บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2015 ขอขมา!
บทที่ 2,015 ขอขมา!
เกลียวคลื่นสาดซัด อัสนีแปลบปลาบ
น่านนํ้ารวนสวรรค์ปั่นป่วนมืดมิด น่าสะพรึงกลัว
ทว่ากลับมีคนสี่คนปรากฏขึ้นที่ชายขอบน่านนํ้าในยามนี้
เป็นนักพรตวัยกลางคนในชุดนักพรตผู้หนึ่ง เส้นผมขมวดมวยบนหัว ถือคันฉ่องแปดทิศที่ทําจากกระดองเต่าสีดํา ขัดเงาไว้ในหนึ่งมือ ขณะที่อีกมือถือแส้นักพรต
บุรุษคนหนึ่งสวมอาภรณ์หนังสัตว์ เส้นผมกระเซอะกระเซิง ท่าทางผึ่งผาย ผิวกายมีสีทองแดง สูงราวหนึ่งจั้ง ใน มือถือหอกกระดูกขาวเล่มหนึ่ง
สตรีผู้หนึ่งดูสง่างามในอาภรณ์ขนนก ใบหน้าเรียวงดงาม ผิวกายพ้นอาภรณ์ขาวกระจ่างราวก่อจากหิมะ
ใต้เท้าของนางเหยียบย่างบนวิหคร้ายตัวหนึ่งซึ่งดูคล้ายวิหคเผิง ทว่าใบหน้าของมันกลับอัปลักษณ์ คู่ปีกสีดําสนิท บดบังนภาเยี่ยงหมู่เมฆ รายล้อมด้วยรัศมีสีดําดุร้าย
ตรงหน้านักพรตวัยกลางคน ชายในชุดหนังสัตว์และสตรีในอาภรณ์ขนนก มีสตรีในชุดผ้าผู้มีรูปร่างผอมบางสวม หมวกไม้ไผ่สานยืนอยู่
หมวกไม้ไผ่สานของนางมีผ้าคลุมหน้า เผยเพียงส่วนคางเรียวขาว
ยามซูอี้เหลือบไปเห็น สีหน้าของเขาก็เผยความประหลาดใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ขณะที่สายตาของหยุดลงบน ร่างนักพรตวัยกลางคนชั่วขณะหนึ่ง
แทบจะพร้อมกันนั้น นักพรตคนนั้นก็หันมามองทางเขาจากไกลๆ
วูบ!
ในดวงตาของนักพรตมีลําแสงสีทองเจิดจรัสคู่หนึ่งปรากฏขึ้น มันพุ่งทะยานเวหาเข้ามาเยี่ยงดาบคม น่าสะพรึง กลัวนัก
สีหน้าของชายหนุ่มยังคงเยือกเย็น
อํานาจอันน่าเกรงขามที่อยู่เบื้องหน้าถูกทําลายลงโดยง่ายยามจิตสัมผัสปะทะเข้าใส่ กลายเป็นสายลมพลิ้วพัดไล้ ใบหน้า ไร้ผลกระทบใดๆ
อู่หลิงชงที่อยู่ข้างกายชายหนุ่มส่งเสียงครางอู้อี้ ดวงตาปวดแปลบ วิญญาณประหนึ่งถูกกดดัน หัวใจปั่นป่วนยิ่ง ณ ยามคับขันนี้เอง ซูอี้แค่นเสียงเย็นชา
ตู้ม! สําหรับอู่หลิงชง เสียงแค่นอย่างเย็นชานี้ก็เป็นเช่นวจีวิถี สะบั้นแรงกดดันที่จิตวิญญาณของเขาได้รับลงในทันที ไกลออกไป นักพรตวัยกลางคนผู้นั้นอดพึมพําออกมามิได้ “น่าสนใจนิดหน่อยแฮะ” ว่าแล้ว รัศมีสีทองในดวงตาของอีกฝ่ายพลันจางหาย
ชายในชุดหนังสัตว์ สตรีในอาภรณ์ขนนก และสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานล้วนตกตะลึง สายตาหันไปมองซูอี้กับอู่ หลิงชงเป็นตาเดียว
สายตาของแต่ละผู้ดูแตกต่างกัน ทว่ามันกลับกดดันอู่หลิงชงอย่างรุนแรงเสียจนเขาใบหน้าเปลี่ยนสี
ส่วนเหตุผลนั้นคือ ไม่ว่าจะเป็นนักพรตวัยกลางคน สตรีในอาภรณ์ขนนกหรือชายในชุดหนังสัตว์ ปราณบนร่าง พวกเขาล้วนน่าสะพรึงกลัวยิ่ง เห็นได้ชัดว่าอยู่เหนือขอบเขตมหาศาลสามระดับ!!
ในขณะที่สตรีสวมชุดคลุมกลับมีปราณลึกลับ ซึ่งมองเห็นได้ยาก โชคดีที่คนเหล่านั้นถอนสายตาออกไปอย่างรวดเร็ว “เจ้าบาดเจ็บหรือไม่?”
ซูอี้ถาม เขาเห็นได้ทันทีว่านักพรตวัยกลางคนจงใจทํา!
ดูเหมือนอีกฝ่ายมองมาจากไกลๆ ทว่าแท้จริงแล้ว ดวงตาของคนผู้นี้กลับเปี่ยมไปด้วยแรงกดดัน หากที่นี่ไม่มีเขา อยู่ อู่หลิงชงคงถูกปั่นหัวเสียจนเสียสติไปแล้ว!
อู่หลิงชงส่ายหน้า กระซิบออกมาในทันที “พี่ชายร่วมวิถี คนเหล่านั้นอันตรายเกินไป ไม่ใช่ตัวตนในขอบเขต มหาศาลเลย!”
ซูอี้ส่งเสียงรับในคอและกล่าวว่า “นอกจากสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สาน พวกเขาอีกสามคนก็เป็นเทพเทียมคนหนึ่ง กับอีกสองคนเป็นครึ่งเทพ”
เทพเทียม!
ยอดฝีมือผู้ก้าวเข้าสู่วิถีเทพ ทว่ายังไม่ได้สร้างอํานาจเทพขึ้นมา แม้คนเหล่านี้จะแข็งแกร่งกว่าครึ่งเทพ แต่ก็ยัง อ่อนแอกว่าเทพชั้นล่างมากนัก
แก่นของมันอยู่ที่ว่า เมื่อไร้อํานาจเทพ การจะสร้างและควบคุมกฎเกณฑ์วิถีเทพก็เป็นไปไม่ได้เลย
เหตุผลที่เทพเทียมไม่ใช่เทพแท้นั้นก็เป็นเพราะกฎแห่งยุคสมัยที่พวกเขาใช้ยามบรรลุเทพมิได้สมบูรณ์!
อู่หลิงชงผงะไป ก่อนจะกล่าวผ่านกระแสปราณว่า “ข้านึกแล้ว เทพเทียมที่เจ้าว่าคือนักพรตวัยกลางคนนั่นปะไร? เขาน่าจะเป็น ‘เฒ่าชั่วเหลย’ หนึ่งในมารร้ายไร้เทียมทานอันลือนามบนธารสายยาวแห่งยุคสมัย!”
เฒ่าชั่วเหลย
ยักษ์ใหญ่ผู้ชั่วร้ายคนหนึ่งในธารสายยาวแห่งยุคสมัยผู้ยืนยงแสนนาน เป็นที่โจษจันด้วยอุปนิสัยที่ไร้ความปรานี
……และไม่ต้องสงสัยเลยว่า ครึ่งเทพสองคนที่ซูอี้พูดถึงคือชายในชุดหนังสัตว์กับสตรีในอาภรณ์ขนนก
เมื่อมีสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานเพิ่มมาอีกคน การจัดกลุ่มเช่นนี้แม้จะดูน้อยคน แต่เพียงพอกําแหงในพื้นที่ส่วนใหญ่ ทั่วธารสายยาวแห่งยุคสมัย ยามตัวตนขอบเขตมหาศาลกล่าวถึงยังต้องเปลี่ยนสีหน้า!
“ไปดูกันเถอะ”
ขณะซูอี้กล่าวเช่นนั้น เขาก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้หวาย สั่งการให้ดาบเคียงประชิดพาตนและอู่หลิงชงมุ่งหน้าไปยังน่าน นํ้ารวนสวรรค์
อู่หลิงชงผงะไป ในใจเกิดความคิดอันน่าขัน หรือพี่ชายร่วมวิถีซูจะอยากจัดการกับเฒ่าชั่วเหลย?
พร้อมกันนั้น พวกเฒ่าชั่วเหลยก็สังเกตเห็นซูอี้กับอู่หลิงชงเข้ามาใกล้
ในฉับพลันนั้น ดวงตาของพวกเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นชอบกล
“ไม่คาดเลยว่าสองคนนั้นจะเป็นฝ่ายพาตัวเองมาหาถึงที่”
ชายในชุดหนังสัตว์แสยะยิ้ม สตรีในอาภรณ์ขนนกถลึงตามองชายในชุดหนังสัตว์ “อย่าทําอันใดให้เป็นการชักใบให้เรือเสียเล่า”
ยามพบกับซูอี้และอู่หลิงชงก่อนหน้านี้ พวกเขาก็เห็นได้ทันทีว่าดาบเคียงประชิดไม่ได้ธรรมดา และสงสัยว่าจะ เป็นสมบัติเทพแห่งยุคสมัยชิ้นหนึ่ง!
มันทําให้พวกเขาล้วนตื่นเต้น
ทว่าพวกเขาก็ยังคงรอบคอบ ไม่ได้เร่งร้อนเปิดฉาก แสร้งทําเป็นไม่รู้ไม่เห็นแล้วลอบปรึกษาเพื่อหาทางรับมือกัน อยู่
แต่แล้ว พวกเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อกําลังหารือกันอยู่ ซูอี้กับอู่หลิงชงดันเป็นฝ่ายเข้ามาใกล้ ชั่วขณะนั้น พวก เขากระทั่งรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
สองคนนั้นคิดจะพาตัวเองมาติดร่างแหหรือไร? “ลองเชิงดูก่อนก็ยังมิสาย”
นักพรตวัยกลางคนเฒ่าชั่วเหลยกล่าวเสียงเบา ในขณะที่สนทนา ซูอี้กับอู่หลิงชงก็เคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้นแล้ว และยังมุ่งหน้ามาหาพวกเขาต่อ! เฒ่าชั่วเหลยกับพรรคพวกอดมิได้ที่จะผงะ
ซูอี้กล่าวขึ้นอย่างเฉยชา “พบกันหนแรก ไร้บุญคุณความแค้นต่อกัน แต่กลับใช้สายตาฆ่าคน ควรให้คําอธิบายกัน หรือไม่?”
ทันทีที่วาจาถูกเปล่งออกมา พวกเฒ่าชั่วเหลยก็มองหน้ากัน แทบมิอาจเชื่อหูของตน คนผู้นี้กล้ามาขอคําอธิบายกับพวกเขาหรือ? ยามนี้ สตรีในชุดผ้าผู้สวมชุดคลุม ปกปิดหน้าด้วยผ้าคลุมผืนบางอดหันไปมองซูอี้อีกครั้งมิได้
นางดูประหลาดใจ
อู่หลิงชงปิดปากเงียบ ทว่าหัวใจของเขากลับแสนกระวนกระวาย เพราะเขาไม่คาดคิดเลยว่าชายหนุ่มจะบุกไป เค้นขอคําอธิบายจากเทพเทียมถึงที่เช่นนี้!
นี่…ห้าวหาญเกินไปแล้ว!!
“กระไรหรือ?”
เฒ่าชั่วเหลยแย้มยิ้มจอมปลอม ขณะพินิจมองซูอี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า “พ่อหนุ่ม เจ้าต้องการคําอธิบายเช่นไร?”
ชายในชุดหนังสัตว์และสตรีในอาภรณ์ขนนกมีสายตาพิกล มองเหยื่อทั้งสองผู้ส่งตัวเองมาถึงที่ด้วยแววตาหยอก เย้า
“ข้าไม่อยากสนทนากับเจ้านักหรอก แต่ว่า……”
ซูอี้ชี้อู่หลิงชงข้างกายเขา “เจ้าต้องขอขมาเขา”
ทุกผู้พากันระเบิดหัวเราะ
น่าสนใจจริงๆ ชายหนุ่มผู้นี้ไม่รู้จักพวกเขาแน่ๆ จึงอาจหาญไร้ความกลัวเพียงนี้!
เฒ่าชั่วเหลยอดกล่าวขึ้นมิได้ “ดูเหมือนพวกเราจะไม่ได้ปรากฏในธารสายยาวแห่งยุคสมัยนานเกินไปเสียแล้ว เจ้า หนุ่มน้อยนี่จึงกล้าชี้นิ้วสั่งข้า”
วาจาของเขาเย้ยเยาะระคนขบขัน
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ “เราไร้บุญคุณความแค้น ข้าจึงให้โอกาสเจ้าขอขมา หากยังดึงดันดื้อด้าน ข้าจะฆ่าเจ้าทันที!”
ทันใดนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของชายในชุดขนสัตว์และสตรีในอาภรณ์ขนนกพลันเลือนหาย
คิ้วของเฒ่าชั่วเหลยขมวดเข้าหากัน ดวงตาวูบไหว
บรรยากาศทั่วทิศเองก็เงียบสงัด
ทันใดนั้น สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานได้กล่าวขึ้นว่า “กระทําการสุจริตเป็นสําคัญ อย่าสร้างแต่ปัญหา หนําซํ้า ก่อน หน้านี้ยังเป็นเจ้าที่ทําไม่ถูก”
นํ้าเสียงของนางแหบตํ่า ทว่ามีเสน่ห์ดึงดูดเฉพาะตัว เฒ่าชั่วเหลยจึงหันไปแค่นเสียงถามอย่างเย็นชา “เจ้าอยากให้ข้าขอขมาจริงๆ หรือ?” “มิสมควรหรือไร?”
สตรีสวมชุดคลุมเบนคู่เนตรประหนึ่งสารทวารีจับจ้องไปทางชายชรา “หากเจ้าทําให้ธุระของข้าล่าช้า ข้าจะไม่ เติมเต็มคําสัตย์เด็ดขาด”
สีหน้าของเฒ่าชั่วเหลยงองํ้า ดวงตาเปี่ยมด้วยโทสะและจิตสังหาร
ขณะที่ทุกผู้คิดว่าเขาจะเดือดดาลนั้นเอง เขาพลันเสสรวลและกล่าวขึ้นว่า “แม่หนู เจ้าพูดถูก ก่อนหน้านี้ข้าเสีย มารยาทเอง”
ว่าแล้ว เขาก็กุมกําปั้นกล่าวกับอู่หลิงชงอย่างขอไปที “ขอสหายเต๋าอภัยด้วย!”
อู่หลิงชงเงียบไป เทพเทียมผู้หนึ่งขอขมาเขา?
นั่น…เขาควรตอบสนองเช่นไรให้ดูมีความกล้าสักหน่อยหนอ? ทว่าซูอี้กลับกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันเนิบนาบ โดยไม่รอให้ผู้ใดไหวตัว “ความจริงใจไม่มี เริ่มใหม่อีกหน” “เจ้า……”
ความเย็นเยียบอันไม่ได้ปกปิดปรากฏขึ้นในดวงตาของเฒ่าชั่วเหลย จิตสังหารพวยพุ่ง ชายในชุดหนังสัตว์และสตรีในอาภรณ์ขนนกเองก็ขมวดคิ้ว ท่าทีไม่เป็นมิตร สตรีสวมชุดคลุมกล่าวว่า “ขอขมาแค่นี้ ทําดีๆ ไม่ได้หรือ? หากชะลอกิจของข้า จะพอแค่นี้หรือไม่?” ใบหน้าของเฒ่าชั่วเหลยเดี๋ยวคลํ้าเดี๋ยวซีด
ครู่ต่อมา เขาก็สูดหายใจลึกๆ ฝืนใจสะกดจิตสังหารไว้แล้วขอขมาอู่หลิงชงอีกครั้ง “เรื่องนี้เป็นความเลินเล่อของ ข้าเอง ต้องขออภัยด้วย”
อู่หลิงชงสัมผัสได้ถึงโทสะในใจเทพเทียมผู้นี้แล้ว ทว่าเมื่อเห็นอีกฝ่ายถูกบังคับให้ก้มหัวขอขมาเขาเป็นครั้งที่สอง เจ้าตัวก็พลันรู้สึกสบายใจขึ้นมา
“อย่าผิดซํ้าสองแล้วกัน” อู่หลิงชงพยายามทําตัวแสนเยือกเย็น โบกมืออย่างสํารวม “เฮอะ!”
ชายชราแค่นหัวเราะ ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับชวนน่าขนลุกเหนือใดเทียบ
ซูอี้เองก็กล่าวเสียงสงบนิ่ง “เจ้าควรรู้สึกโชคดีนะ หาไม่ เจ้าคงกลายเป็นซากไปแล้ว” “พอแล้ว สหายเต๋าผู้นี้ก็อย่าพูดมากนักเลย”
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานเหลือบมองซูอี้อย่างเยียบเย็น “ข้าช่วยเจ้าได้หนหนึ่ง แต่อาจไม่มีหนที่สอง หากยังมิรา มือก็ระวังตัวด้วย”
ว่าแล้ว นางก็ไม่สนใจซูอี้อีก หันไปกล่าวกับเฒ่าชั่วเหลย “เจ้าลงมือได้” “ตกลง!”
เฒ่าชั่วเหลยขว้างคันฉ่องแปดทิศขว้างออกไป มันพลันเรืองแสงเจิดจรัส สะท้อนสาดส่องบนอากาศ เปรี้ยง!
คันฉ่องแปดทิศสาดแสงบนท้องนภา สะพานรุ้งทองสายหนึ่งพลันพาดขึ้นเหนือน่านนํ้ารวนสวรรค์ มุ่งตรงไปสู่ น่านนํ้า
สตรีสวมชุดคลุมก้าวขึ้นสะพานรุ้งทองเป็นคนแรก เฒ่าชั่วเหลยและชายในชุดหนังสัตว์เดินตาม
ทันใดนั้น สตรีในอาภรณ์ขนนกก็หันมาถามด้วยรอยยิ้ม “ข้าเห็นว่าพวกเจ้าก็มาที่น่านนํ้ารวนสวรรค์ จะไปนคร สาบสูญเหมือนกันหรือ?”
“ใช่”
ชายหนุ่มตอบกลับอย่างเยือกเย็น
สตรีในอาภรณ์ขนนกแย้มยิ้มพลางกล่าวขึ้นว่า “อยากไปด้วยกันหรือไม่?”
“ไม่สมควร!”
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานกล่าวขัดขึ้นว่า “เราจะไปทําธุระ ไฉนต้องให้คนนอกเข้ามาปะปน?”
สตรีในอาภรณ์ขนนกกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม “แต่ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเขาทั้งสอง หากจะไปยังนคร สาบสูญ โอกาสตายก็ยังมีมากกว่าจะรอด หากเป็นเช่นนั้น พาพวกเขาไปด้วยกันก็ถือเป็นการกระทําที่ดี”
ซูอี้เก็บดาบเคียงประชิด แล้วนําพาอู่หลิงชงสู่สะพานรุ้งทองและกล่าวขึ้นในทันทีว่า “เช่นนั้นก็ขอบคุณ”
การกระทําของเขากล่าวได้ว่าเฉียบขาด สายเกินกว่าสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานจะปฏิเสธ
สิ่งที่เกิดขึ้น ทําให้สตรีในอาภรณ์ขนนกอดผงะไปไม่ได้ สองคนนี้…ไม่กลัวหรือไร?