บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1756-1760
ตอนที่ 1,756: บรรเลงให้ฟังสักเพลงสิ
กลางดึก สายลมรัตติกาลพัดโชย แสงดาราเฉิดฉายคู่ดวงจันทร์ สรรพสิ่งเงียบสงบ
บนผาแห่งหนึ่ง หลู่หยางนั่งขัดสมาธิ มีกู่ฉินวางตรงหน้า สิบนิ้วไล้ไปบนสาย เสียงฉินทุ้มต่ำดุจกำสรวล เผยความรู้สึกหดหู่เงียบสงัด
ด้วยความที่เป็นหนึ่งในเก้าผู้อาวุโสสายในแห่งสำนักเซียนหมื่นดาบ หลู่หยางมีชื่อเสียง ‘เป็นเลิศทั้งฉินและดาบ’ กล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในราชันเซียนชั้นสูงในแคว้นเหวิน
ร่างของเขาผอมบาง ให้ความรู้สึกทรงพลังเยี่ยงต้นสนเขียว ดวงตาหลับสนิทดูจะเคลิ้มกับลำนำฉินอย่างเต็มที่
เปรี้ยง!
ทันใดนั้น ร่างโชกเลือดร่างหนึ่งก็ร่วงลงสู่พื้น ไม่ห่างไปจากผามากนัก
ร่างนั้นเต็มไปด้วยบาดแผล เลือดและเนื้อสาดกระเซ็น เส้นผมยาวเปรอะเปื้อนทั้งเลือดและฝุ่นโคลน เมื่อมองดีๆ ก็พบว่าเขาคือชีฝูเฟิง!
สภาพของเขาในเวลานี้สะบักสะบอมด้วยบาดแผลจนไม่อาจจดจำหน้าเดิมได้ เห็นได้ชัดว่าถูกทรมานจนมิอาจหาส่วนที่สมบูรณ์ในร่างกายได้ อ่อนระโหยโรยแรงอย่างยิ่ง
หลังจากร่วงลงสู่พื้น ตัวคนก็หอบหายใจหนักหน่วง ร่างสั่นกระตุก ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็มิอาจลุกขึ้นไหว
และสตรีในชุดกระโปรงแดงเพลิงผู้หนึ่งก็ละล่องลงสู่พื้นทันใด
นางมีรูปลักษณ์ค่อนข้างสะสวย ให้ความรู้สึกอ้างว้างเย็นชา บนบ่าสะพายกล่องดาบใบหนึ่ง
เมื่อร่างของนางร่อนลง เท้าข้างหนึ่งก็เหยียบศีรษะเปื้อนเลือดของชีฝูเฟิง ขยี้แก้มของเขากับพื้น โลหิตทะลักออกจากรูทวารทั้งเจ็ด ดูน่าเวทนายิ่งนัก
ทว่าสตรีผู้นั้นหาสนใจไม่
“ศิษย์พี่ คนผู้นี้ทนทายาดเกินคาด ต่อให้ข้าจะทรมานเช่นไร เขาก็มิปริปากสักคำเลย” สตรีชุดแดงลูบแก้มของนางพลางกล่าวอย่างจนใจเล็กน้อย
นี่เป็นครั้งแรกที่นางเผชิญตัวตนผู้มิกลัวตายเช่นนี้
ไกลออกไป หลู่หยางยังคงเล่นกู่ฉิน จนครู่ต่อมา เขาก็วางสิบนิ้วลงบนสายฉิน ถอนหายใจเบาๆ และกล่าวว่า “ข้าบอกกี่หนแล้วว่ายามข้าเล่นฉิน อย่ารบกวนข้า”
ว่าแล้ว เขาก็ลืมตาขึ้นพลางกล่าวกับสตรีชุดแดง “ได้ทำร้ายวิญญาณเขาหรือไม่?”
สตรีชุดแดงส่ายหน้า “ไม่”
หลู่หยางพยักหน้าน้อยๆ และกล่าวว่า “ก็ดี หลังกลับสำนัก ส่งเขาให้ผู้อาวุโสลงทัณฑ์ไปค้นวิญญาณ”
สตรีชุดแดงพึมพำ “ศิษย์พี่ ข้ายังไม่เข้าใจเลยว่าไฉนต้องไล่ล่าคนผู้นี้ด้วย ราชันเซียนผู้นี้เกี่ยวอันใดกับสำนักเซียนหมื่นดาบของเราหรือ?”
ชายหนุ่มแย้มยิ้มกล่าวว่า “ข้ามิทราบหรอก แต่แน่ใจว่าในเมื่อเจ้าสำนักสั่งการเช่นนี้ ต้องมีอันใดแฝงอยู่เป็นแน่”
“เอาล่ะ หากเจ้ายังอยากทรมานเขาต่อก็เชิญ อย่ากวนข้าอีก หลังบรรเลงต่ออีกหนึ่งเพลง ข้าจะออกเดินทางกลับสำนัก น่าจะถึงก่อนรุ่งสาง”
ว่าแล้ว หลู่หยางก็หลับตาลง แล้วเล่นกู่ฉินอีกครั้ง
สตรีชุดแดงขมวดคิ้ว ขณะก้มลงมองชีฝูเฟิงซึ่งนอนนิ่งไม่ไหวติง แล้วสีหน้าของนางก็ปรากฏความอำมหิตขึ้น
“ข้ามิเชื่อหรอกว่าจะง้างปากเจ้าให้พูดมิได้!”
ว่าแล้ว นางก็กระชากเส้นผมของชีฝูเฟิงลากเดินไปไกลดุจลากศพ ร่างของชีฝูเฟิงครูดไปบนพื้นขรุขระ เนื้อตัวถลอกปอกเปิก โลหิตไหลรินเป็นทางยาวบนพื้น
“ข้าหากลัวความตายไม่ มีหรือจะกลัวการทรมานของเจ้า จะลงมือก็เชิญ” ชีฝูเฟิงกล่าวเสียงแหบแห้ง
เส้นผมยาวของเขาถูกกระชากจนหนังศีรษะเจ็บแปลบ ใบหน้าอาบเลือดเกินจำได้ ดั้งจมูกหักและปากแตกดูน่าสะพรึงกลัว
เมื่อพบว่าเขายังปากแข็ง สีหน้าของสตรีชุดแดงก็เจือโทสะ หยุดฝีเท้าแล้วกระทืบสันหลังของอีกฝ่ายอย่างดุดัน
เปรี๊ยะ! เป๊าะ!
กระดูกสันหลังของชีฝูเฟิงหักจากกัน ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
ทว่าเขากลับแค่นหัวเราะ “ทำได้แค่นี้หรือ?”
สตรีชุดแดงรู้สึกเพียงถูกหยามศักดิ์ศรี จึงรู้สึกโกรธเคืองอย่างมิอาจบรรยาย เขาเป็นเพียงเชลยใต้เท้านาง ยังกล้ามาหัวเราะเยาะนางอีกหรือ?
นางพลันกระชากแขนซ้ายของชีฝูเฟิงออก โลหิตทะลักเป็นสาย
ร่างของชีฝูเฟิงกระตุก การมองเห็นบอดดับ กัดฟันกรอดกลั้นเสียงกรีดร้อง ฝืนตนให้ทนความเจ็บปวดเหลือพรรณนา
สตรีชุดแดงแสยะยิ้ม เม้มปากกล่าวว่า “อย่าห่วงเลย คืนนี้ข้าจะเล่นกับเจ้าเอง ไม่ว่าอย่างไร เหลือแค่จิตวิญญาณเจ้าไว้ก็พอแล้วนี่ แต่แน่นอน หากเจ้าเต็มใจสารภาพเอง ข้าก็จะหยุดทันที”
ว่าแล้ว ปลายนิ้วของนางก็ตวัดเข้าใส่ตาของชีฝูเฟิงดุจคมมีด!
ทว่าทันใดนั้น ปลายนิ้วของนางก็หยุดชะงัก ก่อนจะทอดสายตามองออกไปไกลทันที
ขณะเดียวกัน หลู่หยางผู้กำลังเล่นกู่ฉินก็ลืมตาขึ้น วางสิบนิ้วหยุดเสียงบนสาย แล้วมองไปไกลด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ตู้ม!
ท่ามกลางราตรี วิหคเผิงตัวหนึ่งที่มีขนาดร่างพันจั้งทะยานเข้ามา ปีกสยายกว้างดุจมวลเมฆาเหนือสรวง เผยคลื่นอำนาจน่าสะพรึงกลัวในระดับมหาเซียน
“ป…ปีศาจระดับมหาเซียน!!” สตรีชุดแดงผวา “ดูเหมือนมันจะมาหาเรานะ”
“อย่าแตกตื่นไป ที่นี่อยู่ห่างจากสำนักเพียงสามหมื่นลี้ และอยู่ภายใต้อิทธิพลของเรามานานแล้ว กระทั่งมหาเซียนก็ยังมิกล้าลงมือกับเราหรอก” หลู่หยางกล่าวเสียงลุ่มลึก
ทว่าเสียงยังไม่ทันสิ้น วิหคเผิงอันน่าสะพรึงกลัวก็หยุดบินอยู่บนอากาศที่อยู่มิห่างไปนัก
“เรามาจากสำนักเซียนหมื่นดาบ ขอบังอาจถามท่านว่ามาที่นี่ มีเจตนาอันใดหรือ?” สตรีชุดแดงกล่าวขึ้น
วิหคเผิงหาสนใจไม่ ปีกของมันพับเก็บ ศีรษะก้มลงต่ำ จากนั้นร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็กระโดดลงจากหลังมัน ร่อนลงบนยอดผา อาภรณ์สีเขียวพลิ้วไหวตามสายลมรัตติกาล
เขาคือซูอี้นั่นเอง
หลู่หยางกับสตรีชุดแดงอดประหลาดใจมิได้ วิหคเผิงระดับมหาเซียนตัวนี้ แท้จริงคือพาหนะของชายหนุ่มผู้หนึ่ง?
หลังมาถึง สายตาของชายหนุ่มก็มองมายังชีฝูเฟิง
ร่างกายโชกด้วยโลหิต กระดูกสันหลังหัก แขนฉีกขาด โลหิตนองเต็มพื้น ใบหน้าอาบเลือด… สภาพที่น่าเวทนาเช่นนี้สะดุดตายิ่งกว่าผู้ใด
เมื่อซูอี้มองมา ศีรษะของชีฝูเฟิงก็ก้มต่ำ ร่างกระตุกด้วยความเจ็บปวด
เขาอยากจะเงยหน้าขึ้น ทว่าก็ไร้เรี่ยวแรงจะทำเช่นนั้น
สิ่งนี้ทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาไร้อารมณ์
และเมื่อเห็นสายตาของซูอี้มองไปทางชีฝูเฟิง แม้สตรีชุดแดงจะงุนงง นางก็ยังอธิบายว่า “ทำให้ท่านหัวเราะเยาะเสียแล้ว นี่คือเชลยที่เราสำนักเซียนหมื่นดาบจับได้”
ซูอี้เมินนางไป เขาเดินมานั่งยองๆ ที่ข้างกายชีฝูเฟิง กล่าวอย่างขออภัย “ข้ามาสายไป ทำให้เจ้าลำบากเสียแล้ว”
สีหน้าของสตรีคนเดิมพลันแปรเปลี่ยน อีกฝ่าย… หรือจะมาเพื่อช่วยชีฝูเฟิง!?
ชีฝูเฟิงซึ่งนอนเป็นอัมพาตบนพื้นในยามนี้สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ขณะเค้นเสียงออกมาอย่างตื่นเต้น “ใต้เท้า! ที่แท้ก็เป็นท่าน! ขออภัยด้วยที่ผู้น้อยมิอาจลุกขึ้นคารวะ!”
ไกลออกไป หลู่หยางผุดลุกขึ้น สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์ เขาเองก็ตระหนักแล้วว่าบางสิ่งมิชอบมาพากล
ทว่าซูอี้หาสนใจเรื่องทั้งหมดไม่ เขาประคองอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น มองเห็นความตื่นเต้นปรีดาในแววตาของคนตรงหน้าแล้วหัวใจของชายหนุ่มบีบคั้นอย่างมิอาจสาธยาย
“เจ้าพักก่อนเถอะ ต่อจากนี้ให้ข้าจัดการเอง”
ว่าแล้ว ชายหนุ่มก็สะบัดมือเบาๆ ร่างของชีฝูเฟิงลอยขึ้นไปบนหลังของวิหคเผิงซึ่งรออยู่ห่างๆ
ยามนี้ สตรีชุดแดงกับหลู่หยางซึ่งประจักษ์แล้วว่ามีบางอย่างมิชอบมาพากลได้หันหลังเผ่นหนีไป
แต่ไม่ทันไร พวกเขากก็ถูกอำนาจทรงพลังขัดขวาง กลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้น
“เข้าใจผิด นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน!” หลู่หยางร้องอย่างตื่นตระหนก “เรามาจากสำนักเซียนหมื่นดาบ ขอโปรดอย่าด่วนลงมือ ฟังเราอธิบายก่อนเถิด!”
ซูอี้ดีดนิ้ว
เปรี้ยง!
อีกฝ่ายทรุดลงคุกเข่ากับพื้น ร่างถูกผนึกจนมิอาจเคลื่อนขยับ ส่งเสียงไม่ได้แม้เพียงครึ่งคำ ใบหน้าเปี่ยมความหวาดผวา
ผู้อาวุโสสายในที่เก้าแห่งสำนักเซียนหมื่นดาบมิอาจคาดคิดได้เลยว่า เพียงเล่นกู่ฉินยามวิกาล เขาจะเรียกหายนะเช่นนี้มาหาตน!
หากรู้เช่นนี้แต่แรก เขาก็คงกลับสำนักไปตั้งแต่เนิ่นๆ มีหรือจะมาอ้อยอิ่งเล่นกู่ฉินที่นี่?
น่าเสียดายที่สายไปเกินจะเสียใจ
ในขณะเดียวกัน สตรีชุดแดงตัวสั่นฟันกระทบกันเสียงดังกึกๆ ใบหน้าซีดขาวด้วยความผวาหวาด
อีกฝ่ายร้ายกาจยิ่ง จับตัวพวกนางง่ายดายเยี่ยงจับมด!
เมื่อสายตาลึกล้ำเย็นเยียบของชายหนุ่มมองมา นางก็ร้องลั่นอย่างตื่นตระหนก “ท่านมิกลัวสำนักเซียนหมื่นดาบของเราคิดบัญชีหรือไร?!”
ซูอี้ดีดนิ้ว
เปรี้ยง!!
สตรีชุดแดงทรุดลงคุกเข่า กระดูกเข่าของนางแหลกจนร้องลั่นอย่างเจ็บปวด
“ชีฝูเฟิง เจ้าคิดว่าจะจัดการกับนางเช่นไรดี?” ซูอี้ถามเสียงเรียบ
ไกลออกไป ชีฝูเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าแสนเคียดแค้น “ใต้เท้า หากเป็นไปได้ ข้าอยากให้นางตายขอรับ!”
สตรีชุดแดงหน้าเสีย ร้องลั่น “พวกเจ้าฆ่าข้ามิได้นะ บิดาข้าคือ…”
ก่อนจะสิ้นวาจา ซูอี้ก็กล่าวอย่างเฉยชา “แน่นอนว่านางต้องตาย ทว่า… ให้ตายง่ายๆ ย่อมไม่ได้หรอก”
ว่าแล้ว เขาก็สะบัดแขนเสื้อ ปราณดาบนับไม่ถ้วนโปรยปรายดุจคมมีดแหลมคมเชือดเฉือนเลือดเนื้อของนางทีละน้อย
ประหารด้วยพันคมมีด!
เพียงชั่วพริบตา สตรีนางนั้นก็กลายเป็นมนุษย์เลือด ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างรวดร้าว กระดูกของนางถูกป่นทีละน้อย ร่างแหลกสลายโดยสมบูรณ์
ภาพอันน่าสยดสยองนี้ทำให้หลู่หยางสั่นสะท้าน
ทว่านั่นหาใช่จุดจบไม่ ชายหนุ่มคว้าวิญญาณของสตรีชุดแดงเอาไว้ ขณะกล่าวขึ้นอย่างเรียบเฉย “ความเจ็บปวดทางกายนั้นนับว่ายังน้อย การทรมานจิตวิญญาณสิถึงเรียกได้ว่าเจ็บแสบ”
ประทีปทองแดงดวงหนึ่งปรากฏขึ้นในมือเขา แล้วจึงผนึกวิญญาณของสตรีชุดแดงไว้
นี่คือหนึ่งในสินสงครามที่เขาได้รับมาในอดีต เป็นสมบัติระดับมหาเซียนซึ่งเมื่อกักขังจิตวิญญาณเอาไว้ภายใน มันจะลุกแผดเผาตลอดวันคืน ทรมานแสนสาหัส อยู่ก็มิรอด ตายก็มิได้!
“ไม่นะ! ปล่อยข้าออกไป!! หากบิดาข้ารู้ เขาจะกวาดล้างสำนักของเจ้าแน่!!” สตรีคนเดิมกรีดร้อง วิญญาณของนางถูกปกคลุมด้วยแสงสีเลือด แผดเผานางจนร้องโหยหวน แต่ก็มิอาจหนีไปที่ใดได้
เมื่อปลายนิ้วของซูอี้สะบัด ทันใดนั้น เสียงของนางก็มิอาจเล็ดลอดออกมาได้อีก
จากนั้นเขาก็โยนประทีปทองแดงให้ชีฝูเฟิง “เมื่อใดที่เจ้าคลายโทสะ จะให้นางตายยามใดก็แล้วแต่”
ดวงตาของผู้ฟังแดงก่ำ จมูกแสบร้อนสะอึกสำลัก หัวใจของเขาปั่นป่วน รู้สึกขึ้นมาทันใดว่าความทรมานทั้งหลายที่ตนประสบมานั้นหามีความหมายไม่ ต่อให้ตายลงยามนี้ก็คุ้มค่า!
ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็เบนสายตาไปมองหลู่หยาง
หลู่หยางตัวสั่นสะท้าน พยายามดิ้นรนสุดกำลัง สายตาที่มองมายังซูอี้ของเขาดูประหนึ่งกำลังมองปีศาจร้ายผู้โหดเหี้ยมเลือดเย็น เปี่ยมด้วยความหวาดผวากลัวเกรง
จากนั้นชายหนุ่มดีดนิ้ว สลายอำนาจพันธนาการบนตัวหลู่หยาง และกล่าวเนิบๆ “เจ้าไม่ไดชอบเล่นกู่ฉินหรือ? มา! บรรเลงให้ฟังสักเพลงสิ!!”
ตอนที่ 1,757: ขอคำอธิบาย
เล่น…เล่นเพลง?
หลู่หยางผงะ เขาอยู่ในสภาวะตื่นตระหนกสิ้นหวัง เพราะไม่คาดคิดเลยว่าจะได้รับคำขอเช่นนี้
มันหมายความเช่นไร? หยามกันอยู่หรือ? หรืออยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับความเชี่ยวชาญในดนตรีของเขาจริงๆ?
เจ้าตัวได้แต่งุนงง
“เร็วเซ่!” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวตวาด
หลู่หยางสั่นเทิ้มทั้งกาย ตัวคนนั่งลงขัดสมาธิกับพื้นโดยมิกล้าขัดขืน เขาวางกู่ฉินพาดบนตัก แล้วพรมนิ้วสั่นๆ ทั้งสิบบนสาย เขาหลับตาลงพยายามสงบใจ ทิ้งความคิดฟุ้งซ่านแล้วเริ่มเล่นกู่ฉิน
ไม่นานนัก เสียงกู่ฉินก็ดังขึ้นอย่างสับสนลังเล ฟังแล้วเหมือนร่ำไห้ ให้ความรู้สึกเศร้าสร้อยสิ้นหวัง
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวคิดในใจว่ามิเห็นไพเราะดุจนางสกุณาขับขานเลย
ทันใดนั้น สายกู่ฉินสายหนึ่งก็ขาดผึง เกิดเป็นเสียงสนั่นมิน่าอภิรมย์
ในเวลานี้เอง ซูอี้ก็กล่าวขึ้นว่า “ขอบคุณมาก”
หลู่หยางทำตัวมิถูก มิเข้าใจเลยว่าอีกฝ่ายคิดอันใดอยู่
ซูอี้อธิบายอย่างใจเย็น “คืนนี้ต้องขอบคุณเจ้าที่เล่นกู่ฉินอยู่ที่นี่ ข้าจึงมาได้ทันเวลา”
ในที่สุดเขาก็ประจักษ์แจ้ง ภายในอกของเขารู้สึกจุกแน่น ดุจหัวใจถูกทิ่มทะลวง
นั่นสิ! หากคืนนี้เขามิโอ้เอ้ แล้วกลับสำนักไป มีหรือหายนะเช่นนี้จะบังเกิด!? ยิ่งคิด หัวใจของเขาก็ยิ่งรวดร้าว
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเสสรวล การเชือดเฉือนใจสามารถฆ่าคนได้อย่างโหดร้ายที่สุด! ใต้เท้าจอมราชันลงมือได้ยอดเยี่ยม!
“การให้เจ้าเล่นกู่ฉินสักเพลงก่อนตาย ถือเสียว่าเป็นคำขอบคุณจากข้าแล้วกัน” ซูอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
สีหน้าของหลู่หยางแปรเปลี่ยนฉับพลัน ตระหนักแล้วว่าตนกำลังเผชิญกับหายนะ จึงกล่าวอย่างเดือดดาลในทันใด “การไล่ล่าชีฝูเฟิง เจ้าสำนักเซียนหมื่นดาบของเราเป็นผู้สั่ง หากเจ้ากล้าพอ ก็บุกสำนักเซียนหมื่นดาบเลยดีหรือไม่?”
ซูอี้พยักหน้ากล่าว “ฆ่าเจ้าแล้วข้าก็จะไปที่นั่น”
หลู่หยาง “…”
“หากสำนักเซียนหมื่นดาบของเจ้าไม่ให้คำอธิบายแก่ข้า โลหิตได้นองเป็นธารแน่” ซูอี้กระซิบ
ชีฝูเฟิงกำลังสืบข้อเท็จจริงของการล่มสลายของเผ่าภูติปี้อั้นอยู่ แต่กลับถูกสำนักเซียนหมื่นดาบไล่ล่าอย่างโหดร้าย และเมื่อไม่นานมานี้ มหาเซียนจากสำนักเซียนหมื่นดาบก็ถูกส่งไปไล่ล่าเขาเช่นกัน ทั้งหมดนี้จะมิกระตุ้นโทสะในใจของเขาขึ้นมาได้อย่างไรกัน?
“เจ้า…เจ้าเป็นใครกันแน่?” หลู่หยางถามอย่างสิ้นหวัง
“ซูอี้”
ตู้ม!
หนังศีรษะของผู้อาวุโสที่เก้าแห่งสำนักเซียนหมื่นดาบชายิบจนแทบระเบิดด้วยความตะลึงราวถูกสายฟ้าฟาด
ซูอี้! ที่แท้ก็เป็นเขา!!!
ในที่สุดหลู่หยางก็เข้าใจ และยามนั้นเองที่ปราณดาบสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นทะลวงหว่างคิ้วของหลู่หยาง
ผู้อาวุโสสายในลำดับที่เก้าแห่งสำนักเซียนหมื่นดาบตายลงทันที
……
มีกองเพลิงถูกจุดขึ้นบนหน้าผา ซูอี้นั่งดื่มสุรากับพื้นขณะสนทนากับชีฝูเฟิง
ชีฝูเฟิงเข้ามาในแคว้นเหวินเมื่อเดือนก่อน และขณะที่กำลังสืบเสาะเบาะแสเผ่าภูตปี้อั้นอยู่นั้นเอง เขาก็ถูกสำนักเซียนหมื่นดาบหมายหัว บังคับจะพากลับสำนักไปโดยไม่คิดอธิบาย
แน่นอนว่า ชีฝูเฟิงย่อมไม่ร่วมมือ จึงเกิดเป็นความขัดแย้งขึ้น ยามนั้น เขาต่อสู้ยิบตาจนได้รับบาดเจ็บ สังหารยอดฝีมือจากสำนักเซียนหมื่นดาบไปมากมายขณะหลบหนี
น่าเสียดายที่แคว้นเหวินนี้เป็นถิ่นอิทธิพลของสำนักเซียนหมื่นดาบ ในเวลาต่อมา ชีฝูเฟิงจึงถูกล้อมโจมตีอยู่หลายต่อหลายหน จนสุดท้ายก็มาถูกจับได้ในนครเซียนเหลืองเมฆาเมื่อวานนี้
กระทั่งชีฝูเฟิงก็ไม่เข้าใจ เขากำลังสืบหาเบาะแสการพังทลายของเผ่าภูตปี้อั้นอยู่แท้ๆ จะไปแหย่รังแตนล่วงเกินสำนักเซียนหมื่นดาบได้อย่างไร?
“พวกนั้นร้อนตัวสิท่า! คงกลัวว่าเจ้าจะขุดคุ้ยเจอ!” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวกล่าว “หรือก็คือ เหตุผลการล่มสลายของเผ่าภูตปี้อั้นต้องเกี่ยวกับสำนักเซียนหมื่นดาบนี่แน่ๆ!”
คาดการณ์ได้ไม่ยากเลย เพราะถึงอย่างไร หากไร้เหตุผล ไฉนสำนักเซียนหมื่นดาบต้องไล่ล่าชีฝูเฟิงด้วย?
ซูอี้จิบสุราเงียบๆ ขณะเหลือบมองชีฝูเฟิงหัวจรดเท้าและกล่าวว่า “รุ่งสาง ข้าจะพาเจ้าไปทวงความยุติธรรมที่สำนักเซียนหมื่นดาบ”
ว่าแล้ว เขาก็ลุกขึ้นเดินไปที่ริมผาไพล่มือไว้เบื้องหลัง ทอดสายตามองนภาราตรี
สำหรับซูอี้ ด้วยเห็นแก่มิตรภาพระหว่างอดีตชาติของตนกับซูฝูซื่อ หากไม่ถูกบีบบังคับ เขาก็จะไม่มีวันโจมตีสำนักเซียนหมื่นดาบเป็นแน่
แต่ยามนี้ เขาจำต้องทำ!
ไม่เพียงเพื่อระบายโทสะแทนชีฝูเฟิง ทว่ามันยังเป็นการขอคำอธิบายด้วย!
ยามนี้ กระทั่งพญาวิหคเผิงเทียนสลัวยังเห็นได้ว่าอีกฝ่ายอารมณ์เสีย
……
รุ่งสาง ณ สำนักเซียนหมื่นดาบ
ภูเขาเทวะหมอกครามทั้งสามสิบหกยอดเรียงแถว เชื่อมต่อกันด้วยสะพานหยกที่พาดผ่านนภา ศิษย์ร่วมสามหมื่นในสำนักเริ่มฝึกฝนดาบเมื่อแสงแรกอรุณมาเยือน
ชั่วขณะนั้น ปราณดาบพลุ่งพล่านเจิดจรัสเยี่ยงสายฟ้า
ใจกลางยอดเขาหลัก โถงหลักของสำนักเซียนหมื่นดาบ
เจ้าสำนักเหลยอวิ๋นถิงขมวดคิ้ว นั่งอยู่บนบัลลังก์ประธานตรงกลางโถงเพียงลำพัง เขานั่งอยู่ที่นั่นมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว
จนกระทั่งเมื่อแสงแรกอรุณส่องเข้ามาในโถง เหลยอวิ๋นถิงจึงตระหนักว่าฟ้าสางแล้ว
“ไปเชิญผู้อาวุโสสูงสุดทั้งหมดในสำนักมาประชุมหน่อย” เหลยอวิ๋นถิงออกคำสั่งอย่างใจเย็น
สองเค่อถัดมา ผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสิบสามคนล้วนรวมตัวในโถงหลัก
เดิมที สำนักเซียนหมื่นดาบมีผู้อาวุโสสูงสุดสิบหกคน แต่เมื่อไม่นานนี้ เมื่อผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสามคนที่นำโดยเถาเฉียนเดินทางออกไปไล่ล่าซูอี้ พวกเขาก็หายเงียบไปในหุบเหวหมอกดำ มิกลับมาอีกเลย
โดยไม่ต้องคิด พวกเขาก็รู้แล้วว่าคงมิใช่การดี
“สามวันก่อน พวกเจ้าต่างได้ยินเกี่ยวกับเหตุการณ์ใหญ่ที่บังเกิด ณ เขาปู้โจวกันแล้ว” เหลยอวิ๋นถิงกล่าวเสียงลุ่มลึก “ข้าอยากรู้ว่าทุกท่านคิดเช่นไร”
ร่างของเขาผอมกะหร่อง ทว่าเสียงกลับกังวานไกลทั่วฟ้าดิน สะท้อนในโถงสะเทือนถึงวิญญาณ
สีหน้าของผู้อาวุโสสูงสุดทั้งหลายดูยากตีความไปชั่วขณะ พวกเขาย่อมรู้ว่าเจ้าสำนักหมายถึงเรื่องใด
สามวันมานี้ ทั่วทั้งแดนเซียนเกิดความโกลาหลและกำลังลือเล่ากันถึงเหตุการณ์หนึ่ง จนกลายเป็นที่ฮือฮากว่าครั้งใด
“ซูอี้ผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ ทว่ามหาเซียนซึ่งเข้าไปในหุบเหวหมอกดำทั้งหลายล้วนสาบสูญ พิสูจน์ได้โดยไร้กังขาว่าการไล่ล่าสังหารก่อนหน้านี้ มหาเซียนที่เก้าขุมกำลังเซียนส่งไปล้วนตกตายสิ้น ไม่เหลือผู้ใดรอดตลอดทัพ!” มีผู้กล่าวขึ้นด้วยเสียงลุ่มลึก
“ลัทธิหมื่นวิญญาณมีเทพหนุนหลัง มหาเซียนมากมายคุ้มกันสำนัก และเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณยังมีสมบัติลับเทพประทานมากมาย แต่ก็ยังถูกเขาทำลายได้ด้วยตัวคนเดียว ข้าคาดเดาได้เลยว่าแม้ซูอี้จะเป็นผู้ฝึกตนระดับราชันเซียน ความแข็งแกร่งของเขาก็เพียงพอที่จะสังหารมหาเซียนลงได้โดยง่าย!”
“นอกจากนั้น เขายังมีไพ่ตายที่ไม่เป็นที่ล่วงรู้อยู่ในมือซึ่งเพียงพอประชันกับสมบัติลับของเทพเหล่านั้นด้วย หาไม่ ลัทธิหมื่นวิญญาณคงมิพ่ายแพ้ราบคาบเพียงนี้”
“แม้ซูอี้ผู้นี้จะเป็นเพียงคนผู้หนึ่ง แต่ขอเพียงตัวตนขอบเขตมหาศาลไม่ปรากฏตัว ด้วยความแข็งแกร่งของเขาก็พอจะเป็นภัยต่อขุมกำลังวิถีเซียนทั้งหลายในโลกหล้าแล้ว!”
“ร้ายกาจ น่ากลัวจริงๆ!”
…ขณะที่ผู้คนพากันสนทนาเกี่ยวกับวีรกรรมและฝีมือของซูอี้ สีหน้าของพวกเขาต่างเคร่งขรึม
บางผู้อดถามขึ้นมิได้ว่า “เจ้าสำนักมองเรื่องนี้เป็นเช่นไร?”
สายตาคู่อื่นๆ เองก็มองมายังเหลยอวิ๋นถิงเช่นกัน
เหลยอวิ๋นถิงเงียบมาตลอด เมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาก็ดูจะตัดสินใจบางอย่างได้ และกล่าวขึ้นว่า “ป่านนี้แล้ว ข้าจะมิปิดบังพวกเจ้า ซูอี้ผู้นี้… คือร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล!”
จอมราชันอนันตรัตติกาล!
บรรยากาศในห้องโถงพลันเงียบกริบ หัวใจของทุกผู้ราวถูกบีบคั้นรุนแรง จนเต้นผิดไปหนึ่งจังหวะ ทันใดนั้น สีหน้าทุกผู้ก็แปรเปลี่ยนทันใด!!
“เขา… เวียนวัฏกลับมาจริงๆ หรือ?” มีผู้กล่าวเสียงสั่น
บางผู้พึมพำด้วยสีหน้ามิสู้ดี “หากให้เขาทราบว่าในอดีตเราทำอันใดลงไปบ้าง เกรงว่าคง…”
วาจามิทันสิ้น ผู้คนก็ล้วนอยู่มิสุข! เมื่อเห็นเช่นนี้ หัวใจของเหลยอวิ๋นถิงก็รู้สึกคลุมเครืออย่างช่วยมิได้
เพียงหนึ่งนาม ผู้อาวุโสเหล่านี้กลับมิอาจนั่งติด!! นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของจอมราชันอนันตรัตติกาล
แม้จะห่างหายไปนานหลายหมื่นแสนปี เมื่อข่าวของเขาปรากฏขึ้นอีกครา ก็ยังสามารถทำให้แดนเซียนสั่นสะท้าน ผู้คนหน้าเปลี่ยนสีได้!
ผู้เป็นเจ้าลัทธิสูดหายใจลึกๆ และกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ “อย่าห่วงเลย ข้าเตรียมการเอาไว้นานแล้ว!”
ว่าแล้ว ท่าทางของเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นผ่าเผยมั่นใจ ดวงตาเปี่ยมจิตสังหาร “แม้เขาจะสามารถเหยียบย่ำลัทธิหมื่นวิญญาณด้วยตัวคนเดียว มีอำนาจเพียงพอสังหารมหาเซียนได้ และจะเป็นร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาลก็ตามที! แต่…”
“ขอเพียงเขากล้ามายังสำนักเซียนหมื่นดาบ ก็มีแต่ต้องตายเท่านั้น!!”
ท้ายที่สุด เสียงของเหลยอวิ๋นถิงก็ดังก้อง เปี่ยมด้วยอำนาจน่าเกรงขาม
หัวใจของทุกผู้สะท้าน พวกเขาได้รับผลกระทบจากท่าทีมั่นใจของเหลยอวิ๋นถิงและใจเย็นลงมาก
“ร่างเวียนวัฏหาเหมือนก่อนไม่ ไร้เหตุผลให้ต้องกลัวจริงๆ!” บางผู้กล่าวอย่างขบขัน “เพราะถึงอย่างไร หากเขาสมบูรณ์พร้อม ไฉนต้องเก็บตัวเงียบต่อไป? ไฉนจวบบัดนี้จึงยังมิประพฤติตนเช่นจอมราชันอนันตรัตติกาล?”
“ในโลกนี้ยังมีขุมกำลังยักษ์ใหญ่อีกมากมายที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตของเขา แต่ไม่เคยเห็นเขากล้าไปบุกแก้แค้นถึงที่เลยสักหน!”
“สรุปก็คือ เขาซึ่งเวียนวัฏกลับมามิได้แข็งแกร่งนัก!”
ด้วยวาจาเหล่านั้น ทุกผู้ก็เยือกเย็นขึ้นมาก หากไม่คำนึงถึงเกียรติภูมิของจอมราชันอนันตรัตติกาล ซูอี้ซึ่งเป็นร่างเวียนวัฏนี้อาจแข็งแกร่งยิ่ง แต่ก็ย่อมไม่เพียงพอให้พวกเขาขวัญหนีดีฝ่อได้
“ข้าว่านะ ต่อให้เขารู้ว่าเราทำอันใดลงไปเมื่อกาลก่อน เขาก็อาจไม่กล้ามาที่นี่ก็เป็นได้” บางผู้กล่าวเย้ย
“ที่ข้าเรียกทุกท่านมาประชุมวันนี้ ก็เพื่อบอกให้ทุกผู้เตรียมตัวให้พร้อม ระมัดระวังมิให้เกิดช่องโหว่ใดๆ” เหลยอวิ๋นถิงกล่าวเสียงลุ่มลึก “ต่อจากนี้ ข้าจะไปยังแดนหวงห้ามหลังสำนักเพื่อรายงานแก่บรรพชนเซินซางด้วยตนเอง เมื่อมีบรรพชนคุ้มกัน ทุกสิ่งก็จะไร้กังวล!”
หัวใจผู้คนล้วนยินดี
บรรพชนเซินซาง! ตำนานวิถีดาบผู้เรืองนามไปทั่วโลกา ณ ยุคอวสานเซียน! และยังเป็นอำนาจค้ำจุนสำนักเซียนหมื่นดาบอีกด้วย
เพราะมีบรรพชนเซินซางอยู่ สำนักเซียนหมื่นดาบจึงยังคงครอบครองตำแหน่งกลุ่มเต๋าอันดับหนึ่งในแคว้นเหวินได้โดยไม่สั่นคลอนตลอดมา!
……
ขณะเดียวกัน ไกลออกไปหลายพันลี้จากสำนักเซียนหมื่นดาบ
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวโฉบลงมาจากฟ้า ร่อนลงบนพื้น
ซูอี้เดินลงมาและกล่าวว่า “พักที่นี่สักเดี๋ยว แล้วเจ้าก็พาชีฝูเฟิงไปรอด้านนอกสำนักเซียนหมื่นดาบนะ”
“ขอรับ!” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวรับคำ จากนั้นก็กล่าวอย่างคาดหวัง “ใต้เท้า ท่านจะทำลายลัทธิหมื่นวิญญาณแล้วต่อด้วยสำนักเซียนหมื่นดาบทันทีเลยหรือขอรับ?”
“ข้ามาเพื่อขอคำอธิบาย ไม่คิดฆ่าผู้บริสุทธิ์หรอก” ซูอี้ส่ายหัวน้อยๆ “แน่นอน หากคำตอบมิเป็นที่น่าพอใจ สำนักเซียนหมื่นดาบก็ย่อมต้องชดใช้อย่างสาสมเช่นกัน”
ว่าแล้ว เขาก็เดินต่อไป อาภรณ์เขียวโบกสะบัดตามสายลมรุ่งเช้า ให้บรรยากาศสูงส่งขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 1,758: อนุสรณ์ดาบ
ภูเขาเทวะหมอกคราม เป็นที่พำนักแห่งสำนักเซียนหมื่นดาบ บรรพตศักดิ์สิทธิ์อันเลื่องลืออันดับหนึ่งแห่งแคว้นเหวิน
ศิษย์สายนอกกลุ่มหนึ่งประจำการอยู่หน้าประตูตั้งแต่รุ่งเช้า พวกเขาล้วนเหน็บดาบที่เอว ดูสง่าและเกรียงไกรยยิ่ง
โดยขณะนั้นซูอี้กำลังเดินมาจากระยะไกล ราวโลกหล้าเล็กจ้อย เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็มาถึงประตูสำนัก
และแม้ร่างของชายหนุ่มจะอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่ศิษย์สายนอกทั้งหลายซึ่งเฝ้ายามอยู่ต่างไม่รู้ตัว
เปรี้ยง!
ที่ประตูสำนักมีสระน้ำสระหนึ่งมีรั้วศิลาล้อมเอาไว้ เมื่อซูอี้มาถึง ผิวน้ำในสระพลันหมุนวน และศีรษะสัตว์ร้ายที่มีขนาดยักษ์ราวภูเขาย่อมก็โผล่ขึ้นมา
ดวงตาของสัตว์ร้ายตนนั้นเป็นสีทอง ใหญ่โตดุจประทีป มีเขาเดี่ยวบนศีรษะ ให้ความรู้สึกดุร้ายยิ่งนัก
เทพอสูรวิญญาณแท้ …เซี่ยจื้อ!
จิตวิญญาณผู้คุ้มกันสำนักของสำนักเซียนหมื่นดาบ มันพิทักษ์แดนดินนี้มาตั้งแต่ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด
สัตว์ร้ายตัวนี้มีความสามารถและอำนาจโดยกำเนิด สามารถชำเลืองสุญตา ทะลวงผ่านมายาและการปลอมตัวใดๆ ได้ พิสดารยิ่งนัก
เมื่อมันโผล่หัวออกมา คู่เนตรสีทองก็มองมายังซูอี้ทันที
“ชู่!” ซูอี้ยกนิ้วขึ้นจุ๊ปาก
สัตว์ร้ายเซี่ยจื้อรู้สึกราวศักดิ์ศรีถูกหยาม เพลิงโทสะเกินควบคุม ปรากฏขึ้นในคู่เนตรสีทอง
ทว่าอึดใจต่อมา มันก็ผงะไป มันเห็นว่าเมื่อซูอี้ปัดมือ ภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้น…
ในภาพนั้นเป็นชายชุดดำผู้หนึ่งอุ้มลูกเซี่ยจื้อตัวจ้อยในอ้อมแขน และกำลังหย่อนมันลงในสระน้ำ หลังทำเช่นนั้น ชายชุดดำก็แย้มยิ้มกล่าวว่า “เจ้าตัวน้อย พิทักษ์สำนักให้เฒ่าซูหน่อยนะ หากภายหน้าข้ามีโอกาส จะกลับมาพบเจ้าอีก”
ลูกเซี่ยจื้อในสระเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน และเมื่อมันได้สติ ชายชุดดำก็หายไปแล้ว เหตุการณ์ในภาพก็จบลงกะทันหัน
เมื่อประจักษ์แก่ภาพดังกล่าว เซี่ยจื้อในสระก็อึ้งงัน ดวงตาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแดงเรื่อ
ซูอี้กล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม “เจ้าตัวน้อย เมื่อข้าสิ้นธุระ จะมาหาเจ้าอีกนะ” ว่าแล้ว เขาก็เดินเข้าไปในสำนัก ณ ภูเขาเทวะหมอกคราม
เปรี้ยง!
สระน้ำกระเพื่อมสาด เซี่ยจื้อส่ายหัวราวเร่งร้อนอยากกล่าวบางอย่าง ทว่าท้ายที่สุดก็สะกดกลั้นไว้
เหล่าศิษย์พิทักษ์ประตูสำนักล้วนผงะตกใจ มองเซี่ยจื้อด้วยสายตาตกตะลึง
“ท่านบรรพชนสังเกตเห็นสิ่งใดหรือขอรับ?” ศิษย์ผู้หนึ่งถามอย่างนอบน้อม
ทว่าเซี่ยจื้อกลับอ้าปากพ่นฟองวารีออกมาเฮือกใหญ่ หลับตาลงอย่างยโสแล้วค่อยๆ จมกลับลงสระ ไม่คิดสนใจเหล่าผู้น้อยแต่อย่างใด
เหล่าศิษย์คุ้มสำนักมองหน้ากัน ตั้งแต่แรกจวบยามนี้ ไร้ผู้ใดสังเกตเห็นว่ามีผู้เดินเข้าไปในสำนักที่ปกคลุมด้วยค่ายกลสังหารแน่นหนาราวมาทอดน่องเดินเล่น!
……
ซูอี้มาเยือนภูเขาเทวะหมอกคราม เขาเดินตามบันไดศิลาทอดวนรอบเขาเช่นกาลก่อน
ภูเขาเทวะหมอกครามมีทั้งหมดสามสิบหกยอด ดุจหอกหลายเล่มชี้ตรงสู่นภา แต่ละยอดเขาเชื่อมต่อกันด้วยสะพานหยก
ใจกลางสำนักเซียนหมื่นดาบคือยอดเขากลาง ชายหนุ่มเดินไปยังที่นั่น
ระหว่างทาง เมฆาพลิ้วลอย น้ำตกไหลริน ทิวทัศน์ตระการตาเช่นภาพวาด ดูประหนึ่งสุขาวดีบนแดนดิน
บนอากาศมีนักดาบทะยานผ่านเป็นแสงรุ้งจางๆ เป็นครั้งคราว มีทั้งชายหญิง แต่ละผู้ล้วนเป็นตัวตนวิถีเซียน อาวุธอุปกรณ์ใดล้วนเกินธรรมดา
ขณะซูอี้เดินต่อ เขาก็ได้พบกับศิษย์สำนักเซียนหมื่นดาบอีกมากมาย แต่ไม่ว่าจะมีการฝึกฝนระดับใด พวกเขาก็ล้วนทำเหมือนซูอี้เป็นอากาศธาตุ หาสังเกตเห็นชายหนุ่มไม่ แม้จะใกล้เพียงเอื้อมมือ เดินสวนกันไป ก็มิทันสังเกตเห็นทั้งสิ้น!
เมื่อผ่านสนามเต๋าแห่งหนึ่ง เขาพลันชะงักเท้า
ในสนามเต๋านั้นมีหนุ่มสาวตัวน้อยวัยสิบเศษนับพันคนในอาภรณ์ซึ่งมีเพียงศิษย์สายนอกที่สวมใส่ กำลังรับฟังการสั่งสอนจากชายวัยกลางคนไว้หนวดเคราผู้หนึ่ง
“นักดาบฝึกฝนวิถีดาบ ขัดเกลาความคิดจิตใจ!”
“ก่อนจะได้เป็นนักดาบโดยแท้จริง เจ้าต้องถามตนเองก่อนว่าต้องการทำเช่นไรกับวิถีการฝึกดาบ!”
“สิ่งนี้เรียกว่าถามหัวใจ! อาจฟังดูง่าย แต่ภายหลังพวกเจ้าจะรู้เองว่าก้าวแรกนี้จะตัดสินว่า วิถีดาบของเจ้าในภายหน้าจะพัฒนาไปได้ไกลเพียงไร!”
…ชายวัยกลางคนไว้หนวดเคราดูเคร่งเครียด น้ำเสียงอื้ออึงสะท้อนทั่วทิศ เหล่าสาวน้อยต่างรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
ซูอี้แย้มยิ้ม
จริงเช่นนั้น หากอยากจะเป็นนักดาบที่แท้จริง ก็ต้องถามใจตนเองก่อน!
เมื่อเห็นภาพเหล่าหนุ่มสาวน้อยอาบแสงอรุณฟังคำสอนสั่ง ซูอี้ก็พลันนึกภาพยามแรกเข้าสู่วิถีดาบของเขาในทุกชาติภพขึ้นได้
ครู่ต่อมา เขาก็ส่ายหัวและเตรียมจรจาก ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนไว้หนวดเคราก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงลุ่มลึก
“สำนักเซียนหมื่นดาบของเราเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดสำนักดาบในแดนเซียนนับแต่เนิ่นนานก่อนเกิดยุคอวสานเซียน และบรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักเราก็เป็นกระทั่งมหาอำนาจวิถีดาบผู้ขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน!”
“นอกจากนั้น ในสำนักเรายังมีอนุสรณ์ดาบหนึ่งแห่งที่นักดาบทั่วโลกหล้าเฝ้าฝันถึงอยู่!”
“ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงเคยได้ยินมาแล้ว อนุสรณ์ดาบนั่นเป็นมรดกจากจอมราชันอนันตรัตติกาล ซึ่งได้สลักมรดกวิชาดาบสูงสุดสิบสามประการเอาไว้!”
เมื่อมาถึงตรงนี้ เหล่าหนุ่มสาวตัวน้อยทั้งหลายก็เผยสีหน้าโหยหาคาดหวัง
‘อนุสรณ์ดาบ’ ของสำนักเซียนหมื่นดาบนั้นลือเลื่องไปทั่วโลกา และเป็นกรุสมบัติวิชาดาบสูงสุดในสายตานักดาบทั่วโลกหล้า!
เนิ่นนานก่อนเข้าสู่สำนักเซียนหมื่นดาบ พวกเขาเคยได้ยินเหล่าผู้เฒ่าในตระกูลพูดถึงมันมาแล้วไม่รู้กี่หน!
เพราะอนุสรณ์ดาบนี้เอง ทุกคนที่สนใจวิถีดาบล้วนแห่กันมาจากทั่วสารทิศเพื่อสมัครตนเป็นศิษย์สำนักเซียนหมื่นดาบ เพื่อประจักษ์แก่ปริศนาของอนุสรณ์ดาบนั่น!
หนุ่มน้อยผู้หนึ่งอดถามมิได้ว่า “ขอบังอาจถามผู้อาวุโส พวกเราจะได้ทำความเข้าใจปริศนาบนอนุสรณ์ดาบนั้นยามใดหรือขอรับ?”
คนอื่นๆ ต่างเงี่ยหูฟังเช่นกัน ชายวัยกลางคนไว้หนวดเครายิ้มบางๆ เขาคาดเดาถึงคำถามนี้อยู่แล้ว ตลอดกาลนานมา เขาสอนสั่งผู้เยาว์ซึ่งเพิ่งเข้าร่วมสำนักมามากมาย และขอเพียงยกเรื่องอนุสรณ์ดาบจากจอมราชันอนันตรัตติกาลมาพูด มันก็จะทำให้เหล่าหนุ่มสาวน้อยอึ้งทึ่งและใคร่รู้อย่างมิอาจเลี่ยง
“วิถีที่ว่านั้นไม่อาจถ่ายทอดได้โดยง่าย ความแข็งแกร่งมิเพียงพอ ก็จะมิอาจทำความเข้าใจได้เลย เมื่อเจ้ามีคุณสมบัติพอขึ้นเป็นศิษย์หลักในสำนัก เจ้าจะได้โอกาสเข้าร่วมรับมรดกวิชาดาบบนอนุสรณ์ดาบเอง!” ชายวัยกลางคนไว้หนวดเครากล่าวด้วยสีหน้าสะเทือนใจ “ข้าฝึกฝนในสำนักมากว่าแปดพันเก้าร้อยปี มีโอกาสได้ฝึกฝนตรงหน้าอนุสรณ์ดาบเพียงสามหน แต่ละหนทำให้ข้าพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีดาบได้อย่างก้าวกระโดด และได้รับประโยชน์มหาศาล”
ทั่วทิศเกิดเสียงฮือฮา ขณะที่ซูอี้หันหลังจากไปอย่างเงียบๆ
เขาพลันตระหนักบางอย่างขึ้นมาได้ แม้สำนักเซียนหมื่นดาบจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางประการขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ในสำนักเซียนหมื่นดาบ เกรงว่าคงยังไม่ตระหนักรู้อันใด พวกเขาย่อมไม่อาจทราบได้ว่าเขาคือร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล และเหตุผลการล่มสลายของเผ่าภูตปี้อั้นนั้น เกรงว่าคงมีแต่เหล่าผู้เฒ่าในสำนักเซียนหมื่นดาบเท่านั้นที่ล่วงรู้
เห็นได้ชัดจากวาจาของชายวัยกลางคนไว้หนวดเคราเกี่ยวกับอนุสรณ์ดาบ ในสำนักเซียนหมื่นดาบ คนส่วนใหญ่มีใจรักอนุสรณ์ดาบนั่นเป็นพิเศษ และชื่นชมจอมราชันอนันตรัตติกาลยิ่งกว่า!
หากพวกเขาได้รับรู้ว่าเขาคือร่างเวียนวัฏของหวังเย่ ทว่าสำนักของพวกเขากลับส่งมหาเซียนออกไปไล่ล่า มีหรือพวกเขาจะกล้าพูดถึงเรื่องเหล่านี้อย่างเปิดเผยจริงใจ?
‘โชคดีที่แม้จะเกิดบางสิ่งผิดปกติกับสำนักเซียนหมื่นดาบ มันก็ยังห่างไกลจากจุดเกินเยียวยา’ ซูอี้คิดในใจ
ในที่สุดอารมณ์ของเขาก็ดีขึ้น หากสำนักเซียนหมื่นดาบเน่าเฟะมิเหลือดี วันนี้เขาคงได้ล้างมันด้วยเลือดเป็นแน่
ขณะครุ่นคิดเช่นนี้ ซูอี้ก็ข้ามสะพานหยก ลัดเลาะตามถนนขึ้นเขาอันวนเวียน อีกครึ่งทางก็จะถึงยอดเขาหลักแล้ว สิ่งแรกที่เขามองเห็นคือสนามเต๋าโบราณอันตระการตาแห่งหนึ่ง
มันถูกปูด้วยศิลาเทาคราม อาณาเขตหมื่นจั้ง ณ ใจกลางสนามเต๋ามีอนุสรณ์ดาบสูงพันฉื่อตั้งอยู่!
อนุสรณ์ดาบนี้เป็นสีดำล้วน ประหนึ่งดาบศักดิ์สิทธิ์ตระหง่านฟ้า เรืองรองรัศมีลึกลับดุจมายาภายใต้แสงอรุณ
นั่นคืออนุสรณ์ดาบที่นักดาบทั่วโลกหล้าเฝ้าใฝ่หาแต่โบราณกาล!
กาลก่อน หวังเย่เป็นผู้สร้างมันกับมือ สลักมรดกวิชาดาบสูงสุดสิบสามประการไว้ และจากนั้นมา อนุสรณ์ดาบนี้ก็กลายมาเป็นหนึ่งในสมบัติล้ำค่าสูงสุดของสำนักเซียนหมื่นดาบ!!
ซูอี้ไพล่มือไว้เบื้องหลัง หรี่ตามองอนุสรณ์ดาบ และภาพเหตุการณ์ในอดีตชาติบางส่วนก็ปรากฏขึ้นในใจรวดเร็วดุจขี่ม้าชมบุปผา
ยามนั้น หวังเย่ผู้ใช้หนึ่งดาบสยบทั่วเก้าสวรรค์ปกครองเป็นหนึ่งในโลกหล้า เป็นเช่นนายเหนือสูงสุดแห่งแดนเซียน กลบรัศมีทุกผู้จากอดีตสู่ปัจจุบัน! ยามนั้น ซูฝูซื่อยังอยู่ที่นี่ และพวกเขาทั้งสองก็ร่ำสุราชมนกชมไม้ที่ใต้อนุสรณ์ดาบ
โชคร้ายที่เมื่อเวลาผันผ่าน สรรพสิ่งก็เปลี่ยนผัน อดีตกาลสิ้นสุดไปนานแล้ว กลายเป็นเพียงคลื่นหนึ่งลูกในธารสายยาวแห่งประวัติศาสตร์ ฟ้าดินแดนเซียนทุกวันนี้ไม่เหลือร่องรอยใด ผู้คนแตกต่างไปเนิ่นนาน
“ท่านคือใครกัน เหตุใดจึงมาโดยมิได้รับเชิญ?” ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
ข้างใต้อนุสรณ์ดาบที่อยู่ไกลออกไป ชายชราร่างผอมผู้หนึ่งลุกขึ้นพูด ดวงตาคมกริบราวคมดาบ มองซูอี้มาจากไกลๆ
เมื่อมาถึงก็ถูกจับร่องรอยได้ ซูอี้หาประหลาดใจไม่
ระหว่างทาง เขากลบร่องรอยปกปิดตัวตนมาตลอด และเมื่อมาจนถึงใจกลางสำนักเซียนหมื่นดาบ หากยังไร้ผู้ใดพบเขาอีก ก็คงดูเหมือนสำนักเซียนหมื่นดาบจะอ่อนแอเกินรับไหวเสียแล้ว
อันที่จริง อำนาจค่ายกลที่ปกคลุมยอดเขากลางนี้แตกต่างจากยามที่เขามาเมื่อครั้งก่อนโดยสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าถูกจัดระเบียบขึ้นใหม่ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น การลอบเข้ามาโดยไม่ให้ผู้ใดรู้ตัวก็แทบเป็นไปมิได้เลย
“ไปบอกเจ้าสำนักเจ้าเสียว่า ข้ามาที่นี่เพียงเพื่อขอคำอธิบาย” ซูอี้เดินเข้าไปในสนามเต๋า ขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หากเขาไม่มาพบข้าในหนึ่งเค่อ ข้าจะบุกตะลุยจากที่นี่ไปที่ยอดเขาเอง”
สีหน้าของชายชราร่างผอมพลันแปรเปลี่ยนราวไม่อยากเชื่อ เขาพินิจมองชายหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่ชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นจึงสูดหายใจลึก บังคับตนเองให้สะกดความประหลาดใจและจิตสังหารไว้ และถามว่า “ขอบังอาจถามนามท่านได้หรือไม่?”
ซูอี้นำไหสุราขึ้นยกจิบ และกล่าวว่า “ซูอี้”
เป็นสองพยางค์เลื่อนลอย ทว่าเมื่อชายชราร่างผอมได้รับฟัง ประหนึ่งถูกอสนีบาตฟาดเปรี้ยง ทำให้ชะงักงัน สันหลังเย็นวาบ
เป็นคนผู้นี้เอง! เขา…เขาย่องมาจนถึงใจกลางสำนักเซียนหมื่นดาบได้โดยไร้ผู้ใดล่วงรู้!! เขามาทำอันใดที่นี่? อยากจะล้างแค้นหรือไร?
ชั่วขณะนั้น สีหน้าของชายชราร่างผอมแปรเปลี่ยนไปมา ครุ่นคิดมากมายเต็มสมอง
ซูอี้เหลือบมองและกล่าวว่า “อย่าห่วงเลย ก่อนได้รับคำตอบ ข้าจะไม่ฆ่าผู้บริสุทธิ์โดยมิแยกแยะหรอก รีบไปเถอะ”
“โปรดรอสักครู่” ชายชราร่างผอมสูดหายใจลึกๆ และทะยานจากไป
ซูอี้มายืนจ้องอนุสรณ์ดาบอย่างเงียบงัน ขณะนั้นแสงอรุณสาดส่อง ทอดเงาเป็นแนวยาวกับพื้น
ตอนที่ 1,759: อธิบาย
กาลผันผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ซูอี้ยืนตรงหน้าอนุสรณ์ดาบในสนามเต๋ามโหฬาร
ทันใดนั้น เมฆาก้อนหนึ่งพลันปรากฏเหนือท้องนภาอันแจ่มใส บดบังแสงอรุณจนมืดสลัว ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นทางบูรพา ทักษิณ ประจิม และอุดรของสนามเต๋าอย่างเงียบงัน
สามบุรุษหนึ่งสตรี รูปลักษณ์แต่ละผู้แตกต่าง ทว่าการฝึกฝนล้วนอยู่ในระดับมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์
ดาบวิถีเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า เมื่อสี่มหาเซียนปรากฏขึ้น อำนาจค่ายกลพลันปรากฏปกคลุมทั่วแดนดิน
ขณะเดียวกัน คนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนยอดเขา ผู้นำสวมอาภรณ์เรียบง่าย ร่างผอมสูง ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายดาบสารพัดวูบไหวพลุ่งพล่าน เขาคือเจ้าสำนักเซียนหมื่นดาบ เหลยอวิ๋นถิง
เบื้องหลังเขามีมหาเซียนติดตามมากมายเยี่ยงดาราล้อมจันทร์
วูบ!
เมื่อพวกเขาปรากฏขึ้น สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องซูอี้ลำพังด้วยสีหน้าหลากหลาย ทั้งตกใจ หยอกเย้าและประหลาดใจ… ปนเปไปหมด
ซูอี้ยืนนิ่ง หนึ่งมือถือไหสุรา อีกหนึ่งมือไพล่หลัง มองภาพทั้งหมดนี้ด้วยสีหน้าเฉยชาเช่นกาลก่อน ไร้ความตื่นตระหนกใดๆ
ซูอี้เป็นฝ่ายกล่าวขึ้นก่อน “จะลงมือกันก่อน หรือให้คำอธิบายกับข้าก่อน?” วาจานั้นสั้นห้วน แต่กระจ่างกังวานชัดในฟ้าดิน อากัปกิริยาราบเรียบและวาจาอันอหังการนั้นทำให้เหล่ามหาเซียนล้วนขมวดคิ้ว
“คุยกันก่อนดีกว่า” เหลยอวิ๋นถิงกล่าวด้วยท่าทีทรงอำนาจ เขายืนบนยอดเขา ก้มลงมองจากที่สูงและกล่าวว่า “ท่านมาที่นี่ มีจุดประสงค์ใด?”
ซูอี้เสสรวล “รู้แล้วยังถาม ข้าถามอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ ไฉนเจ้าจึงส่งคนไปไล่สังหารข้า?”
เหลยอวิ๋นถิงแค่นหัวเราะ มิได้ตอบ ทว่าถามย้อนแทน “สามมหาเซียนจากสำนักเซียนหมื่นดาบของข้าตายตกในหุบเหวหมอกดำหมดแล้วหรือ?”
ซูอี้ว่า “ตอบคำถามข้ามาก่อน”
เหลยอวิ๋นถิงกล่าวอย่างเฉยชา “เป็นแขกต้องให้เกียรติเจ้าบ้าน ในเมื่อเจ้าเป็นแขก ร่วมมือกันแต่โดยดีจะดีกว่า”
บรรยากาศกดดันเงียบขรึมลงทุกขณะ เสียงคมดาบเริ่มสะท้านไหว
มหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ทั้งหลายดูสุขุม ทว่าแท้จริงแล้ว จิตวิญญาณของพวกเขาต่างมุ่งเป้าที่ซูอี้อย่างแน่นหนา เห็นได้ชัดว่าเตรียมทำศึก!
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าว “หากเจ้าไม่อยากให้มีการหลั่งเลือดที่นี่ ก็ให้คำตอบที่ข้าพอใจออกมาเสียดีกว่า” ว่าแล้ว เขาก็กล่าวกับเหลยอวิ๋นถิงว่า “ความอดทนของข้ามีจำกัด และความประพฤติต่อจากนี้ของเจ้าจะตัดสินว่าพวกเจ้าจะตายกันมากน้อยเพียงใด”
น้ำเสียงยังคงเยือกเย็น เมื่อมองท่าทีแข็งแกร่ง สีหน้าของคนทุกผู้ก็มืดหมองมาก
ที่นี่คือถิ่นของสำนักเซียนหมื่นดาบ! ใครเล่าจะกล้าคิดว่าราชันเซียนผู้เดียวอย่างซูอี้จะกล้ามาขู่พวกเขาถึงถิ่น?
“เจ้าสำนัก ข้าว่าเราลงมือเลยเถอะ ยังต้องเสวนาให้มากความอีกหรือ?” มีผู้กระซิบด้วยแววตาเย็นเยียบ
“บางทีคนผู้นี้คงคิดกระมัง ว่าหลังเหยียบย่ำลัทธิหมื่นวิญญาณได้ สำนักเซียนหมื่นดาบของเราก็มิอยู่ในสายตาอีก?” บางผู้กล่าวขบขัน
ซูอี้หาคิดสนใจไม่ เขายังคงยืนนิ่งมองเหลยอวิ๋นถิงอย่างสงบ
เมื่อถูกดวงตาลึกล้ำจ้องมอง เหลยอวิ๋นถิงก็รู้สึกอึดอัดไปชั่วขณะ อดขมวดคิ้วแน่นขึ้นมิได้
ทันใดนั้น เขาก็แย้มยิ้มน้อยๆ “ได้ ข้าจะบอกเจ้าก็ได้ คำสั่งไล่ล่าเจ้า ข้าเป็นคนสั่งการเองจริงๆ ส่วนเหตุผลนั้นก็แสนง่าย เพราะสำนักเซียนหมื่นดาบของเรายอมให้เจ้ารอดชีวิตในโลกหล้ามิได้ เหมือนเช่นขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิกำเนิดเอกภพ ลัทธิไร้มลทิน และลัทธิอัคคีเทพนั่นแหละ”
“นั่นเรียกว่าเหตุผลหรือ?” ดวงตาของซูอี้เย็นเยียบ “ข้าจะถามเข้าเป็นครั้งสุดท้าย ไฉนเจ้าจึงไล่ฆ่าข้า”
ดวงตาของเหลยอวิ๋นถิงวูบไหวอย่างเวทนา “หากเจ้ารอดตาย ข้ารับปากว่าจะให้คำตอบที่เจ้าพอใจ”
วาจามิทันสิ้น เหตุแปรผันก็ปะทุเฉียบพลัน!
ตู้ม! รอบสนามเต๋า สี่มหาเซียนต่างลงมือพร้อมเพรียง สี่ดาบวิถีทะยาน สร้างสี่ม่านดาบปรกนภา ผนึกแดนดินรอบสนามเต๋าไว้อย่างสมบูรณ์ ทันทีจากนั้น มวลเมฆาเหนือท้องนภาก็แปรเปลี่ยนเป็นรัศมีดาบทะลักลงเช่นน้ำตก
เพียงพริบตา ค่ายกลสังหารอันน่าสะพรึงกลัวก็ปกคลุมทั่วร่างของซูอี้
“สยบ!” สี่มหาเซียนเร่งใช้ดาบวิถี ทั่วทิศอื้ออึง ส่งคลื่นปราณดาบเจิดจรัสร้ายกาจ
ค่ายกลสี่เซียนดาบทำลายล้าง!
ใช้สี่ดาบวิถีโบราณอันเลิศล้ำเป็นฐาน สื่อสารเชื่อมต่อกับชีพจรจิตวิญญาณในภูเขาเทวะหมอกคราม โคจรค่ายกลสังหารอันเหล่าบรรพชนสำนักเซียนหมื่นดาบร่วมกันวางไว้
ทันทีที่ค่ายกลนี้ปรากฏ มหาเซียนใดๆ ในโลกหล้าล้วนชะตาขาด!
ขณะเดียวกัน ณ ยอดเขา เตาหลอมสีแดงเพลิงเตาหนึ่งก็ขยายขนาดเป็นพันจั้ง ครอบลงปิดสนามเต๋าทั้งสนามในทันใด!
เตาหลอมนี้เป็นของเจ้าสำนักเหลยอวิ๋นถิง เป็นสมบัติระดับมหายุทธซึ่งมีนามว่า ‘เตาทวินิลกาฬหลอมวิถี’!
ขอบเขตมหาศาลสามระดับ ประกอบด้วยมหายุทธ แกนรวมศูนย์ และสุดลึกล้ำ
สมบัติระดับมหายุทธนั้นก็คือสมบัติที่ผู้เลิศล้ำไร้เทียมทานในระดับอสร้างขึ้น มีอำนาจแข็งแกร่งห่างไกลเกินโลกหล้าจินตนาการ
เปรี้ยง! เตาทวินิลกาฬหลอมวิถีเดือดพล่าน ส่งเพลิงทิพย์อันเพียงพอหลอมฟ้าดินออกมาท่วมทั่วสนามเต๋า ราวกับจะหลอมที่แห่งนั้นให้แหลกเหลว
อำนาจยิ่งใหญ่รุนแรงนั้นทำให้มหาเซียนซึ่งชมศึกอยู่หลายต่อหลายคนประหลาดใจ เพราะเตาทวินิลกาฬหลอมวิถีคือหนึ่งในสมบัติล้ำค่าสูงสุดของสำนัก ไม่ถูกใช้ออกมาได้โดยง่าย พวกเขาเองก็มิได้พบเห็นสมบัติชิ้นนี้มาเนิ่นนานแล้ว
ทว่านั่นมิใช่จุดจบ แขนเสื้อของเหลยอวิ๋นถิงโบกสะบัด ฟาดลงอย่างรุนแรง
เปรี้ยง! ดาบไม้ไผ่สามสิบเก้าเล่มพลันปรากฏขึ้น แต่ละเล่มล้วนยาวสามฉื่อ เป็นสีทองอร่ามเยี่ยงทองเทวะฉาบหลอม บนพื้นผิวสลักด้วยลวดลายเมฆอัสนีประหลาดลึกลับ
ดาบไม้ไผ่เหล่านี้ต่างพุ่งทะยานบนอากาศ ฉวัดเฉวียนเฉี่ยวกันไปมาสร้างเป็นแผนที่ค่ายกลดาบกลางเวหา และทันใดนั้น อสนีบาตนับไม่ถ้วนก็แปลบปลาบดุจเถาวัลย์คลั่ง สร้างเป็นตาข่ายฟ้าดินปกคลุมบริเวณไหล่เขานี้ไว้อย่างสมบูรณ์
เมฆสายฟ้ากรุ่นก้อง ระเบิดอสนีบาตวูบไหวเจิดจรัส เผยอำนาจอหังการชวนครั่นคร้ามทั่วทศทิศ
“ไผ่อสนีบาตสัตตมาศ! วงล้อมดาบฟ้าดิน!!” บางผู้ร้องขึ้นอย่างตกใจ
มหาเซียนคนอื่นๆ ต่างก็ผงะไปเช่นกัน เพราะกระทั่งพวกตนยังไม่คาดว่าเจ้าสำนักจะกระทั่งใช้ค่ายกลดาบจากไผ่อสนีบาตสัตตมาศออกมา
ต้องทราบว่าค่ายกลดาบนี้ บรรพชนผู้ก่อตั้งสำนัก ซูฝูซื่อเป็นผู้ทิ้งไว้!
กาลก่อน ค่ายกลดาบนั้นประกอบด้วยดาบวิถีร้อยแปดเล่มอันสร้างจากไผ่อสนีบาตสัตตมาศ และเมื่อใช้เต็มกำลัง กระทั่งตัวตนขอบเขตมหาศาลก็ฆ่าได้! ก่อนเกิดยุคอวสานเซียน มันถูกถือเป็นค่ายกลดาบอันดับหนึ่งของสำนักเซียนหมื่นดาบ!
และยามนี้ แม้ดาบวิถีไม้ไผ่อสนีบาตสัตตมาศซึ่งใช้สร้างค่ายกลจะเหลือเพียงสามสิบเก้าเล่ม แต่ปราณทลายสวรรค์ของมันก็ยังร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวกว่าเตาทวินิลกาฬหลอมวิถีอยู่สามส่วน!!
“หากเป็นเช่นนี้ ต่อให้เป็นมหาอำนาจไร้เทียมทานก็มีแต่ต้องตาย!” บางผู้กล่าวอย่างตื่นเต้น
การประชันสังหารครั้งนี้ทรงพลังชวนระทึกใจยิ่งนัก
ค่ายกลสี่เซียนดาบทำลายล้างสามารถสังหารมหาเซียนใดๆ ในโลกหล้าได้!
เตาทวินิลกาฬหลอมวิถีเป็นอาวุธเลิศสรวงในระดับมหายุทธ!
และค่ายกล ‘วงล้อมดาบฟ้าดิน’ อันประกอบด้วยดาบวิถีไม้ไผ่อสนีบาตสัตตมาศนั้นก็เป็นถึงอาวุธสังหารประจำสำนักที่บรรพชนผู้ก่อตั้งทิ้งไว้
ทันทีที่แผนสังหารสามชั้นปรากฏขึ้น อย่าว่าแต่ฆ่าราชันเซียนสักคนเลย มันแข็งแกร่งกระทั่งฆ่าตัวตนระดับมหายุทธได้!
“ไม่น่าเล่า เจ้าสำนักจึงมิสนใจคำขู่ของซูอี้ ที่แท้เขาก็วางแผนรับมือไว้แล้ว!” บางผู้รำพึง
เช้าตรู่วันนี้ พวกเขาต่างเป็นกังวล เพราะไม่ว่าใคร ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่าซูอี้ร้ายกาจเกินไป! สังหารมหาเซียนด้วยตัวคนเดียว และยังสามารถกระทั่งโค่นยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิหมื่นวิญญาณได้! ใครเล่าจะมิกังวล?
แม้เจ้าสำนักจะรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่ามีแผนอันสมบูรณ์แบบรองรับ ขอเพียงซูอี้กล้ามาถึงที่ เขาก็จะมิได้กลับออกไป ทว่าผู้คนซึ่งกล้าสงบใจจริงๆ นั้นมีเพียงไม่กี่คน
ทว่ายามนี้ เมื่อพวกเขาประสบสิ่งที่บังเกิดตรงหน้า ในที่สุดทุกผู้ก็เข้าใจว่าเจ้าสำนักไปได้ความกล้ามาจากหนใด!
ทุกผู้ที่ยอดเขาล้วนประหลาดใจ ขณะที่ใบหน้าของเหลยอวิ๋นถิงยิ้มแย้มปรีดา เขากล่าวรำพึงเบาๆ “ความเสียดายเดียวก็คือ ดาบไผ่อสนีบาตสัตตมาศส่วนใหญ่ที่บรรพชนทิ้งไว้ให้สำนักถูกทำลายไปในยุคอวสานเซียน ค่ายกล ‘วงล้อมดาบฟ้าดิน’ ที่สร้างขึ้นวันนี้จึงอ่อนแอกว่ากาลก่อนมาก อย่างมาก… ก็ฆ่าได้เพียงตัวตนระดับมหายุทธ”
“ฮ่าๆ เจ้าสำนักมิต้องเสียดายหรอก แค่ฆ่าราชันเซียนคนเดียวเท่านี้ก็เกินพอแล้ว!” มีผู้เสสรวล
คนอื่นๆ เองก็พยักหน้าเห็นด้วย
เสียงอึกทึกจากยอดเขากลางดึงความสนใจของทุกผู้ในสำนักเซียนหมื่นดาบแล้ว
ชั่วขณะนั้น เหล่าศิษย์ผู้มีอำนาจจากยอดเขาต่างๆ พากันทะยานเป็นเส้นแสงมาจากไกลๆ เกิดเสียงอื้ออึงตะลึงงัน
“เกิดอันใดขึ้น?”
“มีศัตรูภายนอกบุกมาหรือ?”
“สวรรค์! แห่มากันหมดเลยแฮะ!”
……
เมื่อเห็นเช่นนี้ เหลยอวิ๋นถิงกล่าวเสียงลุ่มลึก “แค่เรื่องเล็กน้อย ดีดนิ้วก็สิ้นแล้ว กลับไปให้หมดเถิด!”
วจีนั้นแผ่ไปทั่วจตุรทิศ ทันใดนั้น เหล่าศิษย์สำนักเซียนหมื่นดาบทั้งหลายก็ต่างแยกย้าย มิกล้าอยู่ต่อ ทว่าในใจของพวกเขาบังเกิดความเคลือบแคลงขึ้นแล้ว เกิดอันใดขึ้นกันแน่?
ตอนที่ 1,760: ลึกลับซับซ้อน
สวรรค์และปฐพีเย็นเยือก พลังแห่งการทำลายล้างอันน่าสะพรึงโหมกระหน่ำอย่างแรง ทะลวงผ่านเมฆา สิ่งนี้กระตุ้นความสนใจของผู้คนทั่วสำนักเซียนหมื่นดาบ
ค่ายกลสี่เซียนดาบทำลายล้าง!
เตาทวินิลกาฬหลอมวิถี วงล้อมดาบฟ้าดิน สามสิ่งนี้ ย่อมเป็นสุดยอดเครื่องมือสังหารก้นหีบของสำนักเซียนหมื่นดาบ ที่ไม่ได้ถูกใช้มานานนมจนฝุ่นจับ
ไม่มีใครคาดคิด ว่าในวันนี้ เจ้าสำนักเหลยอวิ๋นถิงกับกลุ่มผู้อาวุโสสูงสุดจะใช้ไพ่ตายทั้งสามในคราวเดียว ถึงขนาดทุกคนอดครุ่นคิดไม่ได้ ว่าหรือศัตรูที่ถูกฆ่าในคราวนี้ จะเป็นตัวตนที่อยู่ขอบเขตมหาศาล?
……
“เจ้าสำนัก เช่นนี้ซูอี้คงมอดม้วยเหลือเพียงเถ้าถ่านแล้วเป็นแน่!” หนึ่งในมหาเซียนผู้ควบคุมค่ายกลสี่เซียนดาบทำลายล้างพลันกล่าวขึ้น
“พวกเราไม่อาจรับรู้ถึงพลังชีพของเขาได้อีก!” มหาเซียนอีกสามคนพยักหน้า
“ตายแล้วหรือ?” บนยอดเขา บรรดาผู้อาวุโสต่างก็พากันใจชื้นขึ้นมา
แต่บางผู้กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ พากันส่งเสียงถาม “ทุกท่าน ซูอี้คือหวังเย่ผู้เป็นทรราชที่เวียนวัฏกลับมาเกิดใหม่ เขาจะตายเพราะเหตุนี้… ได้อย่างไร?”
“เช่นนั้นข้าขอถามเจ้าสามข้อ” ชายชราในชุดคลุมสีดำผู้มีเคราและผมสีขาวถามอย่างแผ่วเบาว่า “การฝึกฝนของซูอี้ถึงขั้นไหนแล้ว?”
“มีข่าวลือว่า ตอนนี้เขาเป็นเพียงราชันเซียนผู้อยู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ ต่อให้ปกปิดการฝึกฝน ก็ยังเป็นเพียงมหาเซียน”
“ข้าขอถามเจ้าอีกครั้ง การสังหารครั้งนี้เป็นอย่างไร?”
“มันมากพอที่จะกำราบและสังหารมหาเซียนผู้อยู่ขอบเขตมหาศาลได้ ต่อให้เป็นตัวตนขอบเขตมหาศาลระดับมหายุทธที่ถูกกักขัง ก็ยังนับว่ารอดยาก!”
“ดี คำถามสุดท้าย หากซูอี้ยังมีชีวิตรอด พร้อมกับมีไพ่ตายอยู่กับตัว เหตุใดเขาจึงไม่ดิ้นรนขัดขืนเล่า?”
“เรื่องนี้…”
เมื่อเจอกับสามคำถามจากชายชราในชุดคลุมสีดำ ผู้อาวุโสผู้นั้นพลันพูดไม่ออก
“เขาต้องตายอย่างแน่นอน!” ชายชราในชุดคลุมสีดำกวาดสายตามองผู้คน ในอกของเขาเปี่ยมด้วยความภาคภูมิ “หมายความว่า ภายใต้การนำของเจ้าสำนัก พวกเราย่อมไร้ซึ่งปัญหาที่จะสังหารหวังเย่ผู้เป็นทรราชที่กลับมาเกิดใหม่!”
ผู้อาวุโสสูงสุดจำนวนมากที่ได้ยินอดไม่ได้ที่จะกล่าวชื่นชมออกมา พวกเขาไม่คาดคิดจริงๆ ว่าเจ้าสำนักจะเตรียมการมาดีเช่นนี้ ทุกอย่างราวอสนีบาตฟาดลงมา เอาชนะศัตรูได้ในคราวเดียว!
เหลยอวิ๋นถิงยิ้ม กล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “หากจิตใจแน่วแน่ อย่าว่าแต่ซูอี้เลย ต่อให้เป็นตัวตนยิ่งใหญ่ระดับมหายุทธมาอยู่ที่นี่ ย่อมเหลือเพียงความตายหาใช่ชีวิตไม่!”
ทุกคนอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ แต่ฉับพลันนั้นเอง… ทันใดนั้น เสียงปรบมือดังขึ้น
ขณะเสียงยังคงดัง ไกลออกไปในความว่างเปล่า ร่างสูงโปร่งเดินออกมาอย่างเงียบงัน
เป็นซูอี้!
เขาปรบมือแล้วกล่าวว่า “ข้าต้องขอกล่าวเสียหน่อย ว่ากระบวนท่าสังหารแบบนี้ช่างซับซ้อนซ่อนเงื่อน สมบูรณ์แบบ มีจังหวะจะโคน หากติดอยู่ข้างใน เกรงว่าคงยากจะทะลวงออกจากวงล้อมได้ในเวลาอันสั้น”
คนทุกผู้ “!!!”
ตอนนี้ บรรยากาศพลันเงียบสงัด รอยยิ้มบนใบหน้าของเหลยอวิ๋นถิงกับผู้อาวุโสสูงสุดเหล่านั้นแข็งทื่อ ลูกตาแทบถลนออกมา ความตกตะลึงสุดบรรยายก่อเกิดขึ้นในใจ
ทุกคนประหลาดใจ ใครจะกล้าคาดคิด ว่าศัตรูที่พวกเขาคิดว่าตายตกไปแล้ว จะกลับมามีชีวิตในความว่างเปล่าไกลลิบ?
โดยเฉพาะกับเจ้าสำนักเหลยอวิ๋นถิง ที่ตาโตเบิกกว้างดั่งจานเชิง
แล้วในขณะนี้ มะ… มันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?
ก่อนหน้านี้ พวกเขาล้วนเห็นชัดเจน ว่าซูอี้ถูกพันธนาการโดยค่ายกลสี่เซียนดาบทำลายล้าง หลังจากนั้นก็ถูกกำราบอย่างต่อเนื่องโดยเตาทวินิลกาฬหลอมวิถีกับวงล้อมดาบฟ้าดิน
ภายใต้การล้อมโจมตีอย่างหนัก ต่อให้เป็นตัวตนระดับมหายุทธในขอบเขตมหาศาลก็ยากที่จะหลบหนีได้! แต่ตอนนี้… ซูอี้กลับปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเดินวางมาด!!
“จะ… เจ้าไม่ได้ถูกขังหรอกหรือ!?” ใครบางคนตะโกนออกไปโดยไม่รู้ตัว สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ซูอี้หัวเราะออกมา “ถ้าเจ้าสามารถรอดไปได้ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะบอกความลับนี้ให้ฟัง”
เสียงยังคงดังก้อง ทว่าร่างคนกลับหายไปจากสุญญะ
แย่แล้ว!
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไป แต่ไม่มีทีท่าแตกตื่น ด้วยถึงอย่างไร พวกเขาล้วนมีประสบการณ์ ผ่านการสู้รบเข่นฆ่าจากกองซากศพและทะเลเลือดหลายร้อยครั้ง ต่อให้ประสบกับอุบัติเหตุดังกล่าว ก็หาได้ลดการป้องกันลงไม่
ทันทีที่ร่างของซูอี้ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ ทุกคนตอบสนองโดยพลัน สละใช้สมบัติตัวเอง เปิดใช้วิถีเต๋าอย่างสุดกำลัง พลังพลุ่งพล่านทีละคน!
แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ดูถูกความน่าสะพรึงของซูอี้มากเกินไป
โดยไม่มีสุ้มเสียง ร่างของซูอี้ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังมหาเซียนผู้หนึ่ง แทบจะในเวลาเดียวกัน นิ้วของเขาถูกตัดขาดราวกับต้องคมดาบ
ปังๆๆๆๆ!
เสียงแตกร้าวรุนแรงดังขึ้น สมบัติลับและการป้องกันของมหาเซียนระเบิดราวกับกระดาษเปื่อยยุ่ย ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย
มหาเซียนผู้นั้นพรั่นพรึง ไม่กล้าหันมองกลับไป เขากำลังจะขยับเพื่อหลบเลี่ยง แต่ถึงอย่างไรก็ยังช้าไปหนึ่งก้าว!!
การโจมตีของซูอี้ สะบั้นศีรษะตัดขาด ดูง่ายดายดั่งผ่าแตงโมสับผักก็ไม่ปาน!
พรวด!
โลหิตสาดกระเซ็น ศีรษะชุ่มโลหิตถูกโยนขึ้นไปในท้องนภา สีหน้าฉายชัดเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสับสน
มหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลาย ผู้ร่วมมือกับมหาเซียนอีกสามคนเพื่อใช้ค่ายกลสี่เซียนดาบทำลายล้างในการกำหราบและสังหารซูอี้ กลับถูกฆ่าเช่นนี้!
ส่วนร่างของซูอี้ หายไปจากสุญญะ นี่ไม่ใช่การเคลื่อนย้ายพริบตา หรือขยับไหวเคลื่อนกาย มันเหมือนดั่งหายไปจากโลกหล้า เป็นไปไม่ได้ที่ผู้คนจะจับกลิ่นอายของเขาได้! แม้กระทั่งจิตสัมผัสของมหาเซียนก็ไม่สามารถจับตัวได้!
เรื่องนี้ทำให้หลายคนพรั่นพรึง เย็นยะเยือกไปจนถึงกระดูกสันหลัง เมื่อไม่พบร่องรอยของศัตรู นั่นหมายความว่า ทุกผู้อาจเผชิญหน้ากับการโจมตีร้ายแรงที่พานพบได้ทุกเมื่ออย่างคาดไม่ถึง!
นี่ไม่ต่างจากการเป็น “คนตาบอด”
“เปิด!” มหาเซียนคนหนึ่งตั้งท่าป้องกันล่วงหน้า กระตุ้นสมบัติและวิชาลับจากก้นหีบอย่างสุดกำลัง ทำการป้องกันทั่วทั้งร่างกาย
แต่มีปราณดาบเคลื่อนผ่านท้องนภามา… ก่อนที่ความต้านทานและการป้องกันนี้จะแตกออกราวกับฟองสบู่ที่เปราะบาง ภาวะดาบทรงพลังเส้นนี้ วาดรอยแยกตรงเข้าไปในความว่างเปล่า
ที่ปลายรอยแยก โลหิตพลันปรากฏขึ้นตรงลำคอของมหาเซียน! ดวงตาของเขาพลันเบิกกว้าง ร่างสะท้านรุนแรง
ในช่วงใกล้สิ้นใจ ในที่สุดเขาก็ได้เห็น ทว่ายามปราณดาบปรากฏขึ้น ร่างของซูอี้ก็หายไปในพริบตาแล้ว!
ทุกอย่างดั่งลวงตา คล้ายแสงวาบผ่าน! ไวเกินไป! ทำให้ผู้คนยากจะป้องกัน แค่เพียงพริบตา สองในสี่มหาเซียนผู้ใช้งานค่ายกลสี่เซียนดาบทำลายล้าง พลันถูกฆ่าในคราวเดียวอย่างไม่ยากเย็น!
“ถอนกำลังเร็ว!!” เหลยอวิ๋นถิงตะโกนเสียงดัง น้ำเสียงของเขากังวลราวกับฟ้าร้อง เขาเดือดดาล แก้มซีดเซียว ทั้งยังคิดทุ่มสุดกำลัง เตรียมใช้เตาทวินิลกาฬหลอมวิถีกับวงล้อมดาบฟ้าดินอีกครา
เตาทวินิลกาฬหลอมวิถีอยู่เหนือศีรษะของเขาในสุญญะ ปลดปล่อยพลังอำนาจออก คอยปกปักษ์ตนเองและผู้อาวุโสสูงสุดที่อยู่ใกล้เคียง
ส่วนไผ่อสนีบาตสัตตมาศสามสิบเก้าเล่มที่สร้างวงล้อมดาบฟ้าดินขึ้น พวกมันลอยอยู่ในความว่างเปล่า เตรียมพร้อมทุกเมื่อ ไม่ต้องสงสัยเลย หากจับร่องรอยของซูอี้ได้ เหลยอวิ๋นถิงย่อมกระตุ้นเตาทวินิลกาฬหลอมวิถีกับวงล้อมดาบฟ้าดินอย่างสุดกำลัง เพื่อจัดการกับซูอี้ด้วยการโจมตีที่รุนแรงที่สุด
ทว่า… เหลยอวิ๋นถิงไม่สามารถจับร่องรอยของซูอี้ได้เลย!
ไกลออกไป พร้อมกับเสียงดังปังที่ก้องขึ้น มหาเซียนผู้หนึ่งพยายามสุดกำลังเพื่อหลบหนีไปบนยอดเขา แต่ไปได้ครึ่งทาง ร่างพลันฉีกขาด กลายเป็นโลหิตไหลรินทั่วท้องนภา!
ราวกับดอกไม้ไฟสีแดงฉานบานสะพรั่ง
อีกด้าน มหาเซียนคนสุดท้ายผู้ยืนอยู่ในสนามเต๋าและใช้งานค่ายกลสี่เซียนดาบทำลายล้าง เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี จึงหันหลังคิดหลบลี้
แต่หนทางเบื้องหน้า ร่างของซูอี้พลันปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน
“ไม่!” มหาเซียนผู้นั้นเผยสีหน้าหวาดกลัว กรีดร้องออกมา
พรวด! ปราณดาบเคลื่อนลงตัดท้องนภา เจาะทะลวงจากบนศีรษะ โลหิตไหลหลั่งดั่งน้ำตก ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณถูกทำลาย!
ในตอนนี้ มหาเซียนทั้งหมดที่ประจำอยู่ทางตะวันออก ใต้ ตะวันตก และเหนือของสนามเต๋าเพื่อใช้งานค่ายกลสี่เซียนดาบทำลายล้างพร้อมกัน ล้วนถูกสังหารสิ้น! อีกทั้งเหตุการณ์ที่ว่ายังจบภายในเพียงสี่อึดใจเท่านั้น!
หมายความว่า ตั้งแต่ต้นจนจบของการสังหารครานี้ ทุกครั้งที่สังหารมหาเซียน ซูอี้ใช้เวลาเพียงเสี้ยวอึดใจเท่านั้น!
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะหลบลี้หรือเคลื่อนกายอย่างไร ไม่ว่าอีกฝ่ายจะใช้วิชาลับและสมบัติล้ำค่าใด ภายใต้การสังหารของซูอี้ พวกมันล้วนเปราะบาง ถูกถอนรากถอนโคนดั่งเกี่ยวถอนวัชพืช!!
ทุกอย่างช่างรวดเร็ว ใช้เวลาน้อยนิด ว่องไว สังหารศัตรูอย่างร้ายกาจ ทำให้หนังศีรษะของเหลยอวิ๋นถิงและผู้อาวุโสสูงสุดคนอื่นชาด้าน เครื่องในแทบระเบิดออกมา!
หลังจากนั้นพวกเขาถึงได้เข้าใจ ว่าตนดูถูกซูอี้มากเกินไป ต่อให้อีกฝ่ายเป็นเพียงหวังเย่ผู้เวียนวัฏกลับมาเกิดใหม่ แต่ถึงอย่างไรเขาก็เคยเป็นตำนานยากหาผู้ใดเทียบเคียง คอยปกครองแดนเซียนและอยู่ ณ จุดสูงสุดของวิถีเซียน!
เป็นความจริง ที่วิชาของพวกเขาสามารถกักขังและสังหารอริศัตรูที่การฝึกฝนต่ำกว่าขอบเขตมหาศาลได้ แม้แต่ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ในระดับมหายุทธก็มีแต่ต้องตายหรือไม่ก็บาดเจ็บ
แต่เมื่อวิชาเช่นนี้เผชิญกับซูอี้ มันก็ไม่ต่างจากของไร้ประโยชน์!
ประกอบกับความตายของมหาเซียนสี่คนนั้น ทำให้พวกเหลยอวิ๋นถิงหวาดกลัวซูอี้ถึงขีดสุด มหาเซียน ตัวตนที่แสนหยิ่งทะนงและทรงพลัง เมื่อยามที่ตัวตนขอบเขตมหาศาลยังไม่ออกโรง นั่นหมายความว่าพวกเขาคือตัวแทนพลังต่อสู้สูงสุดในแดนเซียน!
ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าซูอี้ ตัวตนเช่นพวกเขาก็ไม่ต่างจากไก่กับสุนัข ที่ถูกจัดการได้ในคราวเดียว!! ใครเล่าจะไม่กลัวเมื่อเผชิญเรื่องแบบนี้? อีกทั้ง คนเหล่านี้เป็นมหาเซียนอีกด้วย…
“ยามเผชิญหน้ากับพละกำลังที่แท้จริง แผนทั้งปวงย่อมไร้ซึ่งความหมาย!” ในความว่างเปล่าไกลออกไป ชุดคลุมสีเขียวของซูอี้ปลิวไสว ขณะชายหนุ่มกล่าวอย่างสงบ
มือข้างหนึ่งไว้ด้านหลัง เขาก้าวขึ้นสู่ท้องนภา เดินไปทางยอดเขา ถึงแม้ศัตรูจะอยู่เพียงลำพัง แต่หลังผ่านช่วงการณ์ก่อนหน้า พวกเหลยอวิ๋นถิงพลันรู้สึกถึงแรงกดดันที่อาบท่วมใบหน้า
ตู้ม! เหลยอวิ๋นถิงโจมตีทันที กระตุ้นไผ่อสนีบาตสัตตมาศสามสิบเก้าเล่ม เปลี่ยนเป็นวงล้อมดาบฟ้าดินเพื่อสังหารซูอี้
แต่ร่างของซูอี้กลับหายไปอย่างไร้สุ้มเสียง ทำให้การโจมตีที่สามารถคุกคามตัวตนมหายุทธได้พลาดเป้าไป
และเมื่อร่างของซูอี้ปรากฏอีกครา เขาก็อยู่ห่างจากพวกเหลยอวิ๋นถิงไม่ถึงหนึ่งพันจั้ง!
สีหน้าของทุกคนแปรเปลี่ยน หัวใจต่างหนักอึ้ง ความว่องไวนี้มันอันใดกัน? จิตสัมผัสของพวกเขาไม่สามารถตรวจจับได้เลย!
ต้องบอกเสียก่อน ว่าด้วยระดับการฝึกฝนของพวกเขา การสังหารศัตรูนั้นขึ้นอยู่กับการรับรู้และตรวจจับ ทำให้ทันทีที่จับร่องรอยของอีกฝ่ายไม่ได้ มันก็ย่อมไม่ต่างอะไรกับคนตาบอดเคาะไม้เท้า!
สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือพวกเขาแต่ละคนครอบครองจิตสัมผัสและวิชาลับที่ข้องเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น… พวกเขาก็ยังไม่อาจตรวจพบเป้าหมายได้
ร่องรอยของซูอี้ เหมือนดั่งผลุบหายไปในสุญญะและหล่มเวลา ประเดี๋ยวก็มา ประเดี๋ยวก็ไป ไร้ร่องรอย!
“วงล้อมดาบฟ้าดินกับค่ายกลดาบทั้งมวล ไม่คู่ควรให้เจ้าใช้แม้แต่น้อย” ซูอี้ถอนหายใจ
เพียงมองปราดเดียวก็รับรู้ได้ ว่านี่คือค่ายกลดาบที่ซูฝูซื่อ สหายที่ดีที่สุดของเขาในชาติก่อนๆ ทิ้งไว้ และอาจเรียกได้ว่าเป็นอาวุธสังหารชั้นหนึ่ง แต่น่าเสียดาย แม้จะอยู่ในมือของเหลยอวิ๋นถิง ค่ายกลดาบนี้ก็ไม่อาจสำแดงพลังถึงสิบส่วนได้ด้วยซ้ำ!
“ซูอี้ หากตอนนี้เจ้าหยุดมือก่อน ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะสนทนาพาทีด้วย!” เหลยอวิ๋นถิงกล่าวเสียงลุ่มลึก
หากทว่าซูอี้กลับส่ายหน้า กล่าวว่า “ฆ่าคนก่อน จากนั้นค่อยคุย”
ก่อนหน้านี้ เขาก็นับว่าแสดงความอดทนมามากพอแล้ว แต่อีกฝ่ายไม่เพียงไม่รักษาโอกาสไว้ให้ดี กลับมาพยายามฆ่าด้วยซ้ำ! แต่มาตอนนี้หลังอีกฝ่ายเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี พวกมันอยากคุยด้วย นี่มันช่างเหลวไหลยิ่งนัก!!
ฟ้าว! โดยไร้สุ้มเสียงใด ร่างของซูอี้หายไปทันที สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไป
“ป้องกัน!” เหลยอวิ๋นถิงตะโกนเสียงดัง
เตาทวินิลกาฬหลอมวิถีเหนือศีรษะของเขาคำรามลั่น ปลดปล่อยกฎเกณฑ์เพลิงทิพย์นับไม่ถ้วน ปกคลุมท้องนภาและดวงอาทิตย์ ครอบคลุมทั้งยอดเขา
ปัง!!!
แทบจะในเวลาเดียวกัน ปราณดาบสายหนึ่งแทงเข้ามา ถึงแม้จะขัดขืนและคลี่คลายได้ในตอนท้าย แต่พลังของดาบเล่มนี้ ก็ทำให้เตาทวินิลกาฬหลอมวิถีสั่นสะท้าน!
ขณะที่เหลยอวิ๋นถิงผู้ใช้งานสมบัติล้ำค่าระดับมหายุทธ คนผู้นี้ได้รับผลตีกลับร้ายแรงยิ่งกว่า โลหิตปั่นป่วนไปทั่วทั้งร่าง ชวนให้อึดอัดจนแทบจะกระอักโลหิตออกมา
“สมบัติล้ำค่าระดับมหายุทธ มีเพียงตัวตนในขอบเขตมหาศาลเท่านั้นที่ใช้ได้ ด้วยรากฐานการฝึกฝนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลายเช่นเจ้า อาจจะสามารถใช้สมบัติชิ้นนี้ได้ก็จริง แต่พลังก็มีจำกัด คงอยู่ได้ไม่นานนัก” น้ำเสียงไม่ใส่ใจของซูอี้ดังก้องระหว่างสวรรค์และปฐพี แต่พวกเหลยอวิ๋นถิงมองไม่เห็นร่างซูอี้แม้แต่น้อย
ทันใดนั้น ปราณดาบพลันพุ่งขึ้นสู่นภา ก่อนปรากฏขึ้นจากสุญญะ และฟาดฟันลงมา
ตู้ม!
เตาทวินิลกาฬหลอมวิถีสั่นสะท้านรุนแรง เพลิงทิพย์ลุกโชน ถึงแม้สามารถปัดป้องพลังดาบไว้ได้ แต่ใบหน้าของเหลยอวิ๋นถิงซีดเซียว คราบโลหิตไหลรินจากมุมปากของเขา!
ทั่วร่างของเขาปั่นป่วนรุนแรง
ตอนนี้ ทุกผู้ล้วนมองออก ว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป เหลยอวิ๋นถิงไม่อาจต้านได้แน่!