตะโกนลั่นขึ้น มหาเซียนซึ่งกระจายกันอยู่ในค่ายกลสังหารอีกเจ็ดแห่งล้วนขวัญผวา เผ่นหนีไปทางขุนเขามหาราชวังสวรรค์
“ตาย!” ร่างของซูอี้โผนทะยาน ฟาดฟันดาบออกไป หนึ่งปราณดาบยาวหมื่นจั้งโปรยลง กว้างใหญ่โอฬาร มีกฎเกณฑ์มหาวิถีเจิดจรัสกระเพื่อมขึ้นลงภายใน ทั่วทิศแห่งฟ้าดินล้วนสว่างไสว
เพียงพริบตา ค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์ก็พังทลายพร้อมเสียงกัมปนาทสะเทือนแดน คลื่นอำนาจทำลายล้างพลุ่งพล่านดุดัน ราชันเซียนวิถีปีศาจสามร้อยกว่าผู้ล้วนถูกสังหาร
และในทิศซึ่งปราณดาบนั้นฟาดลง มหาเซียนผู้หนึ่งซึ่งกำลังทะยานเวหาหนีไปยังขุนเขามหาราชวังสวรรค์ถูกสังหารในพริบตา!
ปราณดาบอันอหังการนั้นฟาดฟันใส่ขุนเขามหาราชวังสวรรค์ ทำให้บรรพตโบราณดั้นเมฆานี้สั่นสะท้านรุนแรง
เพียงเสี้ยวอึดใจ ซูอี้ก็เผยอำนาจการฝึกฝนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นทลายค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์และประหารราชันเซียนสามร้อยกว่าคนลงในพริบตา สามมหาเซียนถูกสังหารตามๆ กัน!
เกินหยุดยั้ง! สถานการณ์ตาลปัตรในทันใด
รัตติกาลมืดสนิทดุจหมึก ปราณทำลายล้างแผ่ออกมาทั่วฟ้าดิน ขุนเขามหาราชวังสวรรค์โกลาหล ทั้งหมดนี้ทำให้หัวหน้านักบวชสูงสุดเว่ยสวิ้นและมหาเซียนคนอื่นๆ ตะลึงเกินเชื่อได้
ร่างของซูอี้บนอากาศปกคลุมด้วยภาวะดาบลึกลับเกินเข้าใจ ปราณสะท้านพิภพเยี่ยงเทพดาบปรากฏกาย เทียบกับกาลก่อน อำนาจของเขาในยามนี้ดุดันอหังการกว่ากันเป็นไหนๆ!
คนทุกผู้เห็นได้ชัดว่ามหาเซียนทั้งสามตายตกอย่างอนาถก่อนหน้านี้ ไม่อาจหยุดการโจมตีของซูอี้ได้เลย! และซูอี้ก็หาออมมือไม่
เขาสาวเท้าก้าวย่างบนอากาศ โจมตีใส่ขุนเขามหาราชวังสวรรค์โดยตรง
ค่ายกลศึกเคลื่อนสุญตาผนึกสวรรค์ถูกทำลาย ค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์มลายสิ้น สำหรับซูอี้ ณ ยามนี้ สิ่งที่เหลือก็มีเพียงเหยียบย่ำลัทธิหมื่นวิญญาณ ประหารศัตรูทุกผู้ลงเท่านั้น!!!
ตู้ม! ตู้ม! สุญญะสั่นสะท้าน ฟ้าดินเคลื่อนสะเทือน
ทุกย่างก้าวของซูอี้เป็นประหนึ่งเทพสวรรค์ตีกลอง เพียงอำนาจน่าสะพรึงกลัวนั้นก็กดดันรุนแรงเสียจนแทบมิอาจหายใจ แสนไกลออกไป ผู้ฝึกตนปีศาจบางผู้ไม่อาจทนไหว โลหิตทะลักพุ่ง นิ่งทื่ออัมพาตกับพื้น และเป็นลมล้มตึงทั้งยืน!
“ใต้เท้าจอมราชันเขา…” ดวงตาของอิ้งซิ่วเหม่อค้างขณะพึมพำ
ทว่าชั่วขณะนั้น นางมิอาจหาวจีใดมาบรรยายซูอี้ได้ เถลิงอำนาจเหนือใคร? ดุดันฉับไว? กวาดล้างสรรพสิ่งตรงหน้า? หาญกล้าไร้เทียมทาน? ดูเป็นไปไม่ได้เลยที่จะพรรณนาการกระทำอันไร้เทียมทานของใต้เท้าจอมราชันเป็นวาจา
ในเรื่องนี้ หัวใจข่งเย่รวดร้าวนัก
บนขุนเขามหาราชวังสวรรค์ สีหน้าของพวกเว่ยสวิ้นเขียวคล้ำอย่างยิ่ง คิดให้ตายเช่นไร พวกเขาก็มิคิดหรอกว่าซูอี้จะแข็งแกร่งเพียงนี้ แม้ไม่ใช้ไพ่ตาย!
แต่พวกเขาก็ไร้โอกาสได้คิดมากเลย เพราะซูอี้โจมตีเข้ามาแล้ว
เช้ง!
วจีดาบกึกก้องในนภาราตรีเยี่ยงลำนำหงสาเก้าสวรรค์ ปราณดาบระยับพราวเยี่ยงธารดาราเผยอำนาจดาบวิถีอันยิ่งใหญ่ ฟาดฟันลงอย่างดุดัน
เปรี้ยง! ขุนเขามหาราชวังสวรรค์โยกคลอน อาคารโบราณบางแห่งบนเขาแหลกถล่ม ศิลาพฤกษาป่นเป็นผง
เว่ยสวิ้นใช้ธงสีเงินผืนหนึ่งเข้าต้านรับสุดกำลังทันใด เขาเป็นมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลาย มีอำนาจเกินหยั่งถึง และเป็นผู้นำลัทธิหมื่นวิญญาณอันเป็นรองเพียงเจ้าลัทธิ อีกเพียงก้าวเดียวเขาก็จะเข้าสู่ขอบเขตมหาศาลได้รอมร่อ และธงสีเงินนั้นก็เป็นสมบัติโบราณอันเลิศล้ำ มีอำนาจยิ่งใหญ่
ทว่า ภายใต้ดาบที่ซูอี้ฟาดฟันออกมา ธงสีเงินกลับระเบิดแหลกดุจเป็นผืนผ้าสามัญ!!
อำนาจที่หลงเหลือของดาบยังคงมิสิ้นแรง สะบั้นขุนเขามหาราชวังสวรรค์ออกทันใด! บรรพตถล่มแหลกดุจถูกสะบั้นศีรษะ
แม้พวกเว่ยสวิ้นจะหลบไปได้ก่อน พวกเขาก็ยังผงะจนเหงื่อกาฬรินไหล ปราณดาบนี้ไม่อาจหยุดยั้งทลายลงได้เลย เป็นภัยร้ายกาจต่อชีวิตมหาเซียนเช่นพวกเขา!
“เร็วเข้า! เร่งใช้ ‘ตราผนึกสวรรค์เบญจเทวา’ ด้วยกัน!” เว่ยสวิ้นคำรามลั่นขณะยกมือขึ้นใช้ตราประทับทองแดงสีดำชิ้นหนึ่ง
มหาเซียนอีกสิบหกคนร่วมมือกับเว่ยสวิ้น เร่งใช้สมบัติชิ้นนี้สุดกำลังทันที
ตู้ม! ตราประทับทองแดงสีดำทะยานหาวเยี่ยงสุริยันทมิฬ ปราณอันร้ายกาจซึ่งเรียกได้ว่าสั่งตายแผ่ออกไปรอบข้าง ฟ้าดินถิ่นใกล้ทั้งสุญตาหรือสสารล้วนพากันแหลกถล่ม!
ประหนึ่งฟ้าดินถิ่นนี้ถูกอำนาจร้ายแรงเกินพรรณนาบดขยี้ แดนดินในบริเวณสามหมื่นลี้ปกคลุมด้วยบรรยากาศเยี่ยงวันพิพากษา ข่งเย่และอิ้งซิ่วซึ่งอยู่แสนห่างออกไปล้วนถูกกระทบจากแรงกดดัน แทบมิอาจหายใจออก
ขณะที่เว่ยสวิ้นและมหาเซียนคนอื่นๆ ต่างอดมีสีหน้าคลั่งไคล้มิได้ ตราผนึกสวรรค์เบญจเทวา! ในสมบัตินี้บรรจุอำนาจเทพที่องค์เทพเทียนอู่ประทานให้ไว้! หากปลดปล่อยออกใช้ มันก็เพียงพอเป็นภัยต่อชีวิตตัวตนขอบเขตมหาศาลผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนได้!!
ทว่าสีหน้าของซูอี้ยังคงราบเรียบเช่นเก่า ดวงตาล้ำลึกของเขาปรากฏเค้าความดูแคลน สมบัติลับที่เทพให้มาหรือ?
เฮอะ!
ตอนที่ 1,743: ดาบสะบั้นมหาราชวังสวรรค์
ท้องนภาสะท้านสั่น รัตติกาลดุจทะเลป่วน
ตราผนึกสวรรค์เบญจเทวานั้นเป็นเช่นตะวันทมิฬ เมื่อถูกเหล่ามหาเซียนทุ่มกำลังสุดตัวเรียกใช้ มันก็อาบย้อมด้วยจิตสังหารร้ายกาจทะยานเข้าโจมตีซูอี้
โลกหล้าแหลกระเบิดเยี่ยงแก้ว! กระทั่งกฎสวรรค์ปรกแดนยังถูกก่อกวนจนส่งเสียงครืนครางลั่น ไร้เหตุผลอื่นใด เป็นเพราะตราผนึกสวรรค์เบญจเทวานี้บรรจุอำนาจเทพไว้! เหนือล้ำกว่าวิถีเซียนมาก!
เมื่อการโจมตีนี้โถมเข้าใส่ ซูอี้ก็อดรู้สึกอึดอัดมิได้ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเขาเพียงลำพัง ชายหนุ่มไม่มีทางหยุดการโจมตีนี้ได้ กล่าวได้กระทั่งว่าตัวตนขอบเขตมหาศาลทั้งหลายในโลกหล้า ณ ปัจจุบันก็หยุดมันมิได้!
ทว่าซูอี้มิได้ร้อนใจ ตลอดไม่กี่ปีมานี้ เขาทำลายสมบัติบรรจุอำนาจเทพมามากมาย เช่นโองการเทพ ยันต์ลับเทพเป็นต้น แม้ว่าตราผนึกสวรรค์เบญจเทวานี้จะร้ายกาจยิ่งนัก มันก็เป็นเพียงสมบัติชิ้นหนึ่งอันบรรจุอำนาจเทพไว้เท่านั้น มิใช่เทพตัวจริง
ตู้ม! ดาบแห่งโลกาสั่นสะท้าน ปราณดาบเก้าคุมขังถูกซูอี้ขับเคลื่อนทะลักไหลสู่ดาบแห่งโลกา ทำให้ตัวดาบสีเทาครามเรื่อเรืองรัศมีดำมืดลึกล้ำ แล้วซูอี้ก็โถมตัวสู่เวหา แทงออกไปหนึ่งดาบ
ยามนี้ คมดาบทะลวงตรงเยี่ยงรุ้งขาวพาดตะวัน อำนาจดาบสูงสุดพลันปะทุขยี้นภาปรกทั่วทศทิศโดยพลัน
จากนั้นตราผนึกสวรรค์เบญจเทวาพลันหยุดนิ่ง อำนาจเทพแผ่ซ่านออกสั่นสะท้านรุนแรงราวถูกปราบอย่างหนักหน่วง
ยามนี้ เว่ยสวิ้นและมหาเซียนคนอื่นๆ พลันเปลี่ยนสีหน้า สัมผัสได้ว่าตราผนึกสวรรค์เบญจเทวาหลุดจากการควบคุม และยามนี้เองที่ดาบแห่งโลกาแหวกเวหาเข้ามาใส่
เปรี๊ยะ! ตราผนึกสวรรค์เบญจเทวาถูกฉีกกระชาก อำนาจเทพถูกปราณดาบอหังการบดขยี้ เหลือเพียงละอองแสง
“นี่…” เว่ยสวิ้นและมหาเซียนคนอื่นๆ ล้วนผงะอึ้ง ตะลึงกรามแทบตกพื้น ใครเล่าจะกล้าคิดว่าสมบัติลับซึ่งพวกตนถือเป็นไพ่ตายจะถูกหนึ่งดาบทำลายเสียก่อนทันสำแดงเดช?
มันคือสมบัติลับอันบรรจุอำนาจเทพเลยนะ! เพียงพอเป็นภัยต่อชีวิตตัวตนขอบเขตมหาศาลได้ด้วยซ้ำ! ไฉนมันจึงแหลกสลายไปได้เช่นนี้?
เฮือก! ข่งเย่สูดปาก อิ้งซิ่วหอบหายใจเยี่ยงคนจะจมน้ำถูกช่วยเหลือ ใบหน้าน้อยอันงดงามของนางเปี่ยมความตะลึงเหม่อลอย
ก่อนหน้านี้ ทั้งกายและใจของนางตะลึงงันกับอำนาจของตราผนึกสวรรค์เบญจเทวา แทบสิ้นสติหมดลม และเมื่อตราผนึกสวรรค์เบญจเทวาถูกทำลาย นางก็ฟื้นสติคืนมา
“ยังมีลูกไม้ใดอยู่ก็งัดออกมาให้หมด!” ใต้ท้องนภา ซูอี้ใช้ปลายนิ้วดีดดาบแห่งโลกาขณะกล่าวเสียงเรียบ เขาเคลื่อนกายเหนือเวหา โจมตีขุนเขามหาราชวังสวรรค์
ตู้ม! ปราณดาบฉวัดเฉวียนตวัดพุ่ง สะท้านแดนดินสะเทือนธารสวรรค์!
ขุนเขามหาราชวังสวรรค์สั่นสะท้าน เสียหายสาหัส เว่ยสวิ้นและมหาเซียนอีกสิบกว่าคนล้วนทุ่มสุดตัว ต่างคนต่างใช้สมบัติก้นหีบของตน
ทว่าท้ายที่สุด การต่อต้านทั้งปวงของพวกเขาล้วนไร้ค่า!
ไร้ผู้ใดล่วงรู้ว่าซูอี้ผู้ก้าวสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์นั้นมีอำนาจแข็งแกร่งผิดจากกาลก่อน กล่าวคือ มหาเซียนใดๆ ใต้ขอบเขตมหาศาลไม่อยู่ในสายตาของเขาแล้ว!
ฉัวะ! ฉูด! ฉับ! เมื่อปราณดาบกวาดผ่าน มหาเซียนหลายคนก็ตายตกอย่างน่าสยดสยองในพริบตา สมบัติของพวกเขาแหลกเละ ร่างระเบิดเป็นผง วิญญาณสลายหาย หาแตกต่างจากเชือดไก่ฆ่าสุนัขไม่!
เว่ยสวิ้นและคนอื่นๆ ต่างตะลึงขวัญหนีดีฝ่อ พวกเขาโจมตีสุดกำลังอย่างบ้าคลั่ง มิแตกต่างอันใดกับการต่อสู้อย่างสิ้นหวัง ทว่าเมื่อประมือกับซูอี้โดยจริงแท้ พวกเขาก็ตระหนักถึงสัจธรรมว่าราชันเซียนหนุ่มผู้นี้ร้ายกาจเพียงไร
มหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ในขั้นต้นหรือขั้นกลางมิอาจต่อต้านใดๆ และถูกสังหารง่ายดายประหนึ่งไก่หรือสุนัข ไร้ผู้ใดได้รับยกเว้น! กระทั่งมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลายยังตกสู่สถานการณ์น่าเป็นห่วง พวกเขาถูกปราบราบคาบเสียจนกระอักเลือด บาดเจ็บสาหัสในเพียงชั่วอึดใจ!
และซูอี้ก็ยังคงทรงพลังไร้ต้านดุจสายรุ้ง หนึ่งคนหนึ่งดาบปราบสยบมหาเซียนทั้งหลาย เกินตอบโต้!!
โลหิตเจิ่งนองทั่วทิศ และบนขุนเขามหาราชวังสวรรค์ เสียงกรีดร้องโหยหวนสะเทือนทั่วนภา เพียงหนึ่งอึดใจก็เหลือมหาเซียนเพียงสาม!
มหาเซียนบางผู้พยายามหลบหนี แต่ก็ถูกขวางและสังหารโดยซูอี้ทันที
ยามนี้ กระทั่งสามมหาเซียนซึ่งหลงเหลือ รวมถึงเว่ยสวิ้นล้วนแต่บาดเจ็บสาหัส เส้นผมสยายกระเซิง ใบหน้าเปี่ยมความสะบักสะบอมหวาดกลัว
เป๊าะ! หอกเงินเล่มหนึ่งแหลกสลาย มหาเซียนอีกผู้ตายตก ถูกสังหารโดยปราณดาบอันพรั่งโปรยจากนภา สิ้นขันธ์ดับวิญญาณ ซูอี้มิได้ยั้งมือแต่ต้นจนจบ!
“ซูอี้!! เจ้ามิกลัวถูกทวยเทพคิดบัญชีหรือไร?” มหาเซียนผู้หนึ่งคำราม ดวงตาเหลือกถลน ใครบ้างในโลกหล้ามิทราบว่ามีเทพอยู่เบื้องหลังลัทธิหมื่นวิญญาณของพวกเขา?
ฉัวะ! ศีรษะของมหาเซียนผู้นี้กระเด็นสู่เวหาพร้อมเสียงทึบๆ ใบหน้ายามใกล้สิ้นของอีกฝ่ายดูไม่ยินยอมพร้อมใจโดยชัดเจน คาดว่าเขาคงมิอาจคิดออก ว่าไฉนจึงมีผู้ใดในโลกกล้ารับคำขู่จากทวยเทพโดยไร้ความกลัวเช่นนี้
ยามนี้ เหลือเพียงหัวหน้านักบวชสูงสุดเว่ยสวิ้นแล้ว! เขาพยายามหลบหนีหลายหน ทว่าก็ถูกซูอี้ดักไว้ได้
ยามนี้ เขาสิ้นหวังหมดหัวใจ สิ้นอาลัยตายอยาก แม้เขาจะรอบรู้รอบคอบ แต่ก็มิเคยคาดคิดว่าหายนะเกินคาดหยั่งเช่นนี้จะบังเกิดขึ้นวันนี้
ศัตรูมีเพียงหนึ่งคนหนึ่งดาบ ฉวยโอกาสยามราตรีทลายค่ายกลศึกเคลื่อนสุญตาผนึกสวรรค์ แล้วจึงสะบั้นค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์ กวาดล้างทัพนับพัน ประหารมหาเซียน!
กระทั่ง ‘ตราผนึกสวรรค์เบญจเทวา’ ที่เทพประทานมายังมิอาจทำอันใดได้!!
ส่วนข่งเย่และอิ้งซิ่วนั้นตะลึงค้างกับที่เนิ่นนาน ทั้งตกใจและทำตัวมิถูก
“ไฉนจึงมิเห็นเจ้าลัทธิของเจ้า?” ซูอี้ถือดาบแห่งโลกามาหาเว่ยสวิ้น
เว่ยสวิ้นดูแข็งทื่อ “หากเจ้าลัทธิอยู่ที่นี่ มีหรือจะปล่อยเจ้ามากำเริบ?”
ฉับ! ดาบไหวสะบัด และแขนขวาของเว่ยสวิ้นก็กระเด็นออก ความเจ็บปวดแล่นพล่านจนทำให้หน้ากระตุก
“ข้าถามเจ้าอยู่ว่า เขาอยู่หนใด?” ซูอี้ว่า
สีหน้าของเว่ยสวิ้นดูยากเข้าใจไปชั่วขณะ ทว่า เมื่อเห็นซูอี้ยกดาบแห่งโลกาขึ้นอีกครั้ง เว่ยสวิ้นก็ร้องขึ้นเสียงแข็ง “หากเจ้าอยากรนหาที่ตายจริงๆ ข้าจะพาเจ้าไปหาเจ้าลัทธิก็ได้!”
ซูอี้เลิกคิ้ว “เขามิได้อยู่ในขุนเขามหาราชวังสวรรค์หรือ?”
เว่ยสวิ้นดูสิ้นสิ่งใดให้ปิดบัง กล่าวออกมาตรงๆ “หลายปีก่อน เจ้าลัทธิเข้าไปค้นหาแดนมิติทับซ้อนลึกลับแห่งหนึ่ง ณ ส่วนลึกของเขาปู้โจว และยังมิกลับมาเลย”
ซูอี้ว่า “จริงหรือ?”
เว่ยสวิ้นกล่าวอย่างไร้อารมณ์ “แน่นอน!”
ตู้ม! ซูอี้ฟาดฟันดาบหนึ่งออกอย่างเรียบเฉย ไม่ห่างไปนัก ขุนเขามหาราชวังสวรรค์พลันแหลกร้าวจากใจกลาง ก่อนจะถล่มลง กองเป็นซากกับพื้น
ศิษย์ลัทธิหมื่นวิญญาณซึ่งซุ่มซ่อนตัวในขุนเขามหาราชวังสวรรค์แต่กาลก่อนล้วนตายตกด้วยดาบนี้!
แล้วสายตาของซูอี้ก็กวาดมองในอากาศ ฟาดฟันออกไปอีกสองดาบติดๆ กัน
เปรี้ยง! เปรี้ยง! บนอากาศมีทางเข้ามิติทับซ้อนซ่อนอยู่สองแห่ง เมื่อถูกสองดาบนี้ฟาดใส่ พวกมันก็แหลกสลายถล่มลงทันที
สองโลกเร้นลับซึ่งเดิมอยู่ในควบคุมของลัทธิหมื่นวิญญาณถูกทำลายทางเข้า ทำให้โลกเร้นลับทั้งสองต่างพังทลายตามไปด้วย มิต้องคิดก็ทราบได้ ว่าไม่ว่าผู้ใดจะซ่อนตัวอยู่ภายใน พวกเขาก็มีแต่ต้องตาย!
ทั้งหมดนี้ทำให้เว่ยสวิ้นเหม่อค้าง แสนรวดร้าวอาดูร ขุนเขามหาราชวังสวรรค์ถล่มล่ม โลกเร้นลับถูกทำลาย… ณ จุดนี้ รังของลัทธิหมื่นวิญญาณถูกกวาดล้างเสียเกลี้ยง!
“ไม่อยู่จริงๆ ด้วย” ซูอี้กล่าวกับตนเอง ก่อนหน้านี้ เขาเคลือบแคลงว่าเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณจะซ่อนตัวอยู่แถวนี้ ทว่ายามนี้ เขาเชื่อวาจาของเว่ยสวิ้นแล้ว
“พวกเจ้าทั้งสอง จากนี้จะจัดการเช่นไรก็เชิญ” ซูอี้หันกลับไปกล่าวกับข่งเย่และอิ้งซิ่วห่างออกไป
“ทราบ!” ข่งเย่ตอบรับ
ซูอี้พยักหน้า ยกมือขึ้นคว้า ผนึกร่างของเว่ยสวิ้นไว้โดยสมบูรณ์ แล้วจึงกล่าวว่า “เจ้านำทางข้าไปพบเจ้าลัทธิเจ้าสิ”
เว่ยสวิ้นสูดหายใจลึกๆ ไม่กล่าวอันใดแล้วชี้ไปไกล
แล้วซูอี้ก็ใช้หนึ่งมือแบกร่างเว่ยสวิ้น ทะยานหายไปไกล ไม่นานนัก ร่างของทั้งสองก็หายไปท่ามกลางราตรีอันไพศาล ฟ้าดินเงียบสงัด ทั่วทิศไร้วจี
ข่งเย่มองไปรอบๆ ทั่วทุกสารทิศมีแต่ซากปรักหักพัง เละเทะไร้ชีวิต ซากศพและเศษสมบัติกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น สายลมพัดโชย ยากจะชะล้างกลิ่นคาวเลือดอันคละคลุ้งทั่วด้าวแดนได้
ยามนี้ ข่งเย่รู้สึกราวฝันไป ยักษ์ใหญ่อันมีเทพหนุนหลังพังทลายลงในชั่วกาลอันมากพอให้ดื่มชาได้เพียงถ้วยเยี่ยงนี้หรือ?
ข้างกายเขา อิ้งซิ่วยืนตะลึงนิ่ง ในใจมีเพียงหนึ่งคำนึง ‘ยังมีสิ่งใดในโลกหล้าที่ใต้เท้าจอมราชันทำมิได้บ้าง?’
กาลผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ทันใดนั้น หนึ่งเสียงอุทานก็ดังขึ้นจากไกลๆ และปลุกข่งเย่กับอิ้งซิ่วผู้ตะลึงค้างอยู่เนิ่นนานขึ้น ทั้งสองหันไปมอง และพบว่าแสนไกลออกไป มิอาจทราบได้ว่าเจ้าสำนักฉีเซียวเจิ้นพายอดฝีมือจากสำนักกลุ่มหนึ่งมาถึงแต่ยามใด
ทว่า…. พวกเขาต่างตกตะลึงนิ่งไปตามๆ กัน ท่าทางความแข็งค้างตกตะลึงพรึงเพริดนั้นทำให้ความคิดของข่งเย่และอิ้งซิ่วเตลิดไปอีกครั้ง
ใช่แล้ว ไม่ว่าผู้มาคือผู้ใด เมื่อเห็นภาพความพังทลายเงียบสงัด ดุจขุมนรกเช่นนี้ พวกเขาย่อมตะลึงเกินเชื่อลงอยู่แล้วกระมัง?
……
ห่างออกไปยิ่งกว่านั้น ภายใต้ท้องนภายามราตรีสีหมึก ยอดฝีมือสองกลุ่มมาถึงท่ามกลางรัตติกาล พวกเขาคือยอดฝีมือจากสุขาวดีมหาดาราและสุขาวดีเทียนเสวียน
“ข้าหวังเพียงว่าซูอี้ผู้นั้นจะมิเป็นอันใด” ยอดฝีมือผู้หนึ่งจากสุขาวดีมหาดารากล่าวเสียงลุ่มลึก “เตรียมตัวไว้เผื่อเหตุแย่ที่สุดย่อมดีกว่า ซูอี้ผู้นั้นอาจแข็งแกร่งท้าทายสวรรค์ ทว่าเขามีเพียงลำพัง ย่อมมิใช่คู่ต่อกรลัทธิหมื่นวิญญาณเป็นแน่!”
ทางฝั่งสุขาวดีเทียนเสวียน ชายชุดเทาผู้หนึ่งกล่าว พวกเขาได้รับเชิญมาชมศึก กาลก่อน เมื่อพวกเขารู้ว่าซูอี้จะไปถล่มลัทธิหมื่นวิญญาณ พวกเขาแทบสงสัยว่าตนฟังผิดไปหรือไม่
ท้ายที่สุด เพราะผู้นำแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วมาเชิญด้วยตนเอง พวกเขาจึงยอมเก็บความเคลือบแคลงและตัดสินใจมาชมศึก แต่ไม่ว่าจะเป็นสุขาวดีเทียนเสวียนหรือสุขาวดีมหาดารา พวกเขาล้วนมิคิดว่าซูอี้จะชนะ!
เหตุผลนั้นแสนง่าย เพราะลัทธิหมื่นวิญญาณมีเทพหนุนหลัง ภูมิหลังร้ายกาจ อำนาจมหาศาล ใครเล่าจะไปถล่มลงได้ง่ายๆ?
“ข้าหวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ ทว่าน่าเสียดาย ต่อหน้าอำนาจอันเด็ดขาด ซูอี้แทบไร้โอกาสชนะ” บางผู้ส่ายหน้า
“คงเป็นการดีที่สุดหากเราจะเตรียมการให้พร้อมแต่เนิ่นๆ หากท่าไม่ดี เราก็อพยพเสียทันที ห้ามนำตัวไปพัวพันกับความขัดแย้งแค่เพราะชมศึกอยู่เด็ดขาด”
“ถูกต้อง เป็นไปตามนั้น”
ขณะเสวนา ยอดฝีมือจากสองสุขาวดีต่างก็เร่งรุดไปยังจุดที่ตั้งขุนเขามหาราชวังสวรรค์
“หือ? แล้วขุนเขามหาราชวังสวรรค์เล่า?” หลายผู้ตกตะลึงเมื่อพบว่า ‘ขุนเขามหาราชวังสวรรค์’ อันเป็นที่ตั้งลัทธิหมื่นวิญญาณหายไปแล้ว!
จนเมื่อพวกเขามาถึง ยอดฝีมือจากสองสุขาวดีต่างก็ผงะหงาย ดวงตาเบิกโพลงตามๆ กัน สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด สิ่งที่ปรากฏในคลองจักษุของพวกเขาทำให้พวกตนแทบสงสัยว่าตนตาฝาดเห็นภาพหลอน!!!
ตอนที่ 1,744: เหวสวรรค์อสูรกำสรวล
ขุนเขามหาราชวังสวรรค์หายไปแล้ว แดนดินหลงเหลือเพียงเศษซาก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในอากาศจนแสบจมูก
เมื่อมองด้วยตาเปล่าก็จะเห็นได้ว่ามีซากศพและเศษสมบัติกระจัดกระจายเกลื่อนอยู่ทุกซอกมุมในซากปรักหักพังนี้ ยอดฝีมือจากแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วกำลังเก็บสินสงคราม ท่ามกลางซากเหล่านั้น ทุกผู้ล้วนลิงโลดปรีดา
ผู้ทรงอำนาจจากสองสุขาวดี ไม่ว่าจะมหาดาราหรือเทียนเสวียน ต่างงุนงง รู้สึกราวมีสมองไม่พอคิด
นี่…มันเรื่องอันใดกัน?!
อย่าบอกนะว่า…
ทันใดนั้น มหาเซียนข่งเย่ก็ประสานกำปั้นเชิงขออภัย “ขออภัยที่ให้พวกท่านมาที่นี่เสียเปล่า ตั้งแต่เมื่อสองเค่อก่อน สหายเต๋าซูถล่มลัทธิหมื่นวิญญาณไปแล้ว พวกท่านมาสายไปก้าวหนึ่ง จึงไร้ศึกให้รับชมแล้ว”
ทุกผู้ “!!!”
พวกเขามองหน้ากัน ใบหน้าเหลอหลา ดวงตาทวีความสับสนขึ้นทุกขณะ ลัทธิหมื่นวิญญาณถูกถล่มราบเป็นหน้ากลองเมื่อสองเค่อก่อนอย่างนั้นหรือ!?
“สหายเต๋าซูเขา… ทำลายลัทธิหมื่นวิญญาณด้วยตัวคนเดียวหรือ?” ผู้มีอำนาจคนหนึ่งจากสุขาวดีมหาดารากล่าวขึ้น
ข่งเย่พยักหน้าพลางทอดถอนใจ “ถูกต้อง หากข้ามิได้เห็นกับตา คงไม่อาจเชื่อได้ว่าความแข็งแกร่งของสหายเต๋าซูจะน่าสะพรึงกลัวเพียงนี้ เขาไร้เทียมทานโดยแท้!”
เฮือก! มีเสียงสูดหายใจดังขึ้นในบริเวณนั้น เหล่าผู้ทรงอำนาจจากสองสุขาวดีพลันเกิดความรู้สึกอันมิอาจบรรยายขึ้นในใจ ตะลึง ตกใจ ประหลาดใจ ละอาย… และอื่นๆ
ส่วนข่งเย่นั้นดูเหมือนไม่รับรู้ จากนั้นเขาก็เล่าเกี่ยวกับศึกที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นฉากๆ โดยไร้การปรุงแต่ง ทว่าเมื่อได้รับทราบเรื่องราวทั้งหมด คนจากทั้งสองสุขาวดีต่างยืนนิ่งงัน มือเท้าสั่นระริก
หนึ่งคนหนึ่งดาบบุกตะลุยสามพันลี้ ถอนรากถอนโคนสิบสามที่มั่นลัทธิหมื่นวิญญาณต่อเนื่องกัน จากนั้นก็ยิ่งทวีอำนาจอหังการ เริ่มจากทลายค่ายกลศึกเคลื่อนสุญตาผนึกสวรรค์ กวาดล้างผู้ฝึกตนปีศาจนับหมื่น แล้วถล่มค่ายกลเก้าแฉกประหารสวรรค์ เข่นฆ่าราชันเซียนสามร้อยกว่าผู้!
จนกระทั่งเขาก็สามารถประหารมหาเซียนอีกสิบเก้าลงได้ในที่สุด! กระทั่ง ‘ตราผนึกสวรรค์เบญจเทวา’ ที่เป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในลัทธิหมื่นวิญญาณยังมิอาจรับมือ!!
ใครเล่าจะไม่นับถือประวัติการณ์เช่นนี้? ใครเล่าจะมิหวาดหวั่น?
และเมื่อคิดว่ายามมาที่นี่ พวกเขาหาเชื่อในตัวชายหนุ่มไม่ ซ้ำยังกระทั่งกังวลว่าพวกตนจะถูกดึงไปพัวพันจึงเตรียมตัวหนีไปเสียแต่เนิ่นๆ ผู้ทรงอำนาจจากสองสุขาวดีก็ละอายและจนปัญญายิ่ง
พวกเขาตระหนักแล้วว่า พวกเขาในเวลานี้เหมือนจะเสียโอกาสในการรับชมศึกไป ทว่าสิ่งที่พวกเขาเสียหายมากที่สุดก็คือมิอาจมีโอกาสสร้างสัมพันธ์กับซูอี้! นี่คือเหตุผลที่พวกเขาจนปัญญา
“จะว่าไป สหายเต๋าเคยบอกไว้ว่าหลังลัทธิหมื่นวิญญาณถูกทำลาย ต้องมีมัจฉาลอดตาข่ายไปได้บ้างแน่นอน” ข่งเย่กล่าว “หากทำได้ เราก็อยากขอเชิญสหายผู้ฝึกตนจากสุขาวดีมหาดาราและสุขาวดีเทียนเสวียนมาร่วมมือกันล่าเศษเดนเหล่านั้นเพื่อขจัดปัญหาในภายภาคหน้า”
ทุกผู้นิ่งไป ก่อนจะเหมือนตื่นจากความฝัน และตอบรับอย่างยินดี!
ยามพฤกษาใหญ่โค่น สรรพสัตว์ก็กระจัดกระจาย ลัทธิหมื่นวิญญาณถูกทำลาย เหลือเพียงปลาซิวปลาสร้อยไร้ภัยคุกคามใดๆ!
หากฉวยโอกาสนี้กวาดล้างและยึดอาณาเขตซึ่งเดิมเป็นของลัทธิหมื่นวิญญาณก็เป็นเรื่องที่ดียิ่ง!
“ยามนี้ข้าไร้วาสนา ไม่อาจเห็นฝีมือของสหายเต๋าซูได้ เป็นความเสียใจใหญ่หลวงในชีวิตข้าจริงๆ” ผู้มีอำนาจคนหนึ่งเอ่ย “แต่ก็ต้องขอบคุณสหายเต๋าซู ข้าจะพยายามสนองความคาดหวังของเขาอย่างสุดความสามารถ!”
คนอื่นๆ ต่างพยักหน้าเช่นกัน การทำลายลัทธิหมื่นวิญญาณก็เท่ากับการช่วยพวกเขาสองสำนักกำจัดภัยคุกคามอันใหญ่หลวงที่สุดออกไปได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกอีกฝ่ายกลืนกิน!
อันที่จริง แม้ไม่ต้องสั่งการ พวกเขาก็จะฉวยโอกาสนี้บุกสังหารเหล่าสวะจากลัทธิหมื่นวิญญาณอย่างไร้ลังเลกันอยู่แล้ว!
ข่งเย่แย้มยิ้ม ขณะนึกในใจว่าหลังจบศึกนี้ พวกเจ้าเฒ่าจากทั้งมหาดาราและเทียนเสวียนต่างเชื่อมั่นหมดหัวใจแล้ว!
……
รัตติกาลดำสนิทดุจผืนน้ำนิ่ง ไร้จันทราและดวงดาว
ซูอี้ก้าวไปภายในภูเขาปู้โจวที่อยู่เบื้องหน้า หนึ่งมือแบกร่างเว่ยสวิ้น หัวหน้านักบวชสูงสุดแห่งลัทธิหมื่นวิญญาณ ขณะที่อีกมือถือไหสุรา แม้จะเดินทางในป่าเขาอันเปี่ยมอันตรายทุกแห่งหน เขาก็ยังสุขุมเยือกเย็น ดุจนักเดินทางกำลังชมนกชมไม้
“เจ้าลัทธิของเจ้ามองหาโอกาสใดอยู่?” ระหว่างทาง ชายหนุ่มก็เอ่ยถามขึ้น
เว่ยสวิ้นเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “โอกาสในการบรรลุขอบเขตมหาศาล”
ซูอี้ถอนใจกล่าว “เห็นได้ว่าเขายังไม่สามารถเข้าสู่ขอบเขตมหาศาลได้ หาไม่ ข้าเกรงว่าเขาคงกลับมานานแล้ว”
เว่ยสวิ้นแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ต่อให้ยังไม่เข้าสู่ขอบเขตมหาศาล เจ้าก็ไม่ใช่คู่มือเจ้าลัทธิอยู่ดี ข้าบอกเจ้าก็ได้ว่าเจ้าลัทธิเป็นทูตสวรรค์ซึ่งองค์เทพเทียนอู่คัดเลือกเองกับมือ! กระทำการทุกอย่างในโลกหล้าภายใต้บัญชาของทวยเทพ ต่อให้เผชิญกับตัวตนขอบเขตมหาศาลก็หากลัวไม่!”
ซูอี้แย้มยิ้ม ก่อนจะกล่าวขึ้นลอยๆ “สุนัขรับใช้เทพก็แค่หยิบยืมพลังมาไว้ในมือชั่วคราว มันอาจใช้ข่มขู่ผู้ใดในโลกได้ แต่ในสายตาข้า มันหาแตกต่างจากลิ่วล้อน่ารังเกียจไม่”
เว่ยสวิ้น “…”
สีหน้าของเขาไม่ค่อยน่ามองนัก
“วันนี้เจ้าทำลายลัทธิหมื่นวิญญาณ เจ้าไม่กลัวจริงๆ หรือว่าจะถูกทวยเทพไล่ล่า?” เว่ยสวิ้นพลันถามขึ้น
ลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นสร้างขึ้นจากการทุ่มเทของเจ้าลัทธิ และยังเป็นขุมกำลังซึ่งองค์เทพเทียนอู่สร้างขึ้นในแดนเซียน มีหน้าที่สนองต่อคำบัญชาขององค์เทพ ทว่าซูอี้กลับทำลายมันลงอย่างราบคาบ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่า หากองค์เทพเทียนอู่ทราบเข้า ท่านจะต้องเดือดดาลเป็นแน่!
ชายหนุ่มจิบสุราพลางกล่าว “หากกลัว คืนนี้ข้าคงไม่มาทำลายลัทธิหมื่นวิญญาณของเจ้าหรอก”
เว่ยสวิ้น “…”
“ยังไม่ถึงอีกหรือ?” เขาทอดมองออกไปไกล
นี่เป็นพื้นที่ภายในเขาปู้โจวแล้ว ตรงหน้าเขาเป็นโลกหล้าอันมืดสลัวแร้นแค้น มีรอยแยกมิติแคบๆ อยู่ทุกแห่งหน รอยแยกมิติบางแห่งยาวหลายพันจั้ง ดูเหมือนบาดแผลยาวบนท้องนภา อำนาจมิติดุดันพัดโหม ส่งเสียงเยี่ยงอัสนีคำรามซึ่งสะท้านใจคนทุกผู้
ในอดีตชาติของเขา หวังเย่ก็เคยสำรวจเขาปู้โจวหลายหน และรู้ดีว่าหากเดินต่อ ก็จะถึงสถานที่อันตรายที่สุดในเขาปู้โจว กระทั่งมหาเซียนบุกเข้าไป ยังมีโอกาสรอดเพียงน้อยนิด ส่วนตัวตนขอบเขตมหาศาลนั้น หากไม่ระวังก็ถึงตายได้เช่นกัน!
เขาเคยเข้าไปยังเขตหวงห้ามที่อันตรายที่สุดและประสบกับสิ่งแปลกประหลาดสารพัด เพื่อที่จะค้นหา ‘พฤกษาหมื่นภูมิ’ ซึ่งมีเพียงในเรื่องเล่า
“เจ้ากลัวหรือ?” อีกฝ่ายกล่าวเย้ยพลางจ้องมองด้วยแววตาเหยียดหยัน
ซูอี้เหลือบมองเขาและกล่าวว่า “เจ้าพาข้ามาที่นี่ มิใช่เพราะอยากยืมมือเจ้าลัทธิเจ้ามาฆ่าข้าหรือ? หากเป็นเช่นนั้น พูดมาตรงๆ ย่อมดีที่สุด”
สีหน้าของเว่ยสวิ้นแปรเปลี่ยนไป ครู่ต่อมา เขาก็กล่าวเสียงลอดไรฟัน “ในจี้หยกข้างเอวข้ามีแผนที่ลับซึ่งเจ้าลัทธิทิ้งไว้ก่อนจรจากอยู่ บนนั้นมีเส้นทางนำไปสู่โลกเร้นลับนั่น”
ซูอี้นำจี้หยกห้อยเอวของเว่ยสวิ้นออกมา ใช้จิตสัมผัสตรวจสอบ และพบแผนที่ลับจริงๆ!
หลังจากมองผ่านๆ แวบหนึ่ง ม่านตาของซูอี้ก็หดตัวเล็กน้อย สถานที่อันระบุเอาไว้ในแผนที่ลับนั้นตั้งอยู่ในเขตอันตรายที่อยู่ภายในเขาปู้โจวนี้จริงๆ ยิ่งกว่านั้น ซูอี้ยังคุ้นเคยกับมันมากด้วย
ที่แห่งนั้นมีนามว่า ‘เหวสวรรค์อสูรกำสรวล’ ซึ่งเป็นหนึ่งในเขตหวงห้ามที่ลึกลับที่สุดในเขาปู้โจว มันปกคลุมด้วยคลื่นมิติเวลาผันผวนทุกวันคืน ซึ่งสามารถบดขยี้ตัวตนขอบเขตมหาศาลได้ง่ายๆ!
หวังเย่เคยไปที่เหวสวรรค์อสูรกำสรวลหลายหน เขาใช้สารพัดวิธีการเพื่อลองเชิง ทว่าก็ไม่อาจข้ามคลื่นมิติเวลาอันปั่นป่วนได้เลยสักหน
ซูอี้ไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณจะสามารถเข้าไปในเหวสวรรค์อสูรกำสรวลได้! สิ่งนี้ทำให้เขาสงสัยว่าคนผู้นี้กำลังตามหาโอกาสเข้าสู่ขอบเขตมหาศาลจริงหรือ?
เพราะถึงอย่างไร เขตหวงห้ามอย่างเหวสวรรค์อสูรกำสรวลนั้น กระทั่งหวังเย่ผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนเมื่อกาลก่อนยังไม่อาจย่างกรายเข้าไปได้ แล้วเหตุใดเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณที่เป็นมหาเซียน จึงกล้าไปสำรวจโอกาสเคลื่อนขอบเขตที่นั่น?
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาลึกล้ำของซูอี้ก็จับจ้องไปยังเว่ยสวิ้น “เจ้าโกหก”
เมื่อถูกเขาจับจ้อง หัวใจของอีกฝ่ายก็สั่นสะท้าน สีหน้าแปรเปลี่ยน “ข้าไม่ได้โกหก! เจ้าลัทธิของข้าไปที่นั่นจริงๆ! ยิ่งกว่านั้น แผนที่ลับในจี้หยกของข้า ‘องค์เทพเทียนอู่’ ก็เป็นผู้ให้เจ้าลัทธิมาเอง ไม่มีทางปลอมแปลงกันได้!”
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “แผนที่ลับที่เทพให้มา? องค์เทพเทียนอู่รู้ได้อย่างไรว่าภายในเขาปู้โจวมีสถานที่อย่างเหวสวรรค์อสูรกำสรวลอยู่?”
อีกฝ่ายส่ายหัว “ข้าไม่รู้ องค์เทพเทียนอู่นั้นสูงส่ง ในลัทธิหมื่นวิญญาณของข้า มีเพียงเจ้าลัทธิซึ่งเป็นทูตสวรรค์เท่านั้นที่สื่อสารกับท่านได้ ส่วนเหตุผลนั้นมีเพียงเจ้าลัทธิเท่านั้นที่เข้าใจ”
ซูอี้กล่าวอย่างเย็นชา “หากเจ้าว่าเช่นนั้น ข้าเกรงว่าเจ้าลัทธิของเจ้าจะไม่ได้มองหาโอกาสเคลื่อนขอบเขตหรอกใช่หรือไม่?”
สีหน้าของเว่ยสวิ้นคล้ำเครียด ก่อนจะก้มหัวลงมิพูดจา เขากดดันต่อ “บอกข้ามา องค์เทพเทียนอู่สั่งการเจ้าลัทธิเจ้าไปหาสิ่งใด”
เว่ยสวิ้นลังเลชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวว่า “มันน่าจะ… เกี่ยวกับพฤกษาหมื่นภูมิ”
หัวใจของซูอี้ตกตะลึง เทพผู้ไม่อาจปรากฏยังแดนเซียนกำลังมองหาพฤกษาหมื่นภูมิอยู่อย่างนั้นหรือ? องค์เทพเทียนอู่ทราบได้อย่างไรว่า ภายในเหวสวรรค์อสูรกำสรวลแห่งเขาปู้โจวอาจมีเบาะแสเกี่ยวกับพฤกษาหมื่นภูมิอยู่?
น่าเสียดายที่ความรู้ของอีกฝ่ายมีจำกัด และมิอาจให้คำตอบที่เขาต้องการได้
หลังครุ่นคิดสักพัก ซูอี้ก็เดินทางต่อ เขาตั้งใจจะไปเหวสวรรค์อสูรกำสรวลอีกครั้งเพื่อประจักษ์เรื่องราวกับตา
อันตรายประหลาดสารพัดได้ปรากฏขึ้นบ่อยครั้งระหว่างทาง และรอยแตกมิติแห่งหนึ่งก็แตกออกกะทันหัน กลืนสุญญะแทบกระทบถึงตัวซูอี้ มีทั้งหินหลอมเหลวปะทุจากผืนพิภพ กวาดผ่านนภา ละลายพื้นที่โดยรอบให้สลายสิ้น
มีทั้งหายนะอื่นๆ ซึ่งล้วนสามารถสังหารมหาเซียนได้โดยง่าย ชวนให้ผู้คนรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง
แม้จะเคยเข้ามาที่นี่หลายต่อหลายหนในอดีตชาติ เขาก็ยังต้องระวังตัวตลอดเวลา ‘มันเคยมาที่นี่หรือ? ไม่อย่างนั้น เหตุใดมันจึงสามารถเลี่ยงหายนะต่างๆ ได้หมด?’
ระหว่างทาง เว่ยสวิ้นอดตะลึงมิได้เมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นประหนึ่งอาชาเจนทาง คุ้นเคยกับการหลีกเลี่ยงสถานที่อันตรายมากมาย! หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น เกรงว่าคงตายไปก่อนหน้านี้ไม่รู้กี่หนแล้ว!!
ครึ่งชั่วยามต่อมา ซูอี้หยุดฝีเท้าพลางทอดสายตามองไปไกล “มิน่าเล่า เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณจึงกล้ามาที่นี่ ที่แท้สถานที่แห่งนี้ก็แตกต่างไปจากเดิมมานานแล้ว”
โลกหล้าอันมืดหม่นรกร้างปรากฏขึ้นในสายตาของเขา บนอากาศมีอำนาจมิติเวลาวูบไหวดุจประกายแสง ที่นี่คือเหวสวรรค์อสูรกำสรวล! หนึ่งในเขตหวงห้ามที่อันตรายที่สุดในเขาปู้โจว!
ตอนที่ 1,745: จอมราชัน!
เหวสวรรค์อสูรกำสรวลนั้นแตกต่างไปจากกาลก่อนจริงๆ มิติเวลาซึ่งเดิมพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งโลกาบัดนี้ไม่ปรากฏให้เห็น และหลงเหลือเพียงเสี้ยวละอองแสงวูบไหวในฟ้าดิน
แม้ว่ามันจะยังเต็มไปด้วยอันตรายร้ายแรง มันก็ยังมิถึงกับผ่านไม่ได้! ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณพบที่นี่เมื่อหลายปีก่อนและบุกเข้าไปภายใน
เมื่อคิดเช่นนี้ ซูอี้ก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาแบกร่างของเว่ยสวิ้นเดินเข้าไปในเขตหวงห้ามแห่งนี้ในภูเขาปู้โจว
ระหว่างทาง ละอองแสงมิติเวลาทอดตัวยาวเยี่ยงแถบผ้า มันปรากฏให้เห็นทั่วทิศทางดูงามตระการตาดุจนิมิตฝัน มันดูไร้พิษภัย ทว่าเขาก็รู้ว่าขอเพียงสัมผัสโดนเล็กน้อย ด้วยการฝึกฝนของเขา คงได้รับผลกระทบร้ายแรงถึงชีวิตเป็นแน่!
นั่นคืออำนาจกฎเกณฑ์มิติเวลาอันเที่ยงแท้ กระทั่งตัวตนขอบเขตมหาศาลก็มิกล้าลองดี เนิ่นนานกาลก่อน มีจอมราชันขอบเขตมหาศาลผู้หนึ่งถูกอำนาจมิติเวลาโจมตีเข้า และเพียงพริบตา อีกฝ่ายก็กลายเป็นโครงกระดูก ทั้งชีวิตและวิญญาณล้วนถูกสูบสิ้น!
‘หากการเดินทางในครั้งนี้สามารถค้นหาเบาะแสของพฤกษาหมื่นภูมิได้จริง มันก็ไม่ต่างจากได้รับโอกาสล้ำเลิศที่พบได้แต่มิอาจแสวง กระทั่งอาจจะใช้โอกาสนี้หยั่งปริศนาที่มาของแดนเซียนได้ด้วย!’ ซูอี้กล่าวในใจ
ตามคำร่ำลือ พฤกษาหมื่นภูมิกำเนิดมาจากที่มาฮุ่นตุ้นแห่งแดนเซียน มันจึงบรรจุปริศนาที่มาส่วนหนึ่งของแดนเซียนเอาไว้! เป็นโอกาสอันดีที่ทำให้หวังเย่ผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนน้ำลายหกได้!
……
ภายในเหวสวรรค์อสูรกำสรวล มวลหมอกฟุ้งกระจาย ปราณฮุ่นตุ้นลอยอ้อยอิ่ง ทั่วฟ้าดินรกร้างว่างเปล่า แสงอัสนีสว่างวาบขึ้นนานๆ หน สะบั้นผ่านท้องนภามืดสลัวดุจแส้สายฟ้าในมือเทพฟาดลงสู่แดนมนุษย์
ณ เนินเตี้ยๆ แห่งหนึ่ง หนึ่งคนหนึ่งวิหคซ่อนตัวในเงามืด พวกเขาคือพยากรณ์สวรรค์กับพญาวิหคเผิงเทียนสลัวนั่นเอง
“อย่าเอ็ดไปเชียว ข้าไม่คิดเลยจริงๆ ว่าโจรเฒ่าจอมราชันฮุ่นเทียนจะร่วมมือกับเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณ!” พยากรณ์สวรรค์ส่งกระแสปราณบอกเร็วจี๋ เขาถือเหรียญทองแดงเก่าๆ ที่กะดำกะด่างไว้เหรียญหนึ่ง แผ่ปราณเกินหยั่งทราบปกคลุมร่างของเขาและพญาวิหคเผิงเทียนสลัวเพื่อปกปิดปราณของพวกเขาไว้
“ข้ายังไม่เข้าใจเลย ไม่ใช่ว่าเจ้าแก่จอมราชันฮุ่นเทียนหายตัวไปในทะเลเป่ยหมิงตั้งนานแล้วหรือ? เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่? มารออันใดกัน?” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวอดถามมิได้
จอมราชันฮุ่นเทียน ก่อนยุคอวสานเซียน เขาเป็นจอมราชันวิถีปีศาจซึ่งบรรลุสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน เป็นมหาอำนาจผู้ไร้เทียมทานจากทะเลเป่ยหมิง!
“ใครจะทราบ?” พยากรณ์สวรรค์ชะโงกหน้ามองไปไกล ปราณฮุ่นตุ้นแผ่ปกคลุมในโลกหล้าอันมืดสลัว เงาตะคุ่มของสองคนอยู่ในม่านหมอก
หนึ่งเป็นนักพรตสวมชุดคลุมสีเลือด สวมมงกุฎบนศีรษะ อีกหนึ่งคนเป็นชายวัยกลางคนร่างบึกบึน สวมอาภรณ์สีม่วงคาดเข็มขัดทอง ท่าทางยิ่งใหญ่ทรงพลัง โดยคนผู้แรกนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากจอมราชันฮุ่นเทียน ในขณะที่อีกคนคือเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณ!
“บัดซบ พวกนั้นมารออันใดกัน จะเจ็ดวันอยู่แล้วนะเฮ้ย!” พยากรณ์สวรรค์พึมพำ ร่องรอยความใจร้อนปรากฏบนใบหน้า
เจ็ดวันก่อน เขากับพญาวิหคเผิงเทียนสลัวย่องเข้ามาที่นี่ เพื่อตั้งใจจะสืบหาเบาะแสของพฤกษาหมื่นภูมิ ทว่ามิคาดคิดเลยว่าจะมาพบจอมราชันฮุ่นเทียนกับเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณ!
ก่อนหน้านี้ พยากรณ์สวรรค์นั้นแสนตื่นเต้น คิดว่าตนพบความลับอันน่าตกตะลึงเข้าแล้ว ทว่าหลังจากรอมาเจ็ดวัน เขาก็ยังไม่เห็นว่าคนทั้งสองจะทำอันใดเลย ซึ่งทำให้พยากรณ์สวรรค์อดใจร้อนขึ้นมามิได้
“ต้องมีเรื่องใหญ่อยู่แน่ๆ! เห็นหรือไม่ว่าเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณสร้างสนามเต๋าประหลาดขึ้น มันต้องใช้เพื่อการใหญ่บางอย่างเป็นแน่” ดวงตาของพญาวิหคเผิงเทียนสลัวลอบมอง “ส่วนรากไม้ไหม้เกรียมนั่น ข้าว่ามันน่าจะเป็นรากของพฤกษาหมื่นภูมิ!”
หมู่หมอกเริ่มลงหนา และตรงหน้าจอมราชันฮุ่นเทียนกับเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณมีสนามเต๋าที่มีขนาดร้อยจั้งตั้งอยู่
สนามเต๋าแห่งนั้นแปลกประหลาดยิ่ง มันเป็นสีดำล้วน เมื่อมองลงจากท้องนภาจะพบว่าสนามเต๋านี้มีรูปร่างเยี่ยงดวงเนตรเบิกขึ้นบนพื้น ณ ใจกลาง ‘ดวงเนตร’ นั้นมีแท่นบูชาสีดำสูงเก้าฉื่อตั้งอยู่ พื้นผิวแท่นบูชานั้นสลักอักขระแปลกประหลาดเอาไว้อย่างหนาแน่น และบนแท่นก็มีรากไม้ยาวสี่ฉื่อ ถูกเผาจนไหม้เกรียมท่อนหนึ่งวางอยู่
เพราะระยะห่างแสนไกล กอปรกับพวกเขามิกล้าใช้จิตสัมผัสตรวจสอบ ทั้งพญาวิหคเผิงเทียนสลัวและพยากรณ์สวรรค์จึงมิอาจทราบได้ว่ารากไม้ไหม้เกรียมรากนั้นมีความลับอันใดซ่อนอยู่
“ไร้สาระ ใครเล่าจะไม่เห็นว่าไอ้ชั่วสองคนนั่นกำลังคิดการใหญ่กันอยู่?” พยากรณ์สวรรค์กลอกตา “รอดูเถิด ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะเอาแต่ยืนรอโง่ๆ!”
ขณะนั้นเอง เสียงเย็นเยียบที่เจือโทสะเบาบางของจอมราชันฮุ่นเทียนพลันแว่วมาจากไกลๆ
“หากเจ้าอยากให้ข้าช่วยเปิดช่องมิติ ก็ช่วยข้าสลายอำนาจหายนะเทพในร่างข้าก่อน หาไม่ เรื่องนี้ก็จะยืดเยื้อต่อไป!”
พยากรณ์สวรรค์เบิกบานใจขึ้น จะสู้กันเองแล้วหรือ? อีกอย่าง เจ้าเฒ่าฮุ่นเทียนหมายความว่าเช่นไร หรือเขาเองก็ถูกอำนาจหายนะเทพกักขังจนต้องมาเจรจาต่อรองกับเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณเพื่อสลายหายนะเทพในตัว?
น่าสนใจ! ดวงตาของชายชราทอประกายอย่างมีชีวิตชีวา มันคือความลับสุดยอดจริงๆ ด้วย! เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดในโลกหล้าล่วงรู้ว่ามหาอำนาจขอบเขตมหาศาลอย่างเจ้าเฒ่าฮุ่นเทียนผู้บรรลุสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนต้องหายนะเทพอยู่!!
“พี่ชายร่วมวิถี ขอเพียงเจ้าลงมือช่วยข้าพา ‘บุตรแห่งสวรรค์’ มาที่นี่ได้ ข้ารับปากว่าจะสลายหายนะเทพบนร่างให้เจ้าเอง” เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณกล่าวเสียงแข็งดุจเหล็ก
บุตรแห่งสวรรค์? พยากรณ์สวรรค์ตะลึงงัน
หรือว่าเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณเตรียมสนามเต๋ากับแท่นบูชาไว้ก็เพื่ออัญเชิญ ‘บุตรแห่งสวรรค์’ มา? ยิ่งกว่านั้น ยังต้องให้มหาอำนาจขอบเขตมหาศาลอย่างจอมราชันฮุ่นเทียนลงมือด้วย? และ ‘บุตรแห่งสวรรค์’ นี้ก็ไม่น่าใช่เชื้อสายเทพกระมัง?
เมื่อคิดเช่นนี้ ชายชราก็อดสูดหายใจเฮือกมิได้ หากเป็นเช่นนั้น แผนการของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณก็ร้ายกาจยิ่งนัก!
พญาวิหคที่อยู่ข้างกายเขาก็ตกตะลึงเช่นกัน “เจ้าเฒ่า บุตรแห่งสวรรค์ที่เขาว่าคงไม่ใช่ทายาทของ ‘องค์เทพเทียนอู่’ ที่อยู่เบื้องหลังลัทธิหมื่นวิญญาณกระมัง?”
“อย่าพูด!” พยากรณ์สวรรค์หูผึ่ง ความสงสัยในใจถูกกระตุ้นอย่างเต็มที่
“อย่าคิดว่าข้าผู้นี้ฟั่นเฟือนเชียว เจ้าอยากใช้การแก้ ‘หายนะเทพ’ เป็นเหยื่อล่อให้ข้ารับใช้เจ้า” น้ำเสียงของจอมราชันฮุ่นเทียนเย็นเยียบ “แต่เจ้ามิกลัวหรือว่าจะเล่นกับไฟ จนมันแผดเผาตนเอง?”
บรรยากาศรอบข้างเริ่มมาคุยิ่งขึ้น ทว่าเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณหาร้อนใจไม่ เขากล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “พี่ชายร่วมวิถีอย่าห่วงไป ข้าเข้าใจดี แต่ก็ขอให้เจ้าคำนึงถึงข้าด้วย เพราะหากข้าช่วยเจ้าสลายหายนะเทพในร่าง แล้วจู่ๆ เจ้าเกิดกลับคำไม่อยากลงมือขึ้นมาเล่า จะเป็นเช่นไร?”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวว่า “ข้ารอโอกาสนี้มาเนิ่นนาน จนในที่สุดเมื่อสามพันปีก่อน ข้าก็ได้โอกาสเข้าสู่เหวสวรรค์อสูรกำสรวลนี้”
“สามพันปีผ่านมานี้ ข้าทุ่มเททั้งกายใจและสมบัติมากมาย จนสร้างสนามเต๋าและแท่นบูชานี้ขึ้นได้ เพื่อที่จะชี้นำ ‘บุตรแห่งสวรรค์’ มายังแดนเซียน!”
“ด้วยเหตุนี้ ข้าจะให้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมิได้เด็ดขาด” ว่าแล้ว เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณก็กล่าวกับจอมราชันฮุ่นเทียนด้วยน้ำเสียงจริงใจ “พี่ชายร่วมวิถี ขอเพียงเจ้าช่วยข้าต้อนรับบุตรแห่งสวรรค์ ข้าสาบานด้วยหัวใจวิถีว่าจะช่วยเจ้าสลายหายนะเทพในกายให้ และหากฝ่าฝืน ก็ขอให้ฟ้าดินลงทัณฑ์ประหารได้เลย!”
จอมราชันฮุ่นเทียนนิ่งเงียบไปนาน เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณเองก็มิได้กล่าวเร่ง ทำเพียงรออย่างเงียบเชียบ ในโลกหล้าอันมืดมัว ม่านหมอกทำให้ร่างของทั้งสองเป็นเงาตะคุ่ม
“ที่แท้ก็เป็นความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวส่งกระแสปราณบอก “เจ้าเฒ่า เจ้าว่าเจ้าแก่ฮุ่นเทียนจะยอมประนีประนอมหรือไม่?”
พยากรณ์สวรรค์ขมวดคิ้วกล่าว “ขึ้นอยู่กับว่าหายนะเซียนที่เจ้าเฒ่าฮุ่นเทียนประสบนั้นร้ายแรงเพียงไร นิสัยของไอ้แก่นี่โหดเหี้ยม เจ้าอารมณ์ ป่าเถื่อน และอหังการยิ่ง ก่อนยุคอวสานเซียนปรากฏ มันก็เป็นหนึ่งในมหาอำนาจสุงสุดแห่งวิถีปีศาจซึ่งทำให้โลกหล้าหวาดหวั่นแล้ว”
“ข้าแน่ใจว่าต่อให้เจ้าเฒ่านั่นรอมชอม ขอเพียงสบโอกาสได้สลายหายนะเทพในกาย เขาก็จะฆ่าเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณอย่างไร้ลังเลเพื่อระบายโทสะ!”
ว่าแล้ว พยากรณ์สวรรค์ก็เหยียดยิ้ม “อีกฝ่ายก็แค่มหาเซียนผู้หนึ่ง ต่อให้มีเทพหนุนหลังแล้วเช่นไร? กล้ามาข่มขู่จอมราชันผู้อยู่ในขอบเขตมหาศาลเนิ่นนานก่อนยุคอวสานเซียนงั้นหรือ? นับว่าเล่นกับไฟโดยแท้!”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวครุ่นคิดอย่างลึกล้ำ นายของมันคือจอมราชันเฟิงถู ตัวตนร้ายกาจผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ และมันย่อมรู้ว่าตรงหน้าจอมราชัน มหาเซียนนั้นไร้คุณสมบัติเทียบชั้นโดยสิ้นเชิง!
ชายชราครุ่นคิดสิ่งใดไม่อาจทราบ ก่อนจะโพล่งขึ้นมาอย่างเสียดาย “น่าเสียดายที่น้องชายซูมิได้อยู่ด้วย หาไม่…” จากนั้นเขาก็สงบวจี มิได้กล่าวอื่นใดต่อ
พญาวิหคพลันมิชอบใจขึ้นมา “เรื่องที่ข้าหงุดหงิดที่สุดคือเจ้าเป็นพวกพูดจามีลับลมคมใน ไม่ยอมกล่าวให้จบประโยคสักทีนี่ล่ะ ไม่อึดอัดใจบ้างหรือ?”
พยากรณ์สวรรค์ตบหัวอีกฝ่าย “เจ้าจะไปรู้อันใด!”
“ได้ ข้าจะเชื่อเจ้าสักครั้ง!”
ไกลออกไป จอมราชันฮุ่นเทียนซึ่งเงียบไปนานกล่าวขึ้น “หากเจ้ากล้ากลับคำ ข้าสาบานว่าจะบดขยี้เจ้าเป็นผุยผงไม่ว่าจะต้องทำเช่นไร!”
เขาในเวลานี้เปี่ยมไปด้วยอำนาจกดดันของขอบเขตมหาศาล ทำให้ลมหายใจของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณสะดุดลง เมื่อสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามตรงหน้าชัดเจน หัวใจของเขาครั่นคร้าม สีหน้าเคร่งขรึม “พี่ชายร่วมวิถีวางใจเถอะ!”
“เจ้าเฒ่าฮุ่นเทียนรับปากเว้ยเฮ้ย?” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวผงะ “ดูมิเห็นเหมือนกิริยาที่พึงมีของตัวตนมหาอำนาจขอบเขตมหาศาลเลย”
ชายชรากล่าวด้วยแววตาซับซ้อน “เมื่อนานมาแล้ว ข้าก็เคยพบปะกับเจ้าเฒ่าฮุ่นเทียนอยู่บ้าง และรู้ดีว่าโจรเฒ่าผู้นี้เย็นชาและโหดร้ายเพียงไร เจ้ารอดูเถอะ เจ้าเฒ่าฮุ่นเทียนจะไม่ช่วยให้เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณเชิญบุตรแห่งสวรรค์นั่นมาดีๆ แน่!”
พญาวิหคเริงร่า “ในที่สุดก็มีเรื่องน่าสนุกให้ดูแล้ว!”
ทว่าร่างของพยากรณ์สวรรค์กลับแข็งทื่อ เมื่อสัมผัสได้ว่า จู่ๆ จอมราชันฮุ่นเทียนที่อยู่ห่างออกไปก็หันมามองพวกเขา โจรเฒ่านั่นเจอพวกเขาแล้ว!
สีหน้าของชายชราแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์ ก่อนจะคว้าคอของคนข้างกายเผ่นหนีโดยไม่ลังเล
ทว่ามิทันไร ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากอากาศ ขวางทางเบื้องหน้าไว้ เขาสวมชุดคลุมนักพรตสีเลือด สวมมงกุฎบนศีรษะ ใบหน้านิ่งเฉยเยี่ยงศิลา คู่เนตรทอประกายสีทองซีด เพียงยืนเฉยๆ ก็ปรากฏปราณคลุมนภา!
นั่นก็คือจอมราชันฮุ่นเทียน!!