ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 149 จับกุม (3)
เส้นทางหลบหนีสู่จวนอัครเสนาบดีของเซียวเยี่ยนและพวกพ้อง หาได้ราบรื่นดั่งใจนึก
แม้อุโมงค์ใต้ดินจะช่วยเร้นกายหลุดพ้นอาณาเขตมรณะ ซ้ำยังถล่มเส้นทางทิ้งเพื่อสกัดกั้นทัพไล่ล่าอย่างเบ็ดเสร็จ ทว่าเครือข่ายใต้พิภพย่อมมีขีดจำกัด ไม่มีทางเจาะทะลวงเชื่อมต่อได้ถึงครึ่งเมืองเยี่ยนผิง
พวกนางจึงจำต้องโผล่พ้นดิน เร่งรุดฝ่าความมืดเพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย ทว่าจวนอัครเสนาบดีตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองหลวง หาใช่สุดขอบกำแพงเมือง หนทางฝ่าวงล้อมจึงยาวไกลและอันตรายยิ่ง
ทหารราชองครักษ์นับหมื่นนายหลั่งไหลทะลวงเข้าเมือง สมทบขุมกำลังทหารลาดตระเวนปิดตายทุกตรอกซอกซอย บีบให้เซียวเยี่ยนต้องระแวดระวังทุกย่างก้าว
ท้องถนนคลาคล่ำไปด้วยคลื่นทหารเกราะเหล็ก ตามจุดยุทธศาสตร์มุมสูง ไม่ว่าหลังคาเรือนหรือหอสังเกตการณ์ ล้วนถูกผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณยึดครอง กวาดสายตาจับจ้องดุจตาข่ายฟ้าไร้จุดบอด
แม้มีระดับราชันย์ขนาบข้างถึงสองคน ช่วยกระชากเซียวเยี่ยนรอดพ้นวิกฤตมรณะมาได้หลายครา ทว่าสองเฒ่าดำขาวไม่อาจแผ่พุ่งพลังปราณโจ่งแจ้ง หวั่นเกรงยอดฝีมือระดับราชันย์ในเยี่ยนผิง—จ้าวเสวียนจีและพรรคพวก—จะจับสัมผัสได้
เคราะห์ดีที่พวกนางมีเพียงสามคน อาศัยความคล่องตัวลอบเร้นฝ่าตรอกซอกซอย จนร่นระยะประชิดอาณาเขตจวนอัครเสนาบดีได้สำเร็จ
ทว่าด่านมหาหินรออยู่เบื้องหน้า พวกนางจำต้องข้ามถนนจูเชวี่ย เส้นเลือดใหญ่ที่ผ่ากลางเมืองเยี่ยนผิงจากเหนือจรดใต้ หรือที่มักเรียกขานว่าถนนหน้าวังหลวง ถนนสายนี้ไม่เพียงกว้างขวางตระหง่านตา ทว่ายังอัดแน่นด้วยกำลังพลทหารราชองครักษ์หนาแน่นที่สุด
สามก้าวหนึ่งเวร ห้าก้าวหนึ่งยาม ห่างออกไปไม่ไกลยังมีกองทหารม้าหุ้มเกราะนับร้อยนายตั้งค่ายเตรียมพร้อมสับเปลี่ยนกำลังสนับสนุน ไร้ช่องโหว่ให้แทรกซึมโดยสิ้นเชิง
มิหนำซ้ำ ยอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดหลายคนยังยืนตระหง่านคุมเชิงบนหลังคาสองฝั่งถนน กวาดตามองดุดันปานพญาเหยี่ยว กลิ่นอายที่แผ่ซ่านบ่งบอกชัดว่ามีระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางและขั้นปลายปะปนอยู่
ทว่าสิ่งที่น่าครั่นคร้ามสุดแสน คือสัมผัสพลังของยอดฝีมือระดับราชันย์ที่กวาดผ่านถนนจูเชวี่ยระลอกแล้วระลอกเล่าอย่างไร้จุดสิ้นสุด
ถนนใหญ่ที่สว่างโร่ด้วยคบเพลิงทอดยาวดุจมังกรเพลิง คือถ้ำเสือวังมังกรโดยแท้
หากฝ่าด่านนี้ไปได้ จวนอัครเสนาบดีก็อยู่เพียงแค่เอื้อม นั่นคือประตูเป็น ทว่าหากร่วงหล่น ย่อมไร้ทางขึ้นสวรรค์หมดทางลงบาดาล นั่นคือแดนประหารอย่างแท้จริง
ดุจแม่น้ำฮั่นสุ่ยกั้นแดนฉู่ฮั่น เป็นเส้นแบ่งความเป็นความตาย
การจะทะลวงข้ามแม่น้ำสายนี้… เป็นไปไม่ได้เลย
ทั้งสามเร้นกายในเงามืดตรงมุมถนน กวาดตามองสถานการณ์เบื้องหน้า สีหน้าพลันเคร่งเครียดถึงขีดสุด
พริบตานั้น สองเฒ่าดำขาวลอบสบตากัน เพียงเสี้ยววินาที สหายร่วมเป็นร่วมตายที่ฝ่าฟันภูเขาศพทะเลเลือดด้วยกันมาตั้งแต่เยาว์วัย ก็อ่านเจตนาอีกฝ่ายทะลุปรุโปร่ง
แท้จริงแล้วสถานการณ์บีบคั้นจนไร้ทางเลือก
ภายใต้วงล้อมมรณะ การจะพาองค์หญิงข้ามถนนสายนี้ไปให้ได้ มีเพียงวิถีทางเดียว
“ข้าไปเอง” นัยน์ตาเฒ่าขาวเด็ดเดี่ยว สิ้นคำก็เตรียมพุ่งทะยานร่างออกไป
ทว่าเฒ่าดำกลับคว้าแขนเขาไว้แน่น สีหน้าขึงขังดุจเหล็กกล้า น้ำเสียงเด็ดขาดไม่อาจทัดทาน “ที่ไต้โจว เจ้าเคยรั้งท้ายสละชีพไปแล้วหนหนึ่ง ครานี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องถึงตาข้า”
เฒ่าขาวคำรามเสียงต่ำ “เพื่อองค์หญิง เพื่อเกียรติภูมิราชสำนักเทียนหยวน ต่อให้ข้าต้องตายเป็นร้อยหน ก็จะไม่ขมวดคิ้วแม้แต่ครึ่งศอก นับตั้งแต่วินาทีที่ติดตามองค์หญิงเหยียบย่างสู่เยี่ยนผิง ข้าก็ทิ้งชีวิตไว้เบื้องหลังแล้ว”
เฒ่าดำแย้มยิ้มบางเบา “ประจวบเหมาะนัก ข้าเองก็คิดเช่นนั้น”
“ดูแลองค์หญิงให้ดี พานางกลับราชสำนักให้จงได้ มิเช่นนั้นวิญญาณข้าคงไม่มีวันสงบ ฝากทูลขอพระราชทานอภัยโทษต่อข่านแทนข้าด้วย ทูลพระองค์ว่า… ชาติหน้าข้ายังขอเป็นทหารเลวแนวหน้าทะลวงฟันให้พระองค์”
“และสุดท้าย… ฝากบอกบุตรชายข้า ข้าจะคอยเฝ้ามองเขาอยู่เคียงข้างเทพฉางเซิง รอคอยวินาทีที่เขาจะกรีธาทัพบุกเหยียบเมืองเยี่ยนผิงแห่งนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง”
สิ้นคำ ไม่รอให้เฒ่าขาวที่ดวงตาแดงก่ำเอื้อนเอ่ย ร่างของเฒ่าดำก็เลือนหายวับไปจากจุดเดิม
“อย่านะ ท่านเฒ่าดำ… กลับมา” เซียวเยี่ยนผู้มักปั้นหน้าเย็นชาหยิ่งยโสเสมอ มาบัดนี้นัยน์ตากลับรื้นด้วยหยาดน้ำ นางเอื้อมมือไขว่คว้าอากาศธาตุ ทว่าไม่อาจรั้งร่างนั้นไว้ได้
นางรู้ซึ้งว่าเฒ่าดำตั้งใจกระทำสิ่งใด รู้ว่าจะต้องเผชิญกับจุดจบเช่นไร และยิ่งตระหนักดีว่านี่คือหนทางรอดเดียว แต่การต้องทนดูผู้อาวุโสที่คอยคุ้มครองมาแต่เยาว์วัย เดินก้าวสู่ห้วงมรณะต่อหน้าต่อตา กระชากหัวใจนางจนแหลกสลาย
ทว่าทุกสิ่งสายเกินการณ์
วินาทีถัดมา เงาร่างเฒ่าดำพุ่งทะยานฉีกไปในทิศทางตรงข้ามกับจวนอัครเสนาบดีอย่างดุดัน
เขาไม่ได้โจมตีทหารราชองครักษ์นายใดเพื่อสร้างความโกลาหล เพียงแต่รีดเค้นพลังปราณระดับราชันย์จนถึงขีดสุด สร้างภาพลวงตาประหนึ่งกำลังระเบิดพลังทะลวงฝ่ากำแพงเมืองเยี่ยนผิงด้วยความเร็วปานอัสนีบาต
เสี้ยววินาทีนั้น น้ำเสียงกัมปนาทดุจฟ้าฟาดก็ระเบิดกึกก้องเหนือเมืองเยี่ยนผิง “เดรัจฉานชั่ว คิดจะหนีไปไหน”
ชั่วพริบตา สัมผัสพลังระดับราชันย์หลายสายก็พุ่งทะยานไล่กวดเฒ่าดำไปติดๆ ซ้ำยังมียอดฝีมือระดับวิญญาณต้นกำเนิดอีกฝูงใหญ่ กระโจนพรวดพราดตามล่าจากทุกสารทิศประดุจฝูงแร้งรุมทึ้งเหยื่อ
ทหารราชองครักษ์บนถนนจูเชวี่ย รับคำสั่งจากแม่ทัพนายกอง กำลังพลส่วนใหญ่พลันเคลื่อนทัพแห่แหนไล่กวดไปตามทิศทางนั้น
ภาพเฒ่าดำกลายสภาพเป็นเหยื่อชิ้นโต ล่อลวงฝูงฉลามเพชฌฆาตมืดฟ้ามัวดินให้พุ่งตรงไปยังกำแพงเมือง ทำให้น้ำตาเซียวเยี่ยนทะลักทลายอาบสองแก้ม
ตั้งแต่เกิดจนเติบใหญ่ นางไม่เคยสมเพชความอ่อนแอและไร้พลังของตนเองเท่าเพลานี้มาก่อน
เฒ่าขาวอาศัยจังหวะชุลมุน ฉุดกระชากร่างเซียวเยี่ยนทะยานฝ่าถนนจูเชวี่ยดั่งเงาพราย เร้นกายหายลับเข้าสู่ดงจวนที่ตั้งเรียงรายสลับซับซ้อน
……
ณ เรือนทิงจู๋
จ้าวยวี่เจี๋ยทอดสายตามองพลุสัญญาณที่ระเบิดกระจ่างเหนือฟากฟ้ายามราตรี
เมืองเยี่ยนผิงคืนนี้เดือดพล่านปานพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน สรรพเสียงอึกทึกกึกก้อง รุนแรงยิ่งกว่าครากองบัญชาการทหารลาดตระเวนเมืองบดขยี้สมาคมชุดขาวและพรรคเหยี่ยวครามหลายเท่านัก พลุสัญญาณหลากสีสันทะยานขึ้นฟ้าไม่ขาดสาย
บ้างคือสัญญาณบัญชาการของทหารลาดตระเวนเมือง ถ่ายทอดคำสั่งตามล่าและโอบล้อมสกัดกั้น บ้างคือคำสั่งทะลวงตีฝ่า หลบซ่อน และกบดานจากขุมกำลังของเซียวเยี่ยน ซ้ำยังมีพลุของตระกูลขุนนางบู๊และทหารราชองครักษ์ปะปนอยู่อย่างหนาตา
มิหนำซ้ำ ยังปรากฏพลุสัญญาณของ ‘หุบเหว’ ขุมกำลังใต้ดินของนางรวมอยู่ด้วย
ท่ามกลางละอองเพลิงหลากสีที่สาดกระเซ็น จ้าวยวี่เจี๋ยจับจ้องพลุสีส้มรูปบงกชที่ผิดแผกไปจากปกติ นั่นคือรหัสฉุกเฉินจากหุบเหว… บ่งชี้ว่าปฏิบัติการล้มเหลว ไม่อาจเดินหมากต่อได้
ทว่าแท้จริงแล้วไม่ต้องรอสัญญาณแจ้งเตือน จ้าวยวี่เจี๋ยก็ตระหนักดีว่าหมากที่นางวางไว้ในคืนนี้ พังพินาศไม่เป็นท่า วินาทีที่ทัพราชองครักษ์เคลื่อนพลเข้าเมือง สัญชาตญาณนางก็กรีดร้องเตือนถึงมหันตภัย
ทหารราชองครักษ์กรีธาทัพเข้าเยี่ยนผิง ย่อมหมายความว่าเมืองหลวงเกิดความโกลาหลขั้นวิกฤต
อีกทั้งการเคลื่อนกำลังพลระดับนี้ ทำเนียบเสนาธิการทหารต้องอาศัยราชโองการและตราพยัคฆ์จากโอรสสวรรค์โดยตรง
เมื่อเป็นบัญชาสั่งการจากทำเนียบเสนาธิการทหารที่จ้าวเสวียนจีกุมอำนาจ ย่อมแปลความได้เพียงประการเดียว… ปฏิบัติการของเซียวเยี่ยนปราชัยย่อยยับ
จ้าวยวี่เจี๋ยหนาวสะท้านลึกถึงไขกระดูก
นับแต่ซมซานออกจากไต้โจว เซียวเยี่ยนคือร่มโพธิ์ไทรอันยิ่งใหญ่ที่สุด อาศัยฐานอำนาจของอีกฝ่าย นางจึงเบิกทางสร้างขุมกำลังกลับมาผงาดได้อีกครา
ทั้งสองต่างกุมความลับและสถานะที่แท้จริงของกันและกัน ลงเรือลำเดียวกัน หากฝ่ายใดพลาดท่าโดนจับกุม ย่อมลากอีกฝ่ายลงเหวไปด้วย อนาคตที่วาดฝันย่อมแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี
ในสายตาจ้าวยวี่เจี๋ย เซียวเยี่ยนคือตัวตนอันแข็งแกร่งไร้พ่าย เด็ดขาดเหี้ยมหาญ กุมเครือข่ายอำนาจทะลุฟ้า ไม่หวั่นเกรงภยันตราย เมื่อเทียบกับราชสำนักต้าฉีที่เน่าเฟะและตระกูลเก่าแก่คร่ำครึ เซียวเยี่ยนคือทรราชผู้บุกเบิกที่คู่ควรแก่การสลักมหาเจตนารมณ์ให้เป็นจริง
นางไม่เคยคาดคิดว่าเซียวเยี่ยนจะปราชัย
เสี้ยววินาทีนั้น จ้าวยวี่เจี๋ยพลันสัมผัสถึงความไร้พลังและโดดเดี่ยวของตนเองอีกหน
ทว่าเพียงพริบตาเดียว สมองนางก็กลับมาแล่นฉิวอย่างเยือกเย็น ชั่งน้ำหนักผลประโยชน์และผลเสีย ขบคิดวิถีทางรักษาตัวรอดและปกป้องหมากในมือให้ได้มากที่สุด
ไม่นาน ตงหลี สาวใช้คนสนิทก็เร่งฝีเท้าเข้ามาก้มศีรษะรายงาน “คุณหนู เสี่ยวเตี๋ยลอบออกไปแล้ว ท่าทีร้อนรนยิ่งนัก”
“เหตุใดจู่ๆ ถึงออกไป” จ้าวยวี่เจี๋ยขมวดคิ้ว
“คล้ายนางสังเกตเห็นพลุสัญญาณบางอย่าง” ตงหลีรายงานตามจริง “นางอ้างว่าปวดท้อง ทว่ากลับสับเปลี่ยนเส้นทางกลางคัน ลอบเร้นออกไปทางประตูหลังแทน”
ชั่วพริบตาเดียว แผนการนับร้อยพันสายก็แล่นปราดดุจสายฟ้าในหัวจ้าวยวี่เจี๋ย
นางไม่เคยเชื่อใจผู้ใด แม้แต่สมุนใต้บัญชา เพื่อบีบคั้นขุมกำลังในมือให้อยู่หมัด นางวางหมากสายลับซ้อนสายลับ ยิ่งเป็นข้ารับใช้ใกล้ชิด ยิ่งโดนจับตาดูเข้มงวดเป็นเงาตามตัว
นับแต่เหยียบย่างเข้าสู่จวนอัครเสนาบดี จ้าวยวี่เจี๋ยกุมอำนาจทรัพย์สินมหาศาล ซึมซับเล่ห์เหลี่ยมโสมมจากที่นี่ไม่น้อย
การที่เซียวเยี่ยนจะฝังสายลับไว้ข้างเตียง เพื่อจับตาดูทุกอิริยาบถ สกัดกั้นการแข็งข้อ หรือก่อคลื่นลมบ่อนทำลาย ย่อมเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
นางเคลือบแคลงเสี่ยวเตี๋ยมาเนิ่นนาน และสืบสาวจนแทบจะกระชากหน้ากากที่แท้จริงของอีกฝ่ายออกได้แล้ว
เพลานี้เสี่ยวเตี๋ยลอบออกไปกระทำสิ่งใด จ้าวยวี่เจี๋ยขบคิดเพียงอึดใจก็กระจ่างแจ้ง
คำตอบคาดเดาได้ไม่ยาก ภายใต้วิกฤตการณ์เช่นนี้ ความเป็นไปได้เหลือเพียงเส้นทางเดียว
เซียวเยี่ยน... เยี่ยนเยี่ยนเทมูร์… องค์หญิงแห่งเป่ยหู จ้าวยวี่เจี๋ยทบทวนตัวตนเหล่านี้เงียบงัน นางรู้ซึ้งว่ากำลังจะได้ประจันหน้ากับผู้เป็นนายในไม่ช้า
ข้าสมควรเดินหมากตานี้เช่นไร
ทำเช่นไร… จึงจะกอบโกยผลประโยชน์สูงสุดไว้ในกำมือ
……
บริเวณชานเขตจวนอัครเสนาบดี ณ ปากซอยอันถูกทหารลาดตระเวนตรึงกำลังปิดตาย จ้าวหนิงได้ประสานงานกับจางเหวินเจิง
ทั้งสองหารือสถานการณ์คร่าวๆ ก่อนจ้าวหนิงจะทิ้งตัวลงนั่งพักสายตาบนม้าหินใต้ต้นไหวต้นใหญ่
เขาเพิ่งรับแจ้งข่าว จ้าวเสวียนจีและยอดฝีมือต้อนจับระดับราชันย์ได้หนึ่งคน ทว่ากลับได้เพียงซากศพไร้วิญญาณ อีกฝ่ายถูกต้อนจนมุมนอกเมืองเยี่ยนผิง ทว่าไม่ได้ต่อสู้ขัดขืนให้มากความ กลับปลิดชีพตนเองอย่างเด็ดเดี่ยว
แม้จับเป็นไม่ได้ แต่การเปิดโปงระดับราชันย์แปลกหน้าที่มิใช่คนต้าฉี ย่อมหนักแน่นพอจะกระชากหน้ากากผู้ชักใยเบื้องหลัง
สำหรับจ้าวหนิง ยามนี้เขามั่นใจในข้อสันนิษฐานของตนทะลุร้อยส่วน… เซียวเยี่ยนยังคงกบดานอยู่ในเยี่ยนผิง
ยอดฝีมือราชันย์แห่งเป่ยหูยอมสละชีพ ดีกว่าร่วงหล่นในเงื้อมมือจ้าวเสวียนจี ย่อมมีเพียงเป้าหมายเดียว คือเบี่ยงเบนความสนใจเพื่อซื้อทางรอดให้เซียวเยี่ยน
ขณะเดียวกัน ยุทธการล่าหัวสมุนจ้าวยวี่เจี๋ยของหออี้ผิ่น ก็ปิดฉากลงเรียบร้อย
ผลลัพธ์มิใช่การควบตัวเป้าหมาย ทว่ายืนยันชัดแจ้งว่าขุมกำลังกลุ่มนั้นไม่ได้ไปสมทบเซียวเยี่ยน และไม่ได้เป็นฝ่ายเตรียมรังซ่อนให้
เมื่อตัดเส้นทางลวงทิ้งจนหมด เซียวเยี่ยนก็เหลือเพียงปราการสุดท้ายให้พึ่งพิง
จ้าวหนิงลืมตาขึ้น นัยน์ตาสาดประกายคมกริบ เขาปรายตามองยอดชายคาจวนอัครเสนาบดีที่โค้งงอนดุจตวัดปลายพู่กันเหล็กท่ามกลางราตรี
การบดขยี้มดปลวกอย่าง ‘หุบเหว’ เป็นเพียงเรื่องขยับริมฝีปากสั่งการ ทว่ามิใช่เพลานี้… ต้องรอคอยจนรุ่งสาง รอจนมั่นใจว่าเซียวเยี่ยนเหยียบย่างเข้าสู่จวนอัครเสนาบดีเบ็ดเสร็จแล้วจริงๆ
เพลานี้ ปริศนาเดียวที่จ้าวหนิงเฝ้าจับตา คือจ้าวยวี่เจี๋ยจะอ้าแขนรับเซียวเยี่ยนหรือไม่
หากจ้าวยวี่เจี๋ยแปรพักตร์ ปฏิเสธการคุ้มกะลาหัว เซียวเยี่ยนย่อมถูกบีบให้เร่ร่อนหาแหล่งกบดานใหม่
ซึ่งแหล่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นที่ใด ย่อมปราศจากความปลอดภัยระดับจวนอัครเสนาบดี และไม่ว่าผู้สมรู้ร่วมคิดจะเป็นใคร สำหรับเซียวเยี่ยนแล้ว มันย่อมไร้อำนาจบารมีคุ้มครองเทียมเท่าจ้าวยวี่เจี๋ย
ทว่าสำหรับจ้าวหนิง การตามล่าตัวในสถานที่ลึกลับเหล่านั้น กลับยากเย็นประหนึ่งงมเข็มในมหาสมุทร
อาจเป็นจวนขุนนางยากไร้ที่โดนซื้อตัว อาจเป็นห้องลับหลังกำแพง หรือกรุใต้ดินในเรือนทายาทสายรองตระกูลเก่าแก่ ความเป็นไปได้แตกแขนงนับไม่ถ้วน
ขุมกำลังเหล่านั้นอาจหักหลังขายความลับ หรืออาจถูกบีบบังคับ ติดสินบน จนจำยอมซุกซ่อนเซียวเยี่ยนไว้อย่างมิดชิด
ราตรียาวนานฝันยิ่งลึกล้ำ หากปล่อยเวลาล่วงเลย ย่อมไม่อาจคาดเดาความพลิกผัน
ทหารราชองครักษ์ปิดเมืองปูพรมค้นหาได้หนึ่งวัน สามวัน หรือสิบวัน ทว่าไม่อาจตรึงกำลังยืดเยื้อเป็นเดือน
สิ่งที่จ้าวหนิงต้องการ คือกระชากคอเซียวเยี่ยนมาสับลงดาบให้จงได้ภายในคืนนี้
ขอเพียงเซียวเยี่ยนสิ้นปีก เป้าหมายยุทธการครานี้ย่อมบรรลุผลสมบูรณ์แบบ
ยามอยู่ไต้โจว จ้าวหนิงสังหารจ้าวยวี่เจี๋ยพลาดเป้า จึงพลิกแพลงซ้อนแผน อาศัยอีกฝ่ายเป็นสะพานถอนรากถอนโคนตระกูลฟ่านจนราบคาบ
ปีกลายลอบสังหารกลางถนนใหญ่ล้มเหลว หมากอย่างจ้าวยวี่เจี๋ยจึงยังโลดแล่นบนกระดาน หากคืนนี้ เขาพลิกหมากตัวนี้ดักฆ่าเซียวเยี่ยนได้สำเร็จ ผลพลอยได้ย่อมมหาศาลกว่าคราไต้โจวหลายเท่านัก
จ้าวยวี่เจี๋ยจะอ้าแขนรับเซียวเยี่ยนหรือไม่ นางกล้าปฏิเสธเซียวเยี่ยนได้หรือ พกพาสองปริศนานี้ จ้าวหนิงหลับตาลงอีกครา
มุมปากชายหนุ่มยกยิ้มเย็นเยียบ เจือแววเหยียดหยันสุดขั้ว
เขารู้จักสันดานจ้าวยวี่เจี๋ยดีกว่าผู้ใดในหล้า
ในอดีตชาติ ความอาฆาตแค้นฝังรากลึกจนกรีดกระดูก เขาจึงล่วงรู้ธาตุแท้ของสตรีผู้นี้ทะลุปรุโปร่ง
ค่ำคืนนี้… ต่อให้จ้าวยวี่เจี๋ยปฏิเสธการคุ้มกะลาหัว เซียวเยี่ยนก็ไม่มีทางหนีพ้นเงื้อมมือมัจจุราชไปได้