ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 273-3 เทพการเรียนกะคะแนนได้ดังใจ! โคลงคู่สมบูรณ์เหนือกาล! (3)
- Home
- ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์
- ตอนที่ 273-3 เทพการเรียนกะคะแนนได้ดังใจ! โคลงคู่สมบูรณ์เหนือกาล! (3)
แม้แต่พิธีกรเองก็เผลอหลุดปากออกมาว่า
“ถ้างั้นความหมายของคุณหลินจือไป๋คือไม่ใช่ว่าคุณตอบห้าข้อหลังไม่ได้ แต่จงใจไม่ตอบเพื่อเลี่ยงข้อครหางั้นเหรอคะ?”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ”
หลินจือไป๋มองไปทางคณะผู้แทนวิทยาลัยศิลปะฉินโจวแล้วว่า
“อย่างน้อยห้าข้อแรกก็เพิ่งออกสดๆ ถ้าผมตอบได้ก็คงไม่มีใครสงสัยว่าห้ายอดฝีมือโคลงคู่กับผมร่วมมือกันโกงน่ะครับ”
“เธอตอบได้ทั้งหมดจริงเหรอ?”
กรรมการสวมแว่นทนไม่ไหวเอ่ยอ่านโคลงต้นข้อที่หก
“ชูๆ ใสหนึ่งจอก คลายคลาย คลายกระหายของยอด!”
หลินจือไป๋ตอบทันควัน
“บทกวีห้าคำ เผยเผย เผยเผยฝีมือท่านผู้ถวาย”
สีหน้ากรรมการสวมแว่นเปลี่ยนไปแล้ว รีบอ่านข้อที่เจ็ดต่อ
“หกสิบบานซ้ำ เติมอีกยี่สิบเอ็ดวสันต์!”
หลินจือไป๋รับทันที
“เจ็ดสิบฉลองคู่ ภายในเพิ่มอีกหนึ่งวสันต์”
ชายชราสวมหมวกกลมก็ทนไม่ไหวพูดข้อที่แปด
“ไม่ใหญ่ครึ้มชอุ่มสนอู่ถงหลิว!”
หลินจือไป๋ตอบฉับพลัน
“สายน้ำพรั่งพรู แม่น้ำ ลำธาร ทะเลสาบ มหาสมุทร”
“ภูผาทับถม เขียวชอุ่ม เขาสลับซ้อน เนินน้อยใหญ่!”
คราวนี้เป็นคุณยายจ้าวอ่านโคลงข้อที่เก้าที่ทำให้ใครหลายคนจนมุมมาแล้วนับไม่ถ้วน
หลินจือไป๋ไม่ปล่อยให้ขาดจังหวะ
“สายน้ำคดเคี้ยว ใสสะท้อน น้ำใสเวียนวน โค้งอ้อยอิ่ง”
คุณยายจ้าวตบโต๊ะดังฉาด
“หนึ่งตำบลสองลี้ รวมสามท่านครู ไม่รู้สี่คัมภีร์ ห้าพระเวท หกศิลป์ ยังสอนศิษย์ เจ็ดแปดเก้าอวดกล้า สิบส่วนเกินพอดี!”
โหดเอาเรื่อง หลินจือไป๋อยากจะรับด้วย ‘สิบเรือนเก้าจนรวมได้แปดตำลึงเจ็ดเฟื้องหกไพห้าสตางค์สี่อัฐยังสามจิตสองใจต่ำชั้นหนึ่งเดียว’
แต่พอคิดอีกทีก็เห็นว่าไม่เหมาะจะหลุดบทไป เขากะพริบตาเล็กน้อย
“สิบกองทัพ เก้าขุนพล ครองแปดนคร เฝ้าเจ็ดปี หกเดือน ห้าวัน กลับพ่าย สี่สามสองอุบาย เพียงหนึ่งกลยุทธ์ ตีถึงใจ”
พอเอ่ยถึงคำว่า ‘ตีถึงใจ’ หลินจือไป๋ก็ใส่น้ำหนักเสียงลงไปเล็กน้อย
และทันทีที่หลินจือไป๋รับท่อนสุดท้ายจบ ทั้งงานก็ฮือฮาขึ้นอีกครั้ง!
“เชี่ยเอ๊ย!”
“ป่าช้าชัดๆ!”
“นี่มันเทพชนเทพชัดๆ!”
“พระเจ้า!”
“หลินจือไป๋ตอบได้ครบหมดเลย!”
“ไม่คลาดเคลื่อนสักนิดเดียว!”
“ที่แท้เขาก็จงใจทำแค่ห้าข้อแรก!”
“ที่แท้โคลงต้นทั้งสิบบทเขาก็ตอบได้หมดเลย!”
“แกล้งอ่อน?”
“นี่ตรงไหนเรียกว่าแกล้งอ่อนกัน!”
“นี่มันตบหน้าฝั่งวิทยาลัยศิลปะฉีโจวชัดๆ!”
“ให้พวกเขาสงสัยกันเข้าไป!”
“ข้าก็แค่เล่นสนุก!”
ทุกคนตะลึงงัน บ้างก็ร้องลั่น บ้างก็สูดลมหายใจเฮือก!
เจียงเทามึนงง!
ตนกลายเป็นใบไม้ประกอบไปอีกแล้ว อีกทั้งยังสีเขียวเข้มสุดๆ เลยด้วย!
เจียงเทาเห็นแม้กระทั่งสาวสวยที่เคยแอบชอบตน ถึงขั้นออกหน้าตั้งคำถามแทนเขาว่ามีการบอกโจทย์ให้ไปตี้หรือไม่
ตอนนี้กลับยืนเหม่อมองหมอนั่น ดวงตาเปล่งประกายแวววับเต็มไปด้วยความชื่นชม!
ตนมันตัวประกอบชายยอดเยี่ยมไปเลย!
ส่วนกรรมการทั้งสามก็ได้แต่มองหลินจือไป๋อย่างหัวเราะไม่ได้ร้องไหไม่ออก เด็กหนุ่มคนนี้ทั้งเก่งทั้งกร่างเกินไปแล้ว!
ห้ายอดฝีมือโคลงคู่ถึงกับเหลียวมองหน้ากันไปมา
“เจ้าหมอนี่!”
“เป็นใครมาจากไหนกัน!”
“ทำไมเก่งขนาดนี้!”
ฝ่ายผู้บริหารของวิทยาลัยฉินโจวหัวเราะจนบ้าคลั่งไปแล้ว!
“ยอมหรือยัง!?”
ผู้บริหารฉินโจวจ้องตัวแทนจากฉีโจวเขมึง
ตัวแทนวิทยาลัยศิลปะฉีโจว “…”
เวรเอ๊ย!
ยังจะพูดอะไรได้อีก?
ทุกอย่างพิสูจน์แล้วว่าวิทยาลัยศิลปะฉินโจวไม่ได้เผยโจทย์!
ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะไปตี้คนนั้นมันโคตรอัจฉริยะแท้ๆ เลยต่างหาก!
ขนลุก!
ทึ่ง!
นี่คือปฏิกิริยารวมกันของทุกคน!
เมื่อครู่การรับโคลงโต้กับกรรมการทั้งสามของหลินจือไป๋ถึงขั้นทำให้ผู้ชมรู้สึกสะใจ!
แต่สิ่งที่หลินจือไป๋ไม่รู้คือเมื่อเขาโชว์เหนือในรอบที่สอง ห้องไลฟ์ก็ระเบิดไปเรียบร้อย!
‘ฉันบอกแล้วไง!’
‘เขาแกล้งอ่อนจริงๆ ด้วย!’
‘ตอบได้หมดแต่จงใจตอบแค่ห้าข้อแรกเพื่อกวนวิทยาลัยศิลปะฉีโจว!’
‘กลิ่นอายเทพการเรียนที่กุมคะแนนได้ดังใจชัดๆ!’
‘ฉันได้ยินมาว่าเด็กเก่งมุ่งเอาคะแนนเต็ม ส่วนเทพการเรียนมุ่งควบคุมคะแนน อยากได้กี่คะแนนก็ได้ตามใจ รวมถึงคะแนนเต็มด้วย!’
‘ฉันขอยกให้ไปตี้เป็นราชันแห่งราชันโคลงคู่!’
‘ใครบอกว่าเจียงเทาเก่งกว่าไปตี้นะ?’
‘ช่องว่างนี้ไม่ใช่เล็กๆ ว้าว!’
‘นี่แหละความต่างระหว่างเด็กเก่งกับเทพการเรียน!’
‘คนแรกยังเป็นมนุษย์ คนหลังนี่ขึ้นหิ้งเป็นเทพไปแล้ว!’
‘แฟนคลับอู๋จือเห็นยัง?’
‘ไปตี้ฉายรัศมีต่อหน้าผู้คน!’
ฉากที่เดือดขนาดนี้ แฟนคลับของไปตี้ไม่มีทางเก็บไว้ดูคนเดียวแน่
ฟึ่บๆ!
แฟนคลับของไปตี้ต่างพากันออกโรงมุ่งหน้าไปยังแพลตฟอร์มจี๋กวงและบอร์ดใหญ่หลายแห่งเพื่อกระจายข่าว
‘ไปดูงานโคลงคู่ของวิทยาลัยศิลปะฉินโจวกันเร็ว!’
‘เดือดมากๆ!’
‘การแสดงฝีมือของไปตี้ไฟลุกเกินไปแล้ว!’
‘พวกเธอยังไม่รู้หรอกว่าไปตี้สุดแค่ไหน!’
‘เขาคือราชันโคลงคู่!’
‘รีบไปดูไลฟ์เร็ว จะเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อไพตี้แบบหน้ามือเป็นหลังมือ!’
‘พรสวรรค์ของไปตี้ไร้เทียมทานจริงๆ!’
‘เอ๊ะ?’
‘งานโคลงคู่ที่โปรโมตว่ามีไปตี้ลงแข่งขันนั่นน่ะเหรอ?’
‘มันเร้าใจขนาดนั้นเลย?’
‘แค่โอ้ นักศึกษาสนามนี้จะสนุกได้แค่ไหนกันเชียว?’
‘เธอไปดูเดี๋ยวก็รู้!’
พอแฟนคลับของไปตี้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ คนก็แห่ทะลักเข้าไปดูไลฟ์กันจำนวนมาก
น่าเสียดายที่พวกเขาพลาดช่วงพีกไปแล้วแต่ไม่เป็นไร แฟนคลับของไปตี้ได้อัดหน้าจอไว้หมดแล้ว กำลังอัปโหลดขึ้นอินเทอร์เน็ตแบ่งปันให้ชาวเน็ตได้ดู
บรรยากาศในงานเดือดพล่านอยู่นานถึงห้านาทีเต็ม!
ห้านาทีให้หลัง พิธีกรจึงค่อยควบคุมบรรยากาศในงานกลับมาได้อีกครั้ง เธอตบหน้าอกตัวเองพลางพูดว่า
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว จู่ๆ ฉันก็พลอยลุ้นเหงื่อตกแทนบรรดาปรมาจารย์โคลงคู่ทั้งห้าของเราเลยค่ะ”
“ฮ่าๆ”
ห้ายอดฝีมือโคลงคู่หัวเราะออกมา คำพูดนี้ไม่ผิดนัก พวกเขาห้าคนต่างก็เริ่มเคร่งเครียดกันแล้ว
การแสดงฝีมือของหลินจือไป๋เหนือกว่านักศึกษามหาวิทยาลัยที่พวกเขาเคยเห็นมาทั้งหมด!
นี่มันระดับนักศึกษาที่ไหนกัน?
ดูท่าเหมือนจะใกล้เคียงกับระดับยอดฝีมือโคลงคู่แล้ว!
แต่ที่รอบนี้ระเบิดได้ขนาดนี้ หลักๆ ก็เพราะหลินจือไป๋เล่นกับจังหวะการโชว์ได้ดีเกินไป จงใจทำแค่ห้าข้อแรก!
ห้าข้อหลังทำได้แต่ก็จงใจไม่ทำ!
นี่มันจอมปั่นกระแสชัดๆ เขารู้ดีวาทุกคนต้องจับได้ แต่ก็ทำไว้แค่ห้าข้อแรกพอดี…
ใช่แล้วฉากนี้หลินจือไป๋วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว ถ้าไม่เล่นอย่างนี้จะสั่งสอนวิทยาลัยศิลปะฉีโจวให้ได้บทเรียนได้ยังไง?
ไม่รู้หรือไงว่าปล่อยข่าวลือแค่พูดคำเดียว แต่การแก้ข่าวต้องวิ่งขาแทบหัก?
นายพูดข้อกังขาออกมาเบาๆ ประโยคเดียว แต่ฉันต้องทุ่มแรงแค่ไหนถึงจะล้างข้อครหาให้ตัวเองได้!
ดังนั้นนี่คือการตบหน้าอ้อมๆ ครั้งหนึ่ง ผลตบหน้าได้ผลชะงัด
ตอนนี้นักศึกษาวิทยาลัยศิลปะฉีโจวต่างห่อเหี่ยวเหมือนมะเขือที่ถูกน้ำค้างกัด
กลับกลายเป็นบรรดานักศึกษาสาวของวิทยาลัยศิลปะฉีโจวบางคนที่มองหลินจือไป๋ก็ดวงตาเป็นประกายเต็มไปด้วยฟองสีชมพู ราวกับถูกกระชากวิญญาณไป
ในวิทยาลัยศิลปะฉีโจว เจียงเทาคือซูเปอร์สตาร์หนุ่มหล่อประจำวิทยาลัยเชียวนะ!
แต่วันนี้พอพวกเธอได้รู้จักหลินจือไป๋แล้ว หันกลับไปมองเจียงเทาก็พลันรู้สึกว่าซูเปอร์สตาร์คนนี้ที่แท้จริงแล้ว…
ก็แค่นั้นเอง?
นี่แหละที่เขาว่าคนเทียบคนช่างน่าปวดใจ!
หลังจากพูดเล่นกันเล็กน้อย พิธีกรก็กล่าวขึ้นว่า
“ต่อไปก็คือรอบชิงชนะเลิศของการแข่งโคลงคู่ในวันนี้แล้วค่ะ!”
บรรยากาศในงานกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ความจริงแล้วรอบชิงชนะเลิศนี้จริงๆ ก็ไม่มีอะไรน่าตึงเครียดนัก
เด็กสามขวบยังรู้แน่ว่าต้องเป็นห้าปรมาจารย์โคลงคู่แย่งที่หนึ่งกัน!
แต่ทว่า…
หลังจากหลินจือไป๋โชว์เหนือในรอบสอง ทุกคนก็เริ่มรู้สึกว่า
หลินจือไป๋กับห้ายอดฝีมือดูเหมือนจะพอฟัดพอเหวี่ยงกันได้?
บรรยากาศจึงตึงเครียดขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าหลินจือไป๋ยังชนะในรอบชิงชนะเลิศได้อีก เขาก็จะกลายเป็นของฉินโจว…
ไม่สิ!
เขาจะกลายเป็นปรมาจารย์โคลงคู่ที่อายุน้อยที่สุดของทั้งบลูสตาร์เลยต่างหาก!
คฤหาสน์ตงหูตาจวิน
ที่บ้านของหลินจือไป๋ ครอบครัวของเขาก็กำลังดูการแข่งขันอยู่เหมือนกัน
รอบที่หนึ่ง รอบที่สอง ทุกครั้งที่หลินจือไป๋โชว์เหนือต่อหน้าคนทั้งสนามก็เรียกเสียงเฮดังลั่นจากครอบครัวเสมอ!
แต่พอถึงรอบชิงชนะเลิศที่กำลังจะมาถึง
แม่รู้สึกว่าฝ่ามือตัวเองเปียกชุ่ม
“ตื่นเต้นเกินไปแล้ว… ทุกคนว่าเสี่ยวเฮยจะสู้ห้าปรมาจารย์นั่นได้ไหม?”
“ผมว่าพอมีลุ้นนะ”
หลินเชิ่งเทียนพูดว่า
“สองรอบก่อนฝีมือเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกปรมาจารย์เลย!”
“ถ้าเขาชนะขึ้นมาละก็เรื่องใหญ่แน่…”
หลินตงพูดว่า
“โคลงคู่เป็นหนึ่งในเกมที่เหล่านักปราชญ์โปรดปรานที่สุด ถ้าเสี่ยวเฮยชนะได้ต่อไปเขาก็จะมีที่ยืนในวงการวรรณกรรมแน่นอน”
“ต้องชนะให้ได้นะ!”
หลินซีภาวนาให้น้องชายในใจ
บนเวทีพิธีกรเริ่มอธิบายกติกาการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ
“ผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศประกอบด้วยผู้ที่ผ่านเข้ารอบสิบเอ็ดคน และห้าปรมาจารย์โคลงคู่ รวมทั้งหมดสิบหกคน”
“ผู้เข้าแข่งขันทั้งสิบหกคนแต่ละคนต้องออกโคลงต้นหนึ่งบท”
“ถ้าโคลงต้นของคุณไม่มีใครสามารถต่อได้ คุณจะได้คะแนนไปทีเดียวสิบห้าคะแนน!”
“ถ้ามีคนหนึ่งต่อได้ ผู้ออกโจทย์จะถูกหักไปหนึ่งคะแนน ไล่ไปตามลำดับ หากโคลงต้นของคุณถูกทุกคนต่อได้ คุณจะไม่ได้คะแนนเลยสักคะแนน!”
“พร้อมกันนี้ทุกครั้งที่คุณสามารถต่อโคลงของคนอื่นได้หนึ่งบท คุณจะได้ห้าคะแนน…”
หลินจือไป๋เข้าใจกติกาทันที กติกานี้ก็ไม่ซับซ้อนอะไรนัก
พอทุกคนเข้าใจกติกากันดีแล้วพิธีกรจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ทุกท่านสามารถเขียนโคลงต้นของตัวเองได้แล้วค่ะ”
เพราะยิ่งโคลงต้นของใครมีน้อยคนที่ต่อได้ ตัวเองก็จะยิ่งได้คะแนนมาก
ดังนั้นทุกคนจึงต่างพยายามออกโคลงต้นที่ยากที่สุดที่ตัวเองจะนึกได้ออกมา
หลินจือไป๋ก็ไม่เว้น เขาเขียนลงไปว่า
ควันหมอกคลอรัดกิ่งหลิวเหนือสระ!
นี่คือโคลงคู่ที่เลื่องลือชั่วกาลบนโลก!
บรรจุธาตุครบถ้วนทั้งทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน!
คือโคลงคู่ชั่วกาลในความหมายที่แท้จริงของชาติก่อน!
หลินจือไป๋ไม่คิดเลยว่าจะมีใครในที่นี้ที่สามารถต่อโคลงได้!
แม้แต่ห้าปรมาจารย์โคลงคู่เองก็น่าจะไม่ไหว
ใครที่เคยดู ‘ปากเหล็กฟันทองจี้เสี่ยวหลาน’ อาจนึกถึงโคลงรองที่แพร่หลายว่า ‘ปืนใหญ่ประจำการที่หอเมืองชายทะเล’ บทนี้ออก แต่ว่า…
โคลงรองนี้เอาจริงๆ ก็แค่พอใช้ แต่ห่างไกลจากการเป็นคำตอบมาตรฐาน
ถึงแม้โคลงรองจะมีทั้ง ‘ธาตุทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน’ เช่นกัน และลำดับก็ตรงกันเป๊ะ
แต่ความจริงแล้วก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่ไม่น้อย
โคลงต้น ‘ควันหมอกคลอรัดกิ่งหลิวเหนือสระ’ จังหวะเสียง ‘ผิง-เจ้อ-ผิง-ผิง-เจ้อ [1]’
โคลงรองที่ถูกต้องควรเป็น ‘จ้ง-ผิง-เจ้อ-เจ้อ-ผิง’
อย่างน้อยก็ควรเป็น ‘จ้ง-ผิง-ผิง-เจ้อ-ผิง’
แต่ทว่า ‘ปืนใหญ่ประจำการที่หอเมืองชายทะเล’ กลับมีจังหวะเสียงเป็น ‘เจ้อ-เจ้อ-เจ้อ-ผิง-ผิง’
ตำแหน่งสำคัญคือตัวที่สองกับสี่ จังหวะเสียงไม่ตรงข้ามกับโคลงต้น ชัดเจนว่าจังหวะเสียงไม่เข้ากัน
แม้แต่มองจากมุมการสื่ออารมณ์ โคลงรอง ‘ปืนใหญ่ประจำการที่หอเมืองชายทะเล’ กับโคลงต้น ‘ควันหมอกคลอรัดกิ่งหลิวเหนือสระ’ ก็ไม่เข้ากันแล้ว
โคลงต้นใสสะอาดอ่อนช้อย โคลงรองหยาบกระด้างแข็งกร้าว แม้บอกว่าหนึ่งอ่อนหนึ่งแข็งแต่กลับไม่ประสานกัน ขาดความกลมกลืนโดยรวม
แน่นอนว่าหลินจือไป๋ก็ไม่ใช่คนที่ชอบจับผิดจุกจิก
ถ้ามีใครสามารถต่อโคลงรองที่คล้าย ‘ปืนใหญ่ประจำการที่หอเมืองชายทะเล’ ได้จริง เขาก็ยอมรับได้ว่าอีกฝ่ายสมควรได้คะแนนจากเขา
อย่างไรเสียนี่คือโคลงคู่ชั่วกาล ย่อมต้องผ่อนปรนมาตรฐานลงบ้างถึงจะเหมาะสม
พอทุกคนเขียนโคลงต้นเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็ส่งไปถึงมือคณะกรรมการ
ทันทีที่คณะกรรมการทั้งสามเห็นโคลงต้นของหลินจือไป๋สีหน้าก็เปลี่ยนไป
เจ้าหนูคนนี้… ช่างเป็นอัจฉริยะปีศาจจริงๆ!
พอมืออาชีพออกโรงก็เห็นกันชัด โคลงต้นของหลินจือไป๋นี้ แค่มืออาชีพมองก็รู้แล้วว่าความยากมันเกินมาตรฐานขนาดไหน!
“โคลงคู่ชั่วกาล…”
คุณยายจ้าวมั่นใจในคำตัดสินของตนเองอย่างมาก นี่แหละโคลงคู่ชั่วกาล!
[1] ระบบเสียงวรรณยุกต์ของจีน ผิงสื่อถึงเสียงราบหรือเสียงสามัญ เจ้อสื่อถึงเสียงเอียงหรือเสียงที่มีโทนสูงต่ำ ส่วนจ้งสื่อว่าตรงนั้นจะเป็นผิงหรือเจ้อก็ได้