ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 150 การจับกุม (4)
จ้าวยวี่เจี๋ยพบสวีหมิงหล่างแล้ว
ใบหน้าของอัครเสนาบดีแห่งราชวงศ์ต้าฉีดุดันถมึงทึงถึงขีดสุด
ไร้ซึ่งความชื่นมื่นเฉกเช่นวันวาน ยามเห็นนางก้าวเข้ามา เขากลับสะบัดมือไล่อย่างรำคาญใจ นัยน์ตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพลางตวาดเสียงกร้าว “ใครให้เจ้าเข้ามา ข้ากำลังครุ่นคิดเรื่องใหญ่ ออกไปซะ”
นับแต่ก้าวเข้าสู่จวนอัครเสนาบดี จ้าวยวี่เจี๋ยได้รับความโปรดปรานทวีคูณ จวบจนปัจจุบันนางมีฐานะเป็นรองเพียงสองคน แต่อยู่เหนือคนนับพัน ทั่วทั้งจวนแห่งนี้ ผู้ที่ไม่ต้องไว้หน้านางมีเพียงสวีหมิงหล่างและฮูหยินเอกเท่านั้น
สำหรับฐานะอนุภรรยา อำนาจของนางมาถึงจุดสูงสุดแล้ว หลังจากนี้ไม่ว่าจะดิ้นรนปานใด อย่างมากก็เพียงกอบโกยทรัพย์สินเงินทองเพิ่มพูน หาใช่อาจยกระดับฐานะให้สูงส่งขึ้นได้จริง
ตำแหน่งฮูหยินเอกของผู้นำตระกูลขุนนาง ย่อมมิใช่อนุภรรยาชาติกำเนิดต่ำต้อยจะอาจเอื้อม ต่อให้ฮูหยินคนปัจจุบันตกตาย สวีหมิงหล่างก็ย่อมเลือกสตรีจากตระกูลขุนนางบุ๋นใหญ่โตมาสืบทอดแทน
สดับถ้อยคำขับไล่ไสส่งเยี่ยงหมูหมา ประจันใบหน้าไร้เยื่อใยปราศจากความอ่อนโยน หัวใจของจ้าวยวี่เจี๋ยพลันดิ่งวูบ เลือดในกายเย็นเฉียบ
ก่อนหน้านี้ นางยังหลอกตัวเองว่าปรนนิบัติรับใช้มาเนิ่นนาน สวีหมิงหล่างย่อมหลงเหลือเยื่อใยอยู่บ้าง โดยเฉพาะยามเลื่อนขั้นเป็นดั่งเสมียนคนสนิท ความคิดนี้ยิ่งหยั่งรากลึก
ทว่าภาพตรงหน้ากลับตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย ในสายตาสวีหมิงหล่าง นางหาใช่ยอดหญิงรู้ใจ เป็นเพียงของเล่นชิ้นหนึ่งเท่านั้น ยามเขาบังเกิดโทสะ นางก็ไร้ค่าโดยสิ้นเชิง
ความโปรดปรานล้นฟ้าในยามนี้ หากวันใดเขาบังเกิดความเบื่อหน่าย ย่อมมลายสูญในพริบตา คิดได้ดังนี้ หัวใจที่ด้านชาอยู่แล้วยิ่งหนาวเหน็บทะลุถึงกระดูก
ความลังเลที่มีก่อนหน้า พลันแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดขาดดุจเหล็กกล้าในเสี้ยววินาที
โลกหล้ากว้างใหญ่ ไร้ผู้ใดควรค่าให้ฝากฝังชีวิต แม้แต่เศษเสี้ยวเดียวก็ไม่มี
นางตระหนักแน่ชัดแล้วว่าควรเลือกเดินเส้นทางใด และต้องลงมือทำสิ่งใด
“ข้ามีวิธีคลี่คลายวิกฤตให้ใต้เท้า พลิกสถานการณ์กู้หน้าคืนจากฮ่องเต้ได้เจ้าค่ะ” จ้าวยวี่เจี๋ยไม่อ้อมค้อม น้ำเสียงเด็ดขาดพุ่งตรงเข้าประเด็น
สวีหมิงหล่างชะงักงัน นัยน์ตาแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจกระบี่ พุ่งเป้าทะลวงร่างดรุณีโฉมงามล่มเมือง ผู้มีกลิ่นอายบริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งดอกบัวพ้นน้ำตรงหน้า
“เจ้าว่ากระไร” สวีหมิงหล่างเค้นเสียงทีละคำ ถ้อยคำกร้าวแกร่งดั่งใบมีด แผ่แรงกดดันมหาศาลข่มขวัญ หากประโยคถัดไปของนางไม่เข้าหู ภายใต้โทสะระเบิดคลั่ง เขาคงซัดนางแหลกเหลวในฝ่ามือเดียว
ในใจของเขาหาได้เชื่อแม้แต่น้อย ว่าสตรีเช่นนางจะมีปัญญาคลี่คลายวิกฤตนี้ได้
วิกฤตที่เขาเผชิญอยู่ยามนี้คือสิ่งใด
นี่คือมรสุมครั้งใหญ่สุดในชีวิตที่ไม่เคยพานพบมาก่อน
แผนการระดมขุนนางบุ๋นใส่ร้ายตระกูลจ้าวที่เขาริเริ่ม บัดนี้พังพินาศลงอย่างราบคาบ
ล่วงเลยมาถึงยามนี้ ตระกูลจ้าวกลับสำแดงศักยภาพเหนือชั้น ควานหาหมากสำคัญในคดีฆาตกรรมเกือบยี่สิบคดีได้อย่างแม่นยำ หากปล่อยไว้ พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ ตระกูลเจิ้งกับตระกูลหลวี่ต้องถึงคราวล่มสลายเป็นแน่แท้
แม้เขายืนอยู่บนหอคอยงาช้างคอยชักใยบงการ มิได้ส่งคนตระกูลสวีลงมือโดยตรง ทำให้ตระกูลสวีรอดพ้นหายนะ ทว่าความอ่อนแอของขุนนางบุ๋น ย่อมฉุดรั้งให้ผู้นำอันดับหนึ่งเช่นเขาสูญสิ้นบารมี
เขาจะตกต่ำยิ่งกว่าจ้าวเสวียนจีก่อนเดือนเจ็ดปีที่แล้ว น้ำหนักคำพูดต่อหน้าฮ่องเต้ย่อมหดหายเกินครึ่ง ร่วงหล่นจากจุดสูงสุดอย่างแท้จริง
ที่เลวร้ายยิ่งกว่า ภายใต้การนำของจ้าวเสวียนจี กองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองผนึกกำลังตระกูลขุนนางบู๊ กวาดล้างสายลับเป่ยหูสิ้นซากในคืนเดียว หนำซ้ำยังลากคอผู้บำเพ็ญเพียรระดับราชันย์ออกมาได้
เท่านั้นยังไม่พอ จ้าวเสวียนจีถึงขั้นลั่นวาจา ว่าคืนนี้พวกเขามีโอกาสรวบตัวองค์หญิงเป่ยหู เยี่ยนเยี่ยนเทมูร์ มาลงทัณฑ์
นี่คือความดีความชอบใหญ่หลวงปานใด
เป็นผลงานสะเทือนฟ้าสะท้านดินเพียงใด
ที่น่าสะพรึงกว่าคือ ตระกูลผังที่ไม่เจียมกะลาหัว ดันสอดมือเข้าพัวพัน กลายเป็นสมุนสมรู้ร่วมคิดกับสายลับเป่ยหู จุดจบย่อมหนีไม่พ้นการกวาดล้างล้างบางทั้งตระกูล อนาถยิ่งกว่าตระกูลหลิวเสียอีก
ตระกูลผังคือตระกูลเกี่ยวดองของตระกูลสวี กุมอำนาจล้นฟ้าในกรมกลาโหม หากพวกเขาต้องพินาศเพราะความผิดกบฏร้ายแรงนี้ แล้วตระกูลขุนนางบู๊ฉวยโอกาสยึดครองกรมกลาโหม สวีหมิงหล่างย่อมไร้ความกล้าแม้แต่จะเอ่ยปากขวาง
ด้วยผลงานสะท้านฟ้าคืนนี้ บารมีจ้าวเสวียนจีและตระกูลจ้าวพุ่งทะยานจรดฟ้า อำนาจสองขั้วพลิกผัน สวีหมิงหล่างจะเอาสิ่งใดไปต่อกร ตระกูลสวีจะหลงเหลือเขี้ยวเล็บใดไปคุกคามอีก
นับจากนี้ ขุนนางบุ๋นทั้งระบบย่อมถูกตระกูลขุนนางบู๊เหยียบย่ำจมดินไปอีกนานแสนนาน
ภายใต้วิกฤตหน้าสิ่วหน้าขวาน จ้าวยวี่เจี๋ยกลับกล้าเอ่ยปากว่ามีวิธีพลิกสถานการณ์
สวีหมิงหล่างแทบอยากเค้นถาม นางไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากที่ใด ถึงกล้าลั่นวาจาในสิ่งที่แม้แต่ขุนนางทรงอำนาจอันดับหนึ่งเช่นเขายังไร้หนทาง
หากมิใช่เพราะนางเฉลียวฉลาด มักชี้แนะกลอุบายหลักแหลมยามรับบทเสมียนคนสนิท เขาคงสะบัดแขนเสื้อไล่ตะเพิดนางทิ้งไปนานแล้ว
จ้าวยวี่เจี๋ยรู้ซึ้งว่ามีโอกาสเพียงประโยคเดียว หากพลาดพลั้ง ไม่เพียงเผชิญหายนะ ความโปรดปรานย่อมเหือดหาย แต่หากเข้าเป้า นางจะทะยานขึ้นไปอีกขั้น
นางประสานสายตาสวีหมิงหล่างอย่างไม่สะทกสะท้าน เอ่ยเสียงเรียบ “ข้าสามารถช่วยใต้เท้าตามหาตัวองค์หญิงเป่ยหูพบเจ้าค่ะ”
…
เซียวเยี่ยนทอดสายตาผ่านหน้าต่างเรือนชั้นลอยลงสู่ถนนอันเงียบสงัดเบื้องล่าง แม้พยายามข่มอารมณ์ ทว่าจิตใจกลับไม่อาจสงบนิ่งดั่งน้ำร้อยสาย
เสี่ยวเตี๋ยแวะมารับคำสั่งและกลับจวนอัครเสนาบดีไปก่อนหน้า เซียวเยี่ยนต้องการให้จ้าวยวี่เจี๋ยออกมาต้อนรับ และลอบพานางเร้นกายเข้าสู่จวนอัครเสนาบดี
จวนอัครเสนาบดีหาใช่สถานที่ธรรมดาสามัญ ยอดฝีมือชุกชุมดุจเมฆา การคุ้มกันแน่นหนารัดกุม เซียวเยี่ยนไม่อาจฝ่าด่านเข้าไปโดยง่าย
ด้วยบารมีของจ้าวยวี่เจี๋ยในยามนี้ สาวใช้คนสนิทอย่างเสี่ยวเตี๋ยย่อมอ้างเหตุผลเข้าออกจวนได้ไม่ยากเย็น แต่การลอบพาคนแปลกหน้าสองคนรอดสายตาย่อมมิใช่เรื่องง่าย จำต้องให้จ้าวยวี่เจี๋ยออกโรงจัดการด้วยตนเอง
แม้เซียวเยี่ยนจะผูกมิตรกับสวีหมิงหล่างไว้บ้าง ทว่าก็เป็นเพียงความสัมพันธ์ฉาบฉวย มอบของกำนัลล้ำค่าแลกกับการเจรจาเข้าข้างเผ่าเทียนหยวนเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ หาใช่ไมตรีลึกซึ้งร่วมเป็นร่วมตาย
การบุกไปขอความช่วยเหลือซึ่งหน้าย่อมไร้ผล
แม้ก่อนหน้าจะเคยร่วมมือกันสกัดดาวรุ่งตระกูลจ้าว แต่จิ้งจอกเฒ่าอย่างสวีหมิงหล่างมิได้ทิ้งร่องรอยให้มัดตัว เซียวเยี่ยนจึงหมดสิทธิ์ใช้เรื่องนี้มาบีบบังคับ
“องค์หญิง หากนังคนทรยศตระกูลจ้าวผู้นั้นไม่ยอมเปิดทางให้พวกเราเล่า จะทำเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ” เฒ่าคิ้วขาวเอ่ยถาม เขาไร้ความเชื่อใจในตัวจ้าวยวี่เจี๋ยและรังเกียจอีกฝ่ายมาแต่ต้น
“นางกอบโกยผลประโยชน์จากข้าไปมหาศาล ยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้จะกล้าแว้งกัดเชียวหรือ” เซียวเยี่ยนกล่าวอย่างมั่นใจ
“แล้วหากนางเนรคุณเล่าพ่ะย่ะค่ะ” เฒ่าคิ้วขาวซักไซ้
เซียวเยี่ยนตอบเสียงเย็นเยียบ “นางฉลาดพอที่จะไม่ทำเรื่องสิ้นคิด หากข้าถูกจับ ย่อมต้องลากนางลงนรกไปด้วย ทันทีที่สวีหมิงหล่างรู้ว่านางเป็นสายลับราชสำนักเทียนหยวน เขายังจะโปรดปรานนางอยู่อีกหรือ”
ระหว่างสนทนา ตรงหัวมุมถนนสายยาว จ้าวยวี่เจี๋ยก็ปรากฏตัวพร้อมองครักษ์สี่นาย มีเสี่ยวเตี๋ยเดินนำ เร่งรุดใกล้เข้ามา
จ้าวยวี่เจี๋ยมิได้อำพรางโฉมหน้า ย่างก้าวมาอย่างผ่าเผย เซียวเยี่ยนกวาดตามองเพียงปราดเดียวก็เห็นกระจ่างชัด
นางลอบระบายลมหายใจโล่งอก
ชั่วอึดใจ จ้าวยวี่เจี๋ยก็มาถึงหน้าเรือน แหงนหน้าขึ้นมองบานหน้าต่าง
เซียวเยี่ยนผลักหน้าต่างที่แง้มไว้ให้กว้างขึ้น เผยรอยยิ้มสง่างาม เตรียมร่อนกายลงสู่เบื้องล่าง
ทว่าเสี้ยววินาทีนั้น เฒ่าคิ้วดำกลับคว้าแขนนางไว้แน่น “องค์หญิง สถานการณ์ผิดปกติ นังคนทรยศผู้นี้เหตุใดต้องลากองครักษ์มาถึงสี่คน”
เซียวเยี่ยนขมวดคิ้วเรียว สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความผิดปกติเช่นกัน
ไม่ทันปริปาก จ้าวยวี่เจี๋ยเบื้องล่างก็พลันแสยะยิ้มวิปลาส ก่อนตะเบ็งเสียงก้องกังวาน “เยี่ยนเยี่ยนเทมูร์ เลิกซ่อนหัวได้แล้ว ท่านอัครเสนาบดีรู้แล้วว่าเจ้าอยู่ที่นี่ ยอมจำนนแต่โดยดีซะ”
ถ้อยคำดั่งอสนีบาตฟาดกลางแสกหน้า กระแทกหัวใจเซียวเยี่ยนจนกระตุกวูบ
“องค์หญิง หนีไป”
เฒ่าคิ้วดำไม่รอช้า กระชากร่างเซียวเยี่ยนทะยานหนี ทว่าพริบตาที่พุ่งทะลุหลังคาออกไป กลับปะทะเข้ากับยอดฝีมือปราดเปรียวนับไม่ถ้วนที่กระโจนพรวดออกมาตีวงล้อมรอบสารทิศจนแน่นขนัด
พริบตานั้น สุรเสียงทรงอำนาจถึงขีดสุดพลันกึกก้องกังวานไกลนับพันก้าว “เยี่ยนผิงคือศูนย์กลางอำนาจ ใต้เบื้องพระยุคลบาทโอรสสวรรค์ต้าฉี ในเมื่อองค์หญิงอุตส่าห์ดั้นด้นมาไกลนับพันลี้ ก็จงทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เสียเถิด”
ผู้เปล่งวาจาย่อมเป็นสวีหมิงหล่าง
เขาเหินทะยานจากจวนอัครเสนาบดีขึ้นสู่กลางเวหา ชายเสื้อคลุมสะบัดพลิ้วขับเน้นทรวดทรงดุจพญาอินทรีผยอง
ภายใต้สถานการณ์คอขาดบาดตาย ยามสบตาสวีหมิงหล่างและสดับวาจานั้น เซียวเยี่ยนและเฒ่าคิ้วดำพลันรู้สึกดุจร่วงหล่นสู่ก้นบึ้งธารน้ำแข็ง ไร้ซึ่งประกายความหวังในการรอดชีวิต
สวีหมิงหล่างไม่เปิดโอกาสให้หายใจ ลงมือสังหารเฒ่าคิ้วดำด้วยตนเอง
ร่างของเขายังคงลอยคว้างกลางนภา เพียงวาดมือวูบเดียว ท้องฟ้าที่เงียบสงัดพลันบังเกิดพายุเมฆาหมุนวนกว้างไกลนับร้อยจั้ง ชั่วพริบตาท่ามกลางกระแสหมุนวน อักขระลี้ลับหลากสีสันทะลักทลายขึ้นมาอย่างหนาแน่น พวกมันโคจรตามวิถีเร้นลับ ลอยล่องพลิ้วไหว อัดแน่นด้วยกลิ่นอายสัจธรรมและกฎเกณฑ์ฟ้าดิน
“กักขัง”
ทันทีที่ฝ่ามือสวีหมิงหล่างกดทับลงมาดุจขุนเขา อักขระนับไม่ถ้วนพลันหลอมรวมกันด้วยความเร็วเหนือแสง ก่อตัวเป็นอักขระ ‘กักขัง’ สีครามขนาดยักษ์ดั่งสัตว์ร้ายกลืนฟ้า พุ่งทะยานครอบทับเรือนหลบภัยของเซียวเยี่ยนและเฒ่าคิ้วดำปานอัสนีบาต
เสี้ยววินาทีที่สวีหมิงหล่างจู่โจม เฒ่าคิ้วดำกระแทกร่างเซียวเยี่ยนออกไปสุดแรง ก่อนแหงนหน้าคำรามก้อง เบื้องหลังบังเกิดแสงเจิดจ้าทะลวงชั้นเมฆแหวกดารา ระเบิดพายุปราณแท้กว้างนับร้อยจั้งกลางผืนฟ้าขึ้นมาต้านทาน
ทว่าสิ่งที่ปรากฏในพายุหมุนของเขากลับหาใช่อักขระ หากแต่เป็นนิมิตมายาของสรรพสัตว์นับร้อยวิ่งพล่านดุจสัตว์เทวะ ทุกตัวแผ่กลิ่นอายสังหารดุร้ายสะท้านฟ้า
ท้ายที่สุด นิมิตมายาเหล่านี้ก็หลอมรวมเป็นหนึ่งตามเสียงคำรามก้อง ก่อเกิดเป็นหมีสีน้ำตาลยักษ์สูงทะลุฟ้าสามร้อยจั้งประดุจเทพมาร ใบหน้าบิดเบี้ยวถมึงทึง เงื้อหมัดมหึมายิ่งกว่ากำแพงเมือง ซัดทลายอักขระ ‘กักขัง’ ที่พุ่งตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ราตรีมืดมิดพลันสว่างไสวเจิดจ้าดุจทิวา คลื่นปราณแท้ปะทะกันกวาดล้างสรรพสิ่งไกลนับพันจั้ง ราวกับจะฉีกกระชากผืนฟ้าออกเป็นสองเสี่ยง
หมียักษ์กระหน่ำหมัดรัวเข้าใส่อักขระ ‘กักขัง’ อย่างไร้ปรานี ทุกหมัดปะทะกึกก้องกัมปนาทประดุจอสนีฟาดกลางคิมหันต์ กระแทกอักขระ ‘กักขัง’ จนแสงร่วงโรยหม่นหมอง ปราณแท้แตกซ่านกระจายดั่งห่าฝนเพลิง ระลอกแล้วระลอกเล่า
จังหวะที่สองยอดฝีมือปะทะเดือด เซียวเยี่ยนอาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนีออกไปได้
แต่นั่นล้วนสูญเปล่า
เพียงทะยานออกไปไม่กี่ร้อยก้าว ก็ร่วงหล่นสู่ตาข่ายล้อมจับของยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดนับสิบ
แม้นางจะอยู่ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลาย แต่ยอดฝีมือจวนอัครเสนาบดีที่ล้อมกรอบ ครึ่งหนึ่งล้วนมีระดับบำเพ็ญเพียรทัดเทียมกัน
ผลลัพธ์การปะทะย่อมไร้ข้อกังขา
เซียวเยี่ยนรีดเร้นพลังรบล้ำเลิศ ซัดศัตรูบาดเจ็บไปสามนาย ทว่าตนเองก็สะบักสะบอมสาหัส ท้ายที่สุดก็โดนยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นปลายผู้หนึ่ง อัดปราณกระแทกร่วงจากหลังคา ฟาดพื้นถนนเสียงดังสนั่น
นางสิ้นไร้เรี่ยวแรงจะขัดขืนอีกต่อไป
ฝืนกัดฟันพยุงกายลุกขึ้น ก็ปะทะสายตาเข้ากับใบหน้าอันปราศจากเศษเสี้ยวอารมณ์ของจ้าวยวี่เจี๋ย
จุดที่ร่วงหล่นลงมา คือเบื้องหน้าจ้าวยวี่เจี๋ยพอดิบพอดี
จ้าวยวี่เจี๋ยโบกมือ สั่งยอดฝีมือซ้ายขวาถอยร่น นางมีวาจาต้องการเอ่ยกับเซียวเยี่ยนโดยไร้ผู้สอดแนม
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรของจวนอัครเสนาบดี แม้หาได้ยอมสยบต่อนางทุกกระเบียดนิ้ว แต่ก็ไร้ความจำเป็นต้องขัดใจกับเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้
“เพราะเหตุใด”
เซียวเยี่ยนกุมบาดแผลเลือดทะลัก ฝืนสะกดกลั้นลมปราณปั่นป่วน แหงนหน้าขบกรามแน่นพลางเค้นเสียงถามทีละคำ “เหตุใดเจ้ากล้าทรยศข้า แล้วเจ้าปั้นน้ำเป็นตัวหลอกลวงสวีหมิงหล่างเยี่ยงไร”