บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2013 เวรกรรมพันปีอมรณา อย่างมากสุดก็แค่ฆ่าคน
ใต้ตําหนักใหญ่แห่งหนึ่งมีห้องลับใต้ดินอยู่ ขณะนี้ตัวตนกลุ่มหนึ่งจับจ้องไปยังม่านแสง ภาพหลังซูอี้มายังเมืองสะพานมาศสะท้อนอยู่บนนั้น “พวกมารเฒ่าปี้ซิงล้มเหลวแล้ว!”
มีผู้กล่าวขึ้นอย่างประหลาดใจ
ม่านแสงกําลังฉายภาพเหตุการณ์ยามซูอี้ถูกลอบสังหารกะทันหันบนถนน เพียงแค่โบกมือก้าวเท้า การลอบ สังหารก็พังทลาย!
และกลุ่มยอดฝีมือผู้ไล่ล่าซูอี้ก็ล้วนถูกสังหารยามหลบหนี! “คนผู้นี้ทรงพลังสมคํารํ่าลือ อย่างน้อยก็เป็นครึ่งเทพ!” มีผู้ขมวดคิ้วกล่าว
“ดูสิ ซูอี้ผู้นั้นถูกขวางทางแล้ว!” ทันใดนั้น บางคนก็กล่าวด้วยสีหน้าพิกล บนม่านแสง ภาพยามซูอี้ถูกเหล่าผู้อ่อนแอไร้ทางสู้ขวางทางไว้สะท้อนขึ้น “ฮ่าๆ ยอดเยี่ยม! มีผู้คิดใช้ชนพื้นเมืองเหล่านั้นมาขวางซูอี้ด้วยแฮะ!” มีผู้เสสรวลขึ้น
“แม้วิธีการนี้จะน่ารังเกียจไปสักหน่อย แต่ก็ได้ผลจริงแท้! อย่างน้อยที่สุด หากเราทําให้ซูอี้ไขว้เขวได้สักนิด ต่อ จากนี้ไป เราก็ใช้ชีวิตชนพื้นเมืองเหล่านั้นมาเป็นโล่ให้เราได้!”
“แต่หากซูอี้มิลังเล มิรู้สึกถูกข่มขู่เล่า?” ” “ก็ไม่เป็นไร เมืองสะพานมาศเป็นถิ่นของหอพิงนภา พวกเขาหรือจะดูดายหากซูอี้มาก่อจลาจลในเมือง?”
“กุ้งหอยประชัน ชาวประมงลํ่าซํา ถึงยามนั้น เราก็แค่จับปลายามนํ้าขุ่น” ……ขณะที่ทุกคนกําลังสนทนา ภาพในม่านแสงพลันแปรเปลี่ยน ร่างของซูอี้หายวับไป หือ?
ทุกคนต่างตะลึงงัน คนผู้นี้ไปหนใด? “หรือเจ้านั่นจะสัมผัสได้ว่าเราแอบมองอยู่?”
มีผู้กล่าวขึ้นอย่างประหลาดใจ “เป็นไปไม่ได้หรอก ภายใต้ขอบเขตเทพ ไร้ผู้ใดจับสังเกตปราณมุกเทพเงาสะท้อนได้แน่นอน” ใครบางคนกล่าวขึ้น เหตุที่พวกเขาสามารถจับตามองการเคลื่อนไหวของซูอี้ได้นั้นก็เพราะสมบัติลับนามมุกเทพเงาสะท้อน
“ถูกต้อง มีสมบัตินี้อยู่ เราจะไม่พลาดเหตุการณ์ใด อย่าห่วงเลย ต่อให้ซูอี้ยืมจมูกสุนัขมาใช้ เขาก็จับปราณเราไม่ ได้หรอก!”
ทันทีที่วาจานี้ถูกกล่าว ใครหลายคนก็เสสรวลเฮฮา ทว่าร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งกลับปรากฏขึ้นในห้องลับใต้ดิน มองผู้คนเหล่านี้ที่สรวลเสอย่างเงียบเชียบ “หือ?”
คนผู้หนึ่งพลันเหลือบไปเห็นซูอี้ที่หางตาและอดพรั่นพรึงหนังศีรษะชายิบมิได้ ซูอี้!!
แทบจะพร้อมกันนั้น คนอื่นๆ ก็สังเกตความผิดปกติได้ และเมื่อเห็นร่างของซูอี้ พวกเขาแต่ละคนก็ประหนึ่งต้อง อสนีบาต รอยยิ้มบนใบหน้าชะงักค้าง
คนผู้นี้มาปรากฏแต่ยามใด? “มุกเทพเงาสะท้อนนี้ไม่เลว”
ในมือของซูอี้มีไข่มุกหยกกลมเกลี้ยงขาวสะอาดเยี่ยงหิมะปรากฏขึ้น
พิรุณแสงพร่างพรมจากไข่มุกหยก ร่างสูงใหญ่ของเขาวูบไหว เกินจับต้องเยี่ยงมายา “ลงมือ!”
ผู้คนลงมือโจมตีไม่คิดชีวิต
พร้อมกันนั้น พิรุณดาบพลันพร่างพรม เพียงพริบตา โลหิตก็สาดกระเซ็น เจ็ดตัวตนขอบเขตมหาศาลดับดิ้น ซูอี้หันหลังจากไป
จนภายหลัง เมื่อมีผู้พบห้องลับใต้ดิน พวกเขาจึงได้รู้ว่าเจ็ดผู้ตายในขอบเขตมหาศาลนั้นเป็นมารร้ายวิถีชั่วช้าอัน ลือนามทั้งเจ็ดแห่งน่านนํ้าสะพานมาศ มีสมญาว่า ‘เจ็ดมารเมฆาเลือด’
……
ในตรอกแห่งหนึ่ง ยามซูอี้เคลื่อนกายผ่าน โลหิตก็เจิ่งนองตามทาง บางคนเร้นกายในเงาใต้ชายคา บ้างแปลงลักษณ์เป็นวิหค เกาะขื่อคานอย่างมิเป็นที่สังเกต
บ้างปลอมตัวปะปนเป็นชาวพื้นเมืองอ่อนแอ ปะปนกับบุคคลทั่วไปในลานบ้าน…… พวกเขาล้วนถูกประหารสิ้นในหนึ่งดาบ ไร้ข้อยกเว้น! เมื่อร่างของซูอี้ค่อยๆ เคลื่อนลับตา ศัตรูซึ่งเร้นกายอยู่ทั่วบริเวณก็ล้วนตกตายอย่างอเนจอนาถ! จนบัดนี้ก็ยังไร้ผู้ใดเห็นวิธีการลงมือของชายหนุ่มชัดถนัดตา!
ตัวตนเร้นกายเหล่านั้นตกตายโดยไม่อาจรู้ตัว! …… บนระเบียงชั้นบนสุดของศาลาเก่าแก่แห่งหนึ่ง
“ใต้เท้า การใช้ผู้อ่อนแอตํ่าต้อยเหล่านั้นมันไม่มากเกินไปหน่อยหรือขอรับ? หากเรื่องนี้แพร่งพราย เกรงว่าคงนํา มาซึ่งเสียงวิพากษ์มิน้อยเลย”
บ่าวเฒ่าผู้หนึ่งกระซิบ
“เจ้าจะไปรู้อันใด”
เหมิงหวิ๋นสุ่ยแย้มยิ้มส่ายหน้า “ฆ่าหนึ่งเป็นความผิด ฆ่าหมื่นเป็นยอดคน ฆ่าเก้าล้านเป็นยอดคนเหนือผู้ใด!”
ดวงตาของเขาทอดมองไปไกลอย่างเฉยชา เขากล่าวออกมาเสียงเบา “เวรกรรมพันปีอมรณา อย่างมากสุดก็แค่ ฆ่าคน ให้ผู้คนกัดฟันเคียดแค้นข้ายังดีเสียกว่าไร้ผู้ใดด่าทอ!”
“ทั่วฟ้าตลอดกาลนานมา ยอดคนใดบ้างไม่เคยประหัตประหาร?”
เขาเอนตัวพิงราวระเบียง “ในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยนี้ ศัตรูมิอาจปราณีใดๆ ได้ ส่วนความอัปยศของชื่อเสียง นั้น เฮอะ… ใครจะสน?”
ในฐานะผู้ทรงอํานาจในเมืองสะพานมาศ เหมิงอวิ๋นสุ่ยได้เข่นฆ่าผู้คนนับไม่ถ้วนนับแต่ฝึกฝนมาชั่วชีวิต ชาวเมืองผู้ อ่อนแอไร้ทางสู้จึงหาแตกต่างจากผักหญ้าในสายตาเขาไม่
“ใต้เท้า เราทําเช่นนี้ได้จริงๆ หรือขอรับ?”
บ่าวเฒ่าอดถามมิได้
“ได้หรือไม่ก็ต้องลอง ไปหาจุดอ่อนของซูอี้ผู้นั้นให้ได้ก่อน จะได้ใช้มันสังหารเขาให้เฉียบขาดไป”
เหมิงอวิ๋นสุ่ยแย้มยิ้มกล่าวว่า “หากเขาใส่ใจชีวิตของผู้อ่อนแอเหล่านั้นก็ย่อมง่าย แต่หาไม่ ก็ต้องใช้วิธีการอื่นหา จุดอ่อนคนผู้นี้ทีละก้าวไป!”
“รายงาน!”
บ่าวผู้หนึ่งรี่มารายงาน “ใต้เท้า ซูอี้มิได้ทําร้ายชีวิตคนพื้นเมืองเหล่านั้นขอรับ!”
ดวงตาของเหมิงอวิ๋นสุ่ยเจิดประกาย “หากเปลี่ยนเป็นผู้ดุร้ายชั่วช้าอื่นใดมา คงถูกตัวตนเล็กจ้อยเช่นหย่อมหญ้า ขวางทาง มีหรือจะมิฆ่าให้สิ้น? ทว่าซูอี้ผู้นี้ไม่อาจแข็งใจกระทําการไร้ปราณี ดูเหมือนว่า… หัวใจของเขาจะมิเลวร้ายนัก”
วาจาของเขาเจือคําประชด แฝงด้วยความตื่นเต้น
เหมิงอวิ๋นสุ่ยตัดสินใจทันทีโดยไร้ลังเล “ส่งคําสั่งของข้าออกไป กระทําตามแผนเดี๋ยวนี้!” “ขอรับ!”
ชายผู้นั้นจากไป อึดใจต่อมา เสียงเฉยเมยเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นอย่างเย็นเยียบ “ว่าตามตรง พวกเจ้าทําให้ข้าผิดหวังจริงๆ” เหมิงอวิ๋นสุ่ยที่ระเบียงชะงัก หันหลังกลับมาทันใด จากนั้น เขาก็พบว่าซูอี้ในชุดเขียวเดินเข้ามาจากบันได หัวชุ่มเลือดหัวหนึ่งถูกขยุ้มในมือ
นั่นคือบ่าวที่เพิ่งรับบัญชาไปเมื่อครู่! “เจ้า……”
เหมิงอวิ๋นสุ่ยยากจะยอมรับความจริงได้ชั่วขณะหนึ่ง หรือเพราะเขาตื่นตะลึงตกใจเกินไป จึงมิอาจพูดอันใดได้ไน ชั่วขณะ
ตุ้บ!
ซูอี้เหวี่ยงศีรษะชุ่มเลือดนั้นให้กลิ้งไปตรงหน้าเหมิงอวิ๋นสุ่ยอย่างเฉยชา ใบหน้าของศีรษะนั้นบิดเบี้ยวเหยเก ดูมิน่า มองอย่างยิ่ง
จากนั้นชายหนุ่มก็ปัดมือพลางกล่าว “ข้าจะให้เวลาเจ้าครึ่งชั่วโมง ให้เรียกคนมา ลงมือให้ไว้เสียเล่า” เหมิงอวิ๋นสุ่ยสูดหายใจลึกๆ และกล่าวว่า “จริงหรือ?”
ซูอี้กล่าว “บั่นหัวเจ้าเสียยามนี้ก็ช่างง่ายดาย ไฉนข้าต้องลวงเจ้าด้วย?” หลังเงียบไปครู่หนึ่ง เหมิงอวิ๋นสุ่ยก็นํายันต์ลับชิ้นหนึ่งออกจากแขนเสื้อแล้วขยี้ทิ้ง
นี่คือยันต์ลับสําหรับขอความช่วยเหลือ เหมิงอวิ๋นสุ่ยจะใช้มันเพียงยามเผชิญภัยถึงตายเท่านั้น เพียงขยี้มัน ยอด ฝีมือจากหอพิงนภาซึ่งกระจายตัวในเมืองก็จะเร่งรุดมาทันใด
กาลเวลาผันผ่าน ไร้ผู้ใดปรากฏ
เหมิงอวิ๋นสุ่ยหน้าเบ้ สันหลังหนาวยะเยือกเมื่อคาดเดาความเป็นไปได้หนึ่งขึ้นมาและโพล่งทันที “เจ้า… สังหาร ยอดฝีมือทั้งหมดจากหอพิงนภาในเมืองนี้ไปแล้วหรือ?”
ซูอี้นําไหสุราออกมา นั่งลงบนเก้าอี้ข้างกาย และกล่าวอย่างเฉยชา “ข้าไม่แน่ใจว่าฆ่าหมดแล้วหรือไม่ เลยให้เจ้า ลองเรียกมานี่แหละ”
มือเท้าเหมิงอวิ๋นสุ่ยพลันเย็นเยียบราวถูกนาบด้วยนํ้าแข็ง คนผู้นี้เพิ่งเข้าเมืองมาได้ไม่ทันไร แต่กลับสังหารยอดฝีมือทั้งหมดจากหอพิงนภาทั่วเมืองสิ้นแล้ว!? เขาทําได้เช่นไรกันแน่?
ไฉนก่อนหน้านี้จึงไร้ผู้ใดมารายงานข้า?
ซูอี้กล่าวเบาๆ “เวรกรรมพันปีอมรณา อย่างมากสุดก็แค่ฆ่าคน วาจานี้มิเลวเลย เช่นนั้น หากฆ่าเจ้าไป เจ้าก็จะมิ บ่นใช่หรือไม่?”
“ขนาดมดยังรักชีวิต นับประสาอันใดกับชีวิตคน?”
เหมิงอวิ๋นสุ่ยตั้งสติ พยายามสงบตนเองลง “ข้ายอมมอบทุกสิ่งที่มี ขอเพียงให้มีโอกาสรอดชีวิต โปรดเมตตาผู้ น้อยด้วยเถิด!”
ซูอี้เสสรวลแดกดัน “เจ้าบูชาการเข่นฆ่า ถือสรรพชีวิตเป็นผักปลา ทว่ากลับกลัวตายหรือ?” เป็นเช่นสัจธรรมโลกา ย้อนแย้งขัดกันในตัว คนบางคนกล่าวว่ากระต่ายไม่กินหญ้าใกล้โพรงตน บ้างบอกว่าสร้างสถานริมนทีย่อมได้สัมผัสจันทราก่อนใคร จะเชื่อผู้ใดได้?
บ้างบอกว่าผู้รู้กาละเป็นยอดคน วิหคดีเลือกไม้เกาะ บ้างบอกว่ายอมเป็นหยกแหลกลาญดีกว่าเป็นกระเบื้องสมบูรณ์ จะเชื่อผู้ใดได้? คําตอบนั้นแท้จริงแสนง่าย ผู้คนจะเชื่อเฉพาะสิ่งที่ดีต่อตน!
เหมือนเช่นเหมิงอวิ๋นสุ่ยผู้นี้ กล่าวโอ่เรื่องเข่นฆ่า ประหัตประหารผู้คนเช่นผักปลา แต่ยามชีวิตตนแขวนบนเส้น ด้าย กลับพูดออกมาว่า ‘ขนาดมดยังรักชีวิต’
ไร้ยางอายยิ่งนัก!
หลังครุ่นคิด ซูอี้ก็กล่าวว่า “ข้าจะให้ทางเลือกกับเจ้า จะให้ข้าทําลายการฝึกฝนของเจ้า หวนคืนสู่รากหญ้าที่เจ้า รังเกียจนักหนา หรือความตาย เจ้าเลือกเอาเอง”
เหมิงอวิ๋นสุ่ยผงะไป สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์
ซูอี้กล่าวด้วยแววตาสุขุม “ข้าจะนับถึงสาม หลังจากนั้น ข้าจะช่วยเจ้าตัดสินใจเอง”
“ข้า……” เหมิงอวิ๋นสุ่ยหันหลังเผ่นหนีไปทันที รวดเร็วเหลือเชื่อ!
ขณะหลบหนีนั้น เขาก็เหวี่ยงตัวบ่าวเฒ่าข้างกายเขาเข้าใส่ซูอี้ เปรี้ยง!
ร่างของบ่าวเฒ่าแหลกสลาย และร่างของซูอี้ก็ขวางทางเหมิงอวิ๋นสุ่ยไว้ เอื้อมมือคว้าคอของเหมิงอวิ๋นสุ่ยไว้แน่นิ่ง
“ข้าสงสัยจริงว่าชาวพื้นเมืองที่เจ้าบังคับมาหยุดข้าจะทําเช่นไรหนอ หลังรู้ว่าเจ้าได้กลายเป็นคนอ่อนแอไร้การ ฝึกฝนไป?”
ซูอี้กระซิบ สีหน้าของเหมิงอวิ๋นสุ่ยเปี่ยมความหวาดผวา “หากเจ้ากล้าทํา หอพิงนภาของข้าไม่มีวันปล่อยเจ้าไป……” เปรี้ยง!
ฝ่ามือของซูอี้ออกแรง ทําลายวิถีเต๋าของเหมิงอวิ๋นสุ่ยลงทันที ปราณทั่วร่างของอีกฝ่ายเหือดหาย กลายเป็นเฒ่าชราอ่อนแอในพริบตา
“หากหอพิงนภารู้ว่าเจ้ากลายเป็นขยะเช่นนี้ พวกเขามีหรือจะล้างแค้นให้เจ้า?”
ซูอี้เหวี่ยงมือโยนร่างเหมิงอวิ๋นสุ่ยออกไป
ตุ้บ!
ร่างของเหมิงอวิ๋นสุ่ยร่วงลงกับพื้น ร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด
จากตัวตนอันสูงส่งในขอบเขตมหาศาล เหลือเพียงผู้พิกลพิการไร้การฝึกฝน เหตุนี้สะเทือนใจร้ายกาจยิ่งกว่า สังหารเขาเสียอีก
“หากยอดฝีมือทั้งหมดของหอพิงนภาเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็ไร้สิ่งใดให้ใส่ใจอีก”
ซูอี้ส่ายหัวน้อยๆ ที่ระเบียงแล้วหันหลังจากไป
เดิมทีเขาคิดไว้ว่าหลังเก้ามหาเทพสวรรค์แห่งอาณาจักรนิตย์ทิวาออกประกาศจับ เขาจะได้พบพานอันตราย ร้ายกาจโดยแท้จริงบ้าง
และคาดคิดไว้ว่าในฐานะเก้าสํานักเทพยิ่งใหญ่ หอพิงนภาน่าจะมีผู้ทรงอํานาจร้ายกาจมากมาย
ทว่ายามนี้ เขาพบแล้วว่าตนคิดมากไปเอง!
หือ?
เมื่อซูอี้กลับมา เขาพลันเห็นจากไกลๆ ว่ามีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ไม่ห่างจากอู่หลิงชงนัก
ดวงตาของซูอี้ชะงักไป
ปราณของคนผู้นั้นพิเศษยิ่ง!