ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 273-2 เทพการเรียนกะคะแนนได้ดังใจ! โคลงคู่สมบูรณ์เหนือกาล! (2)
- Home
- ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์
- ตอนที่ 273-2 เทพการเรียนกะคะแนนได้ดังใจ! โคลงคู่สมบูรณ์เหนือกาล! (2)
ในไลฟ์สดออนไลน์ชาวเน็ตเองก็ลุ้นกันอยู่
‘ไม่รู้ว่าไปตี้จะเข้ารอบได้ไหมนะ’
‘รอบแรกทำไว้ดีขนาดนั้น รอบสองคงเข้ารอบสบายๆ จริงไหม?’
‘ไม่แน่หรอกเพราะประเภทโคลงคู่มีหลายแบบ บางคนถนัดโคลงกลแต่ไม่ได้ถนัดประเภทอื่นๆ…’
‘เป็นไปได้ว่าบท เหงาเปลี่ยวหน้าต่างหนาว เฝ้าเดียวดายไร้คู่ ในรอบแรกนั้นบังเอิญตรงกับแบบที่ไปตี้ถนัดที่สุดพอดี’
‘อย่างนี้นี่เอง’
‘ถ้าอย่างนั้นก็ดูน่าหวาดเสียวอยู่เหมือนกัน’
‘กล้องแพนไปที่ไปตี้แล้ว!’
‘หืม?’
‘เขาไม่ค่อยขยับพู่กันเขียนเลย หรือว่าจะคิดไม่ออก?’
‘คราวนี้ไม่มีข้อพิเศษที่แต่งแค่บทเดียวก็เข้ารอบด้วยนะ!’
บริเวณกรรมการ คุณยายจ้าวยิ้มแล้วเอ่ยว่า
“พวกคุณเดาสิว่ารอบนี้เจียงเทาจะแข็งกว่า หรือหลินจือไป๋จะทำได้ดีกว่ากัน?”
“หลินจือไป๋”
ชายชราสวมหมวกตอบทันควัน
ชายชราสวมแว่นยิ้มพลางกล่าวว่า
“ฉันก็เทใจให้หลินจือไป๋มากกว่า เด็กคนนี้กิริยาสง่างามน่าเกรงขาม”
อีกด้านหนึ่งยอดฝีมือโคลงคู่ทั้งห้าผู้ร่วมออกโจทย์ก็พูดคุยกันอยู่
“โจทย์ที่พวกเราออกนี่ความยากไม่ธรรมดาเลยนะ”
“ยังไงก็เป็นรอบที่สองต้องเพิ่มระดับความยากขึ้นอยู่แล้ว”
“อีกอย่างโจทย์ของอาจารย์กรรมการทั้งสามท่านก็ยากไม่น้อยไปกว่าของพวกเราเลย”
“ฉันว่าครั้งนี้นักศึกษาส่วนใหญ่น่าจะตกรอบกันเยอะนะ”
“คนที่เหลืออยู่เท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติมาลองวัดกับพวกเราได้บ้าง”
“ถึงตอนนั้นพี่ๆ ก็อย่าพลาดท่าเสียทีให้กรรมการทั้งสามเห็นเป็นเรื่องขำเอาละครับ”
“วางใจได้ สนใจแค่หลินจือไป๋กับเจียงเทาก็พอ”
“เจียงเทาฝีมือไม่เลวแต่คงยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเรา”
“ส่วนหลินจือไป๋คนนั้นฉันยังอ่านไม่ขาด ไม่รู้ว่าบทในรอบแรกแค่เข้าทางเขาพอดี หรือว่าเขาแข็งแกร่งขนาดนั้นจริงๆ กันแน่”
“หมดเวลาแล้ว”
ท่ามกลางสายตาของทุกคน เวลารวบกระดาษคำตอบของรอบสองก็มาถึง
กระดาษคำตอบของผู้เข้าแข่งขันทั้งห้าสิบสองคนถูกเจ้าหน้าที่เก็บไปส่งให้กรรมการทั้งสามท่านเรียบร้อย
กรรมการทั้งสามเริ่มตรวจทานให้คะแนน
“แย่แล้ว”
“ตกรอบไปเยอะเลย”
“เพราะระดับความยากเพิ่มขึ้นชัดเจนนี่แหละ”
“หืม?”
“เจียงเทาคนนี้ไม่เลว ตอบมาได้หลายบทเลย ถึงจะมีสองบทที่ยังไม่ประณีตนักแต่ก็ถือว่าผ่านเกณฑ์ได้”
“แล้วหลินจือไป๋ละ?”
“ฉันยังไม่เห็นกระดาษของเขาเลย”
“เจอแล้ว!”
ชายชราสวมแว่นเจอกระดาษคำตอบของหลินจือไป๋ จู่ๆ คิ้วกลับขมวดขึ้นมา
“นี่มันอะไรกัน?”
“หลินจือไป๋ตอบแค่ห้าบทอย่างงั้นเหรอ?”
ชายชราสวมหมวกก้มชะโงกมาดูด้วยก็รู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
“หลินจือไป๋คนนี้น่าสนใจจริงๆ”
คุณยายจ้าวชำเลืองดูคำตอบ ทันใดนั้นพลันหรี่ตาลง
หลังจากรอคอยครู่หนึ่งในที่สุดผลก็ประกาศออกมา!
เมื่อพิธีกรได้รับผลการตัดสินก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“หลังจากการแข่งขันที่ดุเดือด ผลรอบคัดเลือกครั้งที่สองก็มาอยู่ในมือฉันแล้วค่ะ”
“รอบนี้มีผู้เข้าแข่งขันทั้งสิ้นห้าสิบสองคน แต่สุดท้ายมีเพียงสิบเอ็ดคนที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้”
“ต่อไปนี้ฉันจะประกาศรายชื่อทั้งสิบเอ็ดคน โดยจะไล่ผลจากหลังมาหน้านะคะ…”
เว้นชั่วอึดใจพิธีกรก็ประกาศว่า
“หลินจือไป๋ตอบได้ห้าบท ผ่านเข้ารอบ… หวางอวี๋ตอบได้ห้าบท ผ่านเข้ารอบ… โจวอันตอบได้ห้าบท ผ่านเข้ารอบ…”
ต่างจากรอบแรก ในรอบนี้รายชื่อที่ถูกประกาศเป็นคนแรกก็คือชื่อของหลินจือไป๋!
เมื่อได้ยินชื่อไปตี้เป็นคนแรกในรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบ เสียงปรบมือก็ดังก้อง
เหล่านักศึกษาของสถาบันต่างโล่งอกกับผลลัพธ์นี้
“ดีที่ไปตี้ผ่านเข้ารอบนะ”
“หวุดหวิดเลย เขียนได้ห้าบทได้เข้ารอบชิงพอดี ไม่งั้นถ้าขาดไปนิดเดียวคงตกรอบแล้ว!”
“แต่หลายคนก็เขียนแค่ห้าบทเหมือนไปตี้นะ รอบนี้โจทย์โดยรวมยากขึ้น ทำได้ห้าบทก็นับว่าเยี่ยมแล้วละ”
“เพราะรอบแรกไปตี้เด่นเกินไปต่างหาก!”
“เด่นจนฉันคิดว่าเขาจะเขียนได้เจ็ดแปดบทในรอบสองเลย!”
“จะง่ายขนาดนั้นได้ยังไงกัน”
“ฉันว่าต่อให้พวกยอดฝีมือโคลงคู่มาแข่งรอบนี้เอง ยังยากจะคิดโคลงรองได้ครบทุกบทอยู่ดี ยังไงเวลาก็จำกัด”
“ทำไมยังไม่ได้ยินชื่อเจียงเทาละ?”
“โธ่!”
“เจียงเทาเขียนได้ตั้งแปดบท!?”
ระหว่างที่ผู้ชมกำลังถกเถียงกัน ในที่สุดพิธีกรก็ประกาศชื่อของเจียงเทาออกมา
นักศึกษาคนนี้จากวิทยาลัยศิลปะฉีโจวสามารถแต่งโคลงรองได้ถึงแปดบทในรอบนี้!
รอบสองนี้เจียงเทานี่แหละทำได้มากที่สุด!
เหมือนที่คาดไว้ พิธีกรก็กล่าวชมเชยไปชุดใหญ่
“เจียงเทาผู้ที่ทำผลงานโดดเด่นที่สุดในรอบแรกและตอบได้มากที่สุดมาถึงรอบสองก็ยังคงเป็นคนที่เขียนได้มากที่สุด”
“มีเพียงข้อสองกับข้อสี่เท่านั้นที่นักศึกษาเจียงเทาไม่ได้เขียนออกมา เชิญทุกท่านชมที่จอยักษ์ได้เลยค่ะ…”
บนจอยักษ์ปรากฏผลคำตอบของเจียงเทา จากนั้นผลคำตอบของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ก็ทยอยปรากฏขึ้นบนจอใหญ่ด้านหลังเวทีเช่นกัน
ในไลฟ์สดออนไลน์ บรรดาแฟนคลับของไปตี้เศร้าสร้อยลงเล็กน้อย
‘เจียงเทานี่ฝีมือเก่งไม่เบาเลยนะ’
‘เป็นดาวรุ่งของฉีโจวจริงๆ!’
‘รอบแรกคนที่เขียนได้มากสุดก็เจียงเทา ไปตี้ได้เปรียบตรงข้อพิเศษข้อสุดท้ายถึงแย่งซีนเขามาได้’
‘รอบสองไปตี้ดูแผ่วลงไปหน่อย’
‘เสียดายจัง’
‘นึกว่าไปตี้จะเก่งกว่าเจียงเทาซะอีก’
‘หืม?’
‘พวกเธอลองดูคำตอบของไปตี้สิ!’
‘ประณีตมาก!’
ผลคำตอบในอินเทอร์เน็ตออกมาแล้ว โจทย์โคลงต้นเดียวกันแต่ผู้เข้าแข่งขันต่างคนกลับตอบโคลงรองต่างกันไป
ท่ามกลางคำตอบมากมายเหล่านั้น โคลงรองของไปตี้เห็นได้ชัดว่าเป็นระเบียบที่สุดและโดดเด่นที่สุดด้วย!
เช่นโคลงต้นบทแรกคือ [หอชมสายนที หอริมชลธี เฝ้ามองสายน้ำ หอคู่สายน้ำชั่วกาล สายน้ำคู่หอชั่วกาล]
ส่วนโคลงรองของไปตี้คือ [บ่อสะท้อนจันทรา สะท้อนเงาจันทรา บ่อกลางนภา เผยเงาจันทร์ บ่อคู่เงาจันทร์หมื่นปี เงาจันทร์คู่บ่อหมื่นปี]
ทุกด้านรับกันได้อย่างยอดเยี่ยม!
โคลงต้นบทที่สองคือ [ไผ่เขียวกลางลม ลมพลิกไผ่เขียว ไผ่พลิกพลิ้วลม]
โคลงรองของไปตี้คือ [เหมยขาวกลางหิมะ หิมะสะท้อนเหมยขาว เหมยขาวสะท้อนหิมะ]
รับกันได้งดงามไม่แพ้กัน!
โคลงต้นบทที่สามคือ [ไหมนั้นคือแมลงแห่งหล้า]
โคลงรองของไปตี้คือ [หงส์คือวิหคแห่งชายนที]
ความหมายและอารมณ์ที่สื่อสวยงามกลมกลืนเหมือนกัน!
ส่วนโคลงต้นบทที่สี่คือ [หงส์ฟ้าร่วงสู่อู๋ถง อู๋ถงร่วงรับหงส์ฟ้า]
ไปตี้ตอบด้วย [มุกคล้องเคียงหยกงาม หยกคล้องเคียงมุกวิไล] จับคู่ไร้ที่ติ!
โคลงต้นบทที่ห้าเรียกว่า [ใต้ชายคาแมงมุมถักใยด้วยใจระซิง]
ไปตี้ตอบว่า [หน้าลานกว้างไส้เดือนกอบดินด้วยใจทั้งสิ้น] ทุกคำรับกันอย่างพอดิบพอดี!
ไม่เหมือนผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ แม้หลายๆ บทจะตอบได้เหมือนกันแต่อารมณ์ที่สื่อก็ยังด้อยไปบ้าง หรือไม่ก็จับคู่ไม่สมบูรณ์ดูฝืนๆ อยู่เล็กน้อย
ขนาดเจียงเทาเองก็ยังมีปัญหาด้านนี้อยู่บ้าง ข้อค้นพบนี้ทำให้แฟนคลับของไปตี้ดีใจไม่น้อย
‘ถึงไปตี้จะไม่ได้ตอบมากที่สุดแต่คำตอบของเขาก็ดีที่สุด ตรงนี้พวกนายยอมรับใช่ไหมล่ะ?’
‘ไม่ผิด’
‘ห้าบทที่ตอบมาดีจริงๆ!’
‘หรือว่าไปตี้ไม่อยากฝืนต่อกลอนเหมือนคนอื่นเลยเขียนแค่ห้าบทสินะ?’
‘ถ้าเขาไม่เข้มงวดขนาดนั้นไม่แน่อาจทำได้สักหกหรือเจ็ดข้อก็ได้’
‘อย่าอ้างเลยน่าฉันยอมรับว่าไปตี้ตอบได้ดีมากแต่อย่าเพิ่งสรุปว่าเขาตั้งใจไม่ตอบข้ออื่นเพียงเพราะความเคร่งครัดตามที่ว่าหรอกนะ’
‘โคลงคู่ยากมากที่จะแต่งให้สมบูรณ์แบบ เกณฑ์ของกรรมการแค่พอผ่านมาตรฐานได้ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว’
‘บอกได้แค่ว่าไปตี้มีของอยู่แต่ก็ยังไม่มากพอ ถึงฉันจะเป็นแฟนคลับก็ต้องยอมรับข้อนี้’
ในสถานที่จัดงาน ผู้เข้าแข่งขันที่ตกรอบได้ลงจากเวทีแล้วผ่านรอบนี้ไป
ตอนนี้บนเวทีเหลือผู้เข้าแข่งขันเพียงสิบเอ็ดคน พิธีกรเริ่มคุมเวทีเชิญกรรมการทั้งสามท่านออกมาวิจารณ์โคลงรองของผู้เข้าแข่งขันทั้งสิบเอ็ดคน
ผลการวิจารณ์ต่อเนื่องออกมาใกล้เคียงกับสิ่งที่ชาวเน็ตคาดไว้ โคลงรองหลายบทที่หลินจือไป๋แต่งเป็นบทที่ดีที่สุด!
ตรงนี้ทำให้บรรดานักศึกษาวิทยาลัยศิลปะฉินโจวที่อยู่ในงานรู้สึกปลื้มใจอย่างมาก
“เน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ! ไปตี้เลือกเส้นทางคุณภาพ! โคลงรองห้าบทล้วนยอดเยี่ยมที่สุด!”
“เดี๋ยวนะ”
“พวกเธอสังเกตอะไรแปลกๆ ไหม?”
“ห้าข้อที่ไปตี้ตอบดูเหมือนจะเป็นห้าข้อแรกพอดี”
“โคลงต้นห้าข้อแรกนี่ก็เป็นโจทย์ที่ห้ายอดฝีมือโคลงคู่ช่วยกันคิดออกมาแบบกะทันหันตามคำขอของตัวแทนฉีโจวด้วย!”
“นายจะสื่ออะไร? หรือว่ายอดฝีมือโคลงคู่ทั้งห้าก็จะแอบบอกโจทย์ไปตี้เหมือนกัน”
“เธอคิดไปถึงไหนแล้วเนี่ย!”
“ฉันแค่สงสัยว่าไปตี้อาจจะ…”
“โอ้ ไม่น่าใช่หมัง?”
คำตอบของไปตี้เป็นระเบียบแบบแผนเกินไปพอดีกับห้าข้อแรกเป๊ะ จุดนี้ไม่ให้คนสังเกตเห็นก็คงยาก!
ตามคาดไม่นานนักพิธีกรก็สังเกตเห็นจุดนี้เช่นกัน
พิธีกรสาวกะพริบตาปริบๆ แล้วเอ่ยว่า
“คำตอบของคุณหลินจือไป๋น่าสนใจดีนะคะ ห้าข้อแรกพอดีเลย…”
“ฉันเองก็อยากพูดเรื่องนี้เหมือนกัน”
คุณยายจ้าวบนที่นั่งกรรมการเอ่ยเรียก
“หลินจือไป๋”
“ครับอาจารย์เชิญพูดได้เลยครับ”
หลินจือไป๋ขานรับสั้นๆ
คุณยายจ้าวกล่าว
“ทำไมเธอถึงตอบแค่ห้าข้อแรกละ?”
หลินจือไป๋ตอบ
“เลี่ยงข้อครหาครับ”
คุณยายจ้าวกล่าว
“เพราะห้าข้อแรกถูกเปลี่ยนกะทันหัน ส่วนห้าข้อหลังถูกกำหนดไว้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน เธอเลยตอบเฉพาะห้าข้อแรก จงใจไม่แตะห้าข้อหลังก็เพื่อเลี่ยงข้อครหากลัวว่าจะมีคนกล่าวหาว่าเธอได้โจทย์จากทางมหาวิทยาลัยอีกใช่ไหม?”
“ว่าแบบนั้นก็ได้ครับ”
ความจริงหลินจือไป๋ไม่ได้ทำเพื่อเลี่ยงข้อครหาหรอก เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลย
ที่จงใจตอบแค่ห้าข้อแรกก็เพื่อย้อนศรกลับไปบ้างเท่านั้นเอง
ในเมื่อพวกเขาตั้งข้อสงสัยวามหาวิทยาลัยบอกโจทย์ให้ฉันแล้ว ฉันจะใชวิธีนี้ทำให้วิทยาลัยฉีโจวหน้าชากลับบ้างไม่ได้หรือไง?
เป้าหมายของหลินจือไป๋สำเร็จแล้ว ทันทีที่เขาพูดคำว่า ‘เลี่ยงข้อครหา’ ออกมา ทั้งงานก็ฮือฮาขึ้นในพริบตา สีหน้าของทุกคนล้วนเปลี่ยนไปถ้วนหน้า!