บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1771-1775
ตอนที่ 1,771: ดาบเล่มนั้น!
หลังเงียบไปเนิ่นนาน ชายชุดเทาก็สะกดกลั้นความอึดอัดใจและกล่าวขึ้น “ทั่วทั้งลัทธิหลิงหลง แม้แต่เจ้าลัทธิก็มิอาจสนทนากับองค์เทพหลิงหลงได้”
เขาว่าพลางขยับร่างสะบักสะบอมชุ่มเลือดอย่างยากลำบาก มองขึ้นไปที่รูปสลักสูงเก้าจั้งด้วยสีหน้าคลั่งไคล้เทิดทูน “ไร้ผู้ใดในโลกหล้ามีคุณสมบัติพอเสวนากับเทพ!”
ซูอี้ขมวดคิ้ว “เช่นนั้น ตลอดกาลมานี้ พวกเจ้าติดต่อกับองค์เทพหลิงหลงเช่นไร?”
“หากใต้เท้าองค์เทพหลิงหลงมีโองการ ปาฏิหาริย์ก็จะบังเกิดบนเทวรูป ยามประสาทโองการ เจ้าลัทธิข้าก็จะมาประกาศเนื้อหาโองการด้วยตนเอง”
ชายชุดเทากล่าวขึ้น “และหลังบรรลุโองการใต้เท้าองค์เทพหลิงหลง เราก็แค่ต้องบูชากราบกราน รายงายอย่างนอบน้อมภักดี องค์เทพหลิงหลงก็จะรับทราบเอง”
ว่าแล้ว เขาพลันแยกเขี้ยวมองซูอี้ด้วยสายตาเคืองแค้น “หรือก็คือ บทสนทนาระหว่างเจ้าและข้า รวมถึงการกระทำก่อนหน้านี้ของเจ้าล้วนไม่อาจถูกปิดบังแล้ว เจ้าจะต้องถูกใต้เท้าองค์เทพหลิงหลงสังหาร!!”
เขาดูแสนภาคภูมิไร้กังวลราวหลอกคนสำเร็จ กล่าวคือ เหตุที่เขายอมคุยกับซูอี้ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตนแย่แน่ นั่นก็เพื่อถ่วงเวลาให้ซูอี้ถูกองค์เทพหลิงหลงหมายหัว!
ทว่าชายชุดเทาก็ต้องผิดหวังเมื่อซูอี้หาลนลานไม่ ตรงข้าม เขากลับหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะอันมิอาจอธิบายเหตุผลนั้นเป็นเช่นมีดคมเชือดเฉือนหัวใจชายชุดเทา ทำให้แสนอับอายและกล่าวอย่างโกรธเคือง “เจ้ายังหัวเราะออกอีก! ถูกองค์เทพหมายหัวเช่นนี้ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร มีแต่ต้องตายอุบาทว์เท่านั้น!!”
ซูอี้หาสนใจไม่ เขาเดินตรงไปยังรูปสลักเก้าจั้ง มองประทีปกระดูกขาวที่แท่นบูชาและกล่าวเบา ๆ “ข้ามีนามว่าซูอี้ เป็นผู้ที่องค์เทพที่เจ้าว่าตามหาอยู่ ตลอดหลายปีมานี้ ข้าสังหารทูตสวรรค์ไปมากมาย ดังนั้นข้าจึงพอเข้าใจแล้วว่าไฉนพวกเจ้าจึงกลัววัฏสงสารกันนัก”
ซูอี้!!? สมองของชายชุดเทาอื้ออึงตะลึงค้างดุจต้องอัสนีบาต เขาเข้าใจตัวตนผู้มาในทันใด และใบหน้าดุดันของเจ้าตัวก็แปรเปลี่ยนสีหน้าฉับพลัน ปรากฏว่าเป็นเขา ร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล!!
เสียงของซูอี้ยังคงกล่าวต่อในโถงบรรพชนอันมืดสลัว “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าหมายหัวข้าอยู่ และรู้ว่าพวกเจ้าจะทำการใด”
ท่ามกลางแสงสว่างวูบไหว ใบหน้าหล่อเหลาของซูอี้เผยเค้าเย้ยหยัน “ผู้คนในโลกหล้าล้วนไม่รู้ความ นับถือพวกเจ้าดุจเป็นหนึ่งในสวรรค์ ทว่าข้าไม่เหมือนพวกเขา และมิเคยกลัวจะประชันกับพวกเจ้า”
ว่าแล้ว ซูอี้ก็เบนสายตามองรูปสลักเก้าจั้งอย่างเงียบเชียบ และกล่าวอย่างสุขุมว่า “ภายหน้า ข้าจะขยี้ตำแหน่งเทพ ชิงอำนาจเทพของเจ้า และมองดูเจ้าผู้แสนสูงส่งเหนือใครร่วงหล่นกลับสู่มลทิน!”
ชายชุดเทาผวาหวาด ลบหลู่เทพ! คนผู้นี้กำเริบเสิบสานเสียจนบังอาจลบหลู่ข่มขู่เทพ!!
เปรี๊ยะ!! ด้วยหนึ่งโบกแขนเสื้อจากซูอี้ เทวรูปสูงเก้าจั้งก็ถูกฉีกกระชากเป็นเศษซากนับไม่ถ้วนกระเด็นกระดอน ฝุ่นควันคละคลุ้งไปทั่วทิศ ชายชุดเทาตื่นตะลึงเสียจนสิ้นสติ ไฉนเขาจึงกล้าเพียงนี้? มิกลัวต้องทัณฑ์สวรรค์จริง ๆ หรือ!?
ทันใดนั้น ดวงตาของชายชุดเทาก็เบิกกว้าง เขาเห็นซูอี้เอื้อมมือหยิบประทีปศักดิ์สิทธิ์กระดูกขาว!
“เจ้านี่ฆ่าตัวตายแท้ ๆ…” ชายชุดเทาผงะ โทสะในใจหายวับ บังเกิดความตื่นเต้นเฝ้าลุ้นรออันมิอาจซุกซ่อนขึ้นแทนที่ ในประทีปศักดิ์สิทธิ์กระดูกขาวมีอำนาจน่าสะพรึงกลัวแห่งเทพ ไร้ผู้ใดกระทั่งในขอบเขตมหาศาลกล้าแตะต้อง! หาไม่ จะถูกหายนะเทพพัวพันหลอกหลอน!
ชายชุดเทาคาดเดาได้ถูกต้อง ทันทีที่ปลายนิ้วของซูอี้สัมผัสประทีปศักดิ์สิทธิ์กระดูกขาว อำนาจสีเลือดก็พลุ่งพล่านจากประทีปเยี่ยงเส้นหนวด แผ่เข้าโจมตีซูอี้ คลุมทั่วแขนขยายวงเข้าหาเขาทันที
“ฮะฮ่า คนผู้นี้จบสิ้นแล้ว! กระทำตนเองโดยแท้!!” ชายชุดเทาแสนปรีดา
ทว่ายามนี้ ซูอี้กลับหัวเราะหึ แสงเงาวัฏสงสารอันลึกล้ำเกินเข้าใจ ปรากฏขึ้นบนร่างสูงใหญ่ของเขา แล้วอำนาจเทพสีเลือดก็ระเบิดแหลกไปทีละน้อย! เพียงพริบตา พวกมันก็ถูกสลายเป็นจุณเยี่ยงซากอสรพิษถูกป่นทีละน้อย
ชายชุดเทายืนตะลึงนิ่งอึ้ง ไฉนจึง… ไฉนจึงเป็นเช่นนี้!?
ตู้ม! ประทีปศักดิ์สิทธิ์กระดูกขาวสั่นสะท้าน ระเบิดอำนาจหายนะเทพทรงพลังเยี่ยงคลื่นโลหิตทะลักหลาก ทว่าทั้งหมดนี้ไม่อาจกระทำการใดต่อซูอี้ได้ เมื่อเขาโคจรอำนาจวัฏสงสาร ชายหนุ่มก็บดขยี้จำกัดอำนาจหายนะเทพได้อย่างราบรื่น จากนั้น เขาก็คว้าประทีปศักดิ์สิทธิ์กระดูกขาวไว้แน่น!
สิ่งนี้สร้างจากกระดูกมือประหลาดมิอาจทราบที่มา แม้จะสูงเพียงฉื่อแต่กลับหนักเยี่ยงบรรพต รูปลักษณ์ของประทีปเป็นเช่นกลีบบุปผาเบ่งบาน มีชั้นน้ำมันสีเลือดหนาอยู่ภายใน ยามซูอี้ถือวัตถุนี้ในมือ ชั้นน้ำมันสีเลือดในประทีปพลันหมุนวน แปรเปลี่ยนเป็นวังวนประหลาดเยี่ยงเนตรสีเลือดเบิกขึ้นอย่างเงียบงัน ให้บรรยากาศพิลึกพิสดาร
ตู้ม! อำนาจประหลาดร้ายแรงอันไม่อาจมองเห็นทะยานเข้าสู่ห้วงความนึกคิดของซูอี้ กระทบกระเทือนวิญญาณของซูอี้อย่างร้ายกาจ
“เจ้าเป็นใคร กล้าดีเช่นไรมาทำลายสมบัตินี้?!”
เสียงทรงอำนาจเย็นเยียบดังสะท้อนทั่วห้วงความนึกคิดของซูอี้ หมอกสีเลือดเคลื่อนวน ควบแน่นเป็นร่างมายาสามเศียรหกกร ศีรษะมนุษย์ร่างอสรพิษ มือแต่ละข้างถือตะวันทมิฬหนึ่งดวง ศีรษะกลางอันเป็นหญิงสาวงดงามตรึงตานั้นเปี่ยมด้วยจิตสังหาร!
นางคือองค์เทพหลิงหลง! ไม่สิ น่าจะเป็นเสี้ยวอำนาจซึ่งนางประทับไว้! แต่แม้จะเป็นเสี้ยวอำนาจตราประทับ อำนาจร้ายกาจเช่นนั้นยังทำให้วิญญาณของซูอี้แสนรวดร้าวปานถูกขยี้ใกล้แหลกระเบิด
ยามนี้ ซูอี้ใช้อำนาจวัฏสงสารและใช้ดาบเก้าคุมขังโดยไม่ลังเล เคร้ง! วจีดาบกังวานในห้วงความนึกคิดอย่างไร้ขอบเขต ดาบเก้าคุมขังซึ่งเงียบสงบเนิ่นนานพลันลืมตาตื่น อำนาจดาบสูงสุดเกินบรรยายแผ่ไพศาลทั่วห้วงความนึกคิด
“ดาบเล่มนั้น! เป็นเจ้า!!”
ทันใดนั้น องค์เทพหลิงหลงก็กรีดร้อง น้ำเสียงของนางมีความตกใจและไม่อยากเชื่อโดยไร้ปิดบัง ตู้ม!! ขณะยังมิทันสิ้นวาจา ร่างขององค์เทพหลิงหลงก็ระเบิดสลายไป ห้วงความนึกคิดอันปั่นป่วนค่อย ๆ คืนสู่ความสงบ
ใบหน้าของซูอี้ซีดขาวเล็กน้อย นี่เป็นเพียงเสี้ยวอำนาจที่องค์เทพหลิงหลงประทับไว้บนประทีปศักดิ์สิทธิ์กระดูกขาว แต่มันก็แสนอหังการน่าสะพรึงกลัว! หากก่อนหน้านี้เขาใช้ดาบเก้าคุมขังเข้ารับมือไม่ทัน เขาคงบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว!
ทว่าเรื่องนี้หาส่งผลต่อซูอี้มากไม่ สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจจริง ๆ คือ ดูเหมือนองค์เทพหลิงหลงจะจำดาบเก้าคุมขังได้ และจึงรู้ว่าเขาคือใคร!
ซูอี้จำวาจาซึ่งทูตสวรรค์รับใช้ ‘พุทธเจ้าแผดตะเกียง’ เคยกล่าวไว้ขึ้นมาได้ สองอดีตชาติของเขาถูกสังหารจากการร่วมมือโจมตีแห่งทวยเทพ! ในธารนทีสายยาวแห่งมิติเวลา สตรีลึกลับ ‘ลั่วเหยา’ เองก็ยืนยันเรื่องนี้ และนางก็เรียกเขาเป็น ‘พี่ชายร่วมวิถี’!
ทว่ายามนี้ วาจาอันตื่นตระหนกโกรธเคืองขององค์เทพหลิงหลงพิสูจน์ชัดเจนขึ้นอีกว่าอดีตชาติของเขาเคยประมือกับเทพมาแล้วจริง ๆ!!
“สองอดีตชาติใดของข้ากันที่ถูกทวยเทพสังหาร?” ซูอี้มิอาจนึกออก บนดาบเก้าคุมขังมีตรวนทั้งหมดห้าเส้น แต่ละเส้นผนึกอำนาจกรรมวิถีหนึ่งอดีตชาติของเขาไว้
ปัจจุบันนี้ ซูอี้ทราบเพียงว่าชาติที่ห้าของเขามีนามว่าหลี่ฝูโหยว เป็นนักดาบอันสูงส่งและลึกลับสูงสุดในยุคสุดวิเวก ครั้งหนึ่ง เขาเคยเป็นอาจารย์ให้สี่จักรพรรดิดาบขอบเขตมหาศาล และยังทิ้งมรดกคัมภีร์ซึ่งตนสั่งสมชั่วชีวิตไว้ที่ ‘ภูเขาซากวิญญาณ’ ลึกเข้าไปในทะเลบูรพา
หุ่นเชิดวิญญาณศึก ‘เหลยเจ๋อ’ ก็ถูกสร้างขึ้นโดยหลี่ฝูโหยว ‘ม้วนหนังสัตว์สีทอง’ อันบรรจุเคล็ดบรรลุเทพนั้นเป็นของลั่วฉางหนิง และลั่วฉางหนิงก็เป็นศิษย์ของหลี่ฝูโหยว จากสิ่งที่วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าวไว้ เมื่อกาลก่อนนับแต่ยุคสุดวิเวก หลี่ฝูโหยวได้จรจากจากแดนเซียนไปยังธารสายยาวแห่งยุคสมัย วีรกรรมของหลี่ฝูโหยวล้วนถูกลบเลือนไปเนิ่นนานในธารยาวแห่งยุคสมัย กลายเป็นเพียงข่าวลือไร้มูล
ทว่ายามนี้ หากไม่นับชาติที่ห้าหลี่ฝูโหยว เขาก็ยังมีสี่อดีตชาติอื่น ๆ ถูกผนึกในดาบเก้าคุมขัง ทำให้ซูอี้ไม่สามารถบอกได้เลยว่าสองชาติใดบ้างที่ถูกเทพสังหาร
เพล้ง! ประทีปศักดิ์สิทธิ์กระดูกขาวในมือเขาแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวกระจก และมันก็ปลุกซูอี้จากภวังค์ความคิดของเขา
“ยังไม่ตายหรือ? ไฉนเจ้าจึงมิกลัวทัณฑ์สวรรค์ได้? ไม่มีทาง ประทีปศักดิ์สิทธิ์กระดูกขาวนี้ได้รับมาจากองค์เทพหลิงหลง เป็นสิ่งร้ายกาจของลัทธิข้า ไฉนจึงถูกทำลายได้เช่นนี้กัน?” ชายชุดเทาผู้แน่นิ่งบนพื้นแผดเสียง ทั่วใบหน้าปรากฏทั้งความลังเล ร้อนรนและสิ้นหวัง
“อย่ากลัวไป ขอเพียงเจ้าทำเรื่องเล็กน้อยให้ข้าเรื่องหนึ่ง ข้าก็จะมิฆ่าเจ้าหรอก” ซูอี้ก้าวเข้ามากล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น เขาว่าพลางโบกแขนเสื้อ แปดศีรษะชุ่มเลือดกลิ้งไปบนพื้น ศีรษะเหล่านั้นล้วนมาจากตัวตนระดับมหาเซียนของลัทธิหลิงหลงซึ่งถูกซูอี้ไล่ล่าสังหารอย่างเงียบเชียบ
ชายชุดเทาสั่นสะท้านจิตแทบหลุด ยามนี้เขาจึงตระหนักว่ากาลก่อนหน้านี้ แปดหัวหน้านักบวชอารักขาลัทธิถูกสังหารแล้ว!!
“นำจดหมายลับและศีรษะเหล่านี้ไปให้เจ้าลัทธิเจ้าเสีย” ซูอี้ว่าพลางโยนยันต์ผนึกชิ้นหนึ่งให้ “เมื่อเขาอ่านจดหมายลับนี้ เขาจะรู้เองว่าต้องทำเช่นไร”
กล่าวจบ เขาก็ปัดฝุ่นบนอาภรณ์และเดินจากไป จนเมื่อร่างของชายหนุ่มหายลับตา ชายชุดเทาจึงเชื่อในที่สุดว่าตนรอดตายได้โดยโชคช่วย และอดหอบหายใจมิได้ แต่เมื่อเห็นแปดศีรษะชุ่มเลือดบนพื้น เขาก็รู้สึกเพียงว่าอากาศที่ตนหายใจช่างกรุ่นกลิ่นคาวเลือด แทบอยากอาเจียนทันควัน
หวาดหวั่นระหว่างความเป็นและความตาย แม้จะทรงพลังเช่นมหาเซียน แต่จะมีสักกี่คนที่มิเปลี่ยนสีหน้ายามเผชิญภัยถึงชีวิต?
……
นอกเขากระดานหมาก เมื่อเห็นซูอี้กลับมา พญาวิหคเผิงเทียนสลัวและชีฝูเฟิงซึ่งรออยู่ก็ถอนใจโล่งอก
“ใต้เท้า เรื่องลุล่วงแล้วหรือไม่ขอรับ?” ชีฝูเฟิงอดถามมิได้
“เจ้าทึ่ม! ยังต้องถามอีกหรือ? ใต้เท้าอนันตรัตติกาลมิเคยพลาดพลั้ง!” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวกล่าวเหยียด มันว่าพลางก้าวเข้าไปส่งสุราให้ไหหนึ่ง “ใต้เท้าอนันตรัตติกาลเหนื่อยหรือไม่? ท่านต้องการพักก่อนหรือไม่ขอรับ?”
ท่าทีประจบประแจงทำให้ชีฝูเฟิงขึงตามองไปชั่วขณะ
“กลับทวีปกกพิสุทธิ์กันเถอะ” ซูอี้ดื่มสุราจากไห แล้วจึงกล่าวว่า “ต่อจากนี้ ขึ้นกับท่าทีของหกสำนักเซียนใหญ่เหล่านั้นแล้ว”
คืนนั้น พวกเขาเดินทางกลับทวีปกกพิสุทธิ์ และคืนนั้น ลัทธิหลิงหลงส่งแปดศีรษะชุ่มเลือดและจดหมายลับจากซูอี้ไปยังลัทธิไร้มลทินอย่างเร่งด่วนสูงสุด เพราะผู้นำของพวกเขายังคงอยู่ที่ลัทธิไร้มลทิน!
ตอนที่ 1,772: โจมตี
ลัทธิไร้มลทิน บนผาแห่งหนึ่ง หมู่เมฆลอยสง่า ต้นสนเขียวชอุ่ม ผู้นำหกมหาอำนาจวิถีเซียน ทั้งลัทธิไร้มลทิน ลัทธิกำเนิดเอกภพ ลัทธิหลิงหลง ลัทธิอัคคีเทพ สำนักเต๋านิลคราม และโถงดาบวิญญาณหาญกำลังเสวนา
“ข่าวการประกาศสงครามแพร่ไปทั่วโลกหล้าแล้ว พี่ชายร่วมวิถีฉีเนี่ยคาดว่าซูอี้จะสู้หรือไม่?” เสวียนจ้ง เจ้าลัทธิกำเนิดเอกภพเอ่ยถาม
“มิง่ายเช่นนั้นหรอก” ฉีเนี่ยแย้มยิ้มส่ายหน้า “ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด ทุกผู้ล้วนรู้ว่าหวังเย่กลัวคำขู่ใดไม่ ในฐานะร่างเวียนวัฏของหวังเย่ ซูอี้ต้องมิแคล้วเป็นเช่นนั้น”
“นี่ยังหมายความว่า เป็นการแสนยากหากหวังเย่จะยอมรับศึกนี้ง่าย ๆ แค่เพราะเรามีตัวประกัน” หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวว่า “เหตุที่ข้าประกาศสู่โลกหล้าก็เพื่อบอกซูอี้ ว่าข้ามีตัวประกันและวางแผนต่อสู้กับเขา ต่อให้เขาปฏิเสธไม่มาตามนัด เขาก็เมินเรื่องความเป็นความตายของตัวประกันมิได้!”
“นี่ยังหมายความอีกว่าเขาจะเป็นฝ่ายมาเจรจากับเราก่อนเอง!” คนอื่น ๆ ดูครุ่นคิด
หนานอู๋จิ้ว เจ้าลัทธิอัคคีเทพไตร่ตรองและกล่าวว่า “เช่นนั้นพี่ชายร่วมวิถีมีมาตรการรับมือแล้วหรือ?”
ฉีเนี่ยพยักหน้ากล่าว “หลังเขากล่าวข้อแม้ เราก็ต่อรองได้อีก โดยใช้ข้อกำหนดแรกคือ ไม่ว่าอย่างไร เขาต้องยอมรับการนัดประลอง!”
ถูอวิ๋น เจ้าลัทธิหลิงหลงอดเสสรวลมิได้ “เห็นได้ชัดเลยว่าสหายเต๋าตัดสินใจถี่ถ้วนแล้ว”
ฉีเนี่ยรำพึง “ข้าไม่กล้าประเมินเขาต่ำหรอก เพราะถึงอย่างไร ซูอี้ก็คือร่างเวียนวัฏของทรราชหวังเย่ ตัวตนร้ายกาจอันเป็นหนึ่งในแดนเซียนก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิดเนิ่นนาน การจะประชันกับคนเช่นนี้เราต้องเตรียมตัวให้จงดี”
คนอื่นๆ ก็คิดเช่นนั้น “ทุกวันนี้ เรื่องที่ซูอี้คือร่างเวียนวัฏของทรราชหวังเย่ถูกแพร่กระจายไปทั่วแดนเซียนแล้ว แม้จะยังมิบังเกิดเป็นคลื่นปั่นป่วนใด ๆ มันก็นับเป็นสัญญาณร้าย”
หนานอู๋จิ้วขมวดคิ้ว “หากซูอี้เผยตัวตนของเขาในยามคับขัน เรื่องจะแย่เอาการเลย”
ในแดนเซียนทุกวันนี้ นอกจากพวกเขาซึ่งเป็นผู้นำขุมกำลังเซียนยักษ์ใหญ่ คนทั่วไปส่วนใหญ่ยังมิทราบตัวตนแท้จริงของซูอี้ ด้วยพวกเขาไม่เคยแพร่งพรายมันออกไป เหตุผลนั้นแสนง่าย เพราะอิทธิพลของจอมราชันอนันตรัตติกาลในแดนเซียนนี้ยิ่งใหญ่เกินไป!
กระทั่งหลังกาลผ่านแสนนาน อิทธิพลนั้นยังมิสลายไปมากนัก ไม่ต้องคิดพวกเขาก็รู้ ว่าหากตัวตนของซูอี้ถูกประกาศสู่โลกหล้า ทั่วแดนเซียนจะปั่นป่วนบังเกิดคลื่นซัดสาด อันตรายเกินคาดคิดมากมายจะบังเกิดขึ้น เช่นยอดฝีมือผู้เคยรับใช้จอมราชันอนันตรัตติกาลเมื่อกาลก่อนจะรวมตัวกันที่ซูอี้แน่นอน ตัวตนบรรพกาลอาวุโสซึ่งมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับจอมราชันอนันตรัตติกาลย่อมต้องปรากฏตัวขึ้นคนแล้วคนเล่า!
ยามนั้น ซูอี้ก็แค่ยกมือขึ้นสั่งการ ผู้คนมากมายก็จะรอรับคำสั่งเขา นี่คือหายนะมากกว่าวาสนาสำหรับขุมกำลังทรงอำนาจทั้งหลายซึ่งเป็นปรปักษ์กับซูอี้!
“อย่าห่วงเลย ซูอี้มิทำเช่นนั้นหรอก” น้ำเสียงของฉีเนี่ยหนักแน่น “ก่อนเขาจะมีอำนาจพอประชันกับเรา ขอเพียงตัวตนของเขาถูกเผย มันจะเป็นหายนะมากกว่าโชคสำหรับเขา”
“อย่าลืมเสียว่าในแดนเซียนนี้ เรามิใช่คนกลุ่มเดียวที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตกับเขา!” “นอกจากนั้น เมื่อตัวตนของเขาถูกเปิดโปง เขาจะกลายเป็นศูนย์กลางพายุ ก่อเกิดเหตุปั่นป่วนเกินคาดเดามากมายแน่แท้” “จริงอยู่ที่เขาสามารถเชิญสหายและผู้ใต้บัญชาได้เพียงยกมือ แต่การทำเช่นนั้นมีแต่จะทำร้ายบุคคลใกล้ชิดของเขาเอง!” “ยิ่งโดดเด่นยิ่งโจมตีง่าย” “ยิ่งเป้าหมายใหญ่ การกระทำของเขายิ่งเสียเปรียบ!”
“เพราะถึงอย่างไร ยามนี้เขาก็รับผลกระทบทั้งหมดตามลำพังได้ แต่หากเพิ่มจำนวนเป็นกลุ่ม มิตรสหายข้าเก่าเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ถ่วงแข้งถ่วงขาเขาลง!” “นานมาแล้ว ท่านอาจารย์ของข้าเคยกล่าวไว้ ว่าอุปนิสัยของหวังเย่อหังการเลือดเหล็ก และยังให้ค่ากับความภักดีเหนืออื่นใด สิ่งใดที่เขาแก้ไขได้ด้วยตน จะมิลากผู้อื่นมาพัวพันเด็ดขาด”
กล่าวถึงตรงนี้ ฉีเนี่ยก็แย้มยิ้ม “สรุปคือ ซูอี้ผู้นี้ยังมิแข็งแกร่งพอ เขาจึงไม่กล้าเผยตัวตนจวบยามนี้” “หากเขาสมบูรณ์พร้อม ไฉนเขาจึงทำเช่นนี้ด้วย?”
ทุกผู้แย้มยิ้ม เห็นด้วยกับการวิเคราะห์ของฉีเนี่ย “และเพราะเขายังไม่แข็งแกร่งเท่าอดีตชาตินี้เอง เราจึงต้องร่วมมือกันสังหารเขาให้ได้ก่อน!”
ถูอวิ๋น เจ้าลัทธิหลิงหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “หาไม่ ภายหน้าเราหรือจะมีโอกาสใดอีก?”
ยามนี้ ชายชราชุดเทาผมขาวผู้หนึ่งรีบร้อนเข้ามาหา เขาคือหัวหน้านักบวชสูงสุดแห่งลัทธิหลิงหลง เป็นมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นสมบูรณ์! ทว่ายามนี้ ใบหน้าของเขาแสนโศกซีดขาว กระซิบบอกเจ้าลัทธิหลิงหลงถูอวิ๋นข้างหู “เจ้าลัทธิ เกิดเรื่องแล้วขอรับ!”
ฉีเนี่ยและคนอื่น ๆ หยุดเสวนาแล้วหันมองถูอวิ๋นเป็นตาเดียว ครู่ต่อมา พวกเขาก็เห็นดวงตาของถูอวิ๋นเบิกโพลง หนวดกระตุก ใบหน้าเหยเกราวเพิ่งกินซากแมลงวัน จิตสังหารพวยพุ่งจากร่างของเขาอย่างมิอาจควบคุม
เปรี้ยง! ถูอวิ๋นทุบโต๊ะสุราตรงหน้าเขาด้วยดวงตาแดงฉาน ท่าทีเดือดดาลของเขาทั้งทำให้ทุกผู้ประหลาดใจ ตระหนักแล้วว่าเกิดเหตุใหญ่บางอย่างขึ้น
“สหายเต๋า เกิดอันใดขึ้นหรือ?” ฉีเนี่ยถาม
ถูอวิ๋นนิ่งเงียบ สีหน้าดูยากเข้าใจ เนิ่นนานจากนั้น เขาก็กล่าวเสียงแหบพร่า “เกิดเรื่องขึ้นแล้ว เรามิอาจซุกซ่อนอีก บอกข้ามาเลย”
หัวหน้านักบวชสูงสุดผมขาวในชุดเทาพยักหน้า และกล่าวว่า “เรียนทุกท่านตามตรง เมื่อคืนนี้ ซูอี้บุกลัทธิหลิงหลงของข้าและสะบั้นหัวแปดหัวหน้านักบวชมหาเซียนของลัทธิเรา!!”
ทันทีที่วาจาถูกกล่าว ทุกผู้ซึ่งฟังอยู่ก็ผงะตะลึง บรรยากาศพลันเงียบสงัดกดดัน อากาศดูยะเยือกราวถูกแช่แข็ง ทุกผู้ตัวสั่นมองหน้ากันเลิกลั่ก เมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเขาขุมกำลังยักษ์ใหญ่เพิ่งประกาศต่อโลกหล้าว่าจะต่อสู้กับซูอี้ ณ สันเขาระฟ้าแคว้นจิน และเมื่อคืน ซูอี้ก็บุกไปประหารแปดมหาเซียนที่ลัทธิหลิงหลง! เห็นได้ชัดว่าเป็นล้างแค้นต่อพวกเขาหกขุมกำลังเซียนยักษ์ใหญ่!!
มิน่าเล่า สีหน้าของถูอวิ๋นจึงยากมองเช่นนั้น หากลัทธิของเขายับเยินเช่นนี้ เป็นผู้ใดก็ล้วนเดือดดาลทั้งนั้น!
“คนผู้นี้จะกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว! มิกลัวหรือไรว่าเราจะฆ่าตัวประกันเหล่านั้น?” หนานอู๋จิ้วเดือดดาล
เสวียนจ้ง เจ้าลัทธิกำเนิดเอกภพกล่าวด้วยสีหน้ายากมอง “ในเมื่อซูอี้ถล่มลัทธิหลิงหลงได้ เขาหรือจะถล่มสำนักเรามิได้?” วาจานั้นทำให้ทุกผู้หน้าเสียทันใด จริงของเขา หากซูอี้ในยามนี้หมายหัวสำนักของพวกเขา ผลที่ตามมาย่อมเกินคะเน!
บางผู้พึมพำว่า “เราเพิ่งนัดประลองกัน ทว่าคนผู้นี้กลับลงมือทันที! หาใส่ใจเราไม่สักนิด!”
สีหน้าทุกผู้คล้ำดำ หลังประกาศสงคราม พวกเขาคาดสารพัดปฏิกิริยาที่ซูอี้อาจจะมีไว้ ทว่าไม่คาดเลยว่าอีกฝ่ายจะโจมตีทันทีอย่างไร้เมตตาเช่นนี้!
“นี่แหละหวังเย่! เขากำลังทำเช่นนี้เพื่อเตือนเรา!” ฉีเนี่ยสูดหายใจลึก ๆ กล่าวขึ้นด้วยเสียงลุ่มลึก “หากเข้าใจไม่ผิด คนอื่น ๆ ในลัทธิหลิงหลงมิน่าเป็นอันใดถูกหรือไม่?”
หัวหน้านักบวชสูงสุดพยักหน้ากล่าว “จากข่าวที่ลัทธิข้าส่งมา ซูอี้ลอบเข้ามาในลัทธิเราและจากไปโดยไร้ผู้ใดสังเกตเห็น”
เขาไม่ได้บอกว่าเทวรูปองค์เทพหลิงหลงและประทีปศักดิ์สิทธิ์กระดูกขาวถูกทำลายไปแล้ว และไม่ได้บอกว่ายามซูอี้จรจาก เขาล้างสมบัติที่ลัทธิหลิงหลงสั่งสมมาเนิ่นนานเสียจนเกลี้ยงคลัง! เรื่องนี้น่าอับอายเกินไป หากให้กล่าวก็แสนกระดากนัก!!
มีผู้อดกล่าวขึ้นมิได้ “หมายความว่า หากซูอี้คิดจะทำ เขาก็สามารถบดขยี้ลัทธิหลิงหลงของพวกเจ้าได้ทุกเมื่อหรือ?”
หัวหน้านักบวชสูงสุดเงียบไป เจ้าลัทธิถูอวิ๋นเองก็ไร้วจี ทุกผู้ตัวสั่น ตระหนักแล้วว่าการอนุมานนี้ถูกต้อง หากซูอี้มิเมตตาเมื่อคืนก่อน เขาจะทำลายลัทธิหลิงหลงเหมือนยามถล่มลัทธิหมื่นวิญญาณก็ย่อมได้! ทว่าเขามิทำเช่นนั้น เพราะเหตุใด? ง่ายยิ่ง จริงเช่นฉีเนี่ยว่า ซูอี้กำลังโจมตีพวกเขาด้วยการลงมือแทนตักเตือน!
สิ่งนี้ทำให้ทุกผู้อึดอัดใจยิ่งนัก ใครเล่าจะกล้าคาดคิดว่าซูอี้จะกระทำการใหญ่เช่นนี้ต่อหน้าการคุกคามจากหกขุมกำลังเซียน? อหังการยิ่งนัก!!
“พี่ชายร่วมวิถี ข้ามีคำขอข้อหนึ่ง หวังว่าเจ้าจะสงเคราะห์ให้ได้!” ถูอวิ๋นกล่าวกับฉีเนี่ย
ฉีเนี่ยหรี่ตา “เจ้าอยากให้ข้าสังหารตัวประกันเหล่านั้นหรือ?”
“ถูกต้อง! เขาสังหารแปดมหาเซียนลัทธิข้า หาสนใจความเป็นความตายตัวประกันเหล่านั้นไม่ หากเป็นเช่นนั้น จะเก็บตัวประกันเหล่านั้นไว้เพื่อการใด?” ถูอวิ๋นกัดฟัน “ข้าจะสู้กับเขาฟันต่อฟัน ใช้เลือดล้างเลือด!!” เขาเดือดดาลบ้าคลั่ง
“ไม่ล่ะ” ฉีเนี่ยส่ายหน้า “พี่ชายร่วมวิถีใจเย็นลงก่อนเถอะ มีตัวประกันเหล่านั้นอยู่ อย่างน้อยที่สุดซูอี้ก็จะยังยั้งมือมิกระทำการเลวร้าย หากไม่ใช่เพราะตัวประกันเหล่านั้น ลัทธิหลิงหลงของเจ้าคงราบเละไปแล้วแต่เมื่อคืน!”
ถูอวิ๋นนิ่งไป สีหน้าของเขาทวีความยากมอง มีหรือเขาจะไม่รู้? เขาแค่โมโหเกินไป
“ซูอี้ยังทิ้งจดหมายลับไว้ฉบับหนึ่งด้วย โปรดอ่านเถิด” หัวหน้านักบวชสูงสุดนำสาส์นปิดผนึกออกมาส่งให้ฉีเนี่ย
หลังฉีเนี่ยอ่านจบ สีหน้าของเขาก็ดำคล้ำโดยพลัน เนื้อหาของสาส์นนั้นง่ายมาก ซูอี้ตอบตกลงนัดประลอง แต่เลือกหุบเหวหมอกดำเป็นสนามรบ และกล่าวว่าหากพวกเขาไม่ไปออกศึกในเจ็ดวัน ตนจะมิเล่นกับพวกเขาอีก!
นอกจากนั้น ซูอี้ยังระบุไว้อีกว่า หากพวกเขากล้าฆ่าตัวประกัน เขาจะฆ่าทุกบุคคลอันเกี่ยวข้องกับขุมกำลังทั้งหกทั่วแดนเซียนเหมือนเช่นลัทธิหลิงหลง!
เมื่อฉีเนี่ยประกาศสาส์นของซูอี้ ทุกผู้ก็มิอาจนั่งติด เปี่ยมล้นด้วยทั้งความตกตะลึงและโทสะ หุบเหวหมอกดำ! เขตหวงห้ามอันดับหนึ่งในแดนเซียนซึ่งเพิ่งฝังร่างมหาเซียนกลุ่มหนึ่งซึ่งไล่ล่าสังหารซูอี้ก่อนหน้านี้! ซูอี้เลือกที่นี่เป็นสมรภูมิ เห็นได้ชัดว่ามีบางสิ่งให้พึ่งพา ใครเล่าจะยอมตกลง?
และคำขู่ของซูอี้ก็ยิ่งทำให้พวกเขาหนาวสะท้าน ซูอี้มีเพียงหนึ่ง ต่อให้มิอาจเอาชนะพวกเขาได้ อย่างมากก็แค่ซ่อนตัวก็จบ แต่พวกเขาแตกต่างออกไป พวกเขาแต่ละผู้ล้วนมีลัทธิสำนักอิทธิพลยิ่งใหญ่แผ่ครอบคลุมถิ่นฐานต่าง ๆ ในแดนเซียน! หากซูอี้ล้างแค้นเต็มกำลัง พวกเขาย่อมต้องเสียหายหนักหน่วง!
แค่ดูจากสิ่งที่เกิดกับลัทธิหลิงหลงเมื่อคืนก่อน ซูอี้มีคนเดียว แต่กลับบุกเข้ารังลัทธิหลิงหลงไปประหารแปดมหาเซียนติดต่อกันได้!! ระวังตัวเต็มที่? ล้อเล่นหรือ มีแต่เป็นโจรพันวัน ไหนเลยจะสกัดขวางโจรได้ทั้งพันวัน? ต้องทราบว่าแต่ละขุมกำลังของพวกเขา อย่างน้อยที่สุดก็มียอดฝีมือนับหมื่น มากหน่อยก็นับแสน คลาคล่ำทั่วแดนเซียนไปหมด หากยิ่งใหญ่กว้างขวางเกินไป ย่อมหมายความว่ามีจุดบกพร่องมากมาย และเปราะบางทำลายได้ง่ายที่สุด!
มิใช่การกล่าวเกินไปหากจะบอกว่าคำขู่ของซูอี้กระแทกใจดำพวกเขาอย่างจัง ทำให้ต้องครุ่นคิดหนักว่าจะรับผลกระทบอันหนาหนักไหวหรือไม่!
ตอนที่ 1,773: สองความลับ
เกิดความเงียบงันทั่วยอดเขา ทุกผู้เงียบ บรรยากาศบีบคั้นจนทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะตกลงต่อสู้ในหุบเหวหมอกดำ ในทำนองเดียวกัน พวกเขาก็มิอาจเมินภัยคุกคามจากซูอี้ได้!
ทำอย่างไรดี? พวกเขาได้ประกาศให้โลกหล้ารู้แล้ว ว่าจะนัดประลองกับซูอี้ ทำให้ได้รับความสนใจจากทั่วแดน หากยอมแพ้ตอนนี้ พวกตนจะยังมีหน้าไปพบขุมกำลังเซียนอื่นหรือ?
“พี่ชายร่วมวิถีฉีเนี่ย ก่อนนัดประลอง เจ้าได้ลั่นวาจาไว้ ว่าซูอี้จะต้องต่อสู้อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เจ้าคิดว่าควรรับมืออย่างไร?” หนานอู๋จิ้วมองฉีเนี่ย
สีหน้าของฉีเนี่ยสั่นไหวสักพัก ผ่านไปมินาน เขาถอนหายใจแล้วกล่าว “ตอนนี้ มีเพียงสองหนทางเท่านั้น”
“ทางแรก ตกลงที่จะต่อสู้ในหุบเหวหมอกดำ ทุ่มเทสรรพวิธีทั้งมวล ต่อสู้กับซูอี้จนตัวตาย” เปลือกตาของทุกผู้กระตุก มองหน้ากันไปมา ก่อนหน้านี้ กลุ่มมหาเซียนเพิ่งตายในหุบเหวหมอกดำ หากไม่ถูกบังคับให้ทำเช่นนั้น ใครบ้างจะอยากเข้าไปยังสถานที่น่าขนลุกเพื่อต่อสู้กับซูอี้?
ฉีเนี่ยชายเลืองมองใบหน้าของทุกคน กล่าวต่อ “หนทางที่สอง ประกาศให้โลกหล้ารับรู้ ว่าซูอี้ปฏิเสธที่จะต่อสู้ที่สันเขาระฟ้านั้น ก่อนยกเลิกนัดประลองครานี้”
ใบหน้าทุกผู้พลันลำบากใจมากยิ่งขึ้น หากเรื่องนี้แพร่งพรายออก ใครก็ตามที่มีสายตาเฉียบแหลมย่อมมองออก ว่าขุมกำลังวิถีเซียนทั้งหกเริ่มต้นได้ไม่สวยนัก!
“ทว่า นั่นไม่ได้หมายความพวกเราจะไม่คิดลงมือ!” ฉีเนี่ยสูดหายใจเข้าลึก กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “หากไม่อาจประลองในที่แจ้ง เช่นนั้นก็จำต้องใช้หนทางในที่ลับแทน!”
“สั่งระดมกองกำลังภายใต้คำสั่งของพวกเรา ใช้ตัวหมากทั่วทั้งแดนเซียน เพื่อค้นหาร่องรอยของซูอี้อย่างสุดกำลัง”
“ในเวลาเดียวกัน ร่วมมือกับขุมกำลังใหญ่กลุ่มอื่นที่มองซูอี้เป็นศัตรู จับกุมผู้ที่ข้องเกี่ยวกับซูอี้ทั้งหมด!”
“แน่นอน ทั้งหมดนี้ต้องลงมือในเงามืด”
เมื่อฉีเนี่ยกล่าวเช่นนี้ โทสะของเขาก็สงบลงอย่างสมบูรณ์ “ข้ามั่นใจ ว่าเมื่อยามเกิดบ่วงในใจซูอี้ เขาจะไม่กล้าฉีกหน้าพวกเราตรง ๆ แน่” “ในเวลาเดียวกัน พละกำลังของเขาก็ไม่มากพอจะเริ่มสงครามเต็มรูปแบบกับพวกเรา หาไม่แล้วด้วยอารมณ์ของเขา เกรงว่าพวกเราคงถูกฆ่าตายไปนานแล้ว”
“ซูอี้ต้องการเวลาเพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น” “และในเมื่อพวกเราไม่สามารถฆ่าเขาในทันทีได้ จึงต้องดำเนินการล่วงหน้า เตรียมการให้เพรียบพร้อม เพื่อรับมือกับปัญหาร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้!”
ทุกผู้ค่อย ๆ สงบลง อย่างที่ฉีเนี่ยกล่าว ซูอี้กลายเป็นปัญหาร้ายแรงสำหรับพวกเขาแล้ว!
“เช่นนั้นตามที่สหายเต๋าว่า ข้าควรเตรียมการอย่างไร?” ดวงตาของเสวียนจ้งเป็นประกาย
เจ้าสำนักแลเจ้าลัทธิเหล่านี้ไม่ได้โง่ หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ พวกเขาตระหนักได้แล้วว่าการจะจัดการกับปัญหาร้ายแรงอย่างซูอี้นั้น หาใช่เรื่องง่ายไม่
ฉีเนี่ยเงียบชั่วครู่ ก่อนเปล่งวาจา “ทุกท่าน ตอนนี้ถึงเวลาแล้วเปิดใจพูดออกไปให้ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องปกปิดอีกต่อไป” ดวงตาของทุกคนหรี่เล็กน้อย
ฉีเนี่ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ข้าจะพูดแค่สองอย่างเท่านั้น รับรองว่า พวกเจ้าต้องเคยได้ยินสองเรื่องนี้มาแล้ว”
“เรื่องที่หนึ่ง ทวยเทพเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ในปีต่อไป พวกเขาจะใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อส่ง ‘บุตรแห่งสวรรค์’ กับ ‘บุตรตรีแห่งสวรรค์’ ผู้ถูกเลือกมายังแดนเซียน”
ทุกคนเงียบ มีสีหน้าแตกต่างกันออกไป ไม่มีใครประหลาดใจกับเรื่องนี้ ด้วยไม่ต้องสงสัยเลย ว่าพวกเขาล้วนรู้ความลับนี้!
“บุตรแห่งสวรรค์เหล่านั้นเชื่อฟังเจตจำนงของทวยเทพ พวกเขาวางแผนเพียงสองสิ่งเท่านั้น อย่างแรก รอให้หนทางสู่การเป็นเทพปรากฏขึ้นมาก่อน ฉกฉวยโอกาส เพื่อไขว่คว้าโอกาสบรรลุ มุ่งสู่ความเป็นเทพ!” “อย่างที่สอง ฆ่าซูอี้คนนอกรีต และควบคุมวัฏสงสาร!”
ดวงตาของฉีเนี่ยลุ่มลึก ขณะกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ส่วนพวกเรา ย่อมสามารถร่วมมือกับบุตรแห่งสวรรค์เหล่านั้น เพื่อยืมดาบฆ่าคนได้!”
ทุกผู้พยักหน้า ฉีเนี่ยกล่าวว่า “นี่คือเรื่องแรก เรื่องที่สองข้องเกี่ยวกับขอบเขตมหาศาล พวกเจ้าต้องเข้าใจเสียก่อน ว่ากฎเกณฑ์ในแดนเซียนนี้กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ยุคทองนี้ที่คงอยู่มาหลายปี ได้มาถึงจุดสูงสุดแล้ว”
“ทั้งหมดนี้หมายความว่า หลังจากการเสื่อมถอยและความเงียบงันของยุคอวสานเซียน แดนเซียนในตอนนี้ กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่!” “สำหรับพวกเรา ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะพิสูจน์เต๋าเลื่อนวิถีสู่ขอบเขตมหาศาล!”
ดวงตาของฉีเนี่ยร้อนผ่าว กวาดมองกลุ่มคนไปมา “ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ ว่าสิ่งที่ข้าพูดนั้นไม่ใช่เรื่องผิด ข้าไม่ได้โกหกพวกเจ้า ข้าเป็นคนเจ้าระเบียบเกินไป ถึงได้เตรียมการมาหลายปี!”
“ดังนั้นอย่าได้แปลกใจไป หากในช่วงเวลาต่อมา ข้าจะสอนมหาเซียนบางคน เพื่อให้พวกเขาเข้าสู่วิถีขอบเขตมหาศาลคนแล้วคนเล่า!”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาจึงเปลี่ยนเรื่อง ถามว่า “จริงสิ พวกเจ้าเองก็ด้วยเช่นกัน คงต่างวางแผนพิสูจน์เต๋าขอบเขตมหาศาลแล้ว ใช่หรือไม่?”
ทุกผู้ไม่ปฏิเสธ หนานอู๋จิ้วผู้เป็นเจ้าลัทธิอัคคีเทพกล่าวว่า “ในเมื่อสหายเต๋าเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้ฟังแล้ว เช่นนั้นข้าจะไม่ปกปิดอีกต่อไป ภายในสามเดือน พวกข้าจะเชิญ ‘บุตรตรีแห่งสวรรค์’ มายังแดนเซียน”
สีหน้าของทุกผู้ต่างเปลี่ยนไป ลัทธิอัคคีเทพคือลัทธิเก่าแก่แห่งแดนเซียน ก่อนที่จะถึงยุคอวสานเซียน พวกเขาก็นับเป็นหนึ่งในสามกองกำลังวิถีมารของแดนเซียน ใครจะคาดคิด ว่าลัทธิดั้งเดิมโบราณนี้ที่ไม่พึ่งทวยเทพ กลับทำการติดต่อเทพองค์หนึ่ง ภายในสามเดือน ถึงขั้นคิดนำ ‘บุตรตรีแห่งสวรรค์’ มายังแดนเซียนแล้วหรือ?
เสวียนจ้ง เจ้าลัทธิกำเนิดเอกภพเองก็เผยยิ้มกว้าง กล่าวว่า “ในเมื่อทุกท่านสารภาพอย่างตรงไปตรงมา ข้าก็ไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป ลัทธิกำเนิดเอกภพของข้ากำลังวางแผนเตรียมเชิญบุตรแห่งสวรรค์เข้ามา มีหลักประกันมากเพียงพอแล้ว และมันจะไม่มีข้อผิดพลาดแต่อย่างใด”
บางครา เมื่อความลับโดยปริยายของทุกผู้ถูกเปิดเผยออกมา มันก็ไม่จำเป็นต้องปกปิดอีกต่อไป เพียงเพื่อทำให้ตัวเองดูโปร่งใสมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสยบ เพื่อไม่ให้เกิดการดูถูกดูแคลน
“สำนักของข้าพบโลกเร้นลับกับโอกาสพิสูจน์เต๋าเลื่อนวิถีขอบเขตมหาศาลแล้ว ดูเหมือนจะรอดมาจากยุคสุดวิเวก ข้าจึงส่งมหาเซียนจำนวนมากไป และคงทราบข่าวในไม่นานนี้”
ผ่านไปสักพัก บรรดาเจ้าลัทธิเหล่านี้ล้วน ‘สารภาพกันไปมา’ หากความลับที่พูดออกมาถูกแพร่งพรายออกไป จะต้องทำให้โลกหล้าสั่นสะเทือนอย่างแน่นอน
มีเพียงถูอวิ๋น เจ้าลัทธิหลิงหลงที่รู้สึกไม่สบายใจยิ่ง เขานั่งหน้าตาบูดบึ้ง ไม่พูดไม่จา เหตุผลนั้นง่ายมาก ลัทธิหลิงหลงได้เตรียมการมานานแล้วเช่นกัน แต่เมื่อคืน เทวรูปองค์เทพหลิงหลงถูกทำลายสิ้น ทำให้แผนการของเขาในการได้เชิญ ‘บุตรแห่งสวรรค์’ ถูกทำลาย!
ที่แย่ยยิ่งกว่า คือหัวหน้านักบวชมหาเซียนทั้งแปดล้วนตกตายด้วยน้ำมือของซูอี้เช่นกัน ต่อให้มีโอกาสพิสูจน์เต๋าขอบเขตมหาศาล แต่ก็มีน้อยคนนักในลัทธิหลิงหลงที่จะมีคุณสมบัติในการแสวงหา… เทียบกับการเตรียมการของขุมกำลังวิถีเซียนอื่นแล้ว ถูอวิ๋นจะรู้สึกดีได้อย่างไร?
“หมายความว่า ในช่วงเวลาต่อไป บุตรแห่งสวรรค์และบุตรตรีแห่งสวรรค์ที่ถูกส่งมาตามบัญชาทวยเทพ จะมายังแดนเซียนทีละคน ส่วนโอกาสในการพิสูจน์เต๋าขอบเขตมหาศาลก็จะปรากฏขึ้นในแดนเซียนเช่นกัน”
ฉีเนี่ยกล่าวว่า “ซูอี้ต้องการเวลาเพื่อแข็งแกร่งขึ้น พวกเราก็ต้องการเวลาเพื่อรับบุตรแห่งสวรรค์กับบุตรตรีแห่งสวรรค์ พร้อมฉวยโอกาสพิสูจน์เต๋าขอบเขตมหาศาล” “สุดท้ายแล้ว การแข่งขันในช่วงเวลาต่อไปก็คือ ใครจะแข็งแกร่งมากกว่ากัน!”
พูดถึงเรื่องนี้ ฉีเนี่ยอดที่จะเผยความเย่อหยิ่งออกมาไม่ได้ “ถึงตอนนั้น ข้าไม่เชื่อว่า ซูอี้จะแข็งแกร่งมากพอที่จะต่อสู้กับบุตรแห่งสวรรค์และบุตรตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นได้” “ข้าก็ไม่เชื่อเช่นกัน ว่าเขาจะสามารถต่อสู้กับตัวตนที่เลื่อนขั้นไปถึงขอบเขตมหาศาลได้!!”
ทุกผู้พยักหน้า ในท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันกับซูอี้ผู้เป็นปัญหาร้ายแรง คือวัดกันว่าในช่วงเวลาต่อไป ใครกันจะเตรียมตัวได้ดีกว่า พร้อมกับถือไพ่ได้เหนือกว่า! หนึ่งหมื่นปียังไม่สาย เพื่อคว้าชัยในวันนี้!
ทว่า ทันทีที่พวกเขาคิดจะประกาศเรื่องนี้ให้โลกหล้ารับรู้รวมถึงเรื่องนัดประลองกับซูอี้ มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนผ้าม่านที่ยับยู่ยี่ ให้ความรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง
……
ทวีปกกพิสุทธิ์ ระหว่างทางไปซากปรักหักพังของตำหนักอนันตรัตติกาล พวกซูอี้ต่างได้ทราบเกี่ยวกับท่าทีของขุมกำลังวิถีเซียนทั้งหก ทั้งหกขุมกำลังวิถีเซียนประกาศกับโลกหล้าภายนอกว่า ซูอี้ปฏิเสธจะต่อสู้ ณ สันเขาระฟ้า ดังนั้นนัดหมายประลองนี้จึงถูกยกเลิกไป
เมื่อทราบข่าว พญาวิหคเผิงเทียนสลัวอดที่จะอุทานไม่ได้ว่า “สมกับเป็นใต้เท้าอนันตรัตติกาล สารเลวพวกนี้ขี้ขลาดเสียจริง! พวกมันไม่กล้าไปหุบเหวหมอกดำเพื่อสู้กับท่าน!!” ชีฝูเฟิงเองก็อดที่จะรู้สึกชื่นชมไม่ได้ นับตั้งแต่ออกจากลัทธิหลิงหลง ใต้เท้าจอมราชันยืนยันว่า จากบทเรียนนี้ ขุมกำลังวิถีเซียนทั้งหกทำได้เพียงกล้ากลืนโทสะ แบกรับการสูญเสียอันขลาดเขลา จนไม่กล้ามาหาเรื่องอีก!
…กลายเป็นว่า ใต้เท้าจอมราชันได้คาดการณ์สิ่งต่าง ๆ เอาไว้แม่นยาดั่งทวยเทพ!
“นิกายของพวกมันมีกิจการใหญ่โต อำนาจแผ่ขยายไปทั่วทั้งแดนเซียน ในเมื่อพวกมันไม่มั่นใจว่าจะสามารถทำลายข้าได้ พวกมันจะกล้าเสี่ยงได้อย่างไร?”
ซูอี้กล่าวเสริมว่า “ตรงกันข้าม หากข้ากังวลเรื่องความปลอดภัยของตัวประกันเหล่านั้นตั้งแต่ต้น เพื่อถูกกดดันให้สู้ ข้าคงถูกกำหนดให้เสียเปรียบเป็นแน่แท้”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวครุ่นคิดอยู่ครู่ กล่าวว่า “คำพูดของใต้เท้าเป็นความจริงยิ่ง ถึงอย่างไร พวกมันก็โหดเหี้ยมยิ่ง คิดใช้ตัวประกันคุกคามคน ดังนั้นใต้เท้าย่อมสามารถปฏิบัติกับพวกมันในแบบเดียวกันได้ ตาต่อตาฟันต่อฟัน ให้รู้กันไปเลยว่าใครโหดเหี้ยมกว่า!”
ทางด้านชีฝูเฟิง เขาอดที่จะถามไม่ได้ว่า “ใต้เท้า ถ้าหากพวกมันเดือดดาล คิดฆ่าตัวประกันขึ้นมาเล่า?”
“พวกมันไม่กล้าหรอก!” ก่อนซูอี้จะทันได้ตอบ พญาวิหคเผิงเทียนสลัวยิ้มกว้างแล้วกล่าวว่า “ใต้เท้าอนันตรัตติกาลกังวลเกี่ยวกับชีวิตของตัวประกันเหล่านั้น แต่พวกมันก็กังวลเช่นกัน หากทำให้นายใต้เท้าขุ่นเคืองขึ้นมา ย่อมทำให้คนจากขุมกำลังวิถีเซียนทั้งหกถูกตามฆ่าทั่วแดนดิน!”
ซูอี้ครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “พวกมันอาจจะไม่กล้า แต่ไม่มีทางรามืออย่างแน่นอน ทว่า สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ขอเพียงข้ามีชีวิต ก็ไม่ต่างจากดาบที่ลอยอยู่เหนือศีรษะพวกมัน ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ”
ใช่! ขอแค่มีชีวิต! เขาต้องมีชีวิตเท่านั้น อีกฝ่ายถึงจะระแวดระวังจนไม่กล้าทำอันใดที่โง่เขลาเบาปัญญา!
‘ท้ายที่สุดแล้ว ยังคงเป็นเพราะพละกำลังของข้าในตอนนี้ ไม่สามารถกวาดล้างพวกมันในคราวเดียวได้ หาไม่แล้ว ข้าจะไกล่เกลี่ยกับพวกมันไปทำไม?’ ซูอี้พึมพำอยู่ในใจ
เขามีลางสังหรณ์ว่า หายนะที่หมายหัวเขาใกล้เข้ามาแล้ว และเมื่อหายนะนี้อุบัติขึ้น มันจะต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน! ทว่า ซูอี้ไม่กังวลแต่อย่างใด กลับกัน เขากำลังตั้งตารอเสียด้วยซ้ำ! ในฐานะนักดาบ เขาจะมาสนใจเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ทำไม? ต่อให้หมื่นมหันตภัยอยู่ตรงหน้า ข้าก็จะทำลายมันด้วยดาบในมือ!
ในเวลาเดียวกัน บนชายฝั่ง ณ ทะเลบูรพา ทวีปวิญญาณน้อย หญิงสาวผู้ใบหน้าธรรมดา ใส่ชุดราบเรียบ จูงสุนัขหนึ่งตัว เดินอยู่ในความมืด
“เจ้านาย ตามข้อมูลที่พวกเราได้มา ‘สุขาวดีวารีหยก’ ถูกทำลายตั้งแต่ยุคอวสานเซียนไปแล้ว เช่นนั้นพวกเราควรไปใดและควรทำอย่างไร?” สุนัขพื้นเมืองมองดูด้วยความสับสน
“ตอนข้าอยู่ในเมืองตงเสวียนของโลกมนุษย์ ข้าเคยให้สัญญากับสหายเต๋าซู ว่าจะทำบางอย่างให้ และข้าไม่สามารถผิดสัญญาได้” น้ำเสียงของหญิงสาวทั้งเย็นชาและสงบนิ่ง ร่างสูงโปร่งของซูอี้ปรากฏขึ้นในจิตนางอย่างเงียบงัน
หลังจากผ่านไปเพียงสามปี ใครจะคาดคิด ว่านักดาบไร้ใครเทียบผู้เป็นที่นับถือในใต้หล้าตอนนั้น บัดนี้กลับกลายเป็นตัวตนในตำนานผู้โด่งดังทั่วทั้งสี่สิบเก้าทวีปของแดนเซียน?
ตอนที่ 1,774: ถดถอย
หญิงสาวในชุดที่ถักทออย่างเรียบง่ายนั้นคือปราชญ์หงอวิ๋น! ส่วนสุนัขพื้นเมืองที่อยู่ข้างนางคือซิงเชวีย
ไม่นานมานี้ ตัวตนทั้งสองผ่านความยากลำบาก จากโลกมนุษย์จนไปถึงแดนเซียน รอดพ้นจากภยันตรายระหว่างทาง จนเกือบตายในพายุแห่งมิติและเวลา เมื่อมาถึงแดนเซียน ปราชญ์หงอวิ๋นได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงต้องพักฟื้นเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ
ไม่นานมานี้ บาดแผลของนางได้รับการรักษาจนสมานตัวอย่างสมบูรณ์แล้ว หลังจากนั้น นางก็ออกเดินทางพร้อมกับซิงเชวีย มุ่งหน้าจนไปถึง ‘สุขาวดีวารีหยก’ ในทวีปวิญญาณน้อย
เพราะตอนที่ซูอี้ออกจากโลกมนุษย์ แล้วมุ่งหน้าสู่สมรภูมิต่างแดน เขาได้มอบแผ่นหยกให้แก่ปราชญ์หงอวิ๋น แล้วบอกนางว่า หากนางกลับมาแดนเซียนในอนาคต ให้ไปเดินเล่นที่สุขาวดีวารีหยกบนทวีปวิญญาณน้อย เพื่อดูว่าเทวพฤกษ์คุนอู๋ที่ปลูกไว้ยังอยู่หรือไม่ หากมี ให้วางแผ่นหยกนั่นไว้บนกิ่งที่สูงเป็นอันดับสองของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นั่น
ระหว่างทาง หญิงสาวได้ทราบการกระทำหลายอย่างของชายหนุ่มเช่นกัน หลังจากนั้นนางจึงเข้าใจว่า หลังจากไม่ได้พบหน้ากันมาสามปี ซูอี้ในวันนี้มีพลังที่จะกำราบและสังหารมหาเซียนแล้ว! มันแทบเหมือนกับปาฏิหาริย์ นางถึงขั้นสงสัยหลายต่อหลายครั้งว่า ซูอี้ในแดนเซียนเป็นคนเดียวกับซูอี้ที่นางรู้จักหรือไม่
“เจ้านาย ท่านเคยคิดติดต่อกับคนในตระกูลหรือไม่?” เจ้าสุนัขพื้นเมืองพลันเอ่ยถาม
“ไม่เลย มีหลายสิ่งเกิดขึ้นในยุคอวสานเซียน แดนเซียนในวันนี้ไม่ใช่แดนเซียนที่พวกเราคุ้นเคยอีกต่อไป… หากต้องการตามหาสมาชิกตระกูล มันจะง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร?” ปราชญ์หงอวิ๋นถอนหายใจอย่างแผ่วเบา
นามของนางคือหนิงหงอวิ๋น มาจากตระกูลหนิงแห่งหนานเสวียน เมื่อนานมาแล้ว บรรพชนของนาง ‘หนิงหนานเสวียน’ เป็นจักรพรรดิคนที่เจ็ดผู้ดูแลศาลเซียนรวมศูนย์! ในยุคอวสานเซียน ตระกูลหนิงแห่งหนานเสวียนได้แยกออกเป็นสองเพื่ออพยพออกจากแดนเซียน เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะ หลังจากผ่านอันตรายระหว่างทางมาได้ พวกนางก็ได้หลบหนีไปยังโลกมนุษย์
หลังออกจากแดนเซียนแล้ว พวกเขาก็มุ่งหน้าสู่อารยธรรมยุคอื่นเพื่อสำรวจโอกาสวิถี หลังจากกลับมาแดนเซียนแล้ว ปราชญ์หงอวิ๋นพลันพบว่า ที่นี่… ไม่ใช่บ้านเกิดที่นางคุ้นเคยอีกต่อไป
“เช่นนั้นไปหาใต้เท้าอนันตรัตติกาลก่อน!” ดวงตาของซิงเชวียทอประกายพลางกล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า “ช่วงที่อยู่ในโลกมนุษย์ ข้ามองออกว่าภูมิหลังของซูอี้ไม่ธรรมดา ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้ว เขาคือร่างเวียนวัฏของใต้เท้าอนันตรัตติกาล!” ในน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความนับถือยิ่ง
หญิงสาวตกตะลึง สายตาดูแปลกประหลาด ตอนที่อยู่ในโลกมนุษย์ ซูอี้ถูกมองว่าเป็นยอดคนผู้เวียนวัฏกลับชาติมาเกิด นางสงสัยว่าเขาเป็นคนคลั่งดาบ ผู้ยิ่งใหญ่ในศาลเซียนรวมศูนย์ ทว่าตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าตนคิดผิดมหันต์
แท้จริงแล้วซูอี้คือร่างเวียนวัฏของใต้เท้าจอมราชันอนันตรัตติกาลผู้ครอบครองอำนาจสูงสุดในแดนเซียน จอมราชันวิถีดาบผู้ถือครองหนึ่งยุคสมัย!!
เมื่อสงบสติได้แล้ว ปราชญ์หงอวิ๋นกล่าวว่า “หลังจากจัดการงานที่สุขาวดีวารีหยกจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราจะไปคารวะสหายเต๋าซู”
“ได้!” มันแทบอดใจรอไม่ไหวและตอบรับทันที
……
ณ ซากปรักหักพังของตำหนักอนันตรัตติกาล ภายในวังดินปุจฉาสวรรค์ ซูอี้กลับมาพร้อมกับชีฝูเฟิง ส่วนพญาวิหคเผิงเทียนสลัวได้ออกเดินทางสู่สุขาวดีมหาดาราในภูเขาปู้อโจว
ตกกลางคืน มหาเซียนหลิวอวิ๋นได้จัดงานเลี้ยงให้แก่ซูอี้ ร่วมกับฟางโหย่วหรงและฟางหาน ซูอี้ได้กล่าวกับชีฝูเฟิงที่งานเลี้ยงไว้ว่า “ต่อไป ชะตากรรมของแดนเซียนจะไม่สงบสุข การเคลื่อนไหวของกองกำลังศัตรูเหล่านั้นจะถี่มากขึ้น นับจากนี้ไป เจ้าควรเก็บตัวฝึกฝนที่นี่”
ผู้ฟังน้อมรับคำสั่งอย่างหนักแน่นว่า “ขอรับ!”
“ใต้เท้าจอมราชัน สถานการณ์ในแดนเซียนกำลังปั่นป่วนงั้นหรือ?” มหาเซียนหลิวอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะถาม
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะตอบว่า “ลมฝนสุดที่จะคาดเดา ต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างแน่นอน นับจากนี้ไป ข้าก็ต้องทุ่มเทให้กับการฝึกฝนเช่นกัน”
ภายในภูเขาปู้อโจว เขาเคยขัดขวางบุตรแห่งสวรรค์ที่ลัทธิหมื่นวิญญาณต้องการอัญเชิญลงมายังแดนเซียน และเขาก็เคยทำลายแผนของลัทธิหลิงหลงที่จะนำ ‘บุตรแห่งสวรรค์’ มาสู่แดนเซียนเช่นกัน ใบไม้หนึ่งใบร่วงหล่นย่อมรับรู้ได้ว่าเป็นยามสารท ซูอี้มั่นใจว่า บางสิ่งที่คล้ายกันนี้จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเวลากาลต่อไป!
หรือก็คือ บุตรแห่งสวรรค์ที่เหล่าทวยเทพเป็นผู้ส่งมาจะปรากฏตัวในแดนเซียนคนแล้วคนเล่า นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งไม่อาจทราบได้ว่าจะก่อให้เกิดคลื่นแบบใด ในแดนเซียนที่ผ่านมา ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายกันนี้มาก่อน
นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาได้เดินทางไปสังหารมหาเซียนนับไม่ถ้วนทั่วทั้งแดนเซียน นับได้ว่ายืนอยู่ ณ ใจกลางพายุ ดังนั้นเขาจึงคาดเดาได้ว่า กองกำลังศัตรูเหล่านั้นต่างหมายหัวเขาเอาไว้แล้ว เหตุใดขุมกำลังวิถีเซียนทั้งหกถึงคิดนัดประลอง? เพราะคนพวกนั้นคงรู้สึกถึงภัยคุกคามร้ายแรงจากตัวเขาแล้ว!
นี่หมายความว่า ต่อจากนี้ไปจะมีการเคลื่อนไหวเพื่อเล่นงานเขาในแดนเซียนแห่งนี้มากยิ่งขึ้น! แต่ชายหนุ่มหาเกรงกลัวไม่ ทว่าก็เป็นที่ชัดเจนว่า เมื่อสถานการณ์ตอนนี้ปั่นป่วน การอยู่ให้ห่างจากปัญหา จะป้องกันเขาไม่ให้ถูกปัญหาทั้งหลายรุมเร้า! ตั้งแต่วันนี้ไป ซูอี้เริ่มเก็บตัวฝึกฝน
……
ณ แดนสารทวสันต์ นี่คือพื้นที่ที่เกิดจากความว่างเปล่า ความโกลาหลกำลังปะทุ กลุ่มอำนาจกฎเกณฑ์หลากสีสันเกี่ยวพันกัน เวลาคล้ายกับหยุดนิ่งอยู่ในนั้น
หลังจากผ่านไปหนึ่งปี ซูอี้ก็กลับมายังโลกที่วุ่นวายนี้อีกครา วสันต์กับสารทคือความหมายของเวลาที่ผันผ่านและแปรเปลี่ยน กฎเกณฑ์แห่งเวลาในมิติโกลาหลนี้จะแตกต่างจากโลกภายนอก หากฝึกฝนที่นี่หนึ่งวสันต์กับสารท หนึ่งปีของที่นี่จะเทียบเท่ากับหนึ่งวันของโลกภายนอกเท่านั้น เขาสามารถอยู่ได้ครั้งละไม่เกินหนึ่งเจียจื่อเท่านั้น นั่นก็คือหกสิบปี ในโลกภายนอกจะเท่ากับหกสิบวัน
ในตอนแรก หวังเย่ได้สำรวจสายธารแห่งกาลเวลาสายยาว พบว่ามิติโกลาหลอันน่าอัศจรรย์นี้ อยู่ในคลื่นที่เปลี่ยนแปลงตามพลังของเวลา ดังนั้นด้วยจิตสัมผัสของเขา ทำให้ปิดผนึก ‘มิติโกลาหล’ ได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนนำกลับไปสู่แดนเซียนจากสายธารแห่งกาลเวลา และซ่อนเอาไว้ใต้วังดินปุจฉาสวรรค์
คราวที่แล้ว ตอนที่กำลังฝึกฝนในสถานที่แห่งนี้ เขาปิดตนเป็นเวลาสิบปีก่อนจากไป ส่วนตอนนี้ เขากลับมาที่นี่อีกครา ทว่าไม่เหมือนกับคราวที่แล้ว เขาในตอนนี้อยู่ในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น อีกเพียงก้าวก็จะเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางแล้ว!
“ครั้งนี้ หากใช้เวลาหกสิบปี มาดูกันว่าข้าจะสามารถพัฒนาการฝึกฝนจากการเก็บตนครานี้มากน้อยเพียงใด” ซูอี้นั่งขัดสมาธิ หมอกโกลาหลที่ปกคลุมความว่างเปล่าพลันโอบล้อมเขา ทำให้ร่างดูเลือนราง
ถึงจะบอกว่าหกสิบปี แต่มันคือหกสิบวันเมื่อเทียบกับโลกภายนอก ในไม่ช้า เขาก็ปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนจะเริ่มฝึกฝนอย่างเงียบงัน ทั่วทั้งร่างส่งเสียงคำรามและหมุนวน ภายในแดนจักรวาลจิตเซียน มหาวิถีคำราม พฤกษาหมื่นภูมิที่หยั่งรากอยู่ในนั้นแกว่งไกวไปมา
ซูอี้ไม่เคยกังวลเกี่ยวกับการฝึกฝนเลยแม้แต่น้อย หากต้องการทะลวงขอบเขต ด้วยความสามารถของเขา ย่อมสามารถทะลวงถึงขอบเขตมหาศาลขั้นสมบูรณ์ได้อย่างง่ายดาย แต่ชั่วชีวิตในชาติภพนี้ เขาไม่คิดทำเช่นนั้น ชายหนุ่มตั้งมั่นแล้วว่า จะแสวงหาวิถีแห่งดาบ ต่อสู้อย่างมั่นคงและค่อยเป็นค่อยไป สิ่งที่เขาแสวงหาไม่ใช่ความเร็วในการฝึกฝน แต่มันคือการก้าวข้ามอดีต เป็นการแสวงหาวิถีแห่งดาบที่สูงยิ่งขึ้นไป!
……
ครึ่งปีต่อมา การฝึกฝนของซูอี้เหมือนกับแก้วที่เต็มไปด้วยน้ำ ทำให้เข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางได้อย่างง่ายดาย ส่วนโลกภายนอก เพิ่งผ่านไปเพียงครึ่งวันเท่านั้น
……
สามปีต่อมา การฝึกฝนในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางของเขาได้รับการปรับเปลี่ยนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ห่างจากขั้นปลายเพียงเส้นขนเท่านั้นก็จะทะลวงได้ ทว่าซูอี้ไม่รีบร้อน เขาเริ่มทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ของขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ แยกแยะและอนุมานวิชาดาบของตน
นอกจากนี้ ในช่วงสามปีที่ผ่านมา เตาเสริมสวรรค์ได้หลอมสิ่งของที่เขาเก็บรวบรวมในอดีตจนสิ้น โอสถเซียนถูกหลอมจนกลายเป็นโอสถวิเศษ วัสดุศักดิ์สิทธิ์ถูกหลอมจนกลายเป็นวัตถุล้ำค่า ส่วนเตาเสริมสวรรค์เกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงสามปีนี้! มันไม่ได้ด้อยไปกว่าสมบัติชั้นยอดระดับมหาเซียนเลย
……
สิบปีต่อมา ซูอี้เข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายได้สำเร็จ นอกจากนี้ ดาบแห่งโลกายังถูกหลอมขึ้นใหม่ คมดาบถูกเก็บเข้าที่ ตัวดาบเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเทาเป็นสีดำเรียบง่ายไม่สะดุดตา ดูคล้ายแสงยามค่ำที่เงียบงันและมืดมิด พลังของมันแข็งแกร่งกว่าเดิมถึงห้าสิบส่วน!
สิ่งที่ทำให้เขาพอใจก็คือ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เตาเสริมสวรรค์ได้หลอมโอสถวิเศษจำนวนมากที่สามารถหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณได้ หลังจากกินและหลอมโอสถเหล่านี้ พลังดั้งเดิมของเหลยเจ๋อ หุ่นเชิดวิญญาณศึกที่ใกล้จะหมดเรี่ยวแรงได้ฟื้นคืนบางส่วนในที่สุด ถึงแม้เหลยเจ๋อจะไม่สามารถฟื้นคืนความทรงจำในอดีตได้ แต่ซูอี้เชื่อว่า อีกฝ่ายจะต้องกลับไปอยู่สภาพสูงสุดทีละขั้นในอนาคตได้อย่างแน่นอน!
สิบปีของการพยายามอย่างหนัก จากการหล่อเลี้ยงด้วยเคล็ดพลังเวิ้งลึกล้ำ ทำให้พฤกษาหมื่นภูมิเติบโตอย่างแข็งแรง เปลี่ยนเป็นโครงร่างของต้นไม้ขนาดเล็ก กิ่งก้านสีเขียวราวกับหยก แผ่กลิ่นอายแห่งความโกลาหล ศักดิ์สิทธิ์ และไม่ธรรมดาออกมา
ในช่วงสิบปีของการเก็บตัวฝึกฝนของซูอี้ โลกภายนอกผ่านไปเพียงสิบวันเท่านั้น ทวีปวิญญาณน้อย ตกดึก ปราชญ์หงอวิ๋นกับสุนัขพื้นเมืองซิงเชวียกำลังเดินผ่านซากปรักหักพัง นี่คือสุขาวดีวารีหยก!
ในยุคอวสานเซียนช่วงต้น ภูเขาที่มีชื่อเสียงกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้ถูกภัยพิบัติทำลายล้าง จนเหลือเพียงปฐพีรกร้างและไหม้เกรียม แทบไม่มีใครย่างกรายมาที่นี่
“เจ้านาย พวกเราค้นหามาหนึ่งวันหนึ่งคืน ขุดลึกลงไปถึงสามฉื่อ ทว่ากลับไม่พบสิ่งใด เห็นทีเทวพฤกษ์คุนอู๋อาจจะตายในหายนะครั้งนั้นก็เป็นได้” ซิงเชวียกล่าวออกมา ส่วนปราชญ์หงอวิ๋นตกอยู่ในความเงียบ
ทันใดนั้น นางพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหยิบแผ่นหยกที่ซูอี้มอบให้ในตอนนั้นออกมา ภายในแผ่นหยกมีเพียงลวดลายลึกลับหนึ่งถูกสลักเอาไว้ มันประกอบขึ้นเป็นลวดลายเต๋าแปลกประหลาดจำนวนมาก ก่อนหน้าหญิงสาวพยายามสัมผัสความลึกลับ แต่ก็ไม่พบอะไร ในตอนนี้ นางตัดสินใจที่จะลองอีกครั้ง หากไม่ได้ผล มีแต่ต้องยกเลิกปฏิบัติการนี้ แล้วล่าถอยกลับไป
หืม? เมื่อจิตสัมผัสตรวจสอบลวดลายลับในแผ่นหยก ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้พลันปรากฏขึ้นในใจของหนิงหงอวิ๋น ราวกับสัมผัสถึงบางสิ่งได้
หลังจากนั้น ฉากอันน่าทึ่งก็ได้บังเกิดขึ้น ฉากลับนั่นส่องแสงอย่างเงียบงัน! ในเวลาเดียวกัน ปราชญ์หงอวิ๋นรู้สึกได้ชัดเจนว่า ภายในซากปรักหักพังมีพลังลึกลับและกว้างใหญ่กำลังปรากฏขึ้น มันสะท้อนฉากลับในแผ่นหยกที่อยู่บนมือได้อย่างน่าอัศจรรย์!
“นั่นมัน?” ในเวลาเดียวกัน ซิงเชวียพลันผงะไป ด้วยมันพบว่า จู่ ๆ กลุ่มแสงและหมอกราวกับความฝันก็พวยพุ่งจากซากปรักหักพังที่ปกคลุมด้วยหมอกราตรี หมอกรวมตัวอย่างเงียบงัน กลายเป็นประตูลึกลับ!
“ข้านึกอยู่แล้วว่าแผ่นหยกที่สหายเต๋าซูมอบให้มานั้นไม่ธรรมดา” นางมีกำลังใจขึ้นมา “มา ไปดูกันเถอะ หากไม่มีอะไรผิดพลาด เทวพฤกษ์คุนอู๋จะต้องซ่อนอยู่ในนั้นเป็นแน่!”
หลังจากนั้น นางก็เดินเข้าไปในประตูมายานั่นพร้อมกับซิงเชวีย วูบ! เมื่อสองร่างเดินเข้าไปแล้ว ประตูมายากลายเป็นหมอก ก่อนหายไปราวกับคลื่น ราตรีราวกับหมึกดำปกคลุมทั่วซากปรักหักพังอันแห้งแล้งจนทั่ว ราวกับเมื่อครู่ไม่มีอันใดเกิดขึ้น
ตอนที่ 1,775: เซียนคุนอู๋
ในโลกสีเทาซีด กลิ่นอายโดยกำเนิดของธาตุทั้งห้ากลายเป็นหมอกหลากสีสันปกคลุมความว่างเปล่า ดูงดงามและมีสีสัน ต้นไม้ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางโลกใบนี้ ลำต้นของมันดั่งภูเขาศักดิ์สิทธิ์โอ่อ่า กิ่งก้านแน่นหนาราวกับร่ม บดบังท้องนภา ใบของมันมีขนาดเท่าหินโม่ เป็นสีเทาที่ให้ความรู้สึกโกลาหล กลิ่นอายโดยกำเนิดของธาตุทั้งห้าเคลื่อนลงมาจากต้นไม้ใหญ่นี้ ราวกับน้ำตกแสงสว่างห้าสี พวกมันเคลื่อนลงมา ลอยล่องอยู่ในความว่างเปล่า
เทวพฤกษ์คุนอู๋! เป็นหนึ่งในหกเทวพฤกษ์ของโลกเซียน ซึ่งประกอบไปด้วยไม้เหอเจี้ยน เทวพฤกษ์ชางอู๋ พฤกษาหมื่นภูมิ พฤกษาฝูซาง และพฤกษาหมื่นวิถี เทียบกันแล้ว เทวพฤกษ์คุนอู๋มีชื่อเสียงมากกว่า แต่ลึกลับน้อยกว่าเทวพฤกษ์ห้าต้นที่เหลือ ด้วยในยุคอวสานเซียน ต้นไม้ต้นนี้บังเกิดจิตวิญญาณโดยกำเนิด หลังจากพิสูจน์เต๋าจนกลายเป็นเซียนแล้ว จึงถูกเรียกว่า ‘เซียนคุนอู๋’ มันต่อสู้อย่างทุ่มเทชีวีภายใต้คำสั่งของจอมราชันอนันตรัตติกาล จนกลายเป็นที่โด่งดังทั่วหล้า
ตอนนี้ เบื้องหน้าของเทวพฤกษ์คุนอู๋มีร่างวิถีเซียนนับพันง่วนอยู่กับการสร้างสนามเต๋า ไกลออกไปจากสนามเต๋า สองร่างที่มีกลิ่นอายน่าพรั่นพรึงยืนอยู่ คนหนึ่งคือชายร่างผอมในชุดคลุม แบกดาบสงครามไขว้เป็นรูป ‘乂’ ไว้ที่แผ่นหลัง สายตาคมกริบราวกับเหยี่ยว อีกคนคือนักพรตเต๋าสวมมงกุฎสูง มีใบหน้าแปลกประหลาด สวมชุดคลุมเต๋าสีเหลืองส้ม แบกกระดองเต่าสีดำไว้บนหลัง
ชายร่างผอมผู้มีดาบสองเล่มอยู่บนแผ่นหลังกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “อีกไม่ถึงครึ่งเดือน ‘สนามเต๋าเทพสถิต’ แห่งนี้ก็จะเสร็จสมบูรณ์ ถึงตอนนั้นเจ้าเพียงสอดธงกลศึกที่ทวยเทพประทานให้ จากนั้นใช้พลังของเทวพฤกษ์คุนอู๋เพื่อสังเวย…” เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาพลันหุบปาก แล้วหันมามองนักพรตเต๋าผู้อยู่ด้านข้าง “ศิษย์พี่ เจ้าคิดว่าพวกเราต้องแจ้งข่าวให้สำนักรับทราบทันทีหรือไม่?”
นักพรตเต๋าส่ายหน้าก่อนตอบว่า “เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ยังไม่สายเกินไปที่จะแจ้ง”
“เอาเถอะ” พยักหน้า “จะอย่างไรก็ช่าง พวกเราใช้เวลาหลายปีในการพยายามอย่างหนัก ในที่สุดเราก็กำลังจะประสบความสำเร็จแล้ว ข้าตั้งตาอยากรู้นักว่า บุตรแห่งสวรรค์ที่จะมาเยือนในครานี้จะมีปฏิกิริยาเช่นไร” มีความคาดหวังมากมายในแววตาของเขา
“ข้าก็เช่นกัน” เวลานั้น ดวงตาของนักพรตเต๋าพลันเกิดประกายแปลกประหลาดขึ้นมา “ตามที่เจ้าลัทธิว่าไว้ หลังจากเรื่องในครั้งนี้สำเร็จ ด้วยความช่วยเหลือของบุตรแห่งสวรรค์ จะต้องมีหนทางให้พวกเราได้รับโอกาสในการพิสูจน์เต๋าเป็นแน่! ข้าหวังว่า… มันจะเป็นความจริง!”
ทั้งสองสนทนาเสียงต่ำ ไกลออกไป ตัวตนวิถีเซียนนับพันกำลังสร้างสนามเต๋าสีดำอย่างสุดกำลัง เป็นภาพที่ดูกระตือรือร้นนัก
ในเวลาเดียวกัน ไกลออกไป ปราชญ์หงอวิ๋นกับซิงเชวียได้พบกับเทวพฤกษ์คุนอู๋ที่ตั้งตระหง่านจากไกล ๆ และอดที่จะตกตะลึงไม่ได้ มีข่าวเล่าลือกันว่า เทวพฤกษ์คุนอู๋เกิดจากต้นกำเนิดของธาตุทั้งห้า มันครอบครองจิตสัมผัสและพลังโดยกำเนิดนานาชนิด ช่างเหลือเชื่อนัก ส่วนจิตวิญญาณโดยกำเนิดของ ‘เซียนคุนอู๋’ ซึ่งเกิดในเทวพฤกษ์คุนอู๋ ก็มีพลังไร้ใครเทียบจนบรรลุสู่ขอบเขตมหาศาล เป็นที่รู้จักในฐานะตัวตนไร้เทียมทานในโลกเซียนที่ครอบครอง ‘ที่มาเบญจธาตุแรกกำเนิด’!
แต่ก่อนที่จะเข้าใกล้ได้ แสงสว่างห้าสีพลันปรากฏขึ้น ปกคลุมความว่างเปล่ารอบกายทั้งคู่เอาไว้สิ้น จากนั้นผู้ชายผมเงินในชุดขาวผู้ดูหล่อเหลาพลันปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ ผู้ชายชุดขาวดูตื่นเต้นยินดี ดวงตาที่เต็มไปด้วยความผันผวนของเวลาของเขาจับจ้องไปยังแผ่นหยกในมือของปราชญ์หงอวิ๋น
แม้จะตกตะลึง ทว่าสีหน้าของนางก็ยังคงสงบนิ่งและเอ่ยถามว่า “ไม่ทราบว่าท่านเป็นใคร?” ซึ่งผู้ชายในชุดขาวก็ตอบอย่างแผ่วเบาว่า “อย่าวิตกไป ก่อนยุคอวสานเซียนจะมาเยือน ทุกคนในใต้หล้าเรียกข้าว่าเซียนคุนอู๋”
เซียนคุนอู๋! ยอดฝีมือผู้โด่งดังทั่วหล้าก่อนยุคอวสานเซียน! ซิงเชวียอดที่จะอ้าปากค้างไม่ได้ มันไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับตัวตนในตำนานง่ายดายเช่นนี้
ตัวปราชญ์หงอวิ๋นเองก็ประหลาดใจเช่นกัน แต่ว่านางยังคงแสร้งสงบนิ่ง ก่อนถามว่า “ท่านมองออกได้อย่างไร?” ผู้ชายในชุดขาวชี้ที่แผ่นหยกในมือของนาง ตอบว่า “ฉากลับที่สลักในแผ่นหยก ถูกเรียกว่า ‘บัญญัติเบญจธาตุกล่อมเอกา’ ในโลกหล้านี้ นอกจากข้าแล้วก็มีเพียงใต้เท้าจอมราชันที่เข้าใจบัญญัติเบญจธาตุนี้ หากเจ้าไม่พึ่งพลังของมัน ก็อย่าคิดที่จะเข้าดินแดนลับคุนอู๋นี้เด็ดขาด”
ในที่สุดหญิงสาวก็เชื่อสนิทใจ ก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วกล่าวขึ้นว่า “ใช่แล้ว แผ่นหยกนี้เป็นของขวัญจากใต้เท้าอนันตรัตติกาล เขา…” ก่อนจะทันได้กล่าวจบ ผู้ชายคนนั้นก็มีทีท่าตื่นเต้นจนแทบจะหักห้ามใจตัวเองไม่ได้ สีหน้าเปี่ยมด้วยความยินดี พร้อมกับกล่าวว่า “ยอดเยี่ยมนัก ยอดเยี่ยมนัก!” เขาคล้ายกับสติหลุดไปแล้ว
แต่หลังจากนั้น เขาก็ได้ตระหนักถึงบางสิ่ง จึงเงยหน้าขึ้นมองเทวพฤกษ์คุนอู๋ที่อยู่ไกลออกไป กล่าวเสียงต่ำว่า “นี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับพูดคุย ทั้งสองคนตามข้ามา” ขณะพูด เขาสะบัดแขนเสื้อ หลังจากนั้น ร่างของทั้งสามพลันหายไปจากอากาศ
ชั่วอึดใจต่อมา พวกเขาก็ปรากฏตัวในวังโบราณแห่งหนึ่ง ในใจกลางของวัง มีใบไม้ขนาดเท่าหินโม่ลอยอยู่ ตอนนี้ บนใบไม้นั่นปกคลุมไปด้วยแสงสว่างของธาตุทั้งห้า และมีฉากหนึ่งปรากฏขึ้นมา… สิ่งที่สะท้อนออกมาคือภาพฉากเบื้องหน้าเทวพฤกษ์คุนอู๋! ตัวตนวิถีเซียนนับพันกำลังสร้างสนามเต๋า รวมถึงร่างของชายร่างผอมกับนักพรตเต๋าผู้อยู่ไกลออกไปล้วนปรากฏขึ้นมา
“นี่คือ?” ปราชญ์หงอวิ๋นตกตะลึง
ผู้ชายในชุดขาวเผยสีหน้าซับซ้อนและตอบว่า “พวกมันคือยอดฝีมือจาก ‘บรรพตลอยฟ้า’ แห่งทะเลบูรพา เมื่อหลายปีก่อน พวกมันบุกมาที่นี่… ช่างเถอะ เรื่องมันนานมาแล้ว อย่าได้กล่าวถึงอีกเลย” เขาถอนหายใจขณะที่กล่าว จากนั้นก็เอื้อมมือจับใบไม้ ก่อนมันจะกลายเป็นลำแสงพุ่งเข้าสู่แขนเสื้อของเขา
หลังจากนั้น เซียนคุนอู๋ก็เชิญปราชญ์หงอวิ๋นกับซิงเชวียให้นั่งลง ก่อนจะถามว่า “ข้าขอดูแผ่นหยกนั่นได้หรือไม่?” ปราชญ์หงอวิ๋นส่งแผ่นหยกให้ เขามองดูอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าซับซ้อนยิ่ง มีทั้งความตื่นเต้น ความยินดี และความเศร้าโศกเสียใจสุดจะบรรยาย… หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็สะอื้นไห้ออกมา น้ำตาไหลอาบชุดของตัวเอง
ทำเอาทั้งปราชญ์หงอวิ๋นกับซิงเชวียประหลาดใจ พวกเขาไม่เคยคาดคิดว่า เซียนคุนอู๋ผู้นี้จะสูญเสียความสงบเพียงเพราะได้เห็นแผ่นหยกของใต้เท้าอนันตรัตติกาล! ผ่านไปชั่วครู่ ผู้ชายในชุดขาวก็หยุดร่ำไห้ เขาสูดหายใจเข้าลึก กล่าวขอโทษว่า “ข้าไม่ตั้งใจจะทำให้พวกเจ้าทั้งสองคนหวาดกลัว พูดตามตรง ข้าตื่นเต้นเกินไปจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ชั่วครู่ หากพวกเจ้าเคยประสบกับความทุกข์ทรมาน และจำต้องพยายามเอาตัวรอด กระทั่งไม่สามารถร้องขอความตายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บางทีก็อาจจะเข้าใจว่าทำไมข้าถึงมีสภาพ… ไร้สติ…”
ทั้งปราชญ์หงอวิ๋นและซิงเชวียเงียบ ด้วยไม่รู้ว่าจะพูดอันใด ต่อมา ชายหนุ่มก็เริ่มสนทนากับทั้งสอง หัวข้อวนเวียนไปมาเกี่ยวกับซูอี้ ทว่าปราชญ์หงอวิ๋นกลับหวงแหนคำพูดราวกับทองคำ พูดถึงซูอี้ไม่มากนัก แม้กระทั่งสิ่งที่เขากระทำในโลกมนุษย์ก็ไม่ถูกกล่าวถึง เนื่องจากพบกันครั้งแรก ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นเซียนคุนอู๋ ก็เป็นไปไม่ได้ที่นางจะเชื่ออีกฝ่ายอย่างไร้ข้อกังขา
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากนอกห้องโถงโบราณ สีหน้าของผู้ชายในชุดขาวพลันเปลี่ยนไป และร้องบอกว่า “พวกเจ้าสองคนอย่าส่งเสียง ข้าจะพาไปซ่อนตัวก่อน!” ขณะพูด เขาสะบัดแขนเสื้อ ทั้งปราชญ์หงอวิ๋น ซิงเชวีย และเขาต่างหายไปในห้องโถงโบราณแห่งนี้
หลังจากที่คนทั้งสามหายไปไม่นาน ผู้ชายในชุดแดงก็มาถึงในห้องโถง รูปลักษณ์ของเขาเหมือนกับผู้ชายในชุดขาว แทบจะเรียกได้ว่าเป็นพี่น้องฝาแฝด เพียงแต่ว่าดวงตาของเขาส่องแสงราวกับเปลวเพลิง กลิ่นอายแรงกล้าน่าสะพรึง ชุดคลุมสีแดงปลิวไสว ราวกับเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์กำลังปั่นป่วนอีกครา หลังจากมาถึง เขาสูดอากาศด้วยปลายจมูก กวาดมองพื้นที่ภายในห้องโถง ริมฝีปากยกขึ้นราวกับคิดอะไรสนุกขึ้นมาได้
มีคนนอกมาที่นี่อย่างนั้นหรือ?
……
เวลาผ่านไป ณ วังดินปุจฉาสวรรค์ แดนสารทวสันต์ เวลาภายนอกผ่านไปสามสิบวัน แต่ภายในแดนสารทวสันต์ผ่านไปสามสิบปี! สำหรับตัวตนในวิถีเซียนส่วนใหญ่ การปิดตัวแต่ละครั้งมักกินเวลานับพันปี เทียบกับตอนนี้แล้ว สามสิบปีเป็นเวลาเพียงแค่ดีดนิ้วเท่านั้น!
แต่สำหรับซูอี้ นี่กลับนับเป็นช่วงเวลาปิดตัวฝึกฝนที่นานที่สุดเท่าที่เขาเคยฝึกฝนมาชั่วชีวิต! ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ด้วยความพยายามอย่างหนักของเขา การฝึกฝนจึงได้รับการปรับให้อยู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์แล้ว! กฎเกณฑ์ของขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ในร่างถูกควบรวมจนอยู่ในขั้นสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ การผสานและการหลอมรวมความสำเร็จในวิชาดาบ กอปรกับการหลอมดาบแห่งโลกายังได้มาถึงระดับสูงสุดที่เขาสามารถทำได้ ตอนนี้ ขาดเพียงโอกาสเดียวเท่านั้นก็จะสามารถพิสูจน์เต๋าเคลื่อนวิถีสู่ขอบเขตอัศจรรย์ เพื่อกลายเป็นมหาเซียน! ทว่าในปีที่สามสิบของการเก็บตน ซูอี้กลับประสบปัญหาคอขวด การฝึกฝน กายเนื้อ จิตวิญญาณ พลังเต๋า… ไม่สามารถก้าวหน้าได้อีกแม้แต่นิดเดียว ตกอยู่ในความชะงักงัน
ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ประหลาดใจกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก วิถีการฝึกฝนไม่เคยสั่งสมตามกาลเวลา คนเฒ่าคนแก่บางคนมีชีวิตนับหมื่นปี แต่พวกเขาเพียงฝึกฝนได้แค่ราชันเซียนของขอบเขตศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น เหตุผลก็เพราะยามที่ฝึกฝนจนเกิดจิตคิดฉงน จะทำให้พบกับอุปสรรคและความยากลำบากต่าง ๆ การปิดตัวฝึกฝนเพียงอย่างเดียวย่อมใช้ไม่ได้ผล
การทะลวงขอบเขตการฝึกฝนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในโลกหล้า อาศัยความเข้าใจโดยกำเนิดซึ่งข้องเกี่ยวกับวิถีการต่อสู้ อาศัยการฉกฉวยโอกาส และโชคระหว่างสวรรค์กับปฐพี นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับการสำรวจอย่างขยันขันแข็งด้วย!
ในช่วงการเก็บตัวฝึกฝนสามสิบปีมานี้สำหรับซูอี้แล้ว ทำให้เขาบรรลุและพัฒนาขึ้นหลายเท่านัก ทว่าเขาไม่เคยคาดคิดที่จะทะลวงขอบเขตอัศจรรย์ในอึดใจเดียว เพื่อพิสูจน์เต๋าขึ้นเป็นมหาเซียน ตรงกันข้าม ในช่วงฝึกฝนตลอดช่วงสามสิบปีมานี้ เขาได้มุ่งเน้นสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับขอบเขตราชันเซียนแทน! และในอนาคต มันก็มีเพียงโอกาสเดียวที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของขอบเขตอัศจรรย์ เพื่อกลายเป็นมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ดังชื่อที่ตั้งมา!
“ช่างเถอะ ถึงเวลาไปแล้ว” ซูอี้ตัดสินใจในที่สุด ก่อนจะออกจากแดนสารทวสันต์ เดิมที เขาวางแผนจะเก็บตัวฝึกฝนเป็นเวลาหกปี แต่ตอนนี้เขาทำได้เพียงตัดใจ
ข้อแรกเป็นเพราะการฝึกฝนเผชิญกับขีดจำกัด ข้อสองเพราะในช่วงสามสิบปีของการฝึกฝน ทรัพยากรการฝึกฝนที่สั่งสมมาใกล้จะหมดลงแล้ว! หากเก็บตัวนานกว่านี้ มีแต่จะเสียเวลาเปล่า ๆ
หืม? เมื่อเดินออกจากแดนสารทวสันต์ ซูอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหยิบแผ่นหยกออกจากแขนเสื้อ แผ่นหยกกำลังส่องแสง
“เซียนคุนอู๋หรือ?” ซูอี้ตกตะลึง จากนั้นนึกขึ้นได้ว่า ยามออกจากโลกมนุษย์ เขาเคยมอบแผ่นหยกให้ปราชญ์หงอวิ๋น บอกนางว่าหลังจากถึงแดนเซียนแล้ว ให้ไปหาเซียนคุนอู๋ ตอนนี้ แผ่นหยกบนร่างของเขากำลังส่องแสง และมันย่อมเกี่ยวข้องกับเซียนคุนอู๋!
จิตสัมผัสพลันแทรกลึกเข้าไปสำรวจในแผ่นหยกทันที ทันใดนั้น ซูอี้ก็เห็นแถวข้อความ
‘ข้าน้อยเซียนคุนอู๋ ประสบภัยพิบัติครั้งใหญ่ อยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง ไม่อาจอยู่รอดได้นานนัก แต่ก่อนที่จะตาย อยากพานพบนายท่าน!’