บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1766-1780
ตอนที่ 1,766: ยอมตายเสียดีกว่า
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หลังศึกอนันตรัตติกาลจบลง หลังหวังเย่เวียนวัฏฝึกฝนใหม่ ขุมกำลังซึ่งเดิมรับใช้หวังเย่ต่างถูกศัตรูไร้เทียมทานทั้งหลายตามล้างแค้นตามๆ กัน!
กระทั่งบางขุมกำลังอันเกี่ยวข้องกับหวังเย่ยังถูกคิดบัญชีด้วย!!
เพราะถึงอย่างไร ลัทธิไร้มลทินก็มีเซวี่ยเซียวจื่อ ลัทธิกำเนิดเอกภพมีเจียงไท่เออ ลัทธิอัคคีเทพมีหนานผิงเทียน และวังเซียนฟ้ามรกดมีฉู่เสินทงอยู่เบื้องหลัง…
การอนุมานนี้มิน่าผิดเพี้ยน ซูอี้รู้สันดานของเหล่าศัตรูไร้เทียมทานในอดีตชาติดี สำหรับไอ้แก่เหล่านี้ หากมีโอกาสคิดบัญชีล้างแค้นกับขุมกำลังอันเกี่ยวเนื่องกับเขา พวกมันจะไม่มีทางเกรงใจยั้งมือ
เพราะคนพวกนี้เองก็กังวลเช่นกัน ว่าขุมกำลังใต้อาณัติหวังเย่จะรวมตัวกันล้างแค้นให้หวังเย่ยามใด!
สรุปก็คือ กาลก่อนหวังเย่อาจจะเวียนวัฏฝึกฝนใหม่ ทว่าศัตรูร้ายของเขาไม่ได้หยุดมือเพียงเท่านั้น!
ตลอดกาลนานมา ขุมกำลังและยอดฝีมือใต้บัญชา รวมถึงสรรพสิ่งอันเกี่ยวเนื่องกับหวังเย่ได้กลายเป็นเป้าการล้างแค้นคิดบัญชีของศัตรูร้ายเหล่านั้น!
เมื่อรับทราบข้อเท็จจริงนี้ และอนุมานเหตุผลเหล่านี้ได้ หัวใจของซูอี้ก็เดือดพล่านด้วยจิตสังหารอย่างเกินระงับ
ทว่าซูอี้ก็รู้ดี ว่ายามนี้ยังมิถึงกาลไปตามล่าคิดบัญชีศัตรูร้ายเหล่านั้น
เหตุผลหาใช่ใดอื่น เพราะการฝึกฝนในชาตินี้ของเขายังไม่พอจะไปเทียบชั้นพวกเจ้าเฒ่าอย่างเจียงไท่เออและเซวี่ยเซียวจื่อได้! ไม่มีทางเลยที่เขาจะกวาดล้างศัตรูทั้งหมดในคราวเดียว!
อันที่จริง ซูอี้เพิ่งบรรลุสู่แดนเซียนได้เพียงสองปี ก่อนการฝึกฝนของเขาจะเคลื่อนก้าวต่อเนื่องสู่ขอบเขตจักรวาล สุญตา และกระทั่งขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ ณ ขณะนี้!
ความก้าวหน้าของการฝึกฝนอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ทั่วโลกหล้า เกรงว่าคงเรียกเขาได้เป็นหนึ่งเดียวตลอดกาลนาน! กระทั่งอำนาจต่อสู้ยังเพียงพอสังหารมหาเซียนใดๆ ในโลกหล้าได้แล้ว!
ขอแค่ให้เวลาเขามากกว่านี้สักหน่อย ไม่ช้าก็เร็ว ชายหนุ่มก็จะทวงบัลลังก์ในแดนเซียน สังหารเหล่าศัตรูร้ายซึ่งมิอาจกวาดล้างได้ในอดีต ชำระทั่วเก้าสวรรค์แดนดิน!
“อย่าห่วงไป ด้วยอำนาจต่อสู้ของข้า ขอบเขตมหาศาลปลอมอย่างบรรพชนเซินซางมิใช่คู่ต่อสู้ของข้าอีกต่อไป ภายหน้า ข้าไม่ต้องก้าวสู่ระดับมหาเซียนก็เพียงพองัดข้อพวกไอ้แก่ระดับมหายุทธ์ได้แล้ว!” ซูอี้สูดหายใจลึกๆ
ไม่ว่าก้าวเดินเล็กเพียงใดล้วนมีค่า เพียรสั่งสมล้วนเกิดผลยิ่งใหญ่! ด้วยฝีมือของเขา หากหลับหูหลับตาคิดเคลื่อนขอบเขตอย่างเดียว ไม่ต้องรอนานก็จะสามารถทะลวงสู่ขอบเขตมหาศาลได้แล้ว!
ทว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่ซูอี้ต้องการ เขาเวียนวัฏมาหลายหน เผชิญชีวิตทั้งในฐานะหวังเย่ เสิ่นมู่ ทัศนาจารย์ ซูเสวียนจวิน ดังนั้นเขาย่อมรู้ว่าตนต้องการสิ่งใด!
ในชาตินี้ เขาต้องก้าวผ่านอดีตชาติทั้งหลาย แสวงหาวิถีดาบอันสูงส่งกว้างไกลกว่าให้จงได้ ส่วนศัตรูร้ายของหวังเย่ในกาลก่อน พวกนั้นก็เป็นเพียงอุปสรรคกั้นขวางเส้นทางชีวิตของเขา
ในภายหน้า เขาจะก้าวสู่โลกแห่งเทพและสังหารเทพทั้งหลายลง!!
ซูอี้จะไม่ลืมว่าเหล่าเทพขัดขวางและโจมตีเขามาเนิ่นนานตลอดมา เขาจะไม่มีวันลืมว่ายามอยู่บนธารสายยาวแห่งมิติเวลา เขาบังเอิญทราบว่าสองอดีตชาติของตนเองตกตายด้วยน้ำมือเทพ!
“ต้องประเมินมองการณ์ให้ไกล วิถีดาบของข้าควรสูงส่งทอดยาวกว่านี้ ส่วนเหล่าศัตรูตามรายทาง พวกเขาล้วนถูกกำหนดให้ถูกเหยียบย่ำ ให้ข้าก้าวผ่านเพื่อรู้แจ้ง!”
……
“เจ้าอยู่ที่นี่ต่อไปนะ” ซูอี้ทิ้งความคิดฟุ้งซ่านแล้วสั่งการพญาวิหคเผิงเทียนสลัวกับชีฝูเฟิง จากนั้นก็เดินไปยังแดนหวงห้ามหลังสำนักเซียนหมื่นดาบ
ก่อนหน้านี้ ยามเขาสอบปากคำเหลยอวิ๋นถิงและพวกบรรพชนเซินซาง เขาบังเอิญได้ทราบความลับหนึ่ง นั่นคือ ในยุคอวสานเซียน ผู้อาวุโสกลุ่มหนึ่งจากสำนักเซียนหมื่นดาบซึ่งต่อต้านไม่ยอมสยบต่อสามขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิไร้มลทินยังไม่ได้ถูกสังหาร พวกเขาถูกจองจำในแดนหวงห้ามหลังสำนักโดยบรรพชนเซินซาง!
ทั้งนี้มันไม่ใช่เพราะบรรพชนเซินซางใจอ่อน แต่เพราะตลอดกาลนานมา อีกฝ่ายพยายามทำให้ผู้อาวุโสเหล่านั้นยอมสิโรราบรับใช้อยู่ต่างหาก
เพราะเหตุนี้ เขาจึงใช้สารพัดวิธีการทรมานผู้อาวุโสเหล่านั้นโดยไร้ลังเล ใช้เวลาแสนนานริดรอนเจตจำนงและความมุ่งมั่นของพวกเขา!
หลังถูกจองจำทรมานเช่นนี้มายาวนาน ท้ายที่สุดก็มีหลายคนทนมิไหว ยอมก้มหัวรับใช้บรรพชนเซินซางอยู่จริงๆ
ในหมู่สิบเก้ามหาเซียนซึ่งตกตายอย่างน่าเศร้าด้วยมือซูอี้ก่อนหน้านี้ มีหกคนเป็นตัวตนผู้มิอาจทนการทรมานของบรรพชนเซินซางไหว จึงเลือกยอมสยบ
และยังมีผู้อาวุโสบางคนที่ตกตายไปตามกาลจากพิษบาดแผลสั่งสมระหว่างการถูกจองจำยาวนาน
ท้ายที่สุด ทุกวันนี้เหลือผู้อาวุโสรอดอยู่เพียงสามคน
ครู่ต่อมา ในแดนหวงห้ามหลังสำนัก คุกใต้ดินอันมืดมิด
เตาสำริดสามเตาตั้งตระหง่าน ทุกเตาปกคลุมด้วยอำนาจพันธนาการลึกลับ
เมื่อซูอี้มาถึง เสียงชราวัยอันแหบแห้งอ่อนแรงเสียงหนึ่งพลันดังออกมาจากหนึ่งในสามเตาสำริด
“เซินซาง ผู้ใดก่อกวนให้เจ้ามีโทสะจนมาระบายอารมณ์กับเราอีกหรือ?” ในน้ำเสียงของเขาเจือความเย้ยหยันกระทั้นกระแทกชัดเจน
เสียงเสสรวลเย็นเยียบดังออกมาจากเตาสำริดอีกใบ “คนทรยศผู้นี้แน่นอกด้วยโทสะมากมายนับแต่ประสบปัญหายามพิสูจน์วิถี หึหึ… สมนน้ำหน้า!”
เสียงสตรีเย็นเยียบดังออกมาจากเตาหลอมใบที่สาม “นี่แหละกรรมของคนทรยศ!”
จากเสียงเหล่านี้ ซูอี้สัมผัสได้ถึงความเกลียดแค้นพุ่งปะทะหน้าได้
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “เซินซางตายไปแล้ว”
ทันใดนั้น ทั้งสามเสียงก็เงียบไปราวตกตะลึง
“จริงหรือ?” ครู่ต่อมา เสียงชราวัยแหบแห้งก็ดังขึ้น
ซูอี้ว่า “การที่ข้ามาที่นี่ได้ นับว่าแทนคำอธิบายทั้งหลายแล้ว”
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงก็ระเบิดหัวเราะดังลั่น “ฮ่าๆๆ สวรรค์มีตา ในที่สุดคนทรยศนั่นก็ถูกลงทัณฑ์แล้ว!”
“เซินซางตายแล้วจริงๆ หรือ?”
“ท่านเป็นใครกัน? หรือท่านจะเป็นผู้ฆ่าเซินซาง?”
…เสียงทั้งสามดังอึกทึกปนเปไปหมด
เห็นได้ชัดว่าสามผู้อาวุโสจากสำนักเซียนหมื่นดาบซึ่งถูกจองจำในเตาสำริดนั้นแสนตื่นเต้นยิ่ง
ซูอี้มิรอช้า โบกแขนของเขา อำนาจจองจำบนเตาสำริดทั้งสามสลายหายไปเงียบๆ
แล้วสามร่างโชกเลือดก็ทะยานออกมาตามๆ กันจากเตาสำริดทั้งสาม
ประกอบด้วยสองบุรุษหนึ่งสตรี
หนึ่งเป็นชายชราผมยาวรุงรัง ผอมแห้งละลิ่วลม ร่างกายด่างดำเต็มไปด้วยบาดแผล
หนึ่งเป็นชายวัยกลางคนร่างผอม ใบหน้าซีดขาว
หนึ่งเป็นสตรีผมยาวสีขาว อาภรณ์ของนางขาดวิ่นเปรอะเลือดแห้งกรัง ปราณของนางรวยรินใกล้สลาย ทั่วร่างเผยสัญญาณปั่นป่วนใกล้สิ้นขัย
ทั่วร่างของทั้งชายชรา ชายวัยกลางคนร่างผอม และสตรีผมขาวล้วนเต็มไปด้วยบาดแผล
พวกเขาล้วนบาดเจ็บสาหัส ดูพร้อมสิ้นชีวิตตกตายได้ทุกเมื่อ!
ทว่ายามนี้ หลังได้รับการปลดปล่อยจากเตาสำริดทั้งสามและพบแสงเดือนแสงตะวันอีกครั้ง ทั้งสามต่างแสนตื่นเต้น!
ใช้เวลาเนิ่นนานกว่าทั้งสามจะสงบใจลงได้เล็กน้อย ทุกสายตาต่างมองมายังซูอี้
ซูอี้ดีดนิ้ว ส่งโอสถเซียนสำหรับเยียวยาขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ให้ทั้งสามคนละขวด “รักษาบาดแผลกันก่อน แล้วข้าจะเล่าให้พวกเจ้าฟัง”
เขานำเก้าอี้หวายออกมานั่ง นำไหสุราออกมาดื่มขณะเล่าเรียงเรื่องราววันนี้
……
ยามอัสดงโพล้เพล้ ยอดเขากลาง
“พวกเขาจะทำอันใดกัน?” ทันใดนั้น พญาวิหคเผิงเทียนสลัวผู้กำลังจัดขนของตนเงยหน้าขึ้นมองไปไกล
มันเห็นตัวตนกลุ่มหนึ่งแห่กันทะยานเข้ามาเยี่ยงธารทะลัก อหังการทรงพลังยิ่ง
พวกเขาคือยอดฝีมือทั้งหมดในสำนักเซียนหมื่นดาบ มีทั้งตัวตนทรงอำนาจ มีตำแหน่งสำคัญอย่างผู้อาวุโสและผู้ดูแล รวมถึงศิษย์ทั้งสำนักนอกและสำนักในมากมาย
ชีฝูเฟิงหรี่ตาลง ระแวดระวังตน
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวกล่าวเนิบๆ “อย่างร้อนใจไป ในหมู่พวกเขาริ้มหาเซียน ขยับปีกทีเดียวข้าก็เป่าพวกเขากระเด็นได้หมดแล้ว”
มันเป็นมหาเซียนขอบเขตสุญตาขั้นปลาย ย่อมกล่าววาจาเหล่านี้ได้อย่างมั่นใจ
ชีฝูเฟิงรู้สึกสบายใจขึ้นมาก กล่าวเสียงต่ำว่า “ผู้อาวุโส ในเมื่อใต้เท้าจอมราชันย์ไม่ได้คิดทำร้ายคนเหล่านี้ คงมิสายไปหากเราจะตรวจสอบสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจลงมือนะ”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวพยักหน้า “ถูกต้อง”
ยอดฝีมือจากสำนักเซียนหมื่นดาบล้วนหยุดยืนตรงหน้ายอดเขากลาง ฝูงผู้คนออกันคับคั่ง นับได้เป็นหมื่นคน!
สีหน้าของทุกผู้ล้วนเปี่ยมโทสะมุ่งมั่นหนักแน่น แกนนำของพวกเขาเป็นชายในอาภรณ์ผ้าผู้หนึ่ง ใบหน้าเย็นชาดุจศิลา บรรยากาศแข็งกร้าวเยี่ยงเหล็ก
“พวกเจ้าคิดจะมาก่อเรื่องหรือไร?” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวหรี่ตา เหลือบมองชายในชุดผ้าอย่างเย็นเยียบ
ทว่าเกินคาด ยามเผชิญหน้าแรงกดดันจากมันซึ่งเป็นมหาเซียน ชายในอาภรณ์ผ้าซึ่งมีการฝึกฝนเพียงขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายหาขลาดกลัวไม่
ชายในอาภรณ์ผ้ากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาแน่วแน่ “ในฐานะศิษย์สำนักเซียนหมื่นดาบ เราแค่มาที่นี่เพื่อขอคำอธิบาย!”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวกล่าว “อธิบายอันใด?”
ชายในอาภรณ์ผ้ากล่าวชัดทีละคำ “เราจะอยู่เฉยได้เช่นไรยามพวกเจ้าฆ่าผู้อาวุโสสำนักเราอย่างเหี้ยมโหด?”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวอดกล่าวอย่างสำราญมิได้ “แค่พวกเจ้าคนเยอะหน่อยก็คิดลงมือกันแล้วหรือ? ต่างอันใดกับตั๊กแตนเขย่าพฤกษา หันหน้ามองทางตัน?”
มันกระพือปีก “รีบพาคนเหล่านี้ไปเสีย ในเมื่อใต้เท้าของข้าไว้ชีวิตพวกเจ้า พวกเจ้าก็ควรรักษามันให้ดี”
ชายในชุดผ้ากล่าวเสียงเย็น “แม้เราทั้งหลายฝีมือจะไม่อาจเทียบชั้น เราก็หาใช่ผู้รักตัวกลัวตาย หากวันนี้พวกเจ้ามิให้คำอธิบายแก่เรา เรา… ยอมตายเสียดีกว่า!”
“ยอมตายเสียดีกว่า!” ยอดฝีมือนับหมื่นจากสำนักเซียนหมื่นดาบตะโกนประสานเป็นเสียงเดียว วจีสนั่นสะเทือนนภา เผยบรรยากาศดุเดือดเลือดร้อน ถือความตายดั่งเช่นหวนเหย้า!
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวตะลึงเกินเชื่อลง
คนเหล่านี้ รู้ทั้งรู้ว่าต้องตาย ไฉนจึงมารับความตายกันอย่างโง่เง่าเช่นนี้? ควรค่าแล้วหรือ?
ชีฝูเฟิงสะเทือนใจ เขาสัมผัสได้ว่านักดาบจากสำนักเซียนหมื่นดาบเหล่านี้มิกลัวความตายโดยแท้!!
พฤติกรรมการรับความตายอย่างผ่าเผยนี้ดูน่าขัน ทว่าชีฝูเฟิงไม่อาจหัวเราะออกได้เลย ในทางกลับกัน หัวใจของเขาตะลึงเกินพรรณนา
ต้องเป็นตัวตนจิตใจแข็งแกร่งและมีจรรยาเพียงไร?
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเงียบไป การที่จะหาคนไม่กลัวตายสักผู้นั้นง่ายมาก แต่การที่จะมีผู้ไม่กลัวตายนับหมื่นโผล่มาพร้อมกันนั้น… หาได้ยากยิ่ง!
“ยอมตายเสียดีกว่า? ถูกต้อง นี่แหละสิ่งที่นักดาบควรจะเป็น เป็นตัวตนและความเชื่อซึ่งสำนักเซียนหมื่นดาบยึดถือตรามชั่วกาลนาน!” ทันใดนั้น หนึ่งเสียงก็ดังขึ้นอย่างปลาบปลื้ม
ท่ามกลางแสงตะวันอัสดงแสดแดงเยี่ยงเปลวเพลิง ซูอี้ออกมาจากแดนหวงห้ามหลังสำนัก ร่างสูงใหญ่ของเขาอาบไล้แสงอัสดงเยี่ยงภาพฝัน
เมื่อเห็นเขาปรากฏขึ้น ชายในอาภรณ์ผ้าและนักดาบนับหมื่นล้วนเผยสีหน้าซับซ้อน
ตอนที่ 1,767: ข่าวลือแห่งถนนเสนาะจินดา
ศึกอันบังเกิด ณ ยอดเขากลางในวันนี้ ทุกผู้ในสำนักเซียนหมื่นดาบได้เห็นชัดเจน
นักดาบนับหมื่นที่นี่ต่างมีความรู้สึกต่อซูอี้อย่างปนเป ทั้งโกรธเกลียด ไม่พอใจ เคียดแค้น และยังเจือความหวาดกลัวแลชื่นชมอย่างไม่อาจอธิบาย
พวกเขาซึ่งก็เป็นนักดาบชื่นชมความสำเร็จวิชาดาบอันร้ายกาจของซูอี้ และเกลียดเขาที่สังหารผู้อาวุโสกลางสำนักพวกตน!
ความรู้สึกเช่นนี้ย้อนแย้งกันเกินไป ทว่า ความชื่นชมก็เป็นได้เพียงความชื่นชม สำนึกรับผิดชอบในฐานะศิษย์สำนักเซียนหมื่นดาบทำให้พวกเขาถือซูอี้เป็นศัตรู!
ผิดหรือที่ชื่นชมศัตรู? ไม่เลย! หากมีโอกาส พวกเขาจะสังหารศัตรูนี้โดยไร้ลังเล!
ทันใดนั้น… ชายในอาภรณ์ผ้าและนักดาบนับหมื่นต่างพากันผงะ
พวกเขาพบว่าเบื้องหลังซูอี้ มีบุคคลสามผู้เดินตามมา รูปลักษณ์ของทั้งสามเหมือนภาพวาดสามบรรพชนอันสถิตในโถงบรรพชนสำนักเซียนหมื่นดาบไม่ผิดเพี้ยน!
“บรรพชนหรงอวิ๋น!”
“บรรพชนจื่อเหอ!”
“บรรพชนปี้เยว่!”
เกิดเสียงอุทานดังขึ้น นักดาบนับหมื่นเผยสีหน้าไม่อยากเชื่อ
“เป็นพวกท่านจริงๆ หรือ?”
“มัน… มันเกิดอันใดกันขึ้น?”
ชายชราผมกระเซิง ร่างผอมแห้งราวกระดูกเดินได้นั้นก็คือบรรพชนหรงอวิ๋น
ชายวัยกลางคนหน้าซีดขาวคือบรรพชนจื่อเหอ
ส่วนหญิงงามในชุดกระโปรงเปื้อนเลือดนั้นคือบรรพชนปี้เยว่
ในด้านความอาวุโส พวกเขาทั้งสามล้วนมีลำดับอาวุโสชั้นเดียวกับบรรพชนเซินซาง เป็นมหาเซียนแห่งสำนักเซียนหมื่นดาบนับแต่ยุคอวสานเซียน!
ทว่า ในความทรงจำทุกผู้ สามบรรพชนแห่งสำนักเหล่านี้สิ้นอายุขัยไปเนิ่นนานแล้ว และเพราะเช่นนี้ ภาพวาดของทั้งสามจึงถูกประดับในโถงบรรพชนร่วมกับบรรพชนผู้ล่วงลับท่านอื่นๆ
ทว่าไร้ผู้ใดคาด ว่าพวกเขาจะปรากฏตัวขึ้นเป็นๆ! ชั่วขณะนั้น ทุกผู้ล้วนตกตะลึงพรึงเพริด
เห็นเช่นนี้ สามบรรพชนหรงอวิ๋น จื่อเหอ และปี้เยว่ล้วนรู้สึกปั่นป่วนในใจ สีหน้าเหม่อค้างใจลอย
“เอาล่ะ เรื่องนี้จบลงแล้ว ข้าก็ควรไปได้แล้ว พวกเจ้าเองก็มิต้องอยู่ต่อ เรื่องต่อจากนี้ให้พวกเขาจัดการ” ซูอี้ว่าพลางหันไปเรียกพญาวิหคเผิงเทียนสลัวและชีฝูเฟิงแล้วหันหลังจากไป
หนึ่งมือไพล่หลัง หนึ่งมือถือไหสุรา ละล่องจรจาก
เบื้องหลังเขา พญาวิหคเผิงเทียนสลัวและชีฝูเฟิงตามไปติดๆ
สามบรรพชนหรงอวิ๋น จื่อเหอ และปี้เยว่ล้วนก้มหัวคำนับ แสดงความขอบคุณ “ขอบพระคุณใต้เท้า!”
วจีของพวกเขาสะท้อนก้องทั่วบรรพตลำธาร
ซูอี้โบกมือรับโดยมิเหลียวมอง จนเมื่อร่างของพวกเขาหายลับไปนอกสำนัก บรรพชนทั้งสามจึงยืนเหยียดตัวตรง
“บรรพชนขอรับ ไฉนพวกท่าน…” ชายในอาภรณ์ผ้าอดเอ่ยถามมิได้
สายตาของผู้อื่นต่างจับจ้องมา สีหน้าแต่ละผู้เปี่ยมด้วยความตกตะลึงงุนงง
บรรพชนหรงอวิ๋นเสถียรใจตนและกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องยาว พวกเจ้าจำไว้ก็พอว่าหนนี้ ใต้เท้าซูอี้เป็นผู้ลงมือสะบั้นเนื้อร้าย ชำระล้างสำนักให้เราสำนักเซียนหมื่นดาบ!”
ทุกผู้แทบผงะหงาย
หมายความว่า ซูอี้เข่นฆ่าคนในสำนักเซียนหมื่นดาบเพื่อกำจัดภัยแฝงในสำนักให้พวกเขาหรือ!? ทุกผู้ตระหนักแล้วว่าบางสิ่งมิชอบมาพากล
บรรพชนหรงอวิ๋นกล่าวเสียงนุ่มนวล “ไปที่โถงบรรพชนด้วยกันเถิด ข้าจะเล่าทุกสิ่งที่เจ้าอยากทราบให้ฟัง และขณะเดียวกัน ก็มีเรื่องมากมายอยากถามพวกเจ้าด้วย”
……
นอกสำนัก ตรงหน้าสระน้ำแห่งนั้น
ซูอี้นั่งลงลูบหัวสัตว์เทพเซี่ยจื้อ กล่าวกับมันว่า “ช่วยข้าจับตามองที่นี่ที ภายหน้าหากมีโอกาส ข้าจะมาพบเจ้าอีก”
สัตว์เทพเซี่ยจื้อพยักหน้าหงึกหงัก
ภายใต้แสงตะวันอัสดง พญาวิหคเผิงเทียนสลัวพาซูอี้และชีฝูเฟิงโบยบินสู่ฟ้า
สัตว์เทพเซี่ยจื้อดูอิดออดไม่เต็มใจจากอย่างยิ่ง ใช้เวลาเนิ่นนานก่อนมันจะค่อยๆ จมร่างลงในสระ
ณ วันนั้น ซูอี้บุกเดี่ยวเข้าไปในสำนักเซียนหมื่นดาบ ประหารมหาเซียนสิบเก้าผู้ และสังหารบรรพชนผู้ก้าวสู่ระดับจอมราชันย์ครึ่งก้าวผู้หนึ่ง!
วันเดียวกันนั้น ซูอี้ได้ช่วยชีวิตหรงอวิ๋น จื่อเหอ และปี้เยว่ สามผู้อาวุโสในสำนักเซียนหมื่นดาบ!
ยามจาก ซูอี้หาพกสิ่งใดติดตัวไปไม่ รวมถึงอนุสรณ์ดาบ วงล้อมดาบฟ้าดินและเตาทวินิลกาฬหลอมวิถี สมบัติลับระดับมหายุทธ์ด้วย
หลังศึกนี้ พลังอำนาจของสำนักเซียนหมื่นดาบเสียหายร้ายแรง และเป็นไปได้มากว่ามันจะประสบการล้างแค้นจากลัทธิไร้มลทิน ลัทธิกำเนิดจักรวาล และลัทธิอัคคีเทพ
เพราะถึงอย่างไร ซูอี้ก็สังหารตัวตนผู้ยอมสิโรราบกับสามขุมกำลังเซียนนั้นไปหมดแล้ว
จากนี้ไป ภายใต้บัญชาการของหรงอวิ๋น จื่อเหอ และปี้เยว่ พวกเขาจะไม่ก้มหัวให้สามขุมกำลังเซียนยักษ์ใหญ่เหล่านั้นอีก
ด้วยเหตุนี้ มีหรือสามขุมกำลังเซียนยักษ์ใหญ่จะรามือ?
เพราะวิกฤตอันอาจเกิดขึ้นได้นี้ ก่อนซูอี้จรจาก เขาจึงมอบเคล็ดวิชาใช้อนุสรณ์ดาบดำเนินค่ายกลหมื่นดาบเสมอภาคให้กับพวกหรงอวิ๋น
มีมหาค่ายกลพิทักษ์สำนักนี้อยู่ ต่อให้มหาอำนาจระดับมหายุทธ์มา พวกเขาก็มีแต่ต้องตาย! ทว่าเรื่องเช่นนี้ก็เป็นไปแทบมิได้เลย เพราะในแดนเซียนทุกวันนี้ เหล่าเจ้าเฒ่าในขอบเขตมหาศาลล้วนไม่กล้าออกมาเผชิญโลกด้วยต้องหลีกเลี่ยงหายนะเทพกันอยู่
……
กลางดึก สำนักเซียนหมื่นดาบ ในโถงบรรพชน
ทุกผู้ในสำนักเซียนหมื่นดาบเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว และหลังจากตะลึงไปในช่วงแรก ทุกผู้ต่างก็รู้สึกโล่งใจ
จะให้ทำเช่นไรได้ ซูอี้ทำให้พวกเขารู้สึกกดดันยิ่งนัก! ยามนี้เมื่อพวกเขาทราบว่าซูอี้คือผู้มีพระคุณของสำนักเซียนหมื่นดาบ แรงกดดันอันเพียงพอให้พวกเขาสิ้นหวังก็ย่อมสลายหาย
“ท่านบรรพชน ไฉนใต้เท้าซูจึงช่วยเราหรือขอรับ?”
“นั่นสิขอรับ ไม่น่าเชื่อเลยที่เขาจะใช้อนุสรณ์ดาบได้”
“ท่านบรรพชน ใต้เท้าซูคือผู้ใดหรือขอรับ?”
หลายผู้สอบถาม
สามบรรพชนหรงอวิ๋น จื่อเหอ และปี้เยว่มองหน้ากัน อดแย้มยิ้มมิได้
“พวกเจ้าจำไว้ก็พอว่าใต้เท้าซูคือผู้มีพระคุณซึ่งเราทั้งหลายควรซาบซึ้งในบุญคุณ”
สามบรรพชนรู้ตัวตนของซูอี้แล้ว ทว่าพวกเขาล้วนไม่อธิบายออกไปอย่างรู้กาลเทศะ
และเช่นกัน พวกเขาจะไม่มีวันลืมว่าก่อนซูอี้จรจาก อีกฝ่ายบอกให้พวกตนชำระล้างสำนักเสีย!
เหลยอวิ๋นถิงและมหาเซียนเหล่านั้นต่างมีคนสนิทและทายาทอยู่ หากไม่กำจัดให้สิ้น หายนะก็จะบังเกิดในภายหน้า!
และคืนนั้น บรรพชนหรงอวิ๋นก็ออกคำสั่งผนึกสำนัก เริ่มตรวจสอบเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน
……
ท่ามกลางรัตติกาล พญาวิหคเผิงเทียนสลัวพาซูอี้และชีฝูเฟิงโบนบินสู่ทวีปกกพิสุทธิ์
เดิมที ซูอี้วางแผนจะกลับไปที่ตำหนักอนันตรัตติกาลกับชีฝูเฟิง ทว่าเขาไม่คาดว่าพญาวิหคเผิงเทียนสลัวจะแสนมีน้ำใจ ยืนกรานจะพาซูอี้ไปส่ง ดังนั้นซูอี้หรือจะปฏิเสธ?
แม้วิหคปากเสียตัวนี้จะมีอุปนิสัยน่าตบ วาจาดุจโจร แต่ก็ต้องกล่าวว่าการขี่บนหลังมันแสนสบายจริงแท้ หนำซ้ำ ความเร็วของมันยังสูงยิ่ง จากการคาดเดาของซูอี้ มันน่าจะไปถึงทวีปกกพิสุทธิ์ในไม่ถึงเจ็ดวัน
“ต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิควรค่าเป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นอันยากประสบแน่แท้ โชคร้ายที่ท้ายที่สุดมันก็เป็นเพียงต้นกล้า มีฤทธาจำกัด” ซูอี้นั่งขัดสมาธิเพ่งจิต สัมผัสปราณของต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิอยู่
ในศึกที่สำนักเซียนหมื่นดาบวันนี้ ต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิมีบทบาทสำคัญ ทำให้ซูอี้เลี่ยงการรุมโจมตีได้หลายหน
และความช่วยเหลือจากวัตถุศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นนี้ก็ทำให้ซูอี้ลบตัวตนไร้ร่องรอยระหว่างศึก ทำให้มหาเซียนเหล่านั้นมิอาจค้นหาเขาพบ!
เหตุผลนั้นแสนง่าย แตกต่างจากการเคลื่อนย้ายผ่านมิติ อำนาจของต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิสามารถสัมผัสพิกัดมิติได้จากทุกทิศทาง! ขอเพียงอำนาจของมันตรวจพบ มันก็จะสามารถพาเขาไปปรากฏ ณ พิกัดมิติใดๆ ก็ได้ตามปรารถนา แปรเปลี่ยนความเป็นไปได้ไร้จำกัด
นอกจากนั้น มันยังเร้นกายมิดชิดจนศัตรูมิอาจจับร่องรอยใดๆ ได้ ซึ่งทรงอำนาจเลิศล้ำกว่าวิชาเคลื่อนกายผ่านมิติเป็นไหนๆ
คุณวิเศษของต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิเรียกได้กระทั่งเป็นสิ่งต้องห้ามในระดับหนึ่ง!
จากการพยากรณ์ของซูอี้ แม้เขาจะถูกหมายหัวจากตัวตนขอบเขตมหาศาล ขอเพียงพิกัดมิติทั่วทิศมิถูกผนึกสิ้น เขาก็สามารถหนีได้อย่างง่ายดาย!
น่าเสียดายที่ยามนี้ พฤกษาหมื่นภูมิเป็นเพียงต้นกล้าซึ่งมีอำนาจจำกัดเท่านั้น อำนาจของมันในปัจจุบันทำได้เพียงเปลี่ยนแปรพิกัดมิติในโลกหล้าในระยะสามพันจั้งอย่างไร้ร่องรอย หากเกินกว่าระยะสามพันจั้ง มันยังมิอาจทำได้
นอกจากนั้น อำนาจปัจจุบันของต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิยังสามารถใช้ได้เพียงครึ่งเสี้ยวชั่วยาม หลังจากกาลนั้นผ่านไป อำนาจที่มาซึ่งวัตถุศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นนี้สั่งสมไว้ก็จะเหือดหาย ต้องสั่งสมฟื้นฟูใหม่เท่านั้น
จากการอนุมานของซูอี้ ต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามวันกว่าจะกลับมาสมบูรณ์พร้อม
‘คงยอดเยี่ยมมิน้อยหากต้นกล้านี้จะโตไวๆ ได้…’ ซูอี้คิดในใจ
ลองคิดดู หากต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิโตขึ้น กิ่งก้านของมันจะทะลวงผ่านเขตแดนมิติทั่วจักรวาล แผ่ไพศาลสู่หมื่นภูมิสรวงสวรรค์! ยามนั้น เขาก็จะสามารถท่องผ่านมิติโลกภูมิต่างๆ ได้ในชั่วกาลอันสั้นที่สุด!
‘ต่อจากนี้ เราก็ต้องสนใจสมบัติอันสามารถพัฒนาเกื้อหนุนต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิได้ เช่นปราณปฐพี ดินห้าสี เทวสุคนธ์เก้าลึกล้ำ ปราณมารดรจักรวาลหวนสะพรั่ง…’
ซูอี้ครุ่นคิด สมบัติเหล่านี้ล้วนแต่ก่อเกิดในที่มาแห่งฮุ่นตุ้น เป็นสมบัติหายากยิ่งในโลกหล้า บางชิ้นกระทั่งมิอาจพบได้ในรอบหลายพันปี แต่หากได้มาสักชิ้น มันจะเพียงพอให้ต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิแปรเปลี่ยนสะเทือนโลกาได้!
‘หากมีโอกาส ข้าคงต้องไปทะเลบูรพาสักหน่อย แล้วระหว่างนั้น ก็จะไป ‘ถนนเสนาะจินดา’ ด้วย ที่นั่นมีสารพัดสมบัติหายากในโลกหล้ารวมตัวกันอยู่ บางทีข้าอาจจะหาสมบัติเหล่านั้นพบก็เป็นได้’ ซูอี้คิด
ถนนเสนาะจินดา ตลาดมังกรดำ และนครเซียนเรืองดาราเป็นที่รู้จักในนามสามตลาดมืดหลักแห่งแดนเซียน
ในหมู่ทั้งสาม ถนนเสนาะจินดานั้นตั้งอยู่ในทะเลบูรพาซึ่งไพศาล ลึกลับสูงสุดในแดนเซียน
กล่าวกันว่าถนนเสนาะจินดานั้นมีอยู่มาตั้งแต่ยุคสุดวิเวก เบื้องหลังตลาดมืดลึกลับนี้มีวังมังกรทะเลบูรพา!
ต้องทราบว่าวังมังกรทะเลบูรพาในตำนานนี้คือแดนสมบัติอันดับหนึ่งในแดนเซียน มีสมบัติหายากเกินคณานับรวมอยู่ ทว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงข่าวลือ วังมังกรทะเลบูรพาอันตรธานไปจากโลกหล้านับแต่ยุคสุดวิเวก
ทว่าสิ่งที่แน่ใจได้คือ ถนนเสนาะจินดานั้นเป็นหนึ่งในสามตลาดมืดหลักในแดนเซียนอย่างแท้จริง และเป็นสถานที่อันรวบรวมสมบัติหายาก มั่งคั่งสูงสุด
ในอดีตชาติของเขา หวังเย่ไปเดินเล่นที่ถนนเสนาะจินดาอยู่หลายหน และได้พบสมบัติชั้นดีอันเหลือรอดจากยุคสุดวิเวกมากมาย
“แต่เรื่องด่วนที่สุดขณะนี้คือตั้งสมาธิฝึกฝนไปสักพัก พยายามข้ามเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางโดยไวที่สุดก่อน” ซูอี้ตัดสินใจ
ชั่วขณะนี้ เขาเดินทางไปมามิหยุดหย่อน บุกเขาปู้โจวและสำนักเซียนหมื่นดาบติดๆ กัน หาได้พักผ่อนไม่ หลังกลับสู่ซากตำหนักอนันตรัตติกาล เขาก็เริ่มเก็บตัวพักผ่อนชั่วขณะหนึ่ง
ตอนที่ 1,768: ประกาศสู่โลกหล้า นัดประลองกับซูอี้
ลัทธิไร้มลทิน
ตรงหน้าถ้ำพำนักอันมีหมอกเซียนเคลื่อนคล้อย
ท่ามกลางยามวิกาล ดวงดารากะพริบพราย สายลมโชยแผ่วเบา เจ้าลัทธิฉีเนี่ยสวมอาภรณ์เรียบง่าย นั่งอยู่ใต้พฤกษาใหญ่เพียงลำพัง
เขาขมวดคิ้วขณะจ้องมองม้วนหยกในมือ
หลังผ่านไปหลายเดือน ซูอี้ผู้หายตัวไปในหุบเหวหมอกดำเมื่อกาลก่อนปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง ณ เขาปู้โจว และทำลายลัทธิหมื่นวิญญาณลงในคราวเดียว!
เหตุการณ์นี้ได้ก่อเป็นพายุอันโหมกระหน่ำรุนแรงกว่าคราใดในแดนเซียน เกิดเสียงฮือฮาลือลั่น ไม่อาจทราบได้ว่ามีขุมกำลังเซียนสั่นสะท้านไปกับมันมากมายเพียงไร เพราะถึงอย่างไร ทุกผู้ต่างก็รู้ว่าเบื้องหลังลัทธิหมื่นวิญญาณ มีเทพหนุนหลังอยู่!
ทว่าในเวลานี้ ลัทธิกลับถูกซูอี้ผู้เป็นราชันเซียนไร้เทียมทานถล่มชั่วข้ามคืน เรื่องเช่นนี้มิเคยเกิดขึ้นมาเนิ่นนานนับแต่สิ้นยุคอวสานเซียน!
กล่าวได้กระทั่งว่า มันไม่เคยเกิดขึ้นก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิดด้วยซ้ำไป เพราะถึงอย่างไร แดนเซียน ณ ยามนั้นหามีขุมกำลังใดพึ่งพาเทพไม่!
‘สมควรแล้วจริงๆ ที่เหล่าเทพจะไม่ยอมให้มีวัฏสงสารอยู่ ซูอี้ผู้นี้ลบหลู่สวรรค์ยิ่ง!’ ฉีเนี่ยลอบคิด
เขาไม่แปลกใจเลยที่อีกฝ่ายจะสามารถสังหารมหาเซียนด้วยการฝึกฝนระดับราชันเซียนได้ แม้จะรู้สึกทึ่งที่ซูอี้รอดพ้นการรุมสังหารจากมหาเซียนแห่งเก้าขุมกำลังเซียนยิ่งใหญ่ แคล้วคลาดจากหุบเหวหมอกดำก็ตาม เขาก็หาประหลาดใจไม่
เพราะถึงอย่างไร นั่นก็คือร่างเวียนวัฏของหวังเย่! ตำนานไร้เทียมทานผู้ใช้หนึ่งดาบเป็นหนึ่งในแดนเซียนเนิ่นนานก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด
ไม่ว่าตัวตนเช่นนี้จะมีการฝึกฝนต่ำต้อยเพียงไร ก็ยังมีฝีมือที่มหาเซียนทั่วไปมิอาจเทียบชั้นได้อยู่ดี
สิ่งที่ทำให้ฉีเนี่ยว้าวุ่นใจมีอยู่สองประการ หนึ่งคือการทำลายล้างลัทธิหมื่นวิญญาณซึ่งถือครองสมบัติลับแห่งเทพ นี่หมายความว่าในมือซูอี้มีไพ่ตายอันสามารถตอบโต้อำนาจเทพได้! นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เหล่าเทพไม่อาจยอมให้มีเขาอยู่
ส่วนประการที่สองคือ ม้วนหยกในมือเขามาจากจอมราชันฮุ่นเทียน! สัตว์ประหลาดเฒ่าขอบเขตมหาศาลผู้เข้าร่วม ‘ศึกอนันตรัตติกาล’ พร้อมอาจารย์ของเขาเซวี่ยเซียวจื่อก่อนเกิดยุคอวสานเซียน!
จอมราชันฮุ่นเทียนกล่าวเอาไว้ภายในม้วนหยกนี้ว่า เพียงความแข็งแกร่งของซูอี้ในปัจจุบัน ก็สามารถสยบสังหารเหล่ามหาเซียนในโลกาได้ หากให้เวลาอีกฝ่ายมากกว่านี้ เกรงว่าอีกไม่นานเขาจะสามารถสังหารมหาอำนาจระดับมหายุทธ์ได้!
ในที่สุด ข่าวนี้ก็ทำให้ฉีเนี่ยรู้สึกเป็นภัย! มิอาจอยู่เฉยทำประหนึ่งมิเกี่ยวกับตนได้เช่นกาลก่อน เพราะก่อนหน้านี้ เขาตั้งใจนั่งบนภู ปล่อยให้ขุมกำลังทรงอำนาจอันมีเทพอยู่เบื้องหลังจัดการซูอี้กันเอง
ก่อนจะเกิดการไล่ล่าชายหนุ่มเมื่อกาลก่อน ฉีเนี่ยได้ส่งสารให้ขุมกำลังบางแห่งที่มีเทพอยู่เบื้องหลังเพื่อเผยตัวตนแท้จริงของซูอี้
ด้วยเหตุนี้เอง ลัทธิหลิงหลงกับลัทธิหมื่นวิญญาณซึ่งมีเทพหนุนหลังจึงเข้าร่วมในการไล่ล่าครั้งใหญ่ด้วย
ทว่าเมื่อลัทธิหมื่นวิญญาณล่มสลายในยามนี้ ฉีเนี่ยก็ตระหนักว่าขุมกำลังที่พึ่งพาเทพทั้งหลายมิอาจกระทำการใดต่อคนผู้นั้นได้แล้ว! ทว่าข่าวคราวจากจอมราชันฮุ่นเทียนทำให้เขารู้สึกสะท้านเยือก
ในฐานะเจ้าลัทธิไร้มลทิน เขาย่อมรู้ดีกว่าผู้ใดว่าซูอี้เพิ่งออกจากโลกมนุษย์ บรรลุสู่เขากวางขาวแห่งแคว้นจิ่งได้เมื่อสองปีก่อน!
ยามนั้น อีกฝ่ายได้ถูกลัทธิไร้มลทินกับนครเซียนโฉลกเมฆาไล่ล่า การฝึกฝนของเขาอย่างมากที่สุดก็น่าจะแค่เพิ่งถึงวิถีเซียน
ทว่าเพียงสองปี คนผู้นี้ก็สามารถเคลื่อนผ่านขอบเขตจักรวาล สุญตา และศักดิ์สิทธิ์ในรวดเดียว และยังสามารถปราบสังหารมหาเซียนด้วยกำลังของตนเองได้แล้ว!
การเปลี่ยนแปลงอำนาจเช่นนี้น่าตกใจเกินไป ตลอดยุคสมัยที่ผ่านมามิอาจหาผู้ใดเทียบเคียงได้! นี่แหละสิ่งที่ทำให้ฉีเนี่ยรู้สึกเย็นยะเยือก
จอมราชันฮุ่นเทียนระบุไว้ในม้วนหยกว่า หากให้เวลาซูอี้มากกว่านี้ เกรงว่าอีกไม่นานเขาก็จะสามารถสังหารมหาอำนาจระดับมหายุทธ์ได้!!
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หัวใจของเขาก็มิอาจเป็นสุขได้
เขารู้ดีว่าในฐานะร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล ไม่ช้าก็เร็ว ซูอี้จะมาคิดบัญชีกับลัทธิไร้มลทินเป็นแน่ และไม่มีทางไกล่เกลี่ยเจรจาใดๆ ได้เลย
เขายังรู้ชัดด้วยว่าในโลกหล้าทุกวันนี้ เพื่อหลบเลี่ยงหายนะจากเทพ มหาอำนาจทั้งหลายรวมถึงอาจารย์เขาเซวี่ยเซียวจื่อย่อมมิเสี่ยงชีวิตออกมาจัดการกับซูอี้ ต่อให้รู้อยู่แล้วว่าเขาคือจอมราชันอนันตรัตติกาลก็ตาม!
แต่หากปล่อยให้อีกฝ่ายพัฒนาความแข็งแกร่งไปเรื่อยๆ เช่นนี้ ภัยคุกคามจากเขาย่อมทวีคูณขึ้นตามกาล!
สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มยิ่งรู้สึกหนักใจก็คือ ทั่วทั้งแดนเซียนในทุกวันนี้ ต่อให้พวกเขาลัทธิไร้มลทินจะเป็นยักษ์ใหญ่ กองกำลังแข็งแกร่งที่สุดที่พวกเขาส่งไปได้ก็มีเพียงมหาเซียน…
ไม่ใช่เพราะพวกเขาลัทธิไร้มลทินไร้ไพ่ตาย ไม่มีตัวตนขอบเขตมหาศาลคุ้มกัน แต่ไพ่ตายกับตัวตนขอบเขตมหาศาลเหล่านั้นต้องพิทักษ์ลัทธิไร้มลทินและปกป้องศิษย์สำนักทุกผู้ เป็นเช่นอำนาจค้ำจุนสูงสุด มิอาจไปไหนมาไหนได้โดยง่าย
และตัวตนขอบเขตมหาศาลเหล่านั้นก็ต้องระวังหายนะจากเทพ จึงมิกล้าปรากฏตัวในโลกหล้ากันง่ายๆ
ด้วยเหตุนี้ การจัดการกับซูอี้จึงเป็นเรื่องยากยิ่ง เพราะหากส่งมหาเซียนไปไล่ล่าซูอี้ มันก็ไม่ต่างกับการส่งพวกเขาไปตาย!
“ไม่ได้ ต้องทำอันใดสักอย่าง ต้องมิให้โอกาสซูอี้เรืองอำนาจเด็ดขาด!” ฉีเนี่ยสูดหายใจลึกๆ และตัดสินใจ
ในใจเขา ซูอี้ถือเป็นภัยต่อลัทธิไร้มลทินได้แล้ว และต่อให้ต้องทุ่มเทสิ่งใด อีกฝ่ายก็ต้องถูกกำจัด!
จากนั้นเขาก็เรียกบ่าวเฒ่าผู้หนึ่งมาสั่งงานทันที “ใช้นามข้าส่งสารถึงเสวียนจ้ง เจ้าลัทธิกำเนิดเอกภพ และหนานอู๋จิ้ว เจ้าลัทธิอัคคีเทพ…” เขาประกาศนามของผู้นำขุมกำลังยักษ์ใหญ่วิถีเซียนคนแล้วคนเล่าในหนึ่งอึดใจ แล้วจึงกล่าวว่า “ในสามวัน โปรดมาหารือกันที่ลัทธิไร้มลทิน”
ว่าแล้ว เขาก็ส่งตราประทับหยกชิ้นหนึ่งให้บ่าวเฒ่า “ยามส่งสาร ทิ้งสัญลักษณ์ของข้าไว้บนนั้นด้วย และบอกพวกเขาว่าเรื่องสำคัญที่เราต้องหารือกันหนนี้เกี่ยวข้องกับซูอี้!”
“ขอรับ!” บ่าวเฒ่ารับคำสั่งอย่างเคร่งเครียดและจากไปอย่างรีบร้อน
ฉีเนี่ยนวดหว่างคิ้ว หัวใจรู้สึกสงบลงเล็กน้อย เขาไม่ได้ห่วงหรอกว่าเจ้าลัทธิอันทรงพลังเหล่านั้นจะมิยอมมา
เขาคาดเดาได้กระทั่งว่าผู้นำกลุ่มเต๋าเหล่านั้นต้องรับรู้ถึงภัยคุกคามจากซูอี้ไม่ต่างจากเขา! หากพวกเขาร่วมมือกันได้ ใครเล่าจะปฏิเสธ?
“ซูอี้หนอซูอี้ ข้ามิคาดคิดเลยจริงๆ ว่าแค่สองปีกว่า เจ้าจะเติบโตขึ้นได้เพียงนี้!”
“ทั่วใต้หล้านี้ เจ้าได้ก่อกวนวายุพิรุณไปมากมายเพียงใดในช่วงเวลาสั้นๆ? สร้างคลื่นกระเพื่อมสาดซัดมามากมายเพียงไรแล้ว?”
“แต่ก็เพราะเช่นนี้ ทุกคนที่เป็นปรปักษ์กับเจ้าย่อมมิปล่อยให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อได้อีก!”
“จริงอยู่ที่เจ้าเป็นร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล ทว่าแดนเซียนทุกวันนี้แตกต่างจากก่อนยุคอวสานเซียน และเจ้าซูอี้ก็อ่อนด้อยกว่าจอมราชันอนันตรัตติกาลเมื่อกาลก่อนมากนัก!!”
ดวงตาของฉีเนี่ยวูบไหว เปี่ยมด้วยจิตสังหารเข้มข้น
……
สามวันหลังจากนั้น
ผู้นำขุมกำลังเซียนยักษ์ใหญ่ทั้งห้าอันประกอบด้วยลัทธิกำเนิดเอกภพ ลัทธิอัคคีเทพ ลัทธิหลิงหลง สำนักเต๋านิลคราม และโถงดาบวิญญาณหาญ ล้วนมารวมตัวกันภายในห้องโถงของลัทธิไร้มลทิน
ในขณะที่ผู้ไม่อาจมาประชุมตามนัดหมายได้ประกอบด้วยวังเซียนฟ้ามรกต และสำนักเซียนหมื่นดาบแห่งแคว้นเหวิน ทว่าฉีเนี่ยหาสนใจเรื่องนี้ไม่
วังเซียนฟ้ามรกตตั้งอยู่ในทะเลบูรพา ห่างไกลเสียจนไม่ต่างจากสุขาวดีนอกแดนเซียน ต่อให้เกิดหายนะขึ้นในสี่สิบเก้าทวีปแดนเซียน ทะเลบูรพาก็จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า หากเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นในแดนเซียน ทะเลบูรพาถือเป็นสถานที่หลบภัยอย่างดีในระดับหนึ่งทีเดียว
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ เจ้าสำนักเหลยอวิ๋นถิงแห่งสำนักเซียนหมื่นดาบไม่ได้มาเข้าประชุม! เขายังไม่ทราบว่าสำนักเซียนหมื่นดาบได้เปลี่ยนผู้นำไปเรียบร้อยแล้ว
ทว่ามันก็มิได้ส่งผลกระทบต่อแผนการสำหรับทำลายซูอี้!!
วันเดียวกันนั้น เขาได้จัดประชุมลับกับผู้นำกลุ่มเต๋ายักษ์ใหญ่แห่งวิถีเซียนทั้งห้า และลัทธิไร้มลทินก็ประกาศข่าวออกมาในวันนั้น ว่าหกกลุ่มเต๋ายักษ์ใหญ่ร่วมกันประกาศนัดประลองกับซูอี้!
สถานที่คือ สนามรบโบราณในแคว้นจิน ‘สันเขาระฟ้า’!
สิบวันหลังจากนี้ หกยักษ์ใหญ่แห่งวิถีเซียนแต่ละแห่งจะส่งมหาเซียนหนึ่งคนไปสู้ หากซูอี้ปฏิเสธ เขาจะต้องรับผลกระทบ!
หกกลุ่มเซียนยักษ์ใหญ่ได้แพร่กระจายข่าวนี้ไปทั่วทั้งแดนเซียนโดยผ่านขุมกำลังรับใช้ของพวกเขา ทันใดนั้น แดนเซียนก็บังเกิดคลื่นสะท้านสะเทือน!
ซูอี้!
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา นามนี้โดดเด่นยิ่งนัก ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด เขาประหารมหาเซียน ปลดทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือจากตำแหน่ง
ในงานประกวดล่าเวหา เขาต่อกรกับเหล่ามหาเซียนเพียงลำพัง สังหารศัตรูราบคาบและจรจากไป
และในเหตุการณ์ล่าสังหารอันร้ายกาจเกินใดเทียบนั้น เก้าขุมกำลังเซียนต่างแพ้พ่าย พวกเขาสูญเสียมหาเซียนสามสิบกว่าคนไปในหุบเหวหมอกดำ เหลือเพียงซูอี้ที่รอดชีวิต!
และไม่นานมานี้ ลัทธิหมื่นวิญญาณที่ตั้งรกรากในเขาปู้โจวถูกเขาเหยียบย่ำทำลาย ทำให้ทั่วทั้งโลกหล้าตกตะลึง!
เหตุการณ์ใหญ่โตเหล่านี้เพียงพอให้แดนเซียนเกิดคลื่นสะท้านสะเทือนทั่วชั่วกาลนานได้ และยังทำให้นามของซูอี้กึกก้องทั่วนภา
จวบจนวันนี้ ข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับเขายังเป็นที่กล่าวขานไปทั่วหล้า ทว่าหกขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งแดนเซียนในยามนี้กลับประกาศสู่โลกหล้าพร้อมกันว่าจะขอนัดประลองกับซูอี้ จึงยากจะไม่ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้!
ทันใดนั้น สารพัดเสียงเซ็งแซ่ก็ดังขึ้นทั่วทั้งสี่สิบเก้าทวีปโลกเซียน ไม่ว่าที่ใดก็มีผู้ฝึกตนชุมนุม พวกเขาก็ล้วนพูดคุยกันถึงเหตุการณ์สะท้านโลกานี้!
……
ทวีปกกพิสุทธิ์
ภายในเมืองอันคลาคล่ำด้วยผู้คนแห่งหนึ่ง ซูอี้ผู้เดินทางมาทั้งวันกำลังเพลิดเพลินกับอาหารเลิศรสในโรงเตี๊ยมพร้อมกับชีฝูเฟิงและพญาวิหคเผิงเทียนสลัว
พวกเขาจะแยกย้ายกันในไม่ช้า และงานเลี้ยงนี้ก็กล่าวได้ว่าเป็นการเลี้ยงส่งพญาวิหคเผิงเทียนสลัว
วิหคปากเสียตัวนี้แสนโศกา มันอยากจะอยู่รับใช้ชายหนุ่มตลอดกาล ทว่าอีกฝ่ายปฏิเสธ เขารู้ดีถึงจุดประสงค์ของวิหคปากเสียตัวนี้ที่ต้องการอาศัยบารมีตน ส่วนความเศร้าโศกนี้เสแสร้งทั้งเพ!
ทว่าเมื่อคิดถึงผลงานที่ผ่านมาของมัน ในที่สุดซูอี้ก็นำม้วนหยกชิ้นหนึ่งส่งให้อีกฝ่าย ม้วนหยกนี้บันทึกประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับการพิสูจน์วิถีสู่ขอบเขตมหาศาล แม้จะมิใช่มรดกวิถีสูงล้ำนัก แต่มันก็เป็นสมบัติล้ำค่าเหนือสิ่งอื่นใดสำหรับพญาวิหคเผิงเทียนสลัวผู้มีการฝึกฝนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลาย!
มันสุดแสนลิงโลดราวพบสมบัติล้ำค่า เยินยอประจบประแจงซูอี้มิขาดปากเสียจนชีฝูเฟิงแอบหมั่นไส้
ทันใดนั้น เสียงโหวกเหวกอย่างตื่นเต้นพลันดังขึ้นบนถนนนอกโรงเตี๊ยม
“ข่าวใหญ่! ข่าวใหญ่! หกขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งแดนเซียนได้ประกาศสู่โลกหล้าแล้วว่า พวกเขากำลังจะนัดประลองกับซูอี้ ณ สันเขาระฟ้าแห่งแคว้นจิน!!”
หนึ่งศิลาก่อเกิดคลื่นนับพัน สารพัดเสียงอื้ออึงดังสนองตอบ บนถนนอันคลาคล่ำลุกฮือเยี่ยงหม้อเดือดระเบิด เหล่าผู้กินอาหารในโรงเตี๊ยมต่างกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ลุกขึ้นไถ่ถามข่าวสารตามๆ กัน
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวกับชีฝูเฟิงอดผงะไปมิได้ นัดประลอง?
พวกเขาหันมองซูอี้โดยไม่รู้ตัว ทว่าเขากลับนั่งนิ่ง จิบสุราพลางเพลิดเพลินกับอาหารเลิศรส ท่าทีสุขุมราวกับไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องทั้งหมดนี้
ตอนที่ 1,769: ฟันต่อฟัน
เพียงแค่ฟังจากคำพูดของผู้คน ซูอี้ก็รู้เกี่ยวกับรายละเอียดในการประลองครั้งนี้แล้ว ขุมกำลังเซียนยักษ์ใหญ่แต่ละแห่งจะส่งมหาเซียนหนึ่งคนเข้าร่วมศึก สถานที่จัดประลองคือสนามรบโบราณ ‘สันเขาระฟ้า’ แห่งแคว้นจิน
เวลาคือสิบวันหลังจากนี้ หากซูอี้ปฏิเสธ เขาก็ต้องรับผลกระทบทั้งหมด แน่นอนว่า ชายหนุ่มหาประหลาดใจกับเรื่องนี้ไม่ มิต้องสงสัยเลยว่าการล่มสลายของลัทธิหมื่นวิญญาณทำให้ยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิไร้มลทินรู้สึกถึงสถานการณ์วิกฤตได้
กล่าวคือ ยักษ์ใหญ่วิถีเซียนเหล่านี้นั่งมิติดที่แล้ว!
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวอดกล่าวถามมิได้ “ใต้เท้าอนันตรัตติกาล ท่านจะไปร่วมศึกหรือไม่ขอรับ?”
ซูอี้ดื่มสุราหนึ่งจอก สายตามองถนนอันคลาคล่ำนอกหน้าต่าง และกล่าวอย่างเหม่อลอย “ความจริงใจไม่มีสักนิด ไฉนข้าต้องไปด้วย?”
ชีฝูเฟิงกล่าวอย่างจริงจัง “พวกเขาเลือกสถานที่ นัดเวลากันเอง แล้วยังขู่ว่าหากมิเข้าร่วมจะต้องรับผลกรรม การนัดหมายเช่นนี้ย่อมเต็มไปด้วยกับดักเป็นธรรมดา”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวฉีกยิ้มกล่าว “นั่นสิ พวกนั้นคิดแต่จะทำตามใจ หากอยากจะสู้กันจริงๆ ผู้กำหนดสถานที่และเวลาต้องเป็นใต้เท้าอนันตรัตติกาลต่างหาก!”
หลังจากครุ่นคิดสักพัก ซูอี้ก็กล่าวกับพญาวิหคเผิงเทียนสลัวว่า “ไปสืบข่าวที ในเมื่อพวกนั้นกล้าประกาศสงครามกับข้าต่อโลกหล้า เกรงว่าพวกเขาน่าจะมั่นใจว่าข้าจะเข้าร่วมแน่นอน จึงไม่กลัวว่าข้าจะผิดนัด ซึ่งข้าสงสัยจริงๆ ว่าพวกเขาจะนำสิ่งใดมาขู่ข้า”
“ขอรับ” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวรับบัญชาและจากไป ชาายหนุ่มยังคงเพลิดเพลินกับอาหารเลิศรสต่อ ช่างหายากนักที่เขาจะเป็นอิสระ ดังนั้นโอกาสอันดีเช่นนี้จึงต้องดื่มด่ำถนอมไว้ มีหรือจะยอมให้โลกภายนอกมาทำให้เขาเสียอารมณ์?
เมื่อถึงเวลาผ่อนคลาย ซูอี้ก็มิเคยทำผิดต่อตนเอง
ทว่าชีฝูเฟิงกลับร้อนรนเล็กน้อย เขาสังหรณ์ว่าในเมื่อหกขุมกำลังเซียนยักษ์ใหญ่ทำเช่นนี้ พวกเขาต้องวางแผนไว้นานแล้ว แม้ใต้เท้าจอมราชันจะปฏิเสธมิเข้าร่วมศึก พวกเขาย่อมมิรามือแน่!
ในแดนเซียนทุกวันนี้ ยักษ์ใหญ่แห่งวิถีเซียนเป็นเช่นนายเหนือแห่งโลกา เป็นที่นับถือเยี่ยงนภาสวรรค์! ผู้ใดเล่าจะกล้ามองข้ามพวกเขา? ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหนนี้ หกขุมกำลังเซียนยักษ์ใหญ่เป็นผู้ร่วมกันประกาศสู่โลกหล้า!
ไม่นานนัก พญาวิหคก็กลับมาพร้อมข่าวอันชวนหนักใจข่าวหนึ่ง
“ใต้เท้าอนันตรัตติกาล สถานการณ์แย่แล้วขอรับ!”
“กล่าวกันว่าในมือลัทธิไร้มลทินมีตัวประกันมากมายที่จะใช้ข่มขู่ท่าน! หากท่านมิไปร่วมศึก ตัวประกันเหล่านั้นจะถูกสังหารขอรับ!”
ซูอี้หรี่ตาลง ก่อนจะแค่นหัวเราะ “ลูกไม้น่าเกลียดพรรค์นี้อีกแล้ว ดูเหมือนว่าศิษย์เอกฉีเนี่ยของเซวี่ยเซียวจื่อจะตกต่ำกว่าอาจารย์มากนัก”
การใช้ตัวประกันมาข่มขู่เกิดขึ้นได้ทั่วไปในอดีต ทว่าก่อนยุคอวสานเซียนมาเยือน ตัวตนทั้งหลายผู้เคยประมือกับหวังเย่ต่างรู้ดีว่า ทุกการข่มขู่ล้วนมิอยู่ในสายตาของเขาเลย
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวครุ่นคิดและกล่าวว่า “ใต้เท้าอนันตรัตติกาล ผู้คนกล่าวกันว่า ตัวประกันเหล่านั้นเคยรับใช้ท่าน หากเกิดบางอย่างขึ้นกับพวกเขา…” วาจามิทันสิ้น ความหมายของมันก็ปรากฏชัดเจน
ซูอี้กล่าวเสียงเนิบนาบ “เจ้าคิดหรือว่าหากข้าไปร่วมศึก พวกเขาจะปล่อยตัวประกันเหล่านั้นง่ายๆ?”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวกล่าวอย่างเฉียบขาด “ไม่!”
“เช่นนั้น เจ้าคิดว่าข้ามีโอกาสช่วยเหลือตัวประกันเหล่านั้นหรือไม่?”
“เรื่องนี้… ข้าเกรงว่าคงยากขอรับ”
“หากเป็นเช่นนี้ ไฉนข้าต้องให้พวกเขาจูงจมูกด้วย?” ชายหนุ่มเล่นกับจอกสุราในมือ ดวงตาสุขุมลุ่มลึก “ตัวประกันต้องมีชีวิตจึงจะควรค่าแก่การเจรจา และหากพวกเขาตายไป โอกาสไกล่เกลี่ยก็มลายสิ้น”
ว่าแล้ว เขาก็ขมวดคิ้วน้อยๆ สถานการณ์ระหว่างเขากับลัทธิไร้มลทิน รวมถึงยักษ์ใหญ่วิถีเซียนกลุ่มอื่นนั้นเป็นปรปักษ์กันมานานจนมิอาจคลี่คลายได้แล้ว หากเขามิไปร่วมศึก ศัตรูเหล่านั้นก็อาจสังหารตัวประกันในมืออย่างไร้ความเกรงใจจริงๆ!
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวถามอย่างระมัดระวัง “ใต้เท้าอนันตรัตติกาล งั้นเราจะมิทำอันใดเลยหรือขอรับ?”
ซูอี้กล่าวพร้อมด้วยประกายเย็นวาบในแววตา “ไม่ ในเมื่อพวกเขาตั้งเงื่อนไขมาข่มขู่ข้า มีหรือข้าจะมิตอบโต้?”
“ศัตรูทำได้ เหตุใดข้าจะทำบ้างมิได้?!”
ซูอี้วางจอกสุราในมือและกล่าวเบาๆ ว่า “อยากนัดเวลาหรือ? ได้ ข้าจะจัดการทุกอย่างเอง ข่มขู่กันรึ? เฮอะ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน รอดูเลยว่าผู้ใดจะทนมิได้ก่อน!”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวกล่าวขึ้นมาด้วยความกระชุ่มกระชวยว่า “ใต้เท้าอนันตรัตติกาลกล่าวไว้ถูกต้องยิ่ง ยามรับมือสารเลวพวกนี้ ต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน!”
ชีฝูเฟิงยังคงกังวลยิ่ง “ใต้เท้า หากตัวประกันตายล่ะก็…”
ซูอี้หันไปกล่าวกับอีกฝ่าย “ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด สหายผู้หนึ่งของข้าซึ่งนับข้าเป็นพี่น้องถูกศัตรูที่มีนามว่าหวงอวิ๋นเยี่ยจับตัวไป คิดจะใช้เขามาบังคับให้ข้าก้มหัว เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าทำเช่นไร?”
ก่อนชีฝูเฟิงจะทันเอ่ย ซูอี้ก็ตอบกลับแล้ว “ข้าหาก้มหัวไม่ เพราะหากยามนั้นข้าก้มหัว ทั้งข้าและสหายผู้นั้นจะปราชัยทั้งคู่ และหวงอวิ๋นเยี่ยก็จะได้คืบเอาศอก ท้ายที่สุดเราจะตายกันหมด”
“ดังนั้น…” ชายหนุ่มกล่าวอย่างเยือกเย็น “หลังตัดสินใจได้แล้ว ข้าก็ลงมืออย่างไร้ลังเล”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวและชีฝูเฟิงล้วนสะท้านในใจ ยามใต้เท้าอนันตรัตติกาลตัดสินใจลงมือ หัวใจเขาต้องเจ็บปวดรวดร้าวเพียงไร?
“น่าเสียดายที่ไร้ปาฏิหาริย์ใดเกิด สหายผู้นั้นของข้าตกตาย” สีหน้าของซูอี้หาเปลี่ยนแปลงไม่ “หลังจากไล่ล่าเก้าวันเก้าคืน ข้าจับเป็นหวงอวิ๋นเยี่ยได้ และจากนั้นข้าก็ถลกหนังมัน ป่นกระดูก สลายเถ้าที่ภูเขาโอฬารยุทธ์ ต่อหน้าสหายทั่วโลกหล้าของข้า”
“ต่อจากนั้น ข้าก็ใช้เวลาครึ่งปี ทุ่มเทกำลังทั้งหมดสังหารตระกูลและสำนักที่อยู่เบื้องหลังหวงอวิ๋นเยี่ย โดยมิละเว้นญาติสนิทมิตรสหายของเขาแม้สักคน”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวและชีฝูเฟิงสูดหายใจเฮือก “โหดร้ายหรือ?”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยชา “หากข้ายอมถอย ข้าไม่เพียงจะปราชัน แต่ญาติสนิทมิตรสหายทั้งหมดของข้า รวมถึงผู้ใต้บัญชาทั้งมวลก็จะตกตายเช่นกัน”
เขากล่าวพลางดื่มสุราอีกจอก “จากนั้นมา ทุกผู้ในแดนเซียนล้วนเข้าใจทั่วกันว่าคำขู่นั้นไร้ผลต่อหน้าข้า อยากฆ่าข้าหรือ? ได้ แสดงฝีมือแท้จริงออกมาเสีย! หาไม่ แผนการหรือลูกไม้ทั้งหลายล้วนไร้ค่า!”
คนฟังทั้งสองต่างสะเทือนถึงทรวง
ซูอี้เองก็รู้สึกสะเทือนใจเช่นกัน “กาลก่อน ข้าพ่ายแพ้ในศึกอนันตรัตติกาล และต่อจากนั้นมา ผู้คนและขุมกำลังที่เกี่ยวข้องกับข้าส่วนใหญ่ต่างกลายเป็นเป้าล้างแค้นของศัตรูร้ายเหล่านั้น”
“ตำหนักอนันตรัตติกาลถูกทำลาย เผ่าภูตปี้อั้นถูกถล่ม สำนักเซียนหมื่นดาบถูกบังคับให้ยอมจำนน…”
“นี่เป็นเพียงโศกนาฏกรรมที่ข้ารู้เท่านั้น ซึ่งต้องยังมีอีกมากมายที่ข้ายังไม่รู้แน่ชัด!”
“และยามนี้ พวกขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิไร้มลทินกล้าใช้ตัวประกันมาบังคับข้าทำสงคราม เราย่อมต้องโจมตีให้หนัก ถล่มพวกมันให้แหลกลาญ!”
หลังกล่าวจบ เขาก็ลุกขึ้น “ไปกันเถอะ”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวและชีฝูเฟิงกระวีกระวาดลุกขึ้น “ใต้เท้าอนันตรัตติกาล เราจะไปหนใดกันหรือขอรับ?” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวอดถามมิได้
“ในหมู่หกขุมกำลังยักษ์ใหญ่ ที่ใดใกล้ทวีปกกพิสุทธิ์ที่สุด เราจะไปที่นั่น” ซูอี้กล่าวเนิบๆ
“ใกล้ทวีปกกพิสุทธิ์ที่สุด…” พญาวิหคครุ่นคิดสักพัก และโพล่งออกมาว่า “ลัทธิหลิงหลง! ขุมกำลังเซียนอันมีเทพอยู่เบื้องหลังนี้อยู่ที่แคว้นฮั่ว และแคว้นฮั่วก็อยู่ติดกับทวีปกกพิสุทธิ์ หากเราออกเดินทางยามนี้ เราจะถึงที่นั่นตั้งแต่หัวค่ำ!”
“งั้นก็ไปที่ลัทธิหลิงหลงกัน” ชายหนุ่มตัดสินใจ
เดิมที เขาตั้งใจจะฝึกฝนเงียบๆ เมินเฉยต่อความวุ่นวายทางโลกไปสักพัก ทว่าตอนนี้เขาต้องเปลี่ยนแผน
นี่แหละหนาชีวิต เต็มไปด้วยเหตุผกผันเกินคาด แผนการทั้งหลายมิเคยสู้ชะตาลิขิต ในเหตุการณ์ชีวิตสิบหน ไม่แปดก็เก้าล้วนมิอยู่ในคาดหวัง
……
แคว้นฮั่ว เขากระดานหมาก สถานที่ตั้งของลัทธิหลิงหลง
กลางดึก
ตอนที่ 1,770: เทวรูปหลิงหลง
สรรพสิ่งรอบๆ เขากระดานหมากล้วนเงียบสงัด เว้นเพียงดวงแสงที่สะท้อนอาคารโบราณในลัทธิหลิงหลงประปราย
ภายในตำหนักโบราณแห่งหนึ่ง สั่วเหวินโจว หัวหน้านักบวชลำดับที่สองแห่งลัทธิหลิงหลงกำลังร่ำสุรา
เขาสวมอาภรณ์สีขาว ใบหน้าหล่อเหลาเยี่ยงชายหนุ่ม ทว่าแท้จริงเขาคือสัตว์ประหลาดเฒ่าขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลาย ซึ่งใช้ชีวิตเนิ่นนานเกินคณานับ
ข้างกายเขามีหญิงงามอยู่หลายคน พวกนางล้วนเป็นนางสนมของเขา สั่วเหวินโจวไร้งานอดิเรกอื่นใดในชีวิต นอกจากศึกษาวิถีฝึกฝนคู่ ชั่วชีวิตของเขาสะสมหญิงงามไว้หลายต่อหลายคน สำราญเสวยสุขทุกค่ำคืนไป
“ท่านพี่ ข้าได้ยินว่าหกมหาอำนาจวิถีเซียนกำลังจะจัดการกับซูอี้ในยามนี้ ท่าน… ก็ต้องเข้าร่วมด้วยหรือเปล่าเจ้าคะ?” หญิงงามผู้หนึ่งถามเสียงอ่อนหวาน
แม้สั่วเหวินโจวจะเป็นมหาเซียนและหัวหน้านักบวชลำดับที่สองผู้เป็นที่เคารพบูชาจากผู้คนในลัทธิหลิงหลง เขาก็ยังชอบให้เหล่าสนมเรียกเขาเป็นท่านพี่
เขายิ้มน้อยๆ และกล่าวว่า “เจ้าลัทธิและหัวหน้านักบวชสูงสุดเดินทางไปยังลัทธิไร้มลทินแล้ว ต่อให้พวกเขาจะไปกวาดล้างซูอี้นั่น มันก็จะมิเกี่ยวกับข้า และข้าก็จะอยู่เฝ้าสำนักกับพวกเจ้า เหล่าคนงามต่อไป”
เขาว่าพลางคว้าร่างหญิงงามเข้าสู่อ้อมแขน มือไม้ปฏิบัติภารกิจ
ไม่นานนัก หญิงงามก็สะท้านทั่วร่าง หอบหายใจหนักหน่วง ใบหน้างดงามเปี่ยมเสน่ห์ออดอ้อนยั่วยวน
“ฮ่าๆๆ พวกเจ้าก็มาด้วยกันเลยสิ” สั่วเหวินโจวเสสรวลขณะโบกมือเรียกหญิงงามคนอื่นๆ “นังหนูแพศยาทั้งหลายมีวาสนา คืนนี้ข้าจะจัดงานประชุมแก้ผ้า พวกเจ้าจะได้สำราญกันทุกคน!”
เหล่าหญิงงามล้วนเผยสีหน้ากระดากอาย รูปโฉมงดงาม เสน่ห์เย้ายวน ต่างผู้ล้วนโถมตัวเข้าไปในอ้อมแขนของเขา
ขณะที่งานรื่นเริงนั้นกำลังจะเกิดขึ้นนั้นเอง ชั่วขณะนั้น ร่างสูงร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุอย่างเงียบงัน
อาภรณ์สีเขียวภายใต้แสงเทียนสว่างไสวนั้นพร่าเลือนดุจมายา ดูแตกต่างจากความจริงยิ่งนัก ทำให้สั่วเหวินโจวผงะหวาดผวา!!
ทันใดนั้น ตัณหาอันเต็มเปี่ยมในใจสั่วเหวินโจวก็ปลิวหาย เหลือเพียงความเย็นเยียบเสียดกระดูกเกาะกุม
นี่คือสถานที่ใจกลางลัทธิหลิงหลง ตำหนักแห่งนี้ปกคลุมด้วยค่ายกลไม่รู้กี่ชั้น! ทว่ายามนี้กลับมีผู้ลอบเข้ามาได้!!
ไร้กาลให้ครุ่นคิด สั่วเหวินโจวเหวี่ยงร่างของหญิงงามผู้เกาะก่ายซ้ายขวาของเขาออกไปตามสัญชาตญาณต่อสู้อันสั่งสมมานานปี ในขณะเดียวกัน ร่างซึ่งนอนแผ่กับพื้นของเขาก็ถอยกรูดอย่างรวดเร็ว สองมือถือง้าวสั้นสีทองข้างละเล่ม พลังขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลายระเบิดออกทันใด
ทว่าชั่วอึดใจต่อมา ม่านตาของเขาพลันหดตัว เขามองไปทั่วห้อง ทว่าไหนเล่าตัวตนชุดเขียวซึ่งปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ?
หายไปแล้ว? ภาพหลอนหรือ?
ตุ้บ! ตุ้บ!
เหล่าหญิงงามต่างล้มกองกับพื้น ร้องโอดครวญอย่างเจ็บปวด สีหน้าแสนสับสนงุนงง
“ท่านพี่ ท่าน…” สาวงามผู้หนึ่งเงยหน้าขึ้นคล้ายจะตัดพ้อขึ้นมา ทว่าทันใดนั้น ดวงตาของนางก็เบิกกว้าง หนังศีรษะชาวาบ กรีดร้องลั่น “ข้างหลัง! ท่านพี่ ข้างหลังท่าน!!”
หนังศีรษะของสั่วเหวินโจวชายิบ เขามิได้หันไปมอง ทว่าใช้ง้าวสั้นสีทองทั้งสองในมือแทงสวนไปอย่างดุดัน
ทว่าคอของเขาในยามนี้ถูกมือใหญ่ข้างหนึ่งคว้าไว้แน่น ร่างถูกอำนาจทรงพลังจองจำ ทำให้ไร้เรี่ยวแรงจะแทงสวน
“มีอันใดก็พูดกันดีๆ สิ ท่านจะทำอันใดกัน?” สั่วเหวินโจวแผดเสียงร้องลั่น
แม้จะผ่านศึกมานับไม่ถ้วน ทว่าเขาก็ยังอดรู้สึกตื่นกลัวมิได้
“ขอบคุณที่ต้อนรับกันแม้ยามดึกดื่น ข้าจะขอยืมหัวของเจ้าไปใช้หน่อย หวังว่าคงมิถือสา”
กร๊อบ!
เสียงเฉยชาดังขึ้น แล้วคอของสั่วเหวินโจวก็ถูกบิด ศีรษะถูกกระชากออก โลหิตสาดกระเซ็นเยี่ยงน้ำตก
จวบจนสิ้นใจ สั่วเหวินโจวก็ยังมิอาจเห็นหน้าตาศัตรูชัดๆ ไม่ทราบที่มา และมิอาจล่วงรู้ว่าอีกฝ่ายเข้ามาในลัทธิหลิงหลงของพวกเขาอย่างไร้เสียงได้เช่นไร…
ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเปี่ยมความไม่ยินยอมพร้อมใจ ส่วนเหล่าหญิงงามก็ล้วนหน้าซีดด้วยตกใจกลัว และกรีดเสียงร้องลั่น
ในสายตาพวกนาง ชายหนุ่มชุดเขียวนั้นประหนึ่งภูตผี ไปมาไร้ร่องรอย ซ้ำยังเด็ดศีรษะของหัวหน้านักบวชลำดับที่สองสั่วเหวินโจวอย่างง่ายดาย ช่างน่ากลัวยิ่งนัก!
“พวกเจ้าเสียงดังไปแล้ว” ซูอี้ส่ายหน้าน้อยๆ ด้วยหนึ่งสะบัดแขนเสื้อ ปราณดาบสายหนึ่งก็กวาดไปทั่วทั้งโถง เสียงกรีดร้องหยุดลงกะทันหัน ตามด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง แล้วร่างของซูอี้ก็หายวับไป
……
ช่วงเวลาต่อจากนั้น เหตุการณ์ทำนองเดียวกันก็เกิดขึ้นกับผู้ทรงอำนาจคนอื่นๆ ในลัทธิหลิงหลง ศีรษะมนุษย์ชุ่มเลือดหัวแล้วหัวเล่าถูกเด็ดออกในคืนนี้
ภายในโถงบรรพชนที่สร้างด้วยสำริดแห่งหนึ่ง แสงประทีปสว่างไสวพร้อมแสงเทียน เกิดเป็นแสงเงาวูบไหว
ใจกลางโถงบรรพชนมีรูปสลักสูงเก้าจั้งตั้งอยู่รูปหนึ่ง
รูปสลักนั้นมีสามเศียรหกกร หนึ่งในสามเศียรมีใบหน้าแววตาอ่อนโยนเมตตา หนึ่งถมึงทึงแยกเขี้ยวแหลมคม ศีรษะกลางเป็นหญิงงามสะกดสายตาผู้หนึ่ง และหกกรนั้นล้วนถือตะวันทมิฬไว้ข้างละดวง!
สิ่งที่ประหลาดที่สุดคือรูปสลักนั้นหามีขาไม่ ทว่ามีร่างเป็นอสรพิษ ปกคลุมด้วยเกล็ดสีเลือดประหลาดหนาแน่น จากแสงประทีปและเทียน รูปสลักเก้าจั้งนี้อาบไล้ด้วยแสงสีประหลาดลึกลับ
ตรงหน้ารูปสลักมีแท่นบูชาแท่นหนึ่งตั้งอยู่ มีประทีปกระดูกขาวหนึ่งดวงและเครื่องเซ่นอื่นๆ อยู่บนนั้น
ชายหน้าดุในชุดเทาถือหม้อใบหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยเลือดในมือ และกำลังเทมันลงสู่ประทีปกระดูกขาว
เมื่อโลหิตเข้มข้นถูกเทลงไป ประทีปกระดูกขาวก็ราวคืนชีวา เผยคลื่นอำนาจประหลาด สูบกินโลหิตซึ่งหลั่งไหลเข้ามาอย่างกระหายหิวจนหยดสุดท้าย
เมื่อโลหิตทั้งหม้อถูกเทจนหมด ชายชุดเทาก็ถอยหลังสองก้าว วางหม้อลงข้างๆ แล้วคุกเข่าลงกราบด้วยสีหน้าคลั่งไคล้
“เรียนใต้เท้าหลิงหลง เครื่องเซ่นอันสร้างจาก ‘โลหิตหมื่นวิญญาณ’ ถูกสังเวยแก่ประทีปศักดิ์สิทธิ์กระดูกขาวแล้ว และจากการอนุมานของเจ้าลัทธิ ‘ประทีปศักดิ์สิทธิ์กระดูกขาว’ จะเรืองอำนาจเต็มที่ในอีกสามวัน ปะทุหนึ่งพิกัดมิติขึ้นในธารสายยาวแห่งมิติเวลา ถึงยามนั้น ท่านจะสามารถชี้นำใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์มายังแดนเซียนได้ขอรับ!” เสียงของชายชุดดำเคร่งขรึม เผยความครั่นคร้ามจากก้นบึ้งหัวใจ
รูปสลักยังคงนิ่งงัน ไร้สิ่งใดบังเกิด ทว่าชายชุดเทารู้ดีว่าหากท่านองค์เทพต้องการทราบสิ่งที่เกิดคืนนี้ ย่อมสามารถทำได้ง่ายดาย
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เขาก็ผ่อนหายใจยาวและเตรียมลุกขึ้น ทว่าร่างของเขาพลันชะงักกึก!
บนพื้นปรากฏเงาร่างสูงใหญ่เงาหนึ่งขึ้นแต่ยามใดมิอาจทราบ!!
“ผู้ใด!” ชายชุดเทาหันขวับไปมอง และพบว่าห่างจากเขาไปสามจั้ง มีชายหนุ่มชุดเขียวผู้หนึ่งยืนอยู่ สองมือไพล่หลังมองไปยังรูปสลักที่มีความเก้าจั้ง
สีหน้าของชายชุดเทาคนนั้นแปรเปลี่ยนฉับพลัน “เจ้าเป็นใคร กล้าดีอย่างไรจึงได้บุกรุกสถานที่สำคัญของลัทธิข้า!” เขาว่าพลางลุกขึ้นเตรียมพร้อม
“อย่าแตกตื่นไป บอกที่มาเทวรูปนี้กับข้าได้หรือไม่?” ซูอี้ถาม
สีหน้าของชายคนนั้นแปรเปลี่ยน และครู่ต่อมาเขาก็กล่าวขึ้นว่า “นี่คือเทวรูปขององค์เทพหลิงหลงซึ่งประดิษฐานในลัทธิหลิงหลงของข้า นางคือ…”
ขณะพูด เขาก็สะบัดแขนเสื้ออย่างดุดัน วูบ! กระสวยสีเงินชิ้นหนึ่งทะยานออกเยี่ยงอสรพิษ ทะลวงเข้าใส่คอของอีกฝ่าย
ทว่าร่างของชายหนุ่มพลันหายวับไปในอากาศ จึงทำให้กระสวยสีเงินนั้นพลาดเป้า
“หายไปไหนแล้ว?” ชายชุดเทาพลันหน้าเปลี่ยนสี ก่อนจะเผ่นหนีออกไปด้านนอกโถง
ทว่ามิทันไร มือใหญ่ข้างหนึ่งก็ฟาดลงมาจากอากาศ ตู้ม! ชายชุดเทาร่วงลงกับพื้น ร่างแหลกสลาย โลหิตหลั่งไหลมิอาจบอกได้ว่ากระดูกแหลกไปกี่ท่อน
มือขวาของเขากระตุกยิก ใกล้จะขยี้ยันต์ลับชิ้นหนึ่งในมือได้ กร๊อบ! เท้าใหญ่ข้างหนึ่งเหยียบลงขยี้มือขวาของเขา อีกฝ่ายเจ็บปวดเสียจนหน้าเบี้ยว ดวงตาเกือบถลนหลุด หัวใจตกตะลึงยิ่งนัก
คนผู้นี้คือใครกัน? เหตุใดจึงร้ายกาจเพียงนี้?
“อยู่นิ่งๆ แล้วตอนที่ข้ายังสนใจเรียนรู้บางอย่างจากเจ้า จะดีกว่าหากไม่คิดเล่นลูกไม้ไม่น่าดูเหล่านั้น”
ว่าแล้ว ซูอี้ก็ยกมือขึ้นคว้า ยันต์ลับทะยานเข้าสู่มือเขา ยันต์ลับแผ่นนั้นมีรูปร่างคดเคี้ยวดุจอสรพิษ ผิวของยันต์ดำเมื่อม สลักอักขระสีดำประหลาดคล้ายมหาสุริยัน เมื่อถือในมือก็ให้ความรู้สึกหนาวยะเยือกอย่างประหลาด
หลังจากตรวจสอบคร่าวๆ ซูอี้ก็เข้าใจทันทีว่านี่คือยันต์ลับอันเปี่ยมอำนาจเทพ!
“หรือสิ่งนี้ องค์เทพหลิงหลงจะเป็นผู้ให้มา?” ชายหนุ่มเบนสายตาไปมองรูปสลัก
รูปสลักนี้ประหลาดจริงแท้ มีสามเศียรหกกร มือแต่ละข้างถือตะวันทมิฬ ศีรษะเป็นมนุษย์ ส่วนร่างคล้ายอสรพิษ ประหลาดลึกลับ
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้สงสัยว่ามันจะเป็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของ ‘องค์เทพหลิงหลง’ หรือไม่ หากใช่ อีกฝ่ายก็น่าจะเป็นเทพปีศาจ!
“ถูกต้อง” ชายชุดเทาหอบหายใจ ขณะกล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง “เจ้าฆ่าคนต่อหน้าเทวรูปองค์เทพหลิงหลง นี่คือการลบหลู่องค์เทพ! มิกลัวถูกลงทัณฑ์หรือไร?”
ซูอี้แย้มยิ้ม เขาเก็บยันต์ลับรูปร่างเหมือนอสรพิษไปแล้วเมินคำข่มขู่ของชายชุดเทา
เขามองไปที่ประทีปกระดูกบนแท่นบูชาและกล่าวว่า “จากที่เจ้ากล่าวมา หากประทีปกระดูกขาวนี้ดูดซับโลหิตหมื่นวิญญาณได้เพียงพอ มันจะสามารถปะทุหนึ่งพิกัดมิติบนธารสายยาวแห่งมิติเวลา นำพาบุตรแห่งสวรรค์มาสู่แดนเซียนได้ หรือสิ่งนี้จะเป็นสมบัติลับที่เทพให้มากันหนอ?”
ทันใดนั้น สีหน้าของชายชุดเทาก็แปรเปลี่ยนโดยสมบูรณ์ และยามนี้ เขาตระหนักแล้วว่าคำพูดของเขายามรายงานต่อองค์เทพหลิงหลงล้วนถูกอีกฝ่ายดักฟังอย่างครบถ้วน!
“ถูกต้อง นั่นคือสมบัติลับที่องค์เทพหลิงหลงประทานให้” ชายชุดเทากล่าวเสียงแหบต่ำ “หมื่นเก้าพันปีมานี้ ลัทธิหลิงหลงของเราสังเวยโลหิตหมื่นวิญญาณสามจินให้มันทุกเก้าวัน เพื่อที่สักวันเราจะสามารถต้อนรับบุตรแห่งสวรรค์ผู้ซึ่งองค์เทพหลิงหลงจะส่งมายังแดนเซียนได้”
เขาว่าพลางเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก จดจ้องซูอี้ด้วยดวงตาแดงฉาน “แนะนำให้อย่าง อย่าแตะต้องประทีปศักดิ์สิทธิ์กระดูกขาวนั่นสุ่มสี่สุ่มห้าจะดีกว่า หาไม่ ต่อให้เจ้าจะมีการฝึกฝนขอบเขตมหาศาล เจ้าก็ไม่พ้นถูกทวยเทพลงทัณฑ์ มีแต่ต้องตายอยู่ดี!!”
ซูอี้แค่นเสียงหึ “ลัทธิหมื่นวิญญาณเชิญบุตรแห่งสวรรค์มา ลัทธิหลิงหลงของพวกเจ้าก็คิดจะเชิญบุตรแห่งสวรรค์เช่นกัน หรือจะบอกว่าวิถีบรรลุเทพจะปรากฏขึ้นในแดนเซียนในไม่ช้า?”
ตอนอยู่ที่เขาปู้โจว เขาเป็นผู้ทำลายแผนของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณด้วยตนเอง และบุตรแห่งสวรรค์ซึ่งขาดเพียงก้าวเดียวก็จะถึงแดนเซียนจึงไร้โอกาสปรากฏร่าง
จวบจนยามนี้ ซูอี้ยังจำเสียงคำรามอันเปี่ยมด้วยโทสะของบุตรสวรรค์ ‘ลู่เฟิง’ ได้อยู่เลย และเหตุการณ์นี้ทำให้ซูอี้เข้าใจว่า เหตุผลที่ลัทธิหมื่นวิญญาณอยากเชิญบุตรแห่งสวรรค์มานั้นก็เพื่อพิสูจน์วิถีบรรลุเทพ ณ แดนเซียนในภายหน้า!
หากบุตรแห่งสวรรค์ของลัทธิหมื่นวิญญาณมายังแดนเซียนได้ก่อน คนผู้นั้นก็จะสามารถฉวยโอกาสชิงกฎแห่งยุคสมัยแห่งโลกปัจจุบัน สร้างอำนาจเทพขึ้นมาได้ก่อน!
และเหตุการณ์นี้ยังทำให้ซูอี้ประจักษ์ด้วยว่า แม้จะเป็นบุตรแห่งสวรรค์ หากคิดพิสูจน์วิถีขึ้นเป็นเทพ พวกเขาก็ยังต้องการโอกาสสัมพันธ์เพื่อสร้างอำนาจเทพกับตำแหน่งเทพของตนเช่นกัน!
และต้องทราบว่า เมื่อยุคทองเข้าสู่แดนเซียน โอกาสพิสูจน์วิถีบรรลุเทพจะปรากฏขึ้นในแดนเซียนภายหน้าแน่นอน! ทว่าเมื่อได้รู้ว่าลัทธิหลิงหลงเองก็วางแผนเช่นเดียวกันไว้ ซูอี้ก็พอจะสรุปได้คร่าวๆ แล้วว่าอีกไม่นาน วิถีบรรลุเทพจะปรากฏขึ้นในแดนเซียน!!
นี่คือความลับสะท้านโลกาจริงๆ หากแพร่งพรายออกไป ทั่วทั้งแดนเซียนคงได้สั่นสะท้านแน่นอน
“ในเมื่อท่านรู้ถึงวิถีบรรลุเทพแล้ว ก็น่าจะรู้ด้วยว่าจุดประสงค์การมาเยือนแดนเซียนของบุตรแห่งสวรรค์คือสิ่งใด แล้วยังกล้าพัวพันกับเรื่องของเทพอยู่อีกหรือ?” ชายชุดเทาถามย้อน
ซูอี้ว่า “ข้าถามเจ้าอยู่ว่าวิถีบรรลุเทพจะปรากฏในเร็วๆ นี้หรือไม่”
อีกฝ่ายส่ายหน้า “กระทั่งเจ้าลัทธิข้ายังไม่รู้เรื่องต้องห้ามนี้ แต่เจ้าพูดถูก เมื่อบุตรแห่งสวรรค์มายังโลกหล้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วิถีบรรลุเทพก็ย่อมอยู่มิห่างไปนัก”
ชายหนุ่มพยักหน้า และกล่าวอย่างสนใจทันทีว่า “เจ้ามีวิธีให้ข้าได้สนทนากับองค์เทพหลิงหลงนี่หรือไม่?” เขาใคร่รู้จริงๆ ว่าลัทธิหลิงหลงมีติดต่อสื่อสารกับเทพของพวกเขาเช่นไร
ชายชุดเทาผงะไป ดวงตาเบิกกว้าง “เจ้า…เจ้าอยากสนทนากับเทพ?”
“มิได้หรือ?” ซูอี้กล่าวเนิบๆ “ในสายตาเจ้า เทพเป็นประหนึ่งสรวงสวรรค์ เจ้าทำได้เพียงเคารพบูชา มิกล้าขัดวาจาใด แต่ในสายตาข้า พวกเขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนซึ่งแข็งแกร่งกว่าผู้อื่นนิดหน่อยเท่านั้น”
ชายชุดเทา “…”