บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1751-1755
ตอนที่ 1,751: พฤกษาหมื่นภูมิ!
ไม่ว่าจะบาดเจ็บเพียงใด ท้ายที่สุดจอมราชันฮุ่นเทียนก็รอดจากการประหารของดาบนี้!
ยิ่งกว่านั้น ด้วยความช่วยเหลือจากเคล็ดวิชาต้องห้าม เขาก็หายลับไปจากสนามรบนี้โดยพลัน!
“หวังเย่! เจ้ารอข้าก่อนเถอะ!!”
เสียงกรีดร้องอย่างโกรธเคืองดังขึ้น แล้วร่างของจอมราชันฮุ่นเทียนก็แปรเปลี่ยนเป็นแสงสีเลือดพุ่งหายลับไป
ฝุ่นควันฟุ้งตลบ คลื่นอำนาจทลายโลกาโผทะยานอิสระ บรรพตลำธารสิ้นสลายไปเนิ่นนาน สภาพแวดล้อมเหลือแต่ซาก พื้นที่ในระยะหลายพันลี้กลายเป็นดินแดนร้าง!
สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านเยี่ยงมีดเฉือน
พยากรณ์สวรรค์คืนสติจากความตะลึงเป็นผู้แรก เขามองไปรอบๆ และพบว่าร่างของจอมราชันฮุ่นเทียนหายไปเนิ่นนาน
และในโลกหล้าอันเคล้าไปด้วยฝุ่น มีเพียงซูอี้ยืนตระหง่านท่ามกลางความว่างเปล่า อาภรณ์เขียวแหว่งวิ่นเปรอะโลหิต ทว่ากลับยืนตัวตรงดุจดาบ สายตาจับจ้องไปไกล
ความตะลึงเกินบรรยายพลุ่งพล่านอยู่ในหัวใจของพยากรณ์สวรรค์ ทำให้สีหน้าของเขาเหม่อลอย
กระทั่งเขายังไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มจะสามารถปราบจอมราชันฮุ่นเทียนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยใช้เพียงการฝึกฝนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น และทำให้เฒ่าชั่วช้าโหดเหี้ยมนั่นต้องหนีหัวซุกหัวซุน!
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ช่างน่าเหลือเชื่อนัก
หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ย่อมไม่มีผู้ใดเชื่อ เพราะถึงอย่างไร เขาก็คือจอมราชันฮุ่นเทียน มหาอำนาจไร้เทียมทาน ณ จุดสูงสุดแห่งขอบเขตมหาศาลก่อนบังเกิดยุคอวสานเซียน
ต่อให้ประสบกับหายนะเทพ พลังสูญหายไปก่อนเกิดสงคราม เขาก็เป็นตัวตนขอบเขตมหาศาลผู้หนึ่งอยู่ดี! เป็นตัวตนซึ่งสรรพชีวิตทั่วโลกเซียนทำได้เพียงแหงนมอง!!
ใครเล่าจะกล้าเชื่อว่า เขาจะถูกชายหนุ่มขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นผู้หนึ่งเอาชนะ?
“แค่กๆ!” เสียงหนึ่งกระอักไอรุนแรง
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเองก็ตื่นจากความตะลึง จิตใจอันว่างเปล่าค่อยๆ คืนสติ พึมพำอย่างเหม่อลอย “ข้าตายไปแล้วหรือ? หรือนี่จะเป็นปรภพมืดมิดที่มีเพียงในตำนาน?”
ป้าบ!
พยากรณ์สวรรค์ตบหัววิหคปากเสียจนสนั่นลั่น “เจ็บใช่ไหมเล่า มันพิสูจน์ได้ว่าเจ้ายังไม่ตาย”
ชายชราว่าแล้วก็เดินไปหาซูอี้อย่างรีบร้อน
“ยังมิตายหรือ?” พญาวิหคผงะ แล้วดวงตาก็เรืองประกายทันใด “หมายความว่า ใต้เท้าอนันตรัตติกาลชนะหรือ? ข้าว่าแล้ว ใต้เท้าอนันตรัตติกาลไม่มีทางพ่ายแพ้!!”
ว่าแล้ว มันก็เร่งรี่ตามไป
……
ชายหนุ่มบนอากาศผ่อนลมหายใจยาว เก็บดาบแห่งโลกาและนำสุราหนึ่งไหออกมาจิบ
เขามิได้ไล่ล่าสังหารจอมราชันฮุ่นเทียนต่อ แม้อีกฝ่ายจะบาดเจ็บสาหัส แต่ขอเพียงตั้งใจจะหนี เขาในยามนี้ ก็มิอาจหยุดได้
“สหายเต๋า บาดแผลเป็นเช่นไรบ้าง?” พยากรณ์สวรรค์เข้ามาหาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
ชายหนุ่มในยามนี้ร่างกายอาบไปด้วยเลือด ดูน่าตื่นตะลึงนัก
“ไม่ถึงตายหรอก” ซูอี้แย้มยิ้ม
เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยเฉพาะหลังจากใช้เพลงดาบขั้นสูงออกไปเมื่อครู่ พลังวิถีเต๋าของเขาแทบไม่เหลือ เรี่ยวแรงอ่อนล้าเหลือเกิน
นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของตัวตนขอบเขตมหาศาล แม้จะประสบหายนะเทพ เรี่ยวแรงอ่อนฤทธาใกล้สิ้นกำลัง ก็ยังไม่ใช่ใครจะปราบลงได้อยู่ดี
ด้วยอำนาจการต่อสู้ในปัจจุบันของซูอี้ เขาสามารถสังหารเหล่ามหาเซียนทั่วหล้าได้ทั้งสิ้น แต่ชายหนุ่มก็ยังไร้ความได้เปรียบในศึกกับจอมราชันฮุ่นเทียน ถึงขนาดต้องใช้อำนาจดาบเก้าคุมขังออกมาแต่แรกด้วยซ้ำไป และถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างเกินหลีกเลี่ยง!
“ข้าไม่คาดคิดเลยว่าความแข็งแกร่งของเจ้าเฒ่าฮุ่นเทียนจะตกต่ำลงถึงเพียงนี้” ซูอี้กล่าวเบาๆ “หากเป็นยามเขาสมบูรณ์พร้อม… วันนี้ข้าตายแน่”
จอมราชันฮุ่นเทียนยามสมบูรณ์พร้อมมีความแข็งแกร่งในขอบเขตมหาศาลระดับสามสุดลึกล้ำ เป็นตัวตน ณ จุดสูงสุดแห่งขอบเขตมหาศาล! แน่นอน หากซูอี้สมบูรณ์พร้อมเช่นอดีตชาติ เขาก็สามารถฆ่าจอมราชันฮุ่นเทียนได้ง่ายๆ
“ข้าว่านะ หายนะเทพที่เจ้าเฒ่าฮุ่นเทียนประสบนั่นต้องร้ายแรงยิ่งแน่ และหากไม่อาจลบล้างได้ เขาจะร่วงจากขอบเขตมหาศาลแน่นอน” ชายชราพึมพำ “บางทีอาจเป็นเพราะเช่นนี้ เขาจึงเลือกร่วมมือกับเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณ คิดจะรับเคล็ดวิชาสลายหายนะเทพจากเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณ”
ซูอี้ครุ่นคิดลึกลับ “แม้ข้าจะดูแคลนเจ้าเฒ่าฮุ่นเทียน แต่ก็ต้องพูดว่าหากไอ้แก่นี่ไม่ถูกต้อนจนมุมจริงๆ ก็ไม่มีทางยอมร่วมมือกับมหาเซียนอย่างเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณหรอก”
“น่าเสียดายที่หนนี้เขาได้พบกับใต้เท้าอนันตรัตติกาลเข้า ก็สมควรแล้วที่ซวย!” ในที่สุดพญาวิหคเผิงเทียนสลัวก็สบโอกาสพูด
ยามที่วิหคปากเสียเผชิญหน้ากับซูอี้ในครานี้ สีหน้าและวาจาของมันชื่นชมนอบน้อมอย่างยิ่ง แทบสลักคำว่า ‘ยกยอเอาใจ’ ไว้บนหน้า
“แล้วพวกเจ้าเล่า มาที่นี่ได้เช่นไร?” ซูอี้เอ่ยถาม
พยากรณ์สวรรค์กระแอมไอแห้งๆ “เราก็มาหาพฤกษาหมื่นภูมิที่นี่เช่นกัน แต่ไม่คิดเลยว่าเราจะมาพบกับเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณและเจ้าเฒ่าฮุ่นเทียนเข้า”
หัวใจของชายหนุ่มเต้นกระตุก “เมื่อครู่ รากไม้ที่อยู่บนแท่นบูชานั่นเกี่ยวข้องกับพฤกษาหมื่นภูมิหรือ?”
“ต้องเป็นเช่นนั้นแน่” ชายชรากล่าว “จุดประสงค์ที่เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณสร้างสนามเต๋าและแท่นบูชานั่นขึ้นมาก็เพื่อใช้อำนาจรากไม้นั้นกระตุ้นปราณพฤกษาหมื่นภูมิขึ้นมาเปิดเส้นทางเชื่อมสู่แดนเซียน และเชิญ ‘บุตรแห่งสวรรค์’ ผู้นั้น!”
ซูอี้พยักหน้า ก่อนหน้านี้ เขาก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เช่นกัน
“หากเป็นเช่นนี้ พฤกษาหมื่นภูมิก็ไม่ใช่ข่าวลือ แต่น่าจะมีอยู่จริง… งั้นหรือ?”
ทันทีที่ซูอี้กล่าวเช่นนี้ เขาก็ดูจะตระหนักถึงบางสิ่งแล้วเบนสายตามองไปไกลทันที
โลกหล้าเปี่ยมไปด้วยซากปรักหักพัง สนามเต๋าร้อยจั้งกับแท่นบูชาเก้าฉื่อถูกทำลายไปตั้งนานแล้ว จึงไม่มีร่องรอยหลงเหลืออยู่
ทว่า ภายในพื้นที่อันรกร้างในเวลานี้กลับบังเกิดคลื่นพลังชีวิตขึ้นจางๆ!
ชายหนุ่มเดินเข้าไปดู เขากวาดเศษศิลาซึ่งกองรวมกันอยู่บนพื้นออกไป จากนั้นจึงเผยรากไม้สีดำไหม้เกรียมนอนจมกองฝุ่นอยู่
รากไม้นั้นไหม้เกรียมเสียจนเหลือเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ และพื้นผิวเต็มไปด้วยรอยร้าวเหมือนก้อนถ่านก้อนหนึ่ง
“มันคือรากของพฤกษาหมื่นภูมิจริงๆ หรือ?” พยากรณ์สวรรค์กับพญาวิหคเผิงเทียนสลัวตามมาด้วยกัน
ซูอี้จ้องมองรากไม้ราวกับค้นพบบางสิ่ง หากล่าววจีใดไม่
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ…
ไม่นานนัก เสียงกะเทาะเบาๆ ก็บังเกิด รากไม้รายนั้นหักเป็นสอง ก่อนจะสลายกลายเป็นผุยผง แล้วประกายแสงฮุ่นตุ้นก็ปรากฏขึ้นจากรอยร้าวเหล่านั้นอย่างเชื่องช้า
ซูอี้และคณะล้วนสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตอันยิ่งใหญ่พุ่งเข้าปะทะหน้า ก่อนหนึ่งประโยคจะพลันปรากฏขึ้นในใจ
ไม้แห้งคืนวสันต์!
ไม่นานนัก รากไม้ไหม้เกรียมทั้งรากก็กลายเป็นธุลี ต้นกล้าสีเขียวหยกที่มีขนาดเพียงฝ่ามือต้นหนึ่งปรากฏขึ้นมา เผยลำแสงฮุ่นตุ้นเยี่ยงภาพฝัน
ต้นหล้าต้นนี้เล็กจิ๋วประหนึ่งว่าเพิ่งผุดขึ้นจากพื้นดิน มีใบอ่อนคู่หนึ่ง เงาวับประหนึ่งหยกเขียว ให้ความรู้สึกชุ่มชื้นอวบน้ำ
ทว่ามันปกคลุมด้วยพิรุณแสงฮุ่นตุ้น แปลกประหลาดยิ่งนัก ยามแรกปรากฏ รากน้อยใหญ่ก็ชอนไชในอากาศทันที
ตู้ม!
เดิมทีในโลกหล้ามืดครึ้มนี้มีหมอกฮุ่นตุ้นอยู่มากมาย ทว่าในยามนี้ พวกมันก็พุ่งทะยานเข้ามาหาจากทั่วสารทิศอย่างบ้าคลั่งราวถูกเชื้อเชิญ
และต้นกล้าสีเขียวหยกนั้นก็โบกกิ่งก้านไปมาเบาๆ ดูดซับหมอกฮุ่นตุ้นเหล่านั้นไป!
เมื่อมองตาเปล่าก็เห็นได้ว่าต้นกล้าเกิดการแปรเปลี่ยน กิ่งก้านทวีความหนา งอกเงยแตกสาขา กระทั่งสีสันก็เข้มขึ้นกว่าก่อน
พยากรณ์สวรรค์อ้าปากค้าง ดวงตาเปล่งประกาย “คงมิใช่ต้นกล้าของพฤกษาหมื่นภูมิหรอกกระมัง?”
มุมปากพญาวิหคเผิงเทียนสลัวมีน้ำลายย้อย “เหมือนจะใช่นะ!!”
ซูอี้อดมิได้ที่จะสะท้านใจ พฤกษาหมื่นภูมิ วัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่มีเพียงในตำนานเก่าแก่ ถือกำเนิดจากที่มาฮุ่นตุ้นแห่งเขาปู้โจว
กล่าวกันว่ากิ่งก้านของพฤกษานี้เป็นเหมือนกฎบัญญัติแห่งโลกภูมิ ซึ่งสามารถทะลวงผ่านฟ้าดินสรรพภูมิต่างๆ ได้! คุณประโยชน์อเนกอนันต์ จึงได้รับการขนานนามว่าพฤกษาเทพสุญตาเช่นกัน
นับแต่ยุคสุดวิเวก พฤกษาหมื่นภูมิต้นนี้ก็ถือเป็นหนึ่งใน ‘หกพฤกษาศักดิ์สิทธิ์’ เทวพฤกษ์ชางอู๋ พฤกษาฝูซาง พฤกษาเทพหมื่นวิถี และเทวพฤกษ์คุนอู๋
ทว่านับแต่โบราณ ไร้ผู้ใดเคยได้พานพบพฤกษาหมื่นภูมิมาก่อน เรื่องของเทวพฤกษ์นี้จึงกลายเป็นเพียงตำนานเล่าขาน
ทว่าในเวลานี้ หนึ่งต้นกล้าที่คาดว่าน่าจะเป็นพฤกษาหมื่นภูมิปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขา ใครเล่าจะมิตะลึง?
“ข้าเข้าใจแล้ว!” ชายชราตบหน้าผาก “ก่อนหน้านี้ เจ้าเฒ่าฮุ่นเทียนตั้งสนามเต๋าและแท่นบูชา ทุ่มเทสารพัดวิธีเพื่อปลุกรากไม้ไหม้เกรียมนี้ขึ้นมาเพื่อต้อนรับบุตรแห่งสวรรค์ ทว่าพวกเขาต้องไม่คาดแน่ว่ายามรากไม้นี้ถูกพวกเขากระตุ้น มันก็สูบอำนาจกฎสวรรค์เข้าไปมหาศาล ทำให้สามารถแปรเปลี่ยนคืนชีพได้!”
“กล่าวได้ว่าสลายแล้วจึงก่อ! คืนชีวิตจากหายนะสิ้นสูญ!”
ซูอี้พยักหน้าเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ รุ่งเรืองเสื่อมสลาย วัฏจักรชีวิตเป็นตายคือกฎสำคัญแห่งชีวิตสามัญทั่วโลกหล้า
“ขอข้าสัมผัสดูหน่อยเถอะ” พยากรณ์สวรรค์เอื้อมมือคว้าต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิอย่างไม่รีรอ
วูบ!
ต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิหายวับไปทันใด อึดใจต่อมา มันก็ปรากฏขึ้นบนอากาศห่างออกไปหลายพันจั้ง กิ่งก้านไหวเอนราวเยาะเย้ยพยากรณ์สวรรค์ว่าไม่รู้จักประมาณตน
คนโดนเย้ยตกตะลึง “เจ้านี่ฉลาดนัก!” เขาลงมืออีกหน ทว่าต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิก็ยังหลบได้
แน่นอน พยากรณ์สวรรค์ไม่คิดย่อท้อ ลงมือไขว่คว้าอย่างต่อเนื่อง
แต่ไม่ว่าเขาจะใช้อำนาจวิเศษหรือเคล็ดวิชาใดก็ล้วนแล้วไร้ผล ต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิก็ยังหลบได้ง่ายๆ!
สิ่งนี้ทำให้เขาหงุดหงิดแทบคลั่ง และสิ่งที่ยิ่งน่าโมโหคือแต่ละครั้ง ต้นกล้าของพฤกษาหมื่นภูมิหาได้หลบไปไกลไม่ ซ้ำยังโบกกิ่งก้านเหมือนกำลังแหย่พยากรณ์สวรรค์เล่น
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเองก็อยากรู้อยากเห็นใจจะขาด มันจึงลงมือทันที แต่ท้ายที่สุด มันก็หมดแรงเช่นกัน จึงทำได้เพียงมองเฉยๆ
ต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมินั้นแปลกประหลาดยิ่ง มันสามารถเคลื่อนกายผ่านสุญญะและฟ้าดินอย่างอิสระ! นอกจากนั้น มันยังมิกลัวเกรงต่อเคล็ดวิชาผนึกกำราบใดๆ ทั้งสิ้น!
“บัดซบ เจ้าของเล่นนี่จงใจกวนเราอยู่ชัดๆ!!” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวสบถ
มันก็แค่ต้นกล้าน้อยต้นหนึ่ง แต่กลับหยอกพวกเขาเล่นจนหัวปั่น นี่มันไม่ให้อับอายได้หรือ?
ส่วนซูอี้นั้นก็เฝ้าสังเกตเหตุการณ์อย่างเงียบๆ มาตลอด
และในเวลานี้เองเขาก็กล่าวขึ้นว่า “หากอยากจะปราบวัตถุศักดิ์สิทธิ์ปฐมสวรรค์ ออกแรงโจมตีไปก็เท่านั้น พวกเจ้าหลบไปเถอะ ข้าจะลองดูหน่อย”
ว่าแล้ว ปราณมหาวิถีที่ลึกลับสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขา
วูบ!
ท้องนภาสะท้านไหว หากมองผ่านๆ จะพบว่าในมือขวาของซูอี้ดูราวประคองซากโบราณหนึ่งขึ้น ทรงอำนาจไร้ประมาณ ลึกลับเกินหยั่งคาด!
ตอนที่ 1,752: เวิ้งลึกล้ำ
พยากรณ์สวรรค์กับพญาวิหคเผิงเทียนสลัวต่างประหลาดใจ นั่นมันมหาวิถีประเภทใดกัน?
เมื่อมองไกลๆ พวกเขาก็เหมือนเห็นซากโบราณอันไร้สิ้นสุดปกคลุมทั่วฟ้าดิน!
โดยเฉพาะพยากรณ์สวรรค์ผู้มือเท้าสั่นสะท้าน ความตกตะลึงปรากฏขึ้นบนใบหน้า ดูเสียอาการอย่างหาได้ยาก เพราะเขาสัมผัสได้ถึงอำนาจเกี่ยวเนื่องกับโชคชะตาจากเคล็ดพลังมหาวิถีบนมือซูอี้ได้!!
ต้องทราบว่าวิถีที่เขาแสวงหาตลอดชีวิตที่ผ่านมานั้นเกี่ยวข้องกับการทำนายและตีความโชคชะตา และวิถีนี้ก็เป็นวิถีต้องห้ามที่เปี่ยมด้วยหายนะเกินคาดหยั่ง ซึ่งผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ในโลกหล้าล้วนปฏิเสธและหวาดกลัว
จวบจนตอนนี้ พยากรณ์สวรรค์ได้รับผลกระทบจากหายนะมากมายมานาน ทำให้การฝึกฝนร่วงลงจากขอบเขตมหาศาล และต้องหนีเอาชีวิตรอดเพื่อหนีทัณฑ์สวรรค์ เหตุผลเป็นเพราะวิถีที่เขาแสวงนั้นได้ล่วงล้ำชะตา กระตุ้นทัณฑ์หายนะมากมาย!
ทว่าเขาคิดให้ตายเช่นไรก็ไม่อาจคาดได้ว่า ซูอี้เองก็มีอำนาจมหาวิถีเกี่ยวเนื่องกับชะตาอยู่เช่นกัน! ยิ่งกว่านั้น ปราณนั่นยังลึกลับอย่างยิ่ง มิน่าเชื่อเอาเสียเลย!
“เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเคล็ดมหาวิถีของเขาคือสิ่งที่ข้าเฝ้าแสวงมาชั่วชีวิตกัน?” พยากรณ์สวรรค์ตกตะลึง สีหน้าแปรเปลี่ยน
ไกลออกไปบนเวหา ต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิไหวกิ่งก้าน สังเกตเห็นเคล็ดมหาวิถีที่ซูอี้สำแดงอย่างชัดเจน
หมอกฮุ่นตุ้นซึ่งหมุนเวียนรอบต้นของมันราวได้พบพานที่อาศัย พร้อมเคลื่อนเข้าใส่อย่างระริกระรี้!
“ไปได้สวย!” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวตื่นเต้น
พืชพันธุ์นั้นมิอาจแยกกับสารอาหารแห่งผืนดินได้ หาไม่ มันจะกลายเป็นเพียงพฤกษาไร้ราก และเคล็ดมหาวิถีที่เขาปลดปล่อยออกมาในยามนี้ก็เป็นเช่นผืนดินชั้นดีแสนเย้ายวน ดึงดูดความสนใจของต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิ!
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน ในที่สุดต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิก็ดูไม่อาจสะกดกลั้น วูบไหวร่างในสุญญะ
อึดใจต่อมา มันก็ปรากฏขึ้นในมือซูอี้ อำนาจมหาวิถีลึกลับแปรเปลี่ยนเป็นเงานิมิตซากปรักหักพังไร้สิ้นสุด
ต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิดูประหนึ่งคืนสู่อ้อมอกมารดาฮุ่นตุ้น ฟื้นคืนพลังชีวิตกระปรี้กระเปร่า!
ตู้ม~~!
มันไหวลำต้นสีเขียวหยกของมัน สะบัดกิ่งก้านราวกับเคลิบเคลิ้ม
“สำเร็จแล้ว!” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวตะโกน
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าซูอี้ กะแล้วเชียว!
ในอดีตชาติ เขาเคยเข้าสู่เขาปู้โจวเพื่อเสาะหาเบาะแสของพฤกษาหมื่นภูมิหลายต่อหลายหน จนสุดท้าย เขาก็ได้อ่านคัมภีร์ทั้งเก่าใหม่มากมาย ไถ่ถามสหายหลายต่อหลายคนเกี่ยวกับพฤกษาหมื่นภูมินี้ ท้ายที่สุด ชายหนุ่มก็พอจะได้เบาะแสที่มีค่ามาได้บ้าง
พฤกษาหมื่นภูมิกำเนิดขึ้นจากที่มาฮุ่นตุ้นของเขาปู้โจว ถือได้ว่าเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ปฐมสวรรค์ เป็นพฤกษาเทพสุญตาซึ่งกิ่งก้านของมันสามารถข้ามผ่านบัญญัติกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินภพภูมิต่างๆ ได้ นอกจากนั้น พฤกษาต้นนี้ยังมีความฉลาดเฉลียวและจิตวิญญาณโดยกำเนิด เมื่อสัมผัสได้ถึงอันตราย มันจะหนีไปทันที
ต้องทราบว่าขอเพียงพฤกษาเทพสุญตาคิดจะหนี มันก็สามารถเคลื่อนผ่านอากาศรอบข้าง ข้ามภพภูมิมากมายอย่างอิสระ หากไล่ล่ากันจริงๆ ก็ไร้ผู้ใดปราบมันได้! กระทั่งตัวตนขอบเขตมหาศาลก็ทำมิได้!
หนทางเดียวก็คือต้องได้รับการยอมรับจากพฤกษาหมื่นภูมิ ส่วนวัตถุศักดิ์สิทธิ์ปฐมสวรรค์อันเกิดขึ้นจากฮุ่นตุ้นทั้งหลาย เรื่องที่พวกมันไม่อาจต้านทานได้ที่สุดคือการแปรเปลี่ยนที่มาชีวิตของพวกมัน
โชคร้ายที่การเปลี่ยนแปลงที่มาชีวิตของพวกมันยากเย็นเกินไป มิต่างจากการแปลงเปลี่ยนฝีมือและความสามารถของตน มีหรือจะเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ?
ดังนั้นสมบัติชิ้นใดที่สามารถพัฒนาอำนาจของที่มาชีวิตในโลกหล้าจึงหายาก พบได้แต่ไม่อาจครอบครอง ในอดีตชาติของเขา ด้วยฝีมือของหวังเย่ เขาพบเพียงน้ำพุและสมบัติลับบางอย่างซึ่งสามารถพัฒนาวัตถุศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นได้ ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น มันก็ไร้ประโยชน์ ท้ายที่สุดเขาก็มิอาจหาพฤกษาหมื่นภูมิพบ
แต่สิ่งเหล่านี้ไร้ประโยชน์สำหรับซูอี้ในยามนี้แล้ว! เพราะเขาถือครองเคล็ดพลังมหาวิถีที่มาจากธารสายยาวแห่งโชคชะตา… เวิ้งลึกล้ำ!
ชาติแรกของเขาให้สิ่งนี้มาเพื่อช่วยสะบั้นตรวนชะตา เป็นไทจากการพัวพันแห่งผลกรรมในอดีตชาติ! จวบจนยามนี้ ซูอี้ก็ยังจดจำร่างสูงใหญ่ของชาติแรกผู้ยืนเหนือธารสายยาวแห่งโชคชะตา และวาจาของอีกฝ่ายได้
‘วิถีเวิ้งลึกล้ำนี้สามารถทำให้เจ้าตัดผลกรรม ห้ามชะตา! สร้างภาวะหัวใจวิถี ‘สุดเสรี’ ปลดเปลื้องตนเป็นอิสระจากตรวนผลกรรมการเวียนวัฏต่างๆ ได้!’
สองสามปีมานี้ ซูอี้แทบไม่ได้ใช้มหาวิถีเวิ้งลึกล้ำเลย กระทั่งยามเขาต่อสู้กับอำนาจกรรมวิถีของหวังเย่ เขายังมิเคยใช้มัน ทว่าชายหนุ่มก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความร้ายกาจของมหาวิถีเวิ้งลึกล้ำนี้หาอ่อนด้อยกว่าวัฏสงสารไม่! เพราะวิถีนี้เกี่ยวพันกับชะตาชีวิต สะบั้นผลกรรม ห้ามชะตา!
และชายหนุ่มก็ใช้มหาวิถีเวิ้งลึกล้ำเพื่อสยบต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิได้ในยามนี้ กล่าวได้ว่าเป็นการมาให้จับกันถึงที่ได้จริงๆ โดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ ต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิก็โถมตัวมาหาเขาเอง!
“ยินดีกับใต้เท้าอนันตรัตติกาลด้วยขอรับที่สามารถปราบวัตถุศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นอันมีเพียงในตำนานลงได้!” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวกล่าวประจบประแจง
ในขณะที่พยากรณ์สวรรค์นิ่งเงียบยิ่งนัก สีหน้าของเขาดูเข้าใจยาก ดวงตาจ้องตรงไปยังเงาซากปรักหักพังของมหาวิถีเวิ้งลึกล้ำนิ่ง
ซูอี้สังเกตเห็นความผิดปกติของอีกฝ่าย จึงเอ่ยทักขึ้น “เจ้าเฒ่า เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
คนโดนทักได้สติ สูดหายใจเข้าลึก แล้วกล่าวด้วยสีหน้าสุดคาดหวัง “นายท่านซู ท่านยังรับศิษย์อยู่หรือไม่?”
ซูอี้ “…”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวพลันขนลุกขนพองขึ้นมา มันกล่าวด้วยสีหน้าขยะแขยง “เจ้าเฒ่าชั่ว ไฉนหน้าด้านหน้าทนเช่นนี้? นั่นมิใช่วิธีประจบประแจงนะเฮ้ย!”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ซูอี้เองก็ขมวดคิ้ว รู้สึกว่าอีกฝ่ายดูผิดปกติเล็กน้อย
ชายชราชี้ไปที่เคล็ดพลังเวิ้งลึกล้ำในมือซูอี้และกล่าวว่า “อภัยให้ข้าด้วยที่เสียมารยาท ข้าอยากจะเรียนรู้เคล็ดมหาวิถีเช่นนี้กับเจ้าจริงๆ น่ะ”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพักก็พอเข้าใจ “สิ่งนี้จะช่วยซ่อมแซมบาดแผลวิถีในร่างเจ้าได้หรือ?”
พยากรณ์สวรรค์กล่าว “มิเพียงแค่นั้น เคล็ดพลังมหาวิถีนี้ยังเป็นมหาวิถีที่ข้าเฝ้าใฝ่แสวงมาตลอดชีวิตด้วย!”
ว่าแล้ว เขาก็รำพึงด้วยสีหน้าหม่นหมอง “เจ้าก็รู้ว่าแต่ไหนแต่ไร ข้าเสาะแสวงเคล็ดพลังมหาวิถีที่เกี่ยวเนื่องกับชะตามาโดยตลอด ทว่า น่าเสียดายที่อำนาจมหาวิถีเช่นนี้สูงส่งเกินไป แทบจะมีเพียงในเรื่องเล่า เดิมทีข้าคิดว่าการพยากรณ์ อนุมานชะตาที่ข้าเสาะแสวงมาชั่วชีวิตคงจบสิ้นลงเพียงนี้ มิอาจขยับเคลื่อนไปได้อีก…”
“ไม่คาดคิดเลยว่าจะได้มาพบอำนาจนั้นในมือเจ้า!” ว่าแล้ว ดวงตาของเขาก็ฉายแววคลั่งไคล้ สีหน้าดูตื่นเต้น “ข้าสังหรณ์อย่างยิ่งว่า หากควบคุมอำนาจมหาวิถีเช่นนี้ได้ ข้าไม่เพียงจะสามารถซ่อมแซมบาดแผลวิถีในกายได้เท่านั้น แต่ยังสามารถสลายหมื่นหายนะในร่าง สะบั้นผลกรรมทั้งมวลที่ข้าเคยไปล่วงเกินมาได้!”
“ไม่เพียงสามารถฟื้นฟูการฝึกฝนสู่จุดสูงสุดในอดีต กระทั่งการบรรลุสู่ขอบเขตมหาศาลก็ยังเป็นไปได้!”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ พยากรณ์สวรรค์ก็แสนตื่นเต้นจนมือไม้โบกสะบัดมิหยุด เสียอาการพอดู
ยามนั้นเอง พญาวิหคเผิงเทียนสลัวจึงตระหนักว่าเหตุใดพยากรณ์สวรรค์จึงอยากกราบอาจารย์ นั่นมิใช่การยกยอซูอี้ที่กำราบพฤกษาหมื่นภูมิได้แต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับวิถีของเขาเอง!!
ซูอี้เองก็เข้าใจแล้ว ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด พยากรณ์สวรรค์เคยกล่าวไว้จริงๆ ว่าเขาเป็นผู้ฝึกตนในขอบเขตมหาศาลระดับสองแกนรวมศูนย์!
เพียงเพราะศาสตร์พยากรณ์และทำนายชะตานั้นร้ายกาจเกินไป ล่วงเกินชะตาจนกระตุ้นหายนะทัณฑ์สวรรค์มากมายเหลือรับตลอดชีวิต ทำให้เขาต้องหายนะนับหมื่น วิถีเสียหาย การฝึกฝนถดถอยร่วงหล่นจากขอบเขตมหาศาล!
“นายท่านซู โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถิด!” พยากรณ์สวรรค์กอดขาของชายหนุ่ม
ซูอี้ “…”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวรับมิได้ เหตุใดเจ้าแก่นี่ไม่สนใจรักษาท่าทางเพื่อวิถีของตนบ้างเลย? ถึงกับไปกอดขาใต้เท้าอนันตรัตติกาล ช่างหน้าไม่อายจริงๆ! ถุ้ย!
ซูอี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสลัดชายชราออกแล้วกล่าวอย่างโมโห “หากเจ้าไร้ยางอายเช่นนี้ ข้าจะมิช่วยเจ้าเลย!”
พยากรณ์สวรรค์เกาหัวอย่างละอาย “ข้ามิได้ห่วงว่าเจ้าจะไม่ตกลงหรอก ว่าไปแล้ว ข้าคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะใช้สิ่งใดมาแลกเปลี่ยนกับเจ้าน่ะ ก็เลยทำเช่นนี้”
ซูอี้ว่า “เจ้าไปรอก่อน” เขาหาที่นั่งลงขัดสมาธิ แล้วตรวจสอบต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิในมือตนด้วยจิตสัมผัสอย่างเงียบๆ
ตัวเขาในภวังค์รู้สึกราวอยู่บนยอดพฤกษาสูงใหญ่ กิ่งก้านหนาทึบประหนึ่งทอดยาวสู่สวรรค์ภพภูมิต่างๆ ราวเส้นหนวด ทะลวงผ่านเขตกั้นภูมิ!
เทวพฤกษ์นี้ใหญ่โตยิ่งนัก สูงล้ำค้ำจักรวาลพรั่งดาว ดวงดาราตรงหน้ามันเล็กจ้อยเยี่ยงเม็ดกรวด ขณะที่โลกภูมิใบใหญ่ดูเหมือนประทีป!
และซูอี้ก็สัมผัสได้ว่าตนแปลงเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของเทวพฤกษ์นี้ ดูเหมือนขอเพียงเขาคิดจะทำ ก็สามารถท่องพเนจรผ่านภพภูมิต่างๆ ได้ตามคำนึง
จากนั้นนิมิตทั้งหลายก็สลายไป ฮุ่นตุ้นหนึ่งปรากฏขึ้น เป็นสีเทาดุจฟ้าดินยังไม่ได้กำเนิดขึ้น ยามนี้ ซูอี้สัมผัสได้ถึงความโหยหาอย่างรุนแรง ราวกับชีวิตกำลังเพรียกหา วาดหวังจะแปรลักษณ์เติบโต!
ความโหยหานั้นแข็งแกร่งเสียจนทั่วทั้งฮุ่นตุ้นสั่นสะเทือนจนร้าวเป็นช่องว่าง แล้วต้นกล้าต้นหนึ่งก็กะเทาะตัวจากเปลือก จากนั้นก็เริ่มงอกเงย
‘ที่แท้นี่ก็คือภาพยามต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิงอกเงยหยั่งราก…’ ซูอี้ครุ่นคิด
ทันใดนั้น ภาพเหล่านั้นก็หายไป เขาพลันประจักษ์ว่าต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิในมือขวาของเขาได้หายไปแล้ว ขณะที่แดนสุญตาจิตเซียนในร่างของเขามีสีเขียวหยกเพิ่มมาหนึ่งหย่อม
เมื่อมองดีๆ ก็พบว่ามันคือต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิ
หากเปรียบเทียบกับแดนสุญตาจิตเซียนที่ดูเหมือนจักรวาลพรั่งดาวอันไพศาลของตนแล้ว ต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิก็ดูเล็กจ้อยไปถนัดตา แต่ด้วยการปรากฏของมัน แดนสุญตาหมื่นภูมิก็อุดมด้วยปราณฮุ่นตุ้นอันหนาหนัก ปรากฏพลังชีวิตพิเศษและลึกลับ!
‘ดาบเก้าคุมขัง’ ที่ควบแน่นจากอำนาจมหาวิถีต่างๆ ซึ่งลอยเหนือแดนสุญตาจิตเซียนดูจะไม่ทำให้ต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิครั่นคร้าม แต่กลับหยั่งรากลงมาอย่างเงียบเชียบ
ตู้ม!
ร่างของชายหนุ่มสะท้านไหว แดนสุญตาจิตเซียนกู่คำราม หนึ่งความตระหนักรู้ปรากฏขึ้นในใจ… มหาวิถีเวิ้งลึกล้ำของเขาเพียงพอจะพัฒนาและแปรเปลี่ยนที่มาพลังชีวิตของต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิได้แล้ว
และอำนาจที่มาของต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิก็ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงกฎบัญญัติแห่งฟ้าดินภพภูมิขณะฝึกฝนเช่นกัน ซ้ำยังดึงดูดปราณมหาวิถีจากทั่วทั้งทศทิศเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ!
ต่อจากนี้ เมื่อมันเติบใหญ่เป็นมหาพฤกษาตระหง่านสูง เขาก็จะสามารถสัญจรผ่านภพภูมิต่างๆ ได้เพียงนึกคิด ท่องสุญตาได้โดยไร้สิ้นสุด!
เมื่อรู้เช่นนี้ ซูอี้ก็อดตะลึงมิได้ พฤกษาหมื่นภูมินี้ควรค่าแก่การเป็นหนึ่งใน ‘หกพฤกษาศักดิ์สิทธิ์’ ที่ทำให้โลกหล้าตะลึงมาตั้งแต่ยุคสุดวิเวกจริงๆ
สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว การได้ครอบครองพฤกษาหมื่นภูมิหาแตกต่างจากการมีสมบัติเทพอันสามารถเปิดประตูสู่ภพภูมิทั่วสวรรค์ไม่!
ตอนที่ 1,753: ไล่ล่าสังหาร
ซูอี้เริ่มทดลองทันที เขาทิ้งความคิดกวนใจทั้งหลาย ทุ่มเทสมาธิเพ่งจิต
แดนสุญตาจิตเซียนในร่างของเขากู่ก้อง ต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิโยกไหว ขณะเดียวกัน ซูอี้ไม่ต้องสัมผัสค้นหา จิตสัมผัสของเขาก็ทะลักเทสู่สุญตาทศทิศเยี่ยงแขนงกิ่งพฤกษานับไม่ถ้วน
ความรู้สึกอัศจรรย์หนึ่งพลุ่งพล่านขึ้นในใจซูอี้
ยามนั้น เขาประหนึ่งประจักษ์แก่สุญตาทั่วทิศ กฎเซียนอันไร้ลักษณ์ทั่วฟ้าดิน ปราณฮุ่นตุ้นสูงส่งบนอากาศ ปราณจิตวิญญาณแห่งฟ้าดินกระจัดกระจาย ณ จุดสูงสุดแห่งท้องนภา… ทุกสิ่งล้วนปรากฏในใจ
ขณะที่เขากำลังสัมผัสถึงสิ่งเหล่านั้น จิตสัมผัสของเขาประหนึ่งเส้นหนวดนานา ดูดซับปราณมหาวิถีอันซับซ้อนยุ่งเหยิงมามากมาย
และพลังปราณในกายชายหนุ่มก็เคลื่อนโคจร ทั่วร่างคล้ายอาบไล้ในพิรุณแสงฮุ่นตุ้นอันคลุมเครือ สารพัดความรู้สึกประดังขึ้นในใจราวสายนที
ต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิในแดนสุญตาจิตเซียนของเขาดูดซับปราณมหาวิถีอันหลั่งไหลสู่ร่างของซูอี้อย่างหิวกระหาย ปราณมหาวิถีนั้นเดิมทีปนเปมั่วซั่วอย่างยิ่ง มิเหมาะแก่การหล่อหลอมฝึกฝนเลย
ทว่าต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิหาปฏิเสธไม่!
ยิ่งกว่านั้น เมื่อกิ่งก้านของมันเขยื้อนไหว หมอกฮุ่นตุ้นก็แปรเปลี่ยนเป็นปราณมหาวิถีบริสุทธิ์ หลอมรวมเข้ากับกฎเกณฑ์มหาวิถีที่ซูอี้บรรลุ!
เป็นความรู้สึกอันอัศจรรย์
พฤกษาหมื่นภูมิประหนึ่งเตาหลอมอันสามารถช่วยให้เขาสัมผัสและดูดซับปราณมหาวิถีทั่วทิศจรดฟ้าดิน ช่วยให้ชายหนุ่มทำความเข้าใจต่อมหาวิถีและมุ่งเน้นฝึกฝนได้
ขณะเดียวกัน ปราณมหาวิถีซึ่งพฤกษาหมื่นภูมิดึงเข้ามาก็จะกลายเป็นสารอาหารเร่งการเติบโตของมัน และปราณฮุ่นตุ้นที่มันคายออกก็จะกลายเป็นอำนาจมหาวิถีบริสุทธิ์เหมือนได้รับการขัดเกลานับพันๆ ปี ซึ่งสามารถหลอมรวมเข้ากับกฎมหาวิถีของซูอี้ได้โดยตรง
ทำให้ซูอี้สามารถขัดเกลาพัฒนาอำนาจมหาวิถีของตนได้ และเคล็ดพลังเวิ้งลึกล้ำของซูอี้ก็เป็นเช่นรังนอนแห่งมารดา สามารถเลี้ยงดูและพัฒนาที่มาพลังชีวิตของต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิได้
ทุกสิ่งล้วนเชื่อมต่อกันไร้สิ้นสุด บังเกิดวัฏจักรอันลงตัวและอัศจรรย์ มหัศจรรย์เกินพรรณนา
ซูอี้อดมิได้ที่จะตะลึงงันอีกครั้ง พฤกษาหมื่นภูมินี้ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าเป็นสมบัติสำหรับฝึกฝนอันเลิศล้ำสูงสุดเท่าที่เขาค้นพบมา!
ต้องทราบว่าแม้ซูอี้จะไม่เคยเน้นความเร็วในการฝึกฝน แต่สองสามปีมานี้ การฝึกฝนของเขาก็ยังพัฒนาก้าวกระโดด เคลื่อนขอบเขตต่างๆ มิหยุดยั้ง มีเพียงด้านการทำความเข้าใจกฎเกณฑ์มหาวิถีเท่านั้นที่เคลื่อนขอบเขตได้แสนเนิบนาบ มิอาจไล่ตามความเร็วพัฒนาการฝึกฝนได้ทัน
ในอดีต เขาใช้เวลาเนิ่นนานใน ‘แดนสารทวสันต์’ แห่งตำหนักอนันตรัตติกาลเพื่อทำความเข้าใจและเสริมแกร่งกฎเกณฑ์มหาวิถีต่างๆ และเขาก็ยังต้องไปควบแน่นกฎมหาวิถีบนแท่นบรรลุวิถี ณ แดนลับสุดวิเวกในบรรพตมารล่าเวหา เขาจึงสามารถพัฒนาและแปรเปลี่ยนสภาพกฎเกณฑ์มหาวิถีของตนได้
แต่ถึงอย่างนั้น หลังก้าวเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ทำได้เพียงพัฒนากฎเกณฑ์มหาวิถีในร่างสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์เพียงผิวเผินเท่านั้น ยังห่างไกลจะเทียบชั้นอำนาจต่อสู้ปัจจุบันของตนติด
เหตุผลเป็นเพราะวิถีประจักษ์แจ้งนั้นไม่อาจประสบได้เพียงเพราะมุมานะเพียรพยายาม แต่ต้องครุ่นคิดตกตะกอนตามกาล และใช้หัวใจสัมผัสหา
แต่ยามนี้ ทุกสิ่งแตกต่างออกไป เมื่อมีต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิอยู่ มันก็จะมีประโยชน์อเนกอนันต์ ในการทำความเข้าใจและก่อกฎเกณฑ์มหาวิถีในภายหน้า! ประหยัดเวลาไปได้มาก!
“น่าเสียดายที่พฤกษาหมื่นภูมินี้เป็นเพียงต้นกล้า หาไม่ มันจะมีอำนาจพอให้ข้าท่องภพภูมิ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจม่านกั้นภูมิใดๆ ได้!” ซูอี้แอบเสียดาย
ย่อมต้องใช้เวลาอีกเนิ่นนานกว่าต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิจะโต ยามนี้ เขาไม่มีทางท่องภพภูมิอย่างอิสระได้
ซูอี้ลืมตาและลุกขึ้นจากพื้น
“ขอแสดงความยินดีกับใต้เท้าอนันตรัตติกาลด้วยที่หลอมรวมกับต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิสำเร็จ!” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวรีบเข้ามาแสดงความยินดีอย่างประจบประแจงทันที ทว่าซูอี้กลับเมินมันไปสนิท
“สหายเต๋า เจ้ารู้สึกเช่นไรบ้าง?” พยากรณ์สวรรค์อดใคร่รู้มิได้
ซูอี้จึงอธิบายปริศนาบางอย่างเกี่ยวกับพฤกษาหมื่นภูมิให้ฟังทันที
“มิเพียงสามารถเคลื่อนผ่านหมื่นภูมิ ยังสามารถดูดซับปราณมหาวิถีทั่วทิศในสุญตาฟ้าดินได้ด้วยหรือ?” พยากรณ์สวรรค์อดสะเทือนใจมิได้ “ว่าแล้วเชียว ข่าวลือนั้นถูกต้อง ผู้ใดได้ครอบครองพฤกษาหมื่นภูมิก็ประหนึ่งควบคุมกุญแจเข้าออกสรวงสวรรค์หมื่นภูมิ ดุจเทพผู้ควบคุมกฎเกณฑ์ในโลกหล้า!”
“ไปกันเถอะ” เขากล่าวกับพยากรณ์สวรรค์และพญาวิหคเผิงเทียนสลัว ก่อนจะหันกลับทางเดิม
ศึกหนักเมื่อครู่ทำให้ชายหนุ่มบาดเจ็บสาหัส อ่อนระโหยโรยแรง เขาจึงคิดออกจากที่นี่ไปฝึกฝน ณ ที่ปลอดภัย
“นายท่านซู ข้า…” พยากรณ์สวรรค์เร่งฝีเท้าตามมาแล้วมองซูอี้ด้วยดวงตากระวนกระวาย
ซูอี้กล่าวเรียบๆ “เมื่อมหาวิถีของข้าฟื้นตัว ข้าจะผนึกเคล็ดพลังเวิ้งลึกล้ำส่งให้เจ้า ไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจมันหรือไม่ มันก็ขึ้นกับความเข้าใจของเจ้าเองแล้ว”
เคล็ดพลังเวิ้งลึกล้ำนั้นพิเศษยิ่ง เปี่ยมด้วยบรรยากาศต้องห้ามร้ายแรง กระทั่งตัวซูอี้เอง ยังแสนยากจะทำความเข้าใจเคล็ดพลังมหาวิถีนี้
สิ่งสำคัญที่สุดคือ อำนาจมหาวิถีนี้ต้องสัมผัสด้วยตนเองเท่านั้น มิใช่ผู้ใดได้รับอำนาจนี้ไปก็สามารถควบคุมได้ มันไม่ได้ทดสอบเพียงความเข้าใจ แต่ต้องเข้าใจในแก่นแท้แห่งมหาวิถีด้วย
ทว่าชั่วชีวิตของพยากรณ์สวรรค์นั้นไขว่คว้าวิถีอันเกี่ยวเนื่องกับการพยากรณ์ชะตา เกี่ยวเนื่องกับยถากรรม จึงมิน่ายากหากจะทำความเข้าใจเคล็ดพลังเวิ้งลึกล้ำ
“เคล็ดพลังเวิ้งลึกล้ำ? ยอดเยี่ยม! ลึกลับซับซ้อน หลอมรวมความอัศจรรย์ ซากโบราณกว้างใหญ่ เวิ้งแห่งวิถี แดนดินไร้สิ้นสุด รากแห่งปริศนา!” พยากรณ์สวรรค์แสนตื่นเต้น อุทานออกมาอย่างชื่นชม “คำว่าเวิ้งลึกล้ำนี้ตีความเคล็ดแห่งชะตาและการแปลงยถากรรมได้อย่างชัดเจนยิ่ง!”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัว “???”
เจ้าเฒ่าเลอะเทอะนี่ก็คิดมากไปแล้วกระมัง?
“สหายเต๋า เรารู้จักกันมาเนิ่นนาน มิจำเป็นต้องขอบคุณกันมากมาย ชีวิตเฒ่าชราของข้า ภายหน้าเป็นของเจ้าแล้ว!” พยากรณ์สวรรค์ตบอกผอมแห้งของตน
ซูอี้กล่าวยิ้มๆ “ข้าจะไปอยากได้ชีวิตเจ้าเพื่อการใด? พอแล้ว ข้าช่วยเจ้าหนนี้ เจ้าเลี้ยงสุราข้าสักไหในภายหน้าก็พอ”
พยากรณ์สวรรค์นิ่งไป เงียบวจีกะทันหัน
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวอดรำพึงในใจมิได้ สิ่งใดเรียกว่ามีมาด สิ่งใดเรียกว่าองอาจยิ่งใหญ่ ก็ใต้เท้าอนันตรัตติกาลนี่ไง!
จนเมื่อออกมาถึงทางเข้าเหวสวรรค์อสูรกำสรวล พยากรณ์สวรรค์ก็กล่าวขึ้นว่า “ขอบคุณมาก”
วาจานั้นถูกกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าหนใด ไร้วาจาใดอื่น ซูอี้ตบบ่าพยากรณ์สวรรค์แล้วมิได้กล่าววจีอื่น
……
ขณะเดียวกัน… เขาปู้โจว ในหุบเขาอันเต็มไปด้วยหมอกทมิฬ
ตุ้บ! จอมราชันฮุ่นเทียนโซเซทรุดลงนั่งกระอักเลือด ทั่วร่างสั่นเทิ้ม
เลือดเนื้อร่วงลงกองตามๆ กัน กระดูกซึ่งเผยออกมาถูกห้อมล้อมด้วยปราณหายนะประหลาด ดูเละเทะราวผีสาง!
“หวังเย่!!” ดวงตาของจอมราชันฮุ่นเทียนแดงฉาน สีหน้าเปี่ยมความคลั่งแค้น
ในศึกก่อนหน้านี้ เขาดูทรงพลังร้ายกาจ ทว่าแท้จริงตัวเขาก็ย่ำแย่มิต่างกัน
ประการแรก การฝึกฝนของเขาเหือดหายไปมากจนแทบสิ้นแรงรอมร่อ ประการที่สองนั้นเกี่ยวกับหายนะเทพในร่างเขา!
โดยเฉพาะหลังซูอี้เผยดาบสุดท้ายออกมา เพื่อหลบการสังหารของดาบนั้น จอมราชันฮุ่นเทียนต้องฝืนเร่งวิถีเต๋าของตนอย่างสิ้นหวัง และมันก็ไปกระทบอำนาจหายนะเทพในร่าง
แม้ยามนี้จะรอดชีวิต แต่เมื่อหายนะเทพกำเริบขึ้น ที่มาวิถีของเขาก็ถูกกัดกร่อนอย่างร้ายแรง! แล้วเขาจะมิแค้นได้เช่นไร?
“แย่แล้ว!” ทันใดนั้น สีหน้าของจอมราชันฮุ่นเทียนก็แปรเปลี่ยน เขาพบว่าด้วยฝีมือปัจจุบันของตน ไม่อาจสะกดอำนาจหายนะเทพอันพลุ่งพล่านมิหยุดยั้งในกายได้อีกแล้ว
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป วิถีเต๋าซึ่งเสียหายร้ายแรงอยู่แล้วของเขาจะร่วงจากขอบเขตมหาศาลแน่นอน! และอาจเป็นอันตรายกระทั่งกับชีวิตเขา!
จอมราชันฮุ่นเทียนไม่มีทางลืมว่าระหว่างยุคอวสานเซียน จอมราชันมากมายประสบหายนะเทพและจบที่ดับเบญจขันธ์ ถูกทำลายสิ้นชีพมิเหลือซาก!
“เจ็บใจนัก!! อีกแค่ก้าวเดียวแท้ๆ!!” จอมราชันฮุ่นเทียนโกรธแทบบ้า
ก่อนหน้านี้ หากซูอี้ไม่ปรากฏตัว ตนเองก็คงขอให้บุตรแห่งสวรรค์สลายอำนาจหายนะเซียนในร่างไปแล้ว ทว่ายามนั้นเอง ทุกสิ่งที่เขาเพียรสร้างก็พังลงในพริบตา!
จอมราชันฮุ่นเทียนหอบหายใจหนัก พยายามสงบใจตนลง เรื่องด่วนสูงสุดในยามนี้คือช่วยชีวิตตนและไปฝึกฝนก่อน!
จอมราชันฮุ่นเทียนนำป้ายหยกดำชิ้นหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ มันเป็นสมบัติลับชิ้นหนึ่ง เมื่อขยี้มัน เขาจะได้รับความช่วยเหลือจากทวยเทพ สลายหายนะเทพในกายได้
แต่ราคาที่ต้องจ่ายก็คือ เขาต้องเป็นข้ารับใช้ให้ทวยเทพชั่วชีวิต!
ยามนี้ จอมราชันฮุ่นเทียนบาดเจ็บสาหัส รากฐานมหาวิถีรวนเร รู้ตัวดีว่าขอเพียงรอมชอมก้มหัว เขาก็จะได้รับการช่วยชีวิตโดยพลัน
ทว่าท้ายที่สุด… เขาก็เก็บป้ายหยกนั้นไป!
ในฐานะจอมราชันซึ่งครั้งหนึ่งอยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งขอบเขตมหาศาล มีหรือจะคิดยอมเป็นสุนัขรับใช้เทพ?
“ยังดีที่หนนี้ข้าได้เคล็ดวิชาจากเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณมา แม้จะไม่อาจสลายหายนะเทพได้โดยสมบูรณ์ มันก็สกัดกั้นอำนาจหายนะเทพได้ในชั่วกาลสั้นๆ ได้”
ดวงตาของจอมราชันฮุ่นเทียนวูบไหว “เมื่อข้าเยียวยาบาดแผลได้ ข้าจะไปทะเลบูรพาสักหน่อย เจ้าเฒ่านักสังหารต้องไม่อยู่ดูดาย เห็นคนตายมิช่วยเป็นแน่แท้”
“นอกจากนั้น เรายังจะยืมมือเจ้าเฒ่านักสังหารมาจัดการร่างเวียนวัฏของหวังเย่ได้ด้วย!”
ทันทีที่เขาคิดเช่นนี้ จอมราชันฮุ่นเทียนก็คลั่งแค้น ข่มเขี้ยวเคี้ยวฟันแทบแหลก
“หวังเย่เอ๋ยหวังเย่ เจ้ารอก่อนเถอะ ผู้เกลียดเจ้าเข้ากระดูกในโลกนี้หามีน้อยไม่!!”
……
คืนเดียวกันนั้น ณ แคว้นเหวิน หนึ่งในสี่สิบเก้าทวีปโลกเซียน ป่าเขาแห่งหนึ่ง
วูบ! สารพัดเส้นแสงพาดผ่านนภายามราตรี ฉีกกระชากผืนฟ้าเป็นริ้วๆ
นั่นเป็นผู้ฝึกดาบระดับราชันเซียนนับร้อยคน! พวกเขาล้วนเปี่ยมด้วยจิตสังหาร
“เจ้านั่นบาดเจ็บสาหัสอยู่ หนีไปได้ไม่ไกลหรอก”
“ส่งคนไปค้นบรรพต คนอื่นไปต่อกับข้า!”
“ขอรับ!”
ขณะกล่าว นักดาบบางคนก็แยกย้ายไปบนอากาศ นักดาบบางคนอยู่ค้นบรรพตต่อ
“เจอหรือไม่?”
“ไม่เลย”
“กระดานท่องสวรรค์เองก็มิพบเบาะแส”
“เช่นนั้นถอนกำลังเถอะ”
จนกระทั่งเนิ่นนานจากนั้น หลังจากแทบต้องขุดหาพลิกพสุธาสามฉื่อทว่าก็ยังไร้เบาะแส นักดาบกลุ่มนั้นจึงทะยานจากไป
สองเค่อต่อมา ปรากฏว่านักดาบกลุ่มนั้นกลับย่องกลับมาบุกค้นกะทันหัน! ทว่ายามนี้ พวกเขาก็ยังมิพบอันใด ท้ายที่สุดจึงต้องจากไปอีกหน
กาลเวลาคล้อยผ่าน รัตติกาลจางหาย ท้องนภาสว่างไสว ตะวันเบิกนภาสู่ทิวากาล
ในป่าเขาแดนนั้น ณ แม่น้ำกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง คลื่นวารีเชี่ยวกรากทรงพลัง
ทันใดนั้น มัจฉาตัวใหญ่อวบอ้วนตัวหนึ่งก็กระโดดขึ้นบนผิวน้ำ ร่วงหล่นลงบนตลิ่งอันเต็มไปด้วยโขดหิน
แควก! ท้องของมัจฉาใหญ่แหวกฉีก ร่างหนึ่งพลันม้วนตัวเป็นก้อน ทะยานออกมา จากนั้น เสียงกระดูกลั่นก็ดังขึ้น ร่างนั้นทวีความสูงใหญ่ กลายเป็นชายร่างผอมสูงในชุดดำผู้หนึ่ง
ตอนที่ 1,754: ขอความช่วยเหลือ
ชายชุดดำตัวสูงใหญ่ ทว่าร่างของเขากลับผ่ายผอม ใบหน้าเปี่ยมร่องรอยแห่งกาล
เขาบาดเจ็บสาหัสอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าซีดขาวไร้โลหิต ที่อกมีบาดแผลจากดาบซึ่งยังไม่ทันหาย ทะลวงผ่านเลือดเนื้อจนทะลุหลัง! ชายชุดดำแตะบาดแผลนั้นแล้วย่นหน้าด้วยความเจ็บปวด
“โชคดีที่ข้าเลี่ยงการไล่ล่านี้ได้ชั่วคราว ในที่สุดก็มีโอกาสให้คำตอบแก่ใต้เท้าจอมราชันแล้ว…” ชายชุดดำเผยสีหน้าโล่งใจ
หากซูอี้อยู่ที่นี่ เขาจะจำได้แน่นอนว่าชายชุดดำคือชีฝูเฟิง!
กาลก่อน ณ แดนบรรลุสรวงเขากวางขาวแห่งแคว้นจิ่ง ชีฝูเฟิงและซูอี้ได้พานพบ ก่อนซูอี้จะออกภารกิจให้เขาไปทำ และพวกเขาก็ได้พบกันอีกในทวีปกกพิสุทธิ์
หลังจากนั้น ชีฝูเฟิงก็รับคำสั่งของซูอี้ ออกไปสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการล่มสลายของเผ่าภูตปี้อั้น และยามนี้ เขาพบเบาะแสอันมีค่าแล้ว!
หือ?!
ทันใดนั้น ใต้ท้องนภาแสนห่างไกลมีเสียงแหวกอากาศแว่วมา นักดาบกลุ่มหนึ่งขี่รุ้งทะยานเข้ามาทางนี้
มาอีกแล้ว! สีหน้าของชีฝูเฟิงแปรเปลี่ยนฉับพลัน หันหลังจากไปทันที
ขณะเดียวกัน ยันต์ลับชิ้นหนึ่งก็ปรากฏในมือเขา ยันต์ลับนี้ ซูอี้ให้ไว้ เพียงขยี้มัน เขาก็จะติดต่อซูอี้ได้! หากเข้าตาจนไร้หนทางจริงๆ ชีฝูเฟิงก็จะขยี้ยันต์ลับนี้โดยไร้ลังเล
……
เขาปู้โจว แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว ณ ถ้ำศักดิ์สิทธิ์แดนสุขาวดีเลิศล้ำแห่งหนึ่ง ซูอี้ทำสมาธิอยู่อย่างเงียบเชียบ
ครานี้ เขาเหยียบย่ำลัทธิหมื่นวิญญาณ เก็บเกี่ยวสินสงครามมาได้มาก ทว่าสินสงครามส่วนใหญ่ไม่อาจเข้าตาซูอี้ได้
เหตุผลนั้นก็แสนจนใจ เป็นเพราะหลังเขาก้าวสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ กระทั่งโอสถมหาเซียนทั่วไปยังไม่อาจสนองความต้องการฝึกตนของชายหนุ่มได้อีก
โชคดีที่ลัทธิหมื่นวิญญาณมีพื้นเพอันมั่งคั่ง สมบัติมหาเซียนสารพัดมิขาดมือ ซึ่งยามนี้พวกมันทั้งหมดต่างอยู่ในมือซูอี้แล้ว
ส่วนสินสงครามอื่นๆ ซูอี้ก็เก็บเรียบไม่ให้เหลือ ตั้งใจใช้มันสร้างตำหนักอนันตรัตติกาลขึ้นใหม่ในภายหน้า
นอกจากนั้น สามสำนักทั้งแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว มหาดาราและเทียนเสวียนล้วนส่งของขวัญมาให้เขามากมาย พวกมันล้วนแต่เป็นวัตถุดิบสูงสุด สมบัติเลิศล้ำแห่งฟ้าดินของแต่ละสำนัก
แน่นอน ซูอี้ย่อมไม่ปฏิเสธ เขารับมาทั้งหมด
ครานี้ การที่เขาเหยียบย่ำลัทธิหมื่นวิญญาณด้วยตัวตนเดียว เทียบได้กับการช่วยเหลือพวกเขาสามขุมกำลังกำจัดศัตรูร้าย คลี่คลายหายนะให้พวกเขาเช่นกัน การที่พวกเขาจะส่งสมบัติมาแสดงความขอบคุณจึงสมเหตุสมผล
ซูอี้มุ่งเน้นฝึกฝน ส่วนสิ่งที่งานยุ่งที่สุดก็คือเตาเสริมสวรรค์
สินสงครามกองเป็นภูเขา พวกมันล้วนต้องนำเข้าไปหลอมในเตาเสริมสวรรค์ บ้างหลอมเป็นโอสถ บ้างทำเป็นวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์ ยุ่งหัวปั่นสุดๆ
อันที่จริง แดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วก็งานยุ่งมากเช่นกัน พวกเขาง่วนกับการส่งยอดฝีมือไปตามล่าเดนตายจากลัทธิหมื่นวิญญาณ ชิงอาณาเขตซึ่งเดิมเป็นของลัทธิหมื่นวิญญาณ
ยามหนึ่งวาฬสิ้นชีพ สรรพชีวิตเบ่งบาน ลัทธิหมื่นวิญญาณล่มสลาย พื้นที่ใต้อิทธิพลของมันจึงไร้เจ้าของ ถูกสามสำนักแบ่งสรรกันไป
……
สองวันจากนั้น ซูอี้ตื่นขึ้นจากภวังค์สมาธิ บาดแผลบนร่างถูกเยียวยาหายดีแล้ว และการฝึกฝนของเขาก็พัฒนาขึ้น!
ยิ่งกว่านั้น จากการช่วยเหลือของต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิ กฎเกณฑ์ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ในร่างของเขายังได้รับการหลอมรวมสมบูรณ์ กล่าวได้ว่าเข้าสู่ขอบเขตอย่างเต็มภาคภูมิ
“การฝึกฝนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์นั้นเน้นไปที่การทำความเข้าใจมหาวิถี ควบรวมกฎวิถีเซียนมากกว่า และในชั่วกาลอันสั้นก็เป็นการยากจะเคลื่อนขอบเขตฝึกฝนได้…” ซูอี้ครุ่นคิด
สี่ขอบเขตแห่งวิถีเซียน ขอบเขตจักรวาลและสุญตานั้นขัดเกลาได้โดยการฝึกฝนและรากฐานวิถีเซียน ในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ แม้การฝึกฝนจะยังสำคัญยิ่ง ทว่าสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าคือการควบรวมกฎเกณฑ์ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์! ยิ่งทำความเข้าใจและสร้างกฎขอบเขตศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่ง ยิ่งขัดเกลาพัฒนาการฝึกฝนได้สูงส่งเท่านั้น
ในแดนเซียนนั้น เป็นการยากสำหรับตัวตนวิถีเซียนส่วนใหญ่ในการเคลื่อนออกจากขอบเขตราชันเซียนชั่วชีวิต เหตุผลนั้นก็เป็นเพราะกฎเกณฑ์ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ที่พวกตนสร้างนั้นไม่ดีพอ
การฝึกฝนและรากฐานมหาวิถีพัฒนาได้ด้วยการหมั่นพากเพียรฝึกฝนหรือกินโอสถ ทว่า ยามสร้างกฎเกณฑ์ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ เรื่องเหล่านี้มิอาจช่วยได้เลย!
สรุปคือ การควบรวมกฎเกณฑ์ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์นั้นคือการทำความเข้าใจและควบคุมมหาวิถี เป็นบททดสอบความเข้าใจ ความเพียรและการตกตะกอน หากไม่สามารถถือครองกฎเกณฑ์ขอบเขตศักดิ์สิทธิชั้นหนึ่งได้ โอกาสพิสูจน์ตนสู่ขอบเขตอัศจรรย์เป็นมหาเซียนในภายหน้าก็จะเป็นศูนย์!
ทว่าเรื่องทั้งหมดนี้หาครณามือซูอี้ไม่ เขาเข้าใจเคล็ด ‘หมื่นวิถีรวมเป็นหนึ่ง’ อยู่แล้ว และได้หลอมรวมอำนาจมหาวิถีในกายเข้ากับวิถีดาบของตน ในหมู่อำนาจมหาวิถีที่เขาบรรลุ อำนาจมหาวิถีอย่างวัฏสงสารและเวิ้งลึกล้ำนั้นกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในฟ้าดินอย่างจริงแท้!
ทั้งหมดนี้ทำให้กฎเกณฑ์ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ที่ซูอี้สร้างขึ้นน่าสะพรึงยิ่งนัก!
หือ? ทันใดนั้น ซูอี้ก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะนำยันต์ลับชิ้นหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ
ยันต์ลับสั่นสะท้าน ปราณวูบไหวไปมา
เมื่อจิตสัมผัสของซูอี้ทะลวงเข้าตรวจสอบ สีหน้าของเขาพลันย่ำแย่
ยันต์ลับนั้นมีข้อความหนึ่งเขียนว่า ‘ผู้น้อยชีฝูเฟิงติดอยู่ในนครเซียนเหลืองเมฆาแห่งแคว้นเหวิน! กำลังประสบ…’
ข้อความนั้นขาดไปกะทันหัน มิต้องสงสัยเลยว่าชีฝูเฟิงกำลังตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงจนต้องขยี้ยันต์ลับที่ให้ไว้ และชีฝูเฟิงก็ไม่มีเวลากระทั่งจะต่อประโยคในยันต์ลับให้จบ จึงคาดเดาได้ว่าสถานการณ์ที่อีกฝ่ายเผชิญเร่งด่วนกะทันหันเพียงใด
“หรือเขาจะไปกระตุ้นหายนะถึงชีวิตใดๆ จากการสืบค้นสาเหตุการล่มสลายของเผ่าภูตปี้อั้น?” ซูอี้ขมวดคิ้ว
เดิมที ชายหนุ่มตั้งใจจะฝึกฝนในแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้วสักพัก แต่ยามนี้เขาต้องเปลี่ยนแผน เขาลุกขึ้นเดินออกจากถ้ำโดยไร้ลังเล
……
ในโถงกว้างแห่งหนึ่ง พยากรณ์สวรรค์กำลังเสวนากับมหาเซียนข่งเย่และอิ้งซิ่ว พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเองก็อยู่ด้วย
เมื่อซูอี้มาถึง ทุกผู้ต่างรีบร้อนมาต้อนรับ ทว่าซูอี้ไม่พูดพร่ำทำเพลง เข้าประเด็นทันที “วิหคปากเสีย พาข้าไปแคว้นเหวินที”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวตอบรับไร้ลังเล มันไม่ถามเหตุผลใดๆ ขอเพียงมันได้กระทำการใดเพื่อรับใช้ใต้เท้าอนันตรัตติกาล มันก็แสนดีใจเนื้อเต้นแล้ว
“สหายเต๋า เกิดอันใดขึ้นหรือ?” พยากรณ์สวรรค์อดกล่าวมิได้
“มิใช่เรื่องใหญ่ใด ข้าจัดการเองได้” ซูอี้ว่าพลางหันเดินออกไปนอกโถงใหญ่
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวรีบร้อนตามไป
ไม่นานนัก ลำนำวิหคก็กู่ก้อง พร้อมๆ กับร่างของพญาวิหคเผิงเทียนสลัวขยายแปรเปลี่ยนเป็นพันจั้ง แบกร่างซูอี้ทะยานเวหา หายลับไปในพริบตา
“หนนี้ มิอาจรู้เลยว่าใครกำลังจะอับโชค” พยากรณ์สวรรค์พึมพำ เขาเห็นได้ว่าซูอี้กำลังอารมณ์เสีย! กำลังจะมีคนซวยเป็นแน่แท้!
“จากลาหนนี้ มิอาจทราบได้เลยว่าจะได้พานพบใต้เท้าจอมราชันอีกเมื่อใด…” อิ้งซิ่วเหม่อลอยเล็กน้อย เดิมที นางก็อยากจะปรึกษากับใต้เท้าจอมราชันเกี่ยวกับการฝึกตนอยู่ แต่ยามนี้ ดูเหมือนนางจะไร้โอกาสเสียแล้ว
“ภายหน้าต้องมีโอกาสได้พานพบเป็นแน่แท้” มหาเซียนข่งเย่กล่าวอย่างอบอุ่น แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่เขาก็รู้แก่ใจว่าบุคคลอย่างจอมราชันอนันตรัตติกาลนั้นเป็นเช่นมังกรอันมิอาจพบเห็นได้โดยง่าย ยามนี้ เกรงว่าคงยากจะพบพานกันอีกในชั่วกาลอันสั้น
“ยายหนูน้อย อย่าคิดหน้ามืดตามัวเชียว บรรพชนของเจ้าและเขาเป็นสหายร่วมรุ่น สำหรับเขา เจ้าเป็นผู้น้อยด้อยอาวุโสยิ่ง” พยากรณ์สวรรค์กล่าวกับอิ้งซิ่ว
อิ้งซิ่วผงะไป ใบหน้างดงามแดงก่ำ กล่าวขึ้นว่า “ข้าถือใต้เท้าจอมราชันเป็นผู้อาวุโสสูงส่ง ไฉนเลยจะมี… ความคิดเป็นอื่น?”
นางลอบพึมพำในใจว่า ยิ่งกว่านั้น ใต้เท้าจอมราชันเวียนวัฏฝึกฝนใหม่มาเนิ่นนาน ยามนี้เขาเป็นเพียงชายหนุ่มผู้หนึ่งชัดๆ!
……
ฟ้าว!
ภายใต้ท้องนภา พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเป็นเช่นเส้นแสงพุ่งพลิ้วทะยานเวหา เผยความเร็วน่าสะพรึงกลัว
ซูอี้นั่งขัดสมาธิบนหลังพญาวิหคเผิงเทียนสลัว ในมือถือไหสุรา ผ่อนคลายเยือกเย็น รักษาความสงบแห่งใจทุกสถานการณ์ใหญ่โต
แม้จะเป็นห่วงสถานการณ์ของชีฝูเฟิง เขาก็อารมณ์ปั่นป่วนเสียเองมิได้ ยามนี้ ชายหนุ่มคาดเดาได้เพียงว่าชีฝูเฟิงพบสถานการณ์กะทันหันในนครเซียนเหลืองเมฆาแห่งแคว้นเหวิน ไร้เบาะแสอื่นใด ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ต้องทำก็คือไปให้ถึงนครเซียนเหลืองเมฆาโดยเร็วที่สุดเพื่อสืบสถานการณ์ก่อน
เพราะเหตุนี้เอง ซูอี้จึงใช้พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเป็นพาหนะ แม้วิหคปากเสียนี้จะหยาบคายและช่างประจบไปสักหน่อย มันก็ยังเป็นมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลาย มีพรสวรรค์ด้านความเร็วแต่กำเนิด หากเดินทางไม่หยุดพักด้วยความเร็วระดับมัน ไม่ถึงวันก็ถึงนครเซียนเหลืองเมฆาแล้ว!
“แคว้นเหวิน… นี่คือถิ่นฐานสำนักเซียนหมื่นดาบ”
ซูอี้พลันจำบางอย่างขึ้นได้ ในการไล่ล่าเมื่อคราวก่อน สำนักเซียนหมื่นดาบส่งมหาเซียนสามผู้มาเข้าร่วม จวบยามนี้ ซูอี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดสำนักเซียนหมื่นดาบจึงทำเช่นนี้
เพราะถึงอย่างไร ชาตินี้ เขาก็มิเคยล่วงเกินอีกฝ่ายมาก่อน กระทั่งในอดีตชาติ เขายังมีความสัมพันธ์อันดีกับสำนักเซียนหมื่นดาบด้วยซ้ำไป และบรรพชนผู้ก่อตั้งของพวกเขา ซูฝูซื่อก็เป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายของหวังเย่!
กระทั่ง ‘อนุสรณ์ดาบ’ อันลือนามของสำนักเซียนหมื่นดาบ หวังเย่ยังเป็นผู้มอบให้ไว้!
แต่แม้เขาจะเดาสาเหตุมิออก ซูอี้ก็ยังจำได้แม่นยำว่ายามตนสังหารเถาเฉียน มหาเซียนจากสำนักเซียนหมื่นดาบลง อีกฝ่ายได้กล่าวไว้ว่า
‘หากเจ้าคือจอมราชันอนันตรัตติกาลจริง เจ้าอย่าไปสำนักเซียนหมื่นดาบในภายหน้าจะดีกว่า หาไม่ เจ้าตายแน่!’
เถาเฉียนกระทั่งใช้ความตายของตนพิสูจน์ว่าวาจานี้มิใช่เพียงลมปาก! ยามนั้น ซูอี้คาดว่าสำนักเซียนหมื่นวิญญาณน่าจะคาดเดาตัวตนของเขาได้ก่อนเข้าร่วมการไล่ล่าแล้ว
จากนี้ก็อนุมานต่อได้ว่า สำนักเซียนหมื่นดาบเกิดปัญหาใหญ่! เพราะถึงอย่างไร ใครเล่าในแดนเซียนจะมิทราบความสัมพันธ์ของอดีตชาติเขากับสำนักเซียนหมื่นดาบ?
“หากช่วยชีฝูเฟิงได้สำเร็จหนนี้ ข้าก็จะไปสำนักเซียนหมื่นดาบต่อ” ซูอี้ตัดสินใจ ไม่ใช่เพราะจะล้างแค้น เขาแค่อยากค้นหาความจริง!
วันถัดมา แคว้นเหวิน ในป่าเขาอันห่างไกลจากนครเซียนเหลืองเมฆาหลายร้อยลี้ ยามเย็น
ท้องนภาปกคลุมด้วยเมฆาหนาทึบ บรรยากาศร่ำๆ คล้ายฝนจะตก
“พอแล้ว ส่งที่นี่แหละ” ซูอี้กล่าว
ทันใดนั้น พญาวิหคเผิงเทียนสลัวก็รวบปีกพุ่งตัวร่อนลงในป่าเขา ซูอี้ก้าวลงบนพื้น
“รบกวนเจ้าแล้ว” ซูอี้กล่าวอย่างเลื่อนลอย ร่างของพญาวิหคเผิงเทียนสลัวหดเหลือเพียงฉื่อ
จากการเดินทางเต็มความเร็วมาทั้งวัน มันเหนื่อยจนหอบแทบขยับเขยื้อนไม่ได้ อยากล้มตัวลงนอนแผ่พักผ่อนกับพื้นเต็มที
ทว่ามันก็ยังคงยิ้มอย่างประจบประแจง “เป็นบุญวาสนาของข้าแล้วที่ได้รับใช้ใต้เท้าอนันตรัตติกาล จะลำบากอันใดเชียว?”
ซูอี้นำโอสถมหาเซียนระดับสูงสุดซึ่งเตาเสริมสวรรค์หลอมมาได้โยนให้พญาวิหคเผิงเทียนสลัว ก่อนกล่าวถามขึ้นว่า “เจ้าจะรอที่นี่ หรือจะเข้าเมืองไปกับข้า?”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวอ้าปากกลืนโอสถ กล่าวตกปากรับคำ “ใต้เท้าไปที่ใด ผู้น้อยก็ย่อมติดตามรับใช้มิห่างขอรับ!”
แล้วทั้งสองก็เดินไปยังนครเซียนเหลืองเมฆาซึ่งอยู่ไกลๆ ทันที
ตอนที่ 1,755: เบาะแส
รัตติกาลคืบคลาน ฟ้าดินมืดสลัว เมฆาดำหนาก่อตัวใต้ท้องนภา เกิดเป็นภาพ ‘เมฆาทมิฬถล่มนครทลายแดน’
ในนครเซียนเหลืองเมฆา ตรอกซอยต่างๆ ล้วนสว่างไสว ทว่าก็มิอาจขับไล่บรรยากาศหดหู่แห่งฟ้าดินได้
ณ จวนเจ้านคร แสงไฟเจิดจรัส เจ้านครเยว่เหวินกำลังเลี้ยงฉลอง ผู้เข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ล้วนแต่เป็นผู้สูงส่งมีอำนาจในเมือง กล่าวได้ว่าแขกเหรื่อเต็มจวน
เยว่เหวินสวมชุดผ้าแพร หนวดเคราพลิ้วเยี่ยงกิ่งหลิว ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ในฐานะราชันเซียนอาวุโส เขาอยู่ในนครเซียนเหลืองเมฆามาเก้าพันปี เป็นที่เลื่องลือในความลึกล้ำดุจทะเล รอบรู้เหนือผู้ใด
“ใต้เท้าเจ้านครเคยได้ยินเรื่องการล่มสลายของลัทธิหมื่นวิญญาณหรือไม่?” ทันใดนั้น คนผู้หนึ่งก็ถามขึ้น
เยว่เหวินพยักหน้า “เพิ่งได้ยินวันนี้เลย”
ว่าแล้ว สีหน้าของเขาก็เผยอารมณ์อันปรวนแปรเล็กน้อย “ใครเล่าจะคาดคิดว่าเจ้าคนชื่อเสิ่นมู่นั่น มิเพียงไม่ตายตกในหุบเหวหมอกดำ แต่ยังบุกเดี่ยวไปถล่มลัทธิหมื่นวิญญาณแห่งเขาปู้โจวเสียจนเละเทะ!”
วาจาของเขาเร้าให้เกิดเสียงสนับสนุนมากมาย เสิ่นมู่! หรือก็คือซูอี้
ตลอดกาลผ่านมาเขาช่างโดดเด่นยิ่ง ก่อกระแสคลื่นในแดนเซียนเกินคณานับ กล่าวได้ว่าเป็นที่สนใจทั่วโลกหล้า! เดิมที ทุกผู้ล้วนคิดว่าชายหนุ่มตายตกไปในหุบเหวหมอกดำ พร้อมๆ กับมหาเซียนที่ไล่ล่าเขาไปแล้ว
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าสองวันก่อน ข่าวซูอี้ถล่มลัทธิหมื่นวิญญาณโดยลำพังจะแพร่ออกเยี่ยงพายุคลั่งทั่วแดนเซียน ก่อเกิดเป็นเสียงลือลั่นสนั่นโลกาขึ้นอีกหน!
ซูอี้ยังไม่ตาย! ยิ่งกว่านั้น เขายังทำลายยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิหมื่นวิญญาณอันมีเทพอยู่เบื้องหลังลงได้!! สิ่งนี้ทำให้ขุมกำลังเซียนมากมายตกตะลึง
“เมื่อซูอี้ทำเช่นนี้ เขาไม่กลัวถูกเทพคิดบัญชีบ้างหรือ?” หลายคนงุนงง
ลัทธิหมื่นวิญญาณคือขุมกำลังเซียนอันมีเทพหนุนหลัง ซูอี้ถล่มมันลง เป็นการลบหลู่เทพโดยแท้!
“ไม่ว่าอย่างไร ซูอี้ผู้นี้ก็กลายเป็นผู้ร้ายกาจอันดับหนึ่งในระดับราชันเซียนแห่งโลกหล้าแล้ว! ผ่านไปไม่ถึงปี มหาเซียนหลายสิบก็ตายตกด้วยมือเขา! น่ากลัวจริงๆ!”
“เขามีที่มาเช่นไรกัน ไฉนเราจึงไม่เคยได้ยินนามมาก่อนเลย?”
….เมื่อประเด็นเสวนาอยู่ที่ซูอี้ พวกเขาก็ล้วนตะลึงทึ่ง
“ผู้ร้ายกาจอันดับหนึ่งในระดับราชันเซียน?” เยว่เหวินหัวเราะเยาะเย้ย “ทุกท่าน ขณะนี้ซูอี้นับเป็นศัตรูร่วมของยักษ์ใหญ่วิถีเซียนมากมายในโลกหล้าแล้ว! ยิ่งยามนี้เขาโด่งดังยิ่งตายแย่ยามถูกคิดบัญชี!”
ทุกผู้นิ่งไป แสดงสีหน้าแตกต่างกัน จริงดังว่า ซูอี้ผู้นี้โดดเด่นเกินไป ล่วงเกินยักษ์ใหญ่วิถีเซียนมิอาจทราบได้ว่ากี่แห่ง ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก มีหรืออนาคตจะงดงามสว่างไสว?
“แม้ลัทธิหมื่นวิญญาณจะมีเทพหนุนหลัง เทพก็มายังโลกหล้าโดยแท้จริงมิได้อยู่ดี” เยว่เหวินกล่าวเนิบๆ “แต่ยักษ์ใหญ่วิถีเซียนเหล่านั้นไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นรากฐานและมรดกที่มี ต่างก็ไม่อาจเทียบชั้นกับลัทธิหมื่นวิญญาณได้”
“อย่าว่าแต่เรื่องใดอื่น เบื้องหลังยักษ์ใหญ่วิถีเซียนเหล่านั้น แห่งใดบ้างไร้ตัวตนขอบเขตมหาศาลค้ำจุน?”
“จริงอยู่ที่ตัวตนขอบเขตมหาศาลเหล่านั้นเร้นกายจากหายนะเทพมาเนิ่นนาน ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลกอีกต่อไป แต่หากถูกบีบบังคับ ก็ไม่ยากหากจะฆ่าคนบ้าอย่างซูอี้!”
ว่าแล้ว เขาก็ยกจอกขึ้นจิบ กล่าวช้าๆ ชัดๆ “หากสวรรค์ลิขิตให้คนตาย พวกเขาก็จะเป็นบ้าหน้ามืดตามัว ข้าว่านะ ในเมื่อซูอี้เผยร่องรอย เขาก็อยู่ได้อีกไม่นานหรอก!”
วาจานั้นได้รับการสนับสนุนมากมาย ทว่ายังมีบางผู้กล้าไม่เห็นด้วย ด้วยหากซูอี้ผู้นั้นฆ่าง่ายจริงๆ มหาเซียนเหล่านั้นหรือจะตายตกอย่างน่าอนาถ? ลัทธิหมื่นวิญญาณจะล่มสลายได้เช่นไร?
ต้องทราบว่ายักษ์ใหญ่วิถีเซียนในโลกหล้าเหล่านั้นมิได้กล้าล่วงเกินลัทธิหมื่นวิญญาณง่ายๆ! นอกจากนั้น หากตัวตนขอบเขตมหาศาลเหล่านั้นกล้าออกมาเคลื่อนไหวจริงๆ พวกเขาไม่กลัวต้องหายนะเทพหรือไร?
วาจาเหล่านั้นถูกคิดในใจ ทว่ามิได้กล่าวออกมา เพราะถึงอย่างไร ที่นี่ก็คือจวนเจ้านคร ถิ่นของเยว่เหวิน
เปรี้ยง! เสียงอสนีบาตกึกก้องในราตรี อัสนีจรัสแสงวูบไหวน่าสะพรึงกลัว แขกบางผู้ผงะตกใจ
เยว่เหวินกล่าวอย่างแผ่วเบาสุขุม “ดูเหมือนฝนกำลังจะตก เป็นบรรยากาศอันเหมาะสมสูงสุดแก่การร่ำสุราสำราญ”
ทันทีที่สิ้นเสียง พิรุณหนาทึบก็โปรยปรายกระทบชายคา เกิดเป็นเสียงสนั่นระรัวดุจเสียงกลอง จวนเจ้านครปกคลุมด้วยพายุและเมฆา ในโถงสว่างไสวเปี่ยมเสียงเสสรวล
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งก็ดังออกมาจากในม่านพิรุณนอกโถงหลัก ปะปนกับเสียงฝนยากระบุได้ แล้วเสียงฝีเท้านั้นค่อยๆ เข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น องครักษ์ซึ่งประจำนอกโถงหลักบางคนรู้ตัวเป็นผู้แรก
“นั่นใคร!”
“เจ้านครเยว่เหวินอยู่ที่นี่หรือไม่?” หนึ่งเสียงกล่าวอย่างเฉยเมย
“บังอาจนัก บุกรุกจวนเจ้านคร แล้วยังกล้าเรียกเจ้านครข้าด้วยชื่อห้วนๆ อีก สมควรตาย!”
ตุ้บ! ตุ้บ!
เกิดเสียงทึบๆ ขึ้น เหล่าองครักษ์ล้มลงสิ้นสติกับพื้น เสียงเหล่านี้ทำให้ทุกผู้ในโถงหันมาสนใจ รวมตัวเป็นกระจุก หยุดการเคลื่อนไหวแล้วมองไปนอกโถง
ใครกันที่ใจกล้าพอบังอาจบุกก่อเรื่องในจวนเจ้านคร?
พิรุณกระหน่ำ อสนีบาตกรุ่นก้อง ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งเดินมาไกลๆ พิรุณโปรยปรายถูกขวางไว้ก่อนทันเข้าใกล้ร่างนั้น อสนีบาตสายหนึ่งแหวกผ่านราตรี และแสงวูบไหวนั้นทำให้ทุกผู้ได้เห็นผู้มาอย่างชัดเจน
เขาสวมอาภรณ์สีเขียว ใบหน้าหล่อเหลา เดินทอดน่องผ่อนคลายท่ามกางสายฝนยามวิกาล เขาคือซูอี้ ทว่าทุกผู้ในโถงกลับรู้สึกแปลกหน้ายิ่ง
“ท่านคือใคร และไฉนจึงมาที่นี่?” ผู้ทรงอำนาจคนหนึ่งในจวนเจ้านครกล่าวขึ้นด้วยเสียงลุ่มลึก
ซูอี้ก้าวเข้าประตูโถง กวาดสายตามองทุกผู้และกล่าวถาม “ใครคือเยว่เหวิน?”
บรรยากาศซึ่งเดิมครึกครื้นพลันเงียบสงัด ผู้คนดูตะลึง เห็นแล้วว่าผู้มามิมาดี
“ข้าเอง ไม่ทราบท่านมีธุระใดหรือ?” เยว่เหวินนั่งกับที่ ดวงตาเย็นเยียบ
ชายหนุ่มผู้หนึ่งกล้าบุกรุกถิ่นที่อยู่ของเขา วอนตายโดยแท้!
ซูอี้ว่า “เย็นวานนี้ สหายผู้หนึ่งของข้าหายไปที่นี่ เจ้าน่าจะรู้เรื่องนี้หรือไม่?”
ม่านตาของเยว่เหวินหดตัวเงียบเชียบ เขากล่าวเสียงลุ่มลึก “ขอบังอาจถาม สหายของท่านคือใคร หรือ?”
ซูอี้ตอบ “ชีฝูเฟิง”
เยว่เหวินผงะไป ก่อนจะพลันเสสรวล ดวงตาล้อเลียน “ว่าเช่นนี้ เจ้าก็คือผู้สมรู้ร่วมคิดของชีฝูเฟิงหรือ?”
ว่าแล้ว เขาก็ลุกขึ้นกล่าวด้วยดวงตาเย็นเยียบ “มิน่าเล่า ใต้เท้าหลู่จึงกล่าวไว้ก่อนจากว่าชีฝูเฟิงขอความช่วยเหลือจากโลกภายนอก อาจมีผู้สมรู้ร่วมคิดอื่นอยู่ ให้ข้าตั้งใจตรวจสอบ ที่แท้ก็มีอยู่จริงๆ!”
เขาดูแสนปรีดา พินิจซูอี้หัวจรดเท้า “แต่ว่า ข้ามิคาดเลยว่าเจ้าจะโง่พอพาตนเองมาหาถึงที่!”
เหล่าแขกเหรื่อมองหน้ากันอย่างงุนงง
ซูอี้ว่า “หมายความว่าชีฝูเฟิงอยู่ในมือพวกเจ้าหรือ?”
เยว่เหวินแย้มยิ้มกล่าวว่า “อย่าห่วงเลย ไม่นานเจ้าจะได้พบชีฝูเฟิงเอง! และระหว่างรอเจ้า ข้าก็เตรียมของขวัญใหญ่ไว้ให้เจ้าแล้ว!”
เพิ่งสิ้นคำ ไกลออกไปในโถง ตัวตนกลุ่มหนึ่งพลันปรากฏ มีทั้งหมดเก้าคน ยืนกระจายตามที่ต่างๆ ปราณราชันเซียนจากร่างปกคลุมทั่วแดนดิน ห่าพิรุณแตกกระจาย เมฆดำเหนือสรวงแหลกสลาย
เห็นเช่นนี้ เหล่าแขกในโถงต่างหน้าเปลี่ยนสี พวกเขาล้วนลุกขึ้นตามๆ กันอย่างมิอาจนั่งติดที่
เยว่เหวินแย้มยิ้มกล่าวว่า “อย่าแตกตื่นไป หลังจับเหยื่อซึ่งส่งตนมาถึงที่แล้ว เราจะกินเลี้ยงกันต่อ”
ทางด้านซูอี้ เขามองภาพนี้อย่างเงียบเชียบ และกล่าวว่า “ฆ่าคนพวกนั้นก่อน”
“ขอรับ!” หนึ่งเสียงดังออกมาจากนอกโถงหลัก แล้วจากนั้น… เงาดำสายหนึ่งก็ปรากฏจากอากาศธาตุ วูบไหวไปมาบนสุญญะ รวดเร็วราวอัสนี
ฉัวะ! ฉูด! ฉึก!
ราชันเซียนทั้งหลายซึ่งยืนกระจัดกระจายตามที่ต่างๆ ล้วนถูกเชือดคอลงแน่นิ่งกับพื้น ตั้งแต่ต้นจนจบ ไร้ผู้ใดฝืนต้านขัดขืนได้ กระทั่งจะไหวตัวยังสายไป!
เพียงพริบตา ทั้งทัพก็พังทลาย และยามนี้ ทุกผู้ก็เห็นถนัดตาว่าเป็นฝีมือวิหคทมิฬตัวใหญ่สูงหนึ่งฉื่อ!
เฮือก! เกิดเสียงสูดปากดังขึ้น
แขกเหรื่อในโถงหลักต่างตกตะลึง เย็นเยือกทั้งกายราวร่วงลงสู่ถ้ำน้ำแข็ง ก่อนหน้านี้ เจ้านครเยว่เหวินบอกพวกเขาอย่าแตกตื่น ทว่าพวกเขาจะมิแตกตื่นได้เช่นไร?
แม้กระทั่งตัวเยว่เหวินเองก็อดตะลึงมิได้ มือเท้าเย็นยะเยือก สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างสมบูรณ์
“เจ้า…” เขาอ้าปากจะพูดบางอย่าง ทว่าก็ถูกซูอี้คว้ายกขึ้นบนอากาศ
“ชีฝูเฟิงอยู่หนใด?”
สีหน้าของซูอี้ยังราบเรียบเช่นก่อน ทว่ายามนี้ ทุกผู้ต่างเย็นยะเยือกสั่นสะท้าน หัวใจหวาดผวา
ชายหนุ่มผู้นี้เป็นใครกัน ไฉนจึงร้ายกาจเพียงนี้? เพียงยกมือขึ้น เขาก็จับตัวเยว่เหวิน ราชันเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์ได้!!
“เขา… เขาถูกพาตัวไปแล้วเมื่อวาน” เยว่เหวินสั่นสะท้านทั่วกาย ลิ้นพันแทบพูดมิเป็นคน ตื่นกลัวจนคุมสติมิได้
“ใครพาเขาไป?”
“ผู้อาวุโสเก้าหลู่หยาง คนของสำนักในแห่งสำนักเซียนหมื่นดาบ!”
สำนักเซียนหมื่นดาบ?
ซูอี้หรี่ตาลงอย่างประหลาดใจ ไม่คาดเลยว่าการหายตัวไปของชีฝูเฟิงจะเกี่ยวข้องกับสำนักเซียนหมื่นดาบ หรือจะบอกว่าข้อเท็จจริงของการล่มสลายของเผ่าภูตปี้อั้นที่ชีฝูเฟิงออกสืบเสาะจะเกี่ยวข้องกับสำนักเซียนหมื่นดาบ?
เมื่อคิดเช่นนี้ ซูอี้ก็ถามว่า “พวกเขาไปที่ใด?”
เยว่เหวินตอบ “สำนักเซียนหมื่นดาบ!”
ซูอี้ถามอีกครั้ง “ในเมื่อนี่เป็นเรื่องของสำนักเซียนหมื่นดาบ ไฉนชีฝูเฟิงจึงมาปรากฏในนครของเจ้า?”
เม็ดเหงื่อเย็นเฉียบผุดขึ้นบนหน้าผากของเยว่เหวิน “เมื่อวานนี้ ชีฝูเฟิงหนีมายังนครเซียนเหลืองเมฆา แล้วสำนักเซียนหมื่นดาบก็สั่งให้จวนเจ้านครเราส่งยอดฝีมือออกค้นหา เมื่อจับตัวชีฝูเฟิงได้ เราก็พาเขามายังจวนเจ้านครขอรับ”
ว่าแล้ว เขาก็รีบร้อนอธิบาย “ใต้เท้า เราทั้งหลายก็กระทำการตามคำสั่ง หาบิดพลิ้วได้ไม่ หวังว่าท่านจะเมตตา…”
กร๊อบ! คอของเยว่เหวินถูกหัก ร่างแปรเปลี่ยนเป็นธุลีปลิดปลิว
ซูอี้หันหลังจากไป เขารักษาคำพูดเยี่ยงทองคำแต่ต้นจนจบ เฉยชาเยือกเย็น มิต่อความยาวสาวความยืด ทว่าการกระทำอันดุร้ายอหังการของเขาทำให้ทุกผู้ในโถงตกตะลึง
จนเมื่อเขาออกมาจากโถงหลัก ซูอี้จึงกล่าวว่า “เรื่องนี้ที่เหลือยกให้เจ้า ข้าจะรอที่นอกเมือง สองเค่อจากนี้ เราจะออกเดินทางไปสำนักเซียนหมื่นดาบกัน”
พูดจบ เขาก็ไพล่มือไว้เบื้องหลัง สัญจรจากไปไกล
“ขอรับ!” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวรับบัญชา
แย่แล้ว!
เหล่าแขกล้วนหน้าซีดขาว พวกเขาแค่มางานเลี้ยง มีหรือจะคิดว่าพวกตนถูกลากมาพัวพันกับมรสุมเช่นนี้?
เปรี้ยง! พญาวิหคเผิงเทียนสลัวสยายปีก อำนาจระดับมหาเซียนปกคลุมทั่วจวนเจ้านคร ทุกผู้ตายตก
……
วันเดียวกันนั้น จวนเจ้านครเซียนเหลืองเมฆาถล่มกลายเป็นซาก
และวันนั้นเอง ซูอี้ก็ขึ้นขี่หลังพญาวิหคเผิงเทียนสลัว ฉวยโอกาสยามราตรีเร่งรี่สู่สำนักเซียนหมื่นดาบ!
“เฒ่าซู หากหนนี้ข้าต้องลงมือกับสำนักเซียนหมื่นดาบ มันก็น่าจะเป็นการช่วยเจ้าเก็บกวาดสำนักนะ!”
ระหว่างทาง ซูอี้พึมพำในใจขณะนึกถึงซูฝูซื่อขึ้นมา ในอดีตชาติ ซูฝูซื่อคือสหายรักของเขา และยังเป็นบรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักเซียนหมื่นดาบอีกด้วย!