ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 274 ศึกเดียวแจ้งเกิด!
ผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศต่างไม่รู้ว่าแต่ละคนออกโคลงต้นว่าอะไร ทุกคนจึงฮึดสู้เต็มที่
“ต่อไปขอเชิญต้อนรับปรมาจารย์โคลงคู่ทั้งห้าท่านเข้าสู่สนามค่ะ!”
พิธีกรสาวสวยบนแท่นประธานเชิญปรมาจารย์โคลงคู่ห้าท่านที่ได้สิทธิ์เข้ารอบชิงทันทีออกมา
“โจวไท่!”
“อวี่เหวินเยว่!”
“ลู่หยวน!”
“ลี่หงหยวน!”
ปรมาจารย์โคลงคู่ทั้งห้านี่ชื่อของแต่ละคนล้วนมาพร้อมคำนำหน้าที่ยาวเหยียด
ทั้ง ‘สมาชิกสหพันธ์วรรณศิลป์’ เอย ‘แชมป์การประกวดโคลงคู่ครั้งที่…’ เอย ‘นักเขียน’ เอย หรือสมาชิกสมาคมนักเขียนของภูมิภาคแห่งหนึ่ง เป็นต้น
ในจำนวนนั้นปรมาจารย์โคลงคู่จากฉีโจวที่ชื่อโจวไท่อาวุโสสูงสุด
ตอนที่เขาออกมาแม้แต่คณะกรรมการทั้งสามยังลุกขึ้นปรบมือ
ดูท่าแล้วบารมีในวงการของเขาจะสูงที่สุดในบรรดาห้าคน อีกทั้งในการแนะนำตัวยังบอกด้วยว่าเขาไม่เพียงเป็นปรมาจารย์โคลงคู่หากแต่ยังเป็นครูกวีผู้ยิ่งใหญ่ด้วย
พิธีกรเอ่ยต่อ
“หลังจากผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนออกโจทย์แล้ว ผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะมีเวลาไตร่ตรองและตอบสิบนาทีค่ะ”
“หากภายในสิบนาทีไม่สามารถต่อได้ ผู้ออกโจทย์ก็จะได้คะแนน”
“ต่อไปให้ผู้เข้าแข่งขันของเราเจียงเทาเป็นคนออกโจทย์ก่อน”
“บนโต๊ะของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ จะมีปุ่มอยู่ กดปุ่มแล้วสามารถตอบเป็นปากเปล่าได้”
“แต่ละคนจะมีโอกาสตอบเพียงครั้งเดียว ถ้าพูดไม่ชัดก็สามารถเขียนลงกระดาษได้ค่ะ ทุกคนมีหมายเลขของตนเอง”
หลินจือไป๋ได้หมายเลข ’16’ ซึ่งคณะกรรมการเป็นผู้จัดลำดับ
หลักๆ เพราะมองว่าโคลงคู่ชั่วกาลของเขาแข็งแกร่ง จึงตั้งใจให้เขาปิดท้าย
เพียงแต่ผู้เข้าแข่งขันกับผู้ชมไม่รู้ คิดว่าเป็นการจัดแบบสุ่ม
การแข่งขันเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ เจียงเทากล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า
“โคลงต้นของผมคือ ‘วานเคาะกระดานค้นหาจื่อลู่’ (ทางเดินหมาก)”
วานเคาะกระดานค้นหาจื่อลู่?
เมื่อกลอนนี้ปรากฏ ทุกคนแทบจะมีสีหน้าลำบากใจ
แต่ละคนล้วนเป็นมืออาชีพ เห็นปุ๊บย่อมรู้ว่าโคลงต้นนี่ไม่ง่ายเลย
ความหมายชั้นแรกคือ เมื่อคืนวานเล่นหมากไม่รู้ตาต่อไปควรลงหมากตรงไหน จึงคีบหมากเคาะโต๊ะช้าๆ เพื่อมองหาจุดลงหมากในก้าวถัดไป
ถ้ามีเพียงความหมายชั้นเดียวนี้ก็ต่อได้ไม่ยาก ทุกคนในที่นี้ต่างก็ลองดูได้
แต่โคลงต้นบทนี้ยังมีความหมายชั้นที่สองอยู่อีก
เพราะ ‘จื่อลู่’ เป็นศิษย์ของขงจื่อ ในที่นี้จึงอาจตีความเป็นชื่อบุคคลได้
ดังนั้นคำว่า ‘ค้นหาจื่อลู่’ จึงตีความได้ว่า ในใจโหยหาปราชญ์ อยากตามหาศิษย์เอกของขงจื่ออย่างจื่อลู่มานั่งเล่นหมากเป็นเพื่อน…
“โคลงต้นนี้แยบยลมาก”
แม้แต่ปรมาจารย์โคลงคู่ทั้งห้าก็เริ่มจนใจ
หลินจือไป๋กำลังจะตอบแต่ทันใดนั้นกลับเห็นปรมาจารย์โจวไท่กดปุ่มขึ้นมากะทันหัน
จากนั้นปรมาจารย์โจวไท่เอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า
“คำนี้บรรเลงพิณเสอบรรจบเสียงชุนเชิง”
เจียงเทาสีหน้าเปลี่ยน ค้อมมือคารวะ
“อาจารย์โจวช่างปราดเปรื่องจริงๆ ศิษย์นับถือ!”
โคลงรองงดงามมาก!
เพราะตัวอักษรสองตัวท้ายในโคลงรองนี้ไม่ใช่แค่ความหมายตามตัวอักษร แต่ยังเป็นชื่อมหาเสนาบดีผู้เลื่องชื่อในอดีตกาลของบลูสตาร์ด้วย!
“โจวไท่ได้คะแนน!”
กรรมการทั้งสามสบตากัน เห็นพ้องว่าโคลงรองนี้ไร้ที่ติ
เวลานี้เองหลินจือไป๋ก็กดปุ่มบนโต๊ะเช่นกัน ทำให้ในงานฮือฮาทันที!
“ใช้ได้!”
“ไปตี้เจ๋งมาก!”
“เสียดายช้ากว่าโจวไท่ไปก้าวหนึ่ง”
“ยังไงโจวไท่ก็เป็นปรมาจารย์โคลงคู่ตัวท็อปนี่นะ”
“ไปตี้ตามหลังมาติดๆ ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว”
“จะต่อได้ไหม?”
“ความหมายสอดรับกันแล้ว สองตัวท้ายยังต้องเป็นชื่อบุคคลในยุคโบราณอีก นี่แหละจุดที่ยากที่สุดของโคลงต้นบทนี้”
ท่ามกลางความฮือฮา หลินจือไป๋เอ่ยว่า
“เช้านี้ส่องกระจกเห็นเหยียนหุย”
ผู้ชมชะงักไป คณะกรรมการทั้งสามก็อึ้งตะลึง
วินาทีถัดมาเป็นเสียงปรบมือกึกก้องทั่วทั้งหอประชุม!
“หลินจือไป๋ได้คะแนน!”
คุณยายจ้าวยิ้มเอ่ยว่า
“ควันหมอกเคาะกระดานค้นหาจื่อลู่ เช้านี้ส่องกระจกเห็นเหยียนหุย โคลงรองบทนี้เข้าคู่กันมากกว่าของอาจารย์โจวไท่ซะอีก เพราะจื่อลู่เป็นศิษย์ของขงจื่อ เหยียนหุยก็เป็นศิษย์ของขงจื่อเหมือนกัน…”
โจวไท่ยิ้มแหย เดิมคิดว่าตัวเองได้คะแนนนำไปแล้ว คาดไม่ถึงว่าหลินจือไป๋จะต่อได้ดีกว่าตน!
‘จื่อลู่เข้าคู่เหยียนหุย’ ช่างยอดเยี่ยม!
เหยียนหุยเป็นศิษย์ของขงจื่อ อีกทั้งชื่อยังสื่อความหมายถึงใบหน้าที่คืนความอ่อนเยาว์ เข้าคู่กับ ‘เช้านี้ส่องกระจก’ ได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว!
ในใจของเจียงเทาขมขื่นแต่ปากก็จำต้องยอมรับว่า
“เข้าคู่ได้ดี”
ต่อมามีปรมาจารย์โคลงคู่อีกสองท่านต่อออกมาได้ แต่น่าเสียดายที่มาตรฐานยังด้อยกว่าโคลงรองของหลินจือไป๋อยู่เล็กน้อย
ถึงขั้นสู้ของโจวไท่ก็ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ
ส่วนคนอื่นๆ คิดอยู่สิบนาทีก็ยังคิดไม่ออก
บนจอขนาดใหญ่ปรากฏตารางอันดับคะแนน
เจียงเทามี 12 คะแนนเป็นอันดับหนึ่งอยู่ในขณะนี้ เพราะโคลงต้นของเขามีถึงสิบสองคนที่ต่อไม่ได้ กระทั่งรวมถึงปรมาจารย์โคลงคู่สองท่านด้วย!
ส่วนหลินจือไป๋กับปรมาจารย์โคลงคู่สามท่านที่ต่อกลอนได้ ต่างก็ได้รับไปคนละห้าคะแนน
“ขอเชิญผู้เข้าแข่งขันคนที่สองออกโจทย์ได้…”
โคลงต้นของผู้เข้าแข่งขันคนที่สองไม่ยากเท่าของเจียงเทาแต่ก็ไม่ง่าย ออกมาว่า
“ปูทั้งกายหุ้มเกราะทั่วตัว”
อย่าคิดว่าโคลงต้นนั้นคิดกันได้ง่ายๆ การออกโคลงต้นที่มีระดับความยากก็สะท้อนฝีมือโคลง
คราวนี้หลินจือไป๋ไม่ถ่อมตัว กดปุ่มทันที เอ่ยตอบไปพลางว่า
“หงส์ทั่วสรรพางค์ลวดลายดุจบทกวี”
โคลงต้นเล่นคำสองนัย โคลงรองก็เล่นคำสองนัยเช่นกัน
คำว่า ‘ทั่วสรรพางค์ลวดลายดุจบทกวี’ นี้เป็นทั้งคำชมพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ และยังบรรยายลวดลายบนร่างของหงส์ด้วย
โจวไท่ตามมาติดๆ ต่อออกมาว่า “แมงมุมท้องอัดแน่นด้วยคัมภีร์” ซึ่งก็มีนัยเปรียบตนว่า “ท้องอัดแน่นด้วยวิชาการ” เช่นกัน
รอบนี้ทั้งสองถือว่าได้โชว์ฝีมือกันไป แต่ในแง่สุนทรียภาพแล้วหลินจือไป๋กินขาดเล็กน้อย
ถัดมาก็มีคนต่อว่า “มดทั่วกายสวมอาภรณ์นักรบ” ทํานองนี้ บางอันฝืนโยงไปหน่อยออกแนวตีความได้สองทาง จึงยังห่างชั้นจากของหลินจือไป๋กับของโจวไท่อยู่มาก
จากนั้นคนที่สามออกโจทย์ว่า “บนภาพมีดอกบัว ภาพวาดภิกษุ”
โอ้โห!
โคลงคู่แบบย้อนอ่าน!
ที่เรียกว่าโคลงคู่แบบย้อนอ่านก็คือโคลงต้นบทนี้ไม่ว่าจะอ่านจากหน้าหรืออ่านกลับหลัง เสียงอ่านก็เหมือนกันทุกประการ!
คราวนี้ระดับความยากเพิ่มขึ้นอีกแล้ว!
พวกผู้เข้าแข่งขันต่างขบคิดกันสุดกำลัง เพื่อเข้ารอบชิงชงโคลงต้นที่ยากที่สุดที่ตัวเองจะงมได้ออกมา!
ขณะที่ผู้ชมเริ่มถกเถียงกัน เสียงบิ๊บดังขึ้น หลินจือไป๋กดปุ่มก่อนพูดอย่างใจเย็นว่า
“ในห้องหนังสือมีจารึก หนังสือบัณฑิต”
จริงๆ แล้วมีโคลงรองที่ดีกว่านี้กล่าวว่า “คัดตามต้นฉบับสมัยฮั่น หอขุนนางอักษรเขียน” แต่เสียดายที่โลกนี้ไม่มีราชวงศ์ฮั่น หากหลินจือไป๋ใช้บทนั้นคงกลายเป็นเรื่องตลก
จึงเลือกใช้โคลงรองที่รองลงมาแทน ถึงอย่างนั้นหลินจือไป๋ก็ทำเอาผู้ชมตะลึงได้อยู่ดี!
โคลงรองบทนี้ก็เป็นแบบย้อนอ่าน อ่านตรงหรืออ่านย้อนก็ไม่มีปัญหาเลย!
ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ก็พากันตกตะลึงเช่นกัน
แม้แต่ปรมาจารย์โคลงคู่ทั้งห้าก็ยังถึงกับปวดหัว…
ไว!
หมอนี่ตอบสนองไวเกินไปแล้ว!
ในบรรดาปรมาจารย์โคลงคู่อีกไม่กี่ท่าน แม้จะมีคนต่อขึ้นมาได้แบบพอถูไถ
เช่นโจวไท่ต่อว่า “เขียนคัมภีร์ใหม่ หนังสือใจโลหิต”
แต่ทั้งในด้านความเร็วและคุณภาพก็ยังเป็นรองไปตี้อยู่เล็กน้อย!
ความจริงโจวไท่เริ่มเหงื่อซึมเล็กน้อยแล้ว หลินจือไป๋นี่ร้ายกาจเกินไปแล้ว กดหัวเราได้ทุกครั้งเลย!
ถึงขั้นว่า… โจวไท่ต่อโคลงหลายบทมานี่ก็แอบรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ใต้เงาของอีกฝ่ายตลอด!
และความรู้สึกนี้ก็ยิ่งทวีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ!
เพราะเมื่อออกโคลงต้นอีกหลายบท หลินจือไป๋ก็ตอบเป็นคนแรกทุกครั้ง แถมโคลงรองยังมีคุณภาพสูงกว่าคนอื่นเสมอ!
หลังจากต่อเนื่องสิบบท หลินจือไป๋กวาดไปห้าสิบคะแนน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง!
โจวไท่ก็ห้าสิบคะแนนเท่ากัน เป็นอันดับหนึ่งร่วมกับหลินจือไป๋
แต่ทุกคนก็รู้ดีแก่ใจว่า ถ้านับทั้งความเร็วและคุณภาพของการเข้าคู่โคลงต้นรอง โจวไท่ควรจัดเป็นอันดับสอง…
ถัดไปก็คือปรมาจารย์โคลงคู่อีกสี่ท่าน จากนั้นถึงเป็นเจียงเทาและบรรดานักศึกษาที่เข้ารอบชิง
ด้านล่างเวทีผู้ชมในงานแทบจะร้องโวยวาย!
“ต่อได้แล้ว!”
“ต่อได้อีกแล้ว!”
“ไปตี้โหดสุดๆ!”
“โคลงต้นพวกนี้ระดับความยากไม่ธรรมดาเลย แต่ไปตี้ตอบได้เร็วเกือบทุกครั้ง!”
“มีแค่ข้อแรกที่ไปตี้ช้ากว่าโจวไท่หนึ่งก้าว แต่ถึงจะช้ากว่า กลอนของไปตี้ก็ดีกว่า!”
“เวอร์เกินไปแล้ว!”
“เขาลื่นไหลไม่สะดุดเลยสักนิด!”
“เจ๋งสุดๆ!”
“ฮ่าๆๆๆ ปรมาจารย์โคลงคู่ทั้งห้าถูกกดไว้หมดเลย มีแค่โจวไท่คนเดียวที่พอประมือกับไปตี้ได้!”
“ทำไมฉันรู้สึกว่าโจวไท่เองก็เริ่มจะรับมือไม่ไหวแล้ว?”
ผู้ชมในงานทั้งตื่นเต้นทั้งตะลึง
ตื่นเต้นที่หลินจือไป๋โชว์ฟอร์มดุดันเกินไป เชิดหน้าชูตาให้วิทยาลัยศิลปะฉินโจวได้อย่างดี
แล้วก็ตะลึงในความดุดันของหลินจือไป๋เช่นเดียวกัน เขายังเป็นหนุ่มอายุน้อยแต่กลับกดปรมาจารย์โคลงคู่ทั้งห้าไว้ได้อยู่หมัด!
ปรมาจารย์คืออะไร?
ปรมาจารย์ก็คือผู้ทรงอำนาจทางวิชา!
ปรมาจารย์คือสัญลักษณ์ของจุดสูงสุดในสาขาหนึ่ง!
หลินจือไป๋กดปรมาจารย์ลงได้ก็แปลว่า เขาเองก็เป็นปรมาจารย์โคลงคู่คนหนึ่งเช่นกัน
หรือกระทั่งเป็นปรมาจารย์ระดับแนวหน้าเลยก็ว่าได้!
ในไลฟ์ออนไลน์ ชาวเน็ตที่กำลังดูก็ถึงกับอึ้ง!
หลายคนเพิ่งกดเข้ามาเพราะเห็นแฟนคลับของไปตี้โปรโมตชวนเชิญ
คนเหล่านี้ไม่ได้ดูการแข่งขันก่อนหน้านี้ แต่ฉากตรงหน้าก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขานิ่งไปสนิท!
‘เชี่ย!’
‘นี่ไปตี้จะคว้าแชมป์แล้วเหรอ?’
‘เขาเก่งได้ขนาดนี้ได้ยังไง!’
‘สุดยอด!’
‘โฉมหนุ่มน้อยผู้เปี่ยมวรรณศิลป์เจิดจรัส!’
‘ที่ผ่านมาฉันแค่รู้ว่าไปตี้เก่งเรื่องแต่งทำนอง เขียนเนื้อเพลงก็ใช้ได้ แต่ก็แค่ใช้ได้เท่านั้น ไม่คิดเลยว่าความสามารถของเขาจะสูงขนาดนี้!’
‘หรือว่าเขาถนัดกลอนย้อนอ่าน?’
‘จู่ๆ ก็อยากรู้เลยว่าฝีมือการออกโคลงต้นของไปตี้เป็นยังไง’
‘ยังไม่ถึงคิวเลย’
‘ถึงคิวโคลงต้นของปรมาจารย์โคลงคู่แล้ว!’
ปรมาจารย์โคลงคู่ท่านนี้ชื่อว่า ลู่หยวน โคลงต้นของเขาคือ
“ธาราภูผาทุกแห่งหนงดงามสดใส”
“หือ?”
“ดูเหมือนง่ายกว่าที่คิดนะ”
“นี่ก็กลอนซ้ำคำธรรมดาๆ ไม่ใช่เหรอ?”
พอโคลงต้นนี้ออกมา ผู้เข้าแข่งขันไม่น้อยก็พากันกดปุ่มรวมถึงหลินจือไปด้วย
หลินจือไป๋ต่อว่า ‘แดดส่องฝนโปรยทุกโมงยามดีงามน่าอัศจรรย์’
ลู่หยวนฟังรอบหนึ่งก็หัวเราะลั่น กล่าวว่า
“โคลงรองของทุกท่านผิดหมด โคลงบทนี้ของผมอ่านย้อนได้ ‘งดงามสดใสทุกหนแห่ง ภูผาธารา’…”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกมา ผู้เข้าแข่งขันที่เพิ่งตอบไปก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน
ที่แท้เป็นกับดัก!
ตอนแรกดูเหมือนโคลงซ้ำคำธรรมดา ที่ไหนได้เป็นแค่ฉากบังหน้า!
ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดจริงๆ!
แต่พอนึกได้ว่ารอบนี้แม้แต่หลินจือไป๋ก็พลาดเหมือนกัน ทุกคนก็รู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย
แต่แล้ว
หลินจือไป๋กลับกล่าวด้วยรอยยิ้มเช่นกัน “น่าอัศจรรย์ดีงามทุกโมงยามฝนโปรยแดดส่อง โคลงรองของผมก็อ่านย้อนกลับได้ไม่ใช่เหรอครับ”
สีหน้าลู่หยวนพลันเปลี่ยนไป
“โคลงต้นของฉันเวียนซ้ำไปมาได้ ที่ใดมีธาราสดใส ที่ใดมีภูผางดงาม ธาราภูผาทุกหนแห่งงดงามสดใส…”
“เหล่าลู่”
คราวนี้หลินจือไป๋ยังไม่ทันได้พูด โจวไท่ก็ยิ้มฝืดๆ พลางเอ่ยว่า “โคลงรองของนักเรียนหลินจือไป๋ก็เข้ากับฉันทลักษณ์เหมือนกัน แดดส่องดีงาม ฝนโปรยน่าอัศจรรย์ แดดส่องฝนโปรยทุกคราล้วนงดงามน่าอัศจรรย์”
“ฉันยอมเขาเลย”
ลู่หยวนถอนหายใจ กับดักทั้งหลายถูกหลินจือไป๋มองทะลุปรุโปร่ง โคลงรองของอีกฝ่ายล้วนพลิกแพลงเล่นคำ แต่โจวไท่นี่จะพล่ามอะไรนักหนา?
“เขาต่อได้ แล้วนายล่ะต่อได้ไหม?”
ลู่หยวนโกรธจนหน้าแดง ควันออกหูจ้องเขม็งไปที่โจวไท่
โจวไท่ชะงักไป เงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนส่ายมืออย่างจนใจแล้วพูดว่า
“ต่อไม่ได้”
นี่เป็นโคลงต้นข้อแรกที่โจวไท่ต่อไม่ออก
และเพราะโคลงต้นข้อนี้โจวไท่ต่อไม่ได้ คะแนนของเขาจึงตกมาอยู่อันดับสอง หลินจือไป๋จึงกลายเป็นอันดับหนึ่งในตอนนี้
“นี่ไป๋ตี้กำลังจะคว้าแชมป์แล้วใช่ไหม?”
ผู้ชมเห็นคราวนี้โจวไท่ต้านไม่ไหวแล้ว ต่างก็กลั้นหายใจเฝ้ารอ เพราะการแข่งขันใกล้จะสิ้นสุดเต็มที!
ในตอนนี้เอง
ปรมาจารย์โคลงคู่คนที่สองออกโรง
ปรมาจารย์ “ที่นี่สงบสุขจะอยู่ยั้งนานหรือ?”
ไป๋ตี้ “คนผู้นั้นใจดี จึงไม่โศกเศร้าเลย”
ปรมาจารย์ “ที่ฉันหมายถึงคือ ที่แห่งนี้สงบสุข สามารถอยู่ได้ตลอดไป”
ไป๋ตี้ “ที่ผมหมายถึงคือ คนคนนั้นดี จึงไม่โศกเศร้า”
วัฒนธรรมภาษาจีนกว้างใหญ่ลึกซึ้ง ในโคลงคู่นั้นเหมาะนักที่จะวางกลลวง แต่กับดักทำนองนี้เห็นได้ชัดว่าใช้ไม่ได้ผลกับหลินจือไป๋
“…”
ปรมาจารย์คนที่สองถอยออกไป
ปรมาจารย์คนที่สามกัดฟันเอ่ยว่า “ทะเลกว้างไร้ขอบ ฟ้าเป็นฝั่ง!”
หลินจือไป๋มองตารางคะแนนพลางกล่าว “ภูผาสูงสุดปลาย ข้าคือยอด!”
ปรมาจารย์คนที่สี่ตัดสินใจใช้ไม้ตาย “ปากเดียวกลืนได้สองน้ำพุสามคงคาสี่สมุทรห้าทะเลสาบ!!”
นี่คือโคลงคู่ปริศนา!
ในการแข่งขันโคลงคู่ที่เป็นทางการ โดยทั่วไปจะไม่ใช้กัน เพราะดูเป็นการเล่นลูกไม้เกินไป ต้องทายปริศนาก่อนจึงจะต่อได้ ปรมาจารย์ท่านนี้ก็คงร้อนใจ อยากให้หลินจือไป๋แพ้บ้างสักครั้ง
แต่หลินจือไป๋เพียงเอ่ยเรียบๆ ว่า
“หัวใจเดียวดายกล้าก้าวสู่ประตูหมื่นบ้านแสนเรือนทั่วทศทิศ!”
อย่ามองว่าโคลงคู่นี้ดูยิ่งใหญ่โอ่อ่าเลย แท้จริงแล้วปริศนาของมันก็แค่ ‘กระติกน้ำร้อน’ เท่านั้นเอง
แม้รอบนี้ผู้ชมจะไม่เข้าใจนัก แต่พอกรรมการอธิบาย ทุกคนจึงได้รู้ถึงเล่ห์กลในนั้น
“วีรบุรุษย่อมปรากฏในวัยเยาว์!”
ปรมาจารย์โคลงคู่ท่านนั้นยกนิ้วให้เลย
ท้ายที่สุด…
ก็ถึงตาของโจวไท่ออกโจทย์แล้ว!
โจวไท่มองตารางคะแนน ก็รู้ดีว่าตนเองหมดโอกาสชนะแล้ว การแข่งครั้งนี้ชะตากำหนดให้ได้เพียงรองแชมป์ เว้นเสียแต่โคลงต้นที่หลินจือไป๋ออกมาจะถูกทุกคนไขออกได้!
จะเป็นไปได้หรือ?
โจวไท่ถอนหายใจ รู้ว่าความเป็นไปได้นั้นริบหรี่ งั้นตนก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนอะไรอีกแล้ว จึงค้อมมือให้หลินจือไป๋แล้วกล่าวว่า
“สายน้ำเขียวใสไร้กังวล เพียงสายลมพัดจึงเกิดระลอก”
หลินจือไป๋ตอบกลับด้วยมารยาท “ขุนเขาเขียวหาได้แก่…แต่หิมะโปรยจนยอดขาว”
ไม่ใช่กลอนกลหรือกลอนกับดักอะไร โคลงต้นนี้เปี่ยมด้วยความหมายที่งดงามยิ่ง
โคลงรองที่หลินจือไป๋ให้มาก็ซาบซึ้งไม่แพ้กัน กระทั่งโคลงต้นและรองประสานความงามเป็นหนึ่งเดียว!
อ่านหนึ่งครั้งสัมผัสถึงความคล้องจอง อ่านอีกครั้งเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งกวี ยิ่งพินิจยิ่งเกิดภาพพจน์นับหมื่นพัน แฝงปรัชญาแห่งชีวิตลึกซึ้ง!
ดวงตาโจวไท่พลันเปล่งประกายสว่างวาบ!
การแข่งขันครั้งนี้ ตนอาจจะแพ้ แต่โคลงรองที่หลินจือไป๋มอบให้มา…
ในความหมายหนึ่ง ตนก็เหมือนได้ชนะแล้ว!
เพราะโจวไท่มั่นใจเต็มที่ว่าโคลงคู่นี้จะถูกผู้คนสืบสานเล่าขานไปทั่วหล้า!
เจ้าหนุ่มน้อยคนนี้…
ทำให้ตนประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้!
“เข้าคู่งดงาม!”
ปรมาจารย์โคลงคู่อีกสี่ท่านก็ถูกพิชิตเช่นกัน!
ผู้ชมทั้งงานถึงกับระเบิดเสียงปรบมือกึกก้องราวกับเสียงฟ้าผ่า!
“แข็งแกร่ง!”
“แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!”
“ช่างเป็นโคลงคู่ที่งดงามเหลือเกิน!”
“สายน้ำเขียวใสไร้กังวล เพียงสายลมพัดจึงเกิดระลอก…ขุนเขาเขียวหาได้แก่ แต่หิมะโปรยจนยอดขาว ช่างงดงามเหลือเกิน!”
“ไป๋ตี้ได้คะแนนนี้น่าจะชนะแล้วใช่ไหม?”
“น่าจะใกล้แล้วล่ะ…”
“ความเป็นไปได้เดียวที่ไป๋ตี้จะพลาด คือโคลงต้นถูกทุกคนแก้ออก!”
“คงไม่พลาดหรอกมั้ง?”
“โอกาสไม่น่าสูง ไป๋ตี้ต่อโคลงเก่งขนาดนี้ ระดับการออกโจทย์ก็คงไม่ด้อยแน่”
แต่คำพูดนี้เป็นความคิดของคนนอกวงการ
ต่อโคลงเก่งแล้วใช่ว่าจะออกโคลงได้เก่งเสมอไป
เพราะการออกโคลงต้นก็ยากไม่แพ้การต่อโคลงรองเลย
ต้องคำนึงถึงตรรกะหลายอย่าง แถมยังต้องรักษาระดับความยาก นี่ก็เหมือนผู้ที่ทำข้อสอบกับผู้ที่ออกข้อสอบในวิชาคณิตศาสตร์
เซียนทำข้อสอบ ไม่จำเป็นต้องเป็นเซียนออกข้อสอบ!
และในตอนนี้เอง
พิธีกรเหลือบมองตารางคะแนนแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ต่อไปคือโจทย์สุดท้ายในรอบชิงของเราแล้ว ผู้ออกโจทย์คือหลินจือไป๋ค่ะ!”
“สหายหลิน ฉันตั้งตารอโคลงต้นของนายอยู่เลย”
โจวไท่ยิ้มพลางพูด ในใจเขาไม่ได้มองหลินจือไป๋เป็นเพียงรุ่นน้องหรือนักเรียนอีกต่อไป
อีกฝ่ายมีระดับโคลงคู่เหนือกว่าตน ตามธรรมเนียมของวงการวรรณกรรม ตนจำเป็นต้องมอบความเคารพอย่างเต็มที่!
ปรมาจารย์โคลงคู่คนอื่นๆ ก็มองไปทางหลินจือไป๋ด้วยรอยยิ้ม
แม้แต่เจียงเทาที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงตัวประกอบไปแล้วก็ยังอดใจคันไม้คันมือไม่ได้
วันนี้หลินจือไป๋ฉายแสงโดดเด่น ทั้งสนามไม่มีใครต้านได้ ท่วงท่าดั่งวีรบุรุษขวางด่านยากที่หมื่นทัพจะฝ่าได้!
แต่หาก…
เจียงเทาหมายถึงถ้าหากว่า…
เขาโชคดีต่อโคลงต้นของหลินจือไป๋ออกมาได้ล่ะก็ นั่นคงกู้ศักดิ์ศรีตัวเองกลับมาได้ครั้งใหญ่แน่!
แน่นอนว่า
เจียงเทาคิดเช่นนั้น
ปรมาจารย์โคลงคู่ทั้งห้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน
หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว “โคลงต้นของผมคือ ควันหมอกคลอรัดกิ่งหลิวเหนือสระ”
ฟึบ
ทันทีที่โคลงต้นนี้ออกมา ตัวอักษรก็ปรากฏบนจอใหญ่ของเวที
กรรมการทั้งสามสบตากันแย้มยิ้ม พวกเขารอคอยโคลงต้นนี้ของหลินจือไป๋มานานแล้ว
แต่แล้ว
เมื่อผู้ชมเห็นโคลงต้นนี้ ความคิดแรกในหัวกลับกลายเป็นว่า…
แค่นี้น่ะหรือ?
ไป๋ตี้ต่อโคลงเก่งขนาดนั้น แต่พอถึงคราวออกโคลงต้น กลับดูไม่เห็นมีระดับสูงส่งตรงไหน
หรือว่าเขาไม่ถนัดการออกโจทย์?
ถึงขนาดมีผู้ชมบางคนลองต่อโคลงรองออกมาทันทีว่า
“สายลมพัดดอกไม้ริมฝั่ง”
“ไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
“แบบนี้ใครๆ ก็ทำได้ใช่ไหมล่ะ?”
“ฝนสาดใบบัวในลำธารก็ใช้ได้เหมือนกันนี่”
“นี่มันโคลงต้นอะไรกันล่ะ แบบนี้ไม่ใช่ยื่นคะแนนให้คนอื่นฟรีๆ เหรอ?”
“แย่แล้ว!”
“รอบนี้มีแววตกม้าตายแหง!”
“พวกเรายังต่อได้ แล้วผู้เข้าแข่งขันรอบชิง หรือแม้แต่ปรมาจารย์โคลงคู่จะต่อไม่ได้เลยเหรอ?”
“ถ้าทุกคนต่อได้หมด แบบนี้โจวไท่ก็ได้แชมป์น่ะสิ?”
ผู้ชมเริ่มกระวนกระวาย
ความจริงพอเห็นโคลงต้นนี้ เจียงเทาบนเวทีก็อึ้งไปเหมือนกัน รู้สึกว่าโคลงต้นบทนี้มันง่ายเกินไปหน่อยแล้ว!
แต่ยังไงเจียงเทาก็มีฝีมืออยู่บ้าง
หรือพูดอีกอย่างก็คือ เจียงเทาไม่เชื่อว่าหลินจือไป๋จะออกโจทย์ได้แย่กว่าฝีมือต่อโคลงของอีกฝ่ายขนาดนั้น!
เขาจึงครุ่นคิดอีกครั้ง จู่ๆ สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป!
“ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน!?”
เจียงเทาค้นพบความน่ากลัวของโคลงต้นนี้แล้ว ที่แท้ทุกตัวอักษรล้วนซ่อนธาตุทั้งห้าอยู่ในส่วนประกอบ!
โธ่เว้ย!
ว่าแล้ว ระดับการออกโจทย์ของหลินจือไป๋จะไปแย่ได้ขนาดไหนกัน!
อีกด้านหนึ่ง
ปรมาจารย์โคลงคู่ทั้งห้าก็พลันเห็นถึงความล้ำลึกของโคลงต้นบทนี้ แต่ไม่มีใครเอ่ยปาก เพียงขมวดคิ้วคิดหนัก บางครั้งก็พึมพำเบาๆ ฟังไม่ออกว่าพูดอะไร
“มีทางแล้ว…”
โจวไท่รู้สึกว่าโคลงต้นนี้ยากเกินบรรยาย แต่ไม่ใช่ว่าจะไร้ทางออก บางทีเขาอาจคิดคำตอบได้
แต่…
พอครุ่นคิดไปมา เหงื่อเย็นก็เริ่มซึม
ไม่ชอบมาพากล!
โคลงต้นนี้เป็นแบบที่ตอนแรกมองเผินๆ จะรู้สึกว่าง่ายดาย แต่เพ่งดูจะพบว่ามันยากมาก หลังจากครุ่นคิดลึกๆ กลับพบว่ามันแทบจะไร้ทางแก้อย่างสิ้นเชิง!
โธ่เว้ย!
นี่มันโคลงคู่ชั่วกาลชัดๆ เลย!
ครุ่นคิดต่อเนื่องอยู่หลายนาที โจวไท่ก็ได้ข้อสรุป เขาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองกรรมการทั้งสามที่ยังนั่งอย่างสบายใจ แล้วยิ้มฝืดๆ กับตัวเอง
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าวันนี้เขา ‘ยิ้มฝืด’ ไปกี่ครั้งแล้ว
ไม่น่าแปลกใจเลยที่กรรมการทั้งสามจัดโคลงต้นของหลินจือไป๋ไว้เป็นโจทย์สุดท้ายในรอบชิง ที่แท้ก็เพื่อข่มขวัญทุกคน!
…
สามนาที
สี่นาที
ห้านาที
เวลาค่อยๆ ผ่านไปทีละนิด แต่บนเวทีกลับไม่มีใครสักคนกล้าตอบ พวกเขาแต่ละคนเพียงพึมพำเบาๆ พลางครุ่นคิดอย่างหนัก
ผู้ชมเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ
ทำไมยอดฝีมือโคลงคู่เหล่านี้ แม้แต่ปรมาจารย์ก็ยังไม่มีใครเอ่ยอะไรสักคำ?
“โคลงต้นบทนี้…”
“โธ่เว้ย!”
“ฉันเข้าใจแล้ว!”
“ควันหมอกคลอรัดกิ่งหลิวเหนือสระ นี่มันมีส่วนประกอบตัวอักษรเป็นทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดินครบเลย!”
“พระเจ้า!”
“นี่มันยากเกินไปหรือเปล่าเนี่ย!”
“ยากจริง แต่ไม่น่าถึงกับไร้ทางแก้หรอกมั้ง?”
“ไม่รู้สิ แต่พอลองคิดดีๆ แล้ว ถึงมีใครต่อโคลงรองที่มีทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดินครบได้ ก็ยังต้องคำนึงถึงลำดับของส่วนประกอบอักษร ไหนจะจังหวะเสียงผิงเจ้อที่ต้องตรงกัน แล้วยังต้องให้คำบนล่างสมมาตรเข้าคู่อย่างประณีตอีก...”
“สำคัญที่สุดคือบรรยากาศของกลอนต้องไม่ผิดเพี้ยนไปมาก”
“ของแบบนี้จะมีใครต่อได้จริงๆ เหรอ?”
เป็นไปไม่ได้!
ไม่มีทางเด็ดขาด!
หลินจือไป๋มั่นใจในข้อนี้สุดๆ!
แค่เวลาสิบนาที จะมาต่อโคลงคู่ชั่วกาลของต้าเทียนเฉาได้อย่างนั้นหรือ?
ฝันไปเถอะ
ถ้ามีใครต่อได้จริงๆ หลินจือไป๋คงต้องสงสัยแล้วล่ะว่าอีกฝ่ายก็เป็นคนข้ามภพกลับชาติมาเกิดเหมือนกันหรือเปล่า…
เป็นไปตามคาด
สิบนาทีต่อมา
ทั้งงานไม่มีใครต่อออกสักคน!
กรรมการทั้งสามถึงกับหัวเราะลั่น
พิธีกรเองก็กลั้นไม่ไหวเอ่ยด้วยความทึ่งว่า “นี่ช่างเป็นโคลงคู่ที่ยากจนน่าตกใจจริงๆ นะคะ…”
“แม่หนู”
คุณยายจ้าวในคณะกรรมการยิ้มพลางเอ่ยว่า “ถ้อยคำของเธอยังไม่ตรงเท่าไหร่ นี่ไม่ใช่โคลงคู่ที่ยากจนน่าตกใจหรอก แต่นี่น่ะคือโคลงคู่ชั่วกาล! ฉันกล้ารับประกันเลยว่า ใครที่สามารถต่อโคลงคู่นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ คนผู้นั้นคือราชาแห่งราชาอย่างแท้จริง!”
“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”
พิธีกรสาวเผลอหลุดปากพูดประโยคนี้ออกมา ทำให้ดูขาดความเป็นมืออาชีพไป หลักๆ ก็เพราะคำยกย่องนั้นยิ่งใหญ่เกินไปต่างหาก!
โคลงคู่ชั่วกาล!
ที่เรียกว่า ‘โคลงคู่ชั่วกาล’ ก็หมายถึงโคลงที่ไร้คำตอบนั่นเอง!
คุณยายจ้าวพยักหน้าแล้วพูดว่า “ไม่เกินจริงเลยสักนิด หากจะต่อออกมาได้ อย่างแรกคือต้องมีตัวประกอบธาตุทั้งห้าไม่ผิดพลาด พอมีตัวประกอบครบแล้ว ลำดับก็ต้องไม่ผิดพลาด ลำดับไม่ผิดพลาดแล้ว จังหวะผิงเจ้อก็ต้องไม่ผิดอีก ผิงเจ้อไม่ผิดแล้ว คำบนคำล่างจะสมมาตรกันได้หรือไม่ สมมาตรแล้วก็ยังต้องใส่ใจบรรยากาศความหมายอีก อาจจะมีผู้มีพรสวรรค์ใหญ่ที่พอจะฝืนต่อออกมาได้ แต่ก็คงเป็นการฝืนแบบยากยิ่ง ไม่มีทางที่จะครบทั้งห้าเงื่อนไขที่ฉันบอกไปได้ ส่วนถ้าจะต่อให้ออกภายในสิบนาทีน่ะเหรอ? ต่อให้ฝืนออกมาได้ ก็เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดเลย…
ฉันถึงกับสงสัยเลยว่า ต่อให้ในอนาคตก็คงไม่มีใครต่อได้”
ชายชราสวมแว่นที่อยู่ข้างๆ ถอนหายใจ ก่อนหันไปมองหลินจือไป๋ แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
“หลินจือไป๋…ไหนๆ โคลงต้นก็เป็นเธอที่ออก เธอพอจะมีโคลงรองต่อไหม?”
“ไม่มีหรอกครับ”
หลินจือไป๋แบมือกล่าว “เดิมทีอยากทำให้คนอื่นจนแต้ม สุดท้ายกลับทำให้ตัวเองจนแต้มไปด้วย”
“เห็นไหมล่ะ”
กรรมการชายชราสวมหมวกกลมพูดพลางหัวเราะไม่หยุดว่า “แม้แต่คนออกโจทย์เองยังต่อไม่ได้เลย นี่แหละคือพลังของโคลงคู่ชั่วกาล!”
“จริงๆ แล้ว…”
หลินจือไป๋คิดอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจเพิ่มเติมความเท่อีกสักหน่อย จึงเอ่ยว่า
“ผมมีโคลงรองบทหนึ่ง ถึงจะไม่สมบูรณ์ขนาดนั้น แต่ไม่ทราบว่าให้อาจารย์ทั้งสามท่านช่วยวิจารณ์หน่อยได้ไหมครับ?”
“โอ้?”
“ว่ามาเลย!”
………………………………………………
ตอนที่ 274 ศึกเดียวแจ้งเกิด! (3)
กรรมการทั้งสามพลันเกิดความสนใจขึ้นทันที ปรมาจารย์โคลงคู่ทั้งห้าก็หันมามองหลินจือไป๋พร้อมกัน
สายตาทุกคู่ต่างจับจ้อง!
ไป๋ตี้ยังลองต่อได้อีกเหรอ?
หลินจือไป๋เอ่ยว่า “ปืนใหญ่ประจำการที่หอเมืองชายทะเล”
ฟืด
กรรมการทั้งสามสบตากัน จากนั้นก็ครุ่นคิดพิจารณา แล้วพลันตบโต๊ะร้องชม!
“โคลงรองนี้พอจะนับว่าต่อได้!” คุณยายจ้าวลุกขึ้นปรบมือเป็นคนแรก
“ไม่เลว! ในเมื่อเป็นโจทย์ที่ไร้ทางแก้ แต่ก็ยังเขียนโคลงรองออกมาได้สักบทนึง!” ชายชราสวมแว่นยกนิ้วโป้งชม!
“ไม่รู้ว่าคนรุ่นหลังจะหาคำตอบที่ดีกว่านี้ได้หรือเปล่า ฉันหวังว่าหลังการแข่งขัน จะมีคนมาขบคิดโคลงต้นนี้มากขึ้น”
ชายชราสวมหมวกกลมก็พยักหน้ารัว
ปรมาจารย์โคลงคู่ทั้งห้าสบตากัน สุดท้ายก็ถอนหายใจในใจ ก่อนจะเริ่มปรบมือ
แต่งโคลงคู่ชั่วกาลได้…
แถมยังนึกโคลงรองออกมาได้พอประมาณอีก…
วันนี้หลินจือไป๋ไม่เพียงแต่คว้าแชมป์ แต่ยังครองเวทีด้วยท่าทีเหนือชั้น กดข่มทั้งงานอย่างสิ้นเชิง!
ส่วนเจียงเทา ในเวลานี้ถึงขั้นปิดตัว
ก่อนหน้านี้เขาฮึกเหิมอยากเอาชนะหลินจือไป๋เต็มที่
แต่ยิ่งรู้จักหลินจือไป๋ ก็ยิ่งพบว่าความต่างระหว่างพวกเขาสองคนช่างกว้างใหญ่ดั่งหุบเหว!
ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันเลย!
ฉินโจวไปเอาหนุ่มอัจฉริยะพิสดารแบบนี้มาจากที่ไหนกัน!
ตอนนี้การแข่งขันก็สิ้นสุดลงแล้ว
หลังจากพิธีกรโต้ตอบกับผู้ชมครู่หนึ่ง จึงประกาศผลเสียงดัง “แชมป์การแข่งขันโคลงคู่ครั้งนี้ได้แก่…หลินจือไป๋ค่ะ!”
“ไป๋ตี้!”
“ไป๋ตี้!”
“ไป๋ตี้!”
เสียงปรบมือดังกึกก้องก้องสนั่นทั่วทั้งลาน!
ก่อนหน้านี้ หลินจือไป๋ก็มีทั้งบารมีและความนิยมสูงในหมู่นักศึกษาอยู่แล้ว แต่ที่พวกเขาชื่นชอบคือไป๋ตี้ พ่อเพลงน้อย!
แต่ในวันนี้
ชื่อเสียงของไป๋ตี้ในวิทยาลัยยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีก!
เพราะหลินจือไป๋ได้แสดงพรสวรรค์ที่นอกเหนือจากการแต่งเพลงออกมา!
ลำพังระดับฝีมือด้านโคลงคู่ของไป๋ตี้ ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพรสวรรค์ด้านการประพันธ์เพลงเลยสักนิด!
…
ในโซนผู้นำ
เหล่าผู้บริหารของวิทยาลัยศิลปะฉินโจวพากันโห่ร้องด้วยความยินดี!
“ทำได้ยอดเยี่ยมมาก!”
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ!”
“สมกับเป็นไป๋ตี้ของสถาบันเรา!”
“ส่วนเจียงเทาของวิทยาลัยศิลปะฉีโจวของพวกคุณ ก็เป็นหนุ่มมากพรสวรรค์เหมือนกันนะครับ!”
อธิการบดีวิทยาลัยศิลปะฉินโจวยิ้มตาหยีพลางมองไปที่ตัวแทนของวิทยาลัยศิลปะฉีโจว คำพูดประโยคนี้เกือบทำเอาอีกฝ่ายเสียอาการตรงนั้น
ใช่ เจียงเทาก็ถือว่าไม่เลว
แต่เมื่อเทียบกับไป๋ตี้แล้ว จะไม่เรียกว่าเป็นตัวตลกก็เถอะ อย่างมากก็เป็นแค่ตัวประกอบที่มีหรือไม่มีก็ไม่สำคัญ!
ในระหว่างการแข่งขันเมื่อครู่
ตอนที่ไป๋ตี้ประมือกับบรรดาปรมาจารย์โคลงคู่
เจียงเทาทำได้แค่ยืนอยู่ข้างๆ ราวกับลูกสมุนเท่านั้น
ความแตกต่างที่ชัดเจนขนาดนี้ ทำให้ตัวแทนจากวิทยาลัยศิลปะฉีโจวอดรู้สึกอิจฉาไม่ได้
“นักเรียนของพวกคุณคนนี้ มีพรสวรรค์ล้นเหลือ อนาคตย่อมไม่ใช่คนที่ถูกกักไว้ในบ่อน้ำเล็กๆ แน่”
สถานการณ์เป็นแบบนี้ไปแล้ว คนของวิทยาลัยศิลปะฉีโจวก็ทำได้แค่กล้ำกลืนยอมรับมัน ไม่อย่างนั้นจะยิ่งดูไร้ราศีไปใหญ่
อธิการบดีวิทยาลัยศิลปะฉินโจวก็ไม่ได้ซ้ำเติมอีกฝ่ายต่อ เพียงยิ้มพลางเอ่ยว่า
“แต่แรกเขาก็ไม่ใช่คนธรรมดาอยู่แล้ว หนุ่มคนนี้คือคุณชายน้อยแห่งเสินฮว่ากรุ๊ป…”
“เสินฮว่ากรุ๊ป?”
ตัวแทนวิทยาลัยศิลปะฉีโจวชะงักไป เสินฮว่ากรุ๊ป บริษัทบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในฉินโจว พวกเขาก็เคยได้ยินชื่ออยู่เหมือนกัน
ไม่คาดคิดเลยว่าหลินจือไป๋จะมีพื้นเพมาจากตระกูลผู้มั่งคั่ง!
“ดังนั้นนักเรียนเหล่านี้ถึงเรียกเขาว่าไป๋ตี้สินะครับ?”
“ไม่ๆๆ ที่เรียกเขาว่าไป๋ตี้ ก็เพราะหลินจือไป๋มีฝีมือการแต่งเพลงสูงส่ง จนได้รับฉายาว่าพ่อเพลงน้อย ไป๋ตี้ถือเป็นชื่อในวงการของเขา”
“หา?”
บรรดาตัวแทนวิทยาลัยศิลปะฉีโจวถึงกับอึ้ง หลินจือไป๋นี่มันอะไรกัน ทั้งระดับโคลงคู่ก็สูงล้ำ ทั้งยังเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่โต แถมยังแต่งเพลงเก่งขนาดนั้นอีก?
นี่มันอัจฉริยะเหนือชั้นอะไรเนี่ย!
ทำไมอัจฉริยะระดับนี้ถึงได้เกิดที่ฉินโจวกันนะ!
คนของวิทยาลัยศิลปะฉีโจวพากันอิจฉาจนปวดฟันแทบจะหลุดออกมา!
…
บนเวที
หลังจากพิธีกรประกาศว่าหลินจือไป๋คว้าชัยชนะ
กรรมการทั้งสามก็ส่งมอบถ้วยรางวัลให้หลินจือไป๋
ขณะที่ถ้วยรางวัลถูกส่งถึงมือหลินจือไป๋ ปรมาจารย์โคลงคู่ทั้งห้าก็เข้ามาแสดงความยินดี
ในหมู่พวกเขา
โจวไท่ถึงกับยื่นมือมากุมมือหลินจือไป๋และเชื้อเชิญว่า “ต่อไปสหายหลินต้องมาเยือนฉีโจวของพวกเราให้ได้นะครับ ผมจะเป็นตัวแทนต้อนรับคุณในนามวงการวรรณกรรมฉีโจวของเราเลย!”
“ถ้ามีโอกาส ผมจะไปแน่นอนครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว บนเวทีทุกคนเป็นคู่แข่ง แต่เมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง ทุกคนก็เป็นเพื่อนกันอยู่ดี อย่างไรเขาก็ไม่มีเรื่องบาดหมางกับปรมาจารย์โคลงคู่ห้าคนนี้
ส่วนเรื่องแพ้ให้เด็กนักศึกษาแล้วโมโหจนเสียอาการ?
ถึงจะมีคนแบบนั้นอยู่บ้าง แต่สำหรับโจวไท่กับพวก อย่างมากก็แค่รู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ยอมรับผลลัพธ์นี้ได้
“ศึกเดียวสร้างชื่อเลยนะ”
คุณยายจ้าวก็มองหลินจือไป๋ ยิ่งมองก็ยิ่งถูกชะตา
ศึกในวันนี้ ทำให้แวดวงวรรณกรรมฉินโจวมีชื่อที่ดังกึกก้องเพิ่มขึ้นมาอีกชื่อหนึ่ง!
“ว่าไปแล้ว แวดวงวรรณกรรมฉินโจวก็เพิ่งมีนักแต่งเพลงปรากฏตัวเป็นครั้งแรกนะ”
ชายชราสวมแว่นยิ้มกล่าว “คราวหน้า ถ้ามีการแข่งขันโคลงคู่อีก เธอก็ควรเข้าร่วมบ่อยๆ นะ”
“ถ้ามีโอกาสคงได้ไปครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มตอบรับเหล่าผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงวรรณกรรม
กรรมการชราสวมหมวกกลมพูดขึ้นว่า “โคลงคู่ก็เป็นเพียงสิ่งรื่นรมย์ ด้วยสติปัญญาและพรสวรรค์ของเธอ ควรลองมุ่งไปสู่เส้นทางบทกวีเพื่อศึกษาและก้าวข้าม ขณะนี้ในแวดวงวรรณกรรมบลูสตาร์ ตั้งแต่จงโจวเป็นต้นมา กระแสโหยหาอดีตกำลังเฟื่องฟู บางทีความสามารถของเธออาจจะฉายแสงโดดเด่นขึ้นมาได้จากตรงนั้น”
“ผมจะพยายามครับ”
หลินจือไป๋ยังคงยิ้ม แต่ในใจกลับรู้สึกขบขำ เพราะชายชราสวมหมวกกลมคนนี้ใช้ถ้อยคำโบราณฟังดูเหมือนปราชญ์หน่อยๆ
…
ส่วนในไลฟ์สดของเสินฮว่า
ยอดผู้ชมการแข่งขันโคลงคู่ครั้งนี้พุ่งทะลุหนึ่งร้อยล้านไปแล้ว!
หนึ่งเพราะบนบลูสตาร์นิยมกวีนิพนธ์และโคลงคู่อยู่แล้ว สองก็เพราะไป๋ตี้มีชื่อเสียงโด่งดังเหลือเกิน!
ในฐานะนักแต่งเพลง กลับสามารถเอาชนะเพื่อนรุ่นเดียวกันนับไม่ถ้วน แถมยังฝ่าด่านปรมาจารย์โคลงคู่ทั้งห้า คว้าถ้วยแชมป์มาครองได้อย่างสง่างาม ผลงานนี้ไม่เรียกว่าน่าทึ่งก็คงไม่ได้!
‘ไป๋ตี้นี่มนุษย์เทพจริงๆ!’
‘ถึงไป๋ตี้จะเป็นพ่อเพลงน้อย ฉันเข้าใจมาตลอดว่าชื่อในวงการที่มีคำว่าตี้(ราชา) มันเกินตัวไปหน่อย แต่ศึกโคลงคู่วันนี้ทำให้ฉันยอมซูฮกจริงๆ เขาสมกับอักษรตี้ที่หมายถึงราชาจริงๆ!’
‘จู่ๆ ก็รู้สึกว่า อย่างน้อยด้านวรรณศิลป์ ไป๋ตี้ก็เหนือกว่าฉู่ฉือ…’
‘โคลงคู่ชั่วกาลบทสุดท้ายนั่นทำเอาขนลุกเลย!’
‘ตลอดหลายร้อยปีในประวัติศาสตร์บลูสตาร์ โคลงคู่ชั่วกาลนับรวมกันแล้วก็มีแค่สี่ห้าบทเองใช่ไหม?’
‘วันนี้เพิ่มมาอีกบทหนึ่งแล้ว!’
‘ความดีความชอบของไป๋ตี้เลย!’
‘โคลงรองปืนใหญ่ประจำการที่หอเมืองชายทะเลนั่น ก็ต้องบอกว่าพอจะต่อได้ฝืนๆ ซึ่งก็เป็นของไป๋ตี้เอง แต่แม้แต่เจ้าตัวก็ยังยอมรับว่า โคลงนั้นยังขาดอะไรไปหน่อย…’
‘เปลี่ยนใจมาเป็นแฟนคลับแล้ว!’
‘รักคนที่พรสวรรค์ไร้เทียมทานแบบนี้ขาดใจเลย!’
‘ศึกโคลงคู่วันนี้สุดยอดจริงๆ ฉันดูแล้วเพลินสุดๆ!’
‘โอ้?’
‘กล่าวสุนทรพจน์รับรางวัลแล้ว!’
‘ถ้วยรางวัลนี้มีคุณค่าไม่เบาเลยนะ ได้มาหลังจากเหยียบผ่านปรมาจารย์โคลงคู่ถึงห้าคนเชียวนะ!”
ผู้ชมเฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อ
…
บนเวที
คำกล่าวรับรางวัลของหลินจือไป๋เรียบง่ายทีเดียว เพียงขอบคุณวิทยาลัยที่อบรมบ่มเพาะ ขอบคุณเพื่อนนักศึกษาที่ให้ความรักและการสนับสนุน
“คุณกล่าวเป็นทางการเกินไปแล้วค่ะ”
พิธีกรอดยิ้มไม่ได้ พลางเปลี่ยนสรรพนามเรียกหลินจือไป๋เป็น ‘คุณ’ โดยไม่รู้ตัว ไม่กล้าเรียกว่า ‘นักศึกษาหลินจือไป๋’ เหมือนเดิมอีกแล้ว
นี่คือผู้มีพรสวรรค์ยิ่งใหญ่
จำเป็นต้องมอบความเคารพอย่างเต็มที่ กระทั่งให้ถึงขั้นยกย่องนับถือ
แต่หน้าที่ของพิธีกรก็ยังต้องทำไป เธอยิ้มพลางกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นแบบนี้แล้วกันค่ะ ในเมื่อเราจัดการแข่งขันโคลงคู่ งั้นคุณเขียนอะไรสักหน่อยเพื่อเป็นกำลังใจให้นักเรียนทุกคนดีไหมคะ?”
“อืม…”
หลินจือไป๋กล่าว “ให้ผมคิดสักครู่นะ…”
“ไม่รีบค่ะ”
พิธีกรยิ้มพลางว่า “เตรียมกระดาษกับพู่กันให้ค่ะ”
เธอพูดพลางให้เจ้าหน้าที่นำโต๊ะที่มีพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นหมึกจัดวางด้านบนเข้ามา
หลินจือไป๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นึกออกแล้ว!
เขายกพู่กันขึ้นเขียนว่า “คมดาบล้ำค่าเกิดจากการฝนฝึก กลิ่นหอมดอกเหมยมาจากความหนาวเหน็บ”
เรียบง่าย!
สง่างาม!
ไม่ใช่การอวดฝีมือ แต่อัดแน่นด้วยความงามของความหมาย ทั้งเรียบง่ายและลึกซึ้ง ทุกคนเข้าใจได้ และทุกคนสัมผัสได้ถึงแก่น นี่คือถ้อยคำที่ทรงคุณค่าที่สุดในคำกล่าวรับรางวัลครั้งนี้ของหลินจือไป๋
“คมดาบล้ำค่าเกิดจากการฝนฝึก กลิ่นหอมดอกเหมยมาจากความหนาวเหน็บ!”
พิธีกรสาวทวนอีกครั้ง พลางมองหลินจือไป๋ด้วยแววตาเคลิบเคลิ้ม จู่ๆ พลันเข้าใจประโยคคลาสสิกในนวนิยายของปู๋เย่โหวว่า ‘พบเอี้ยก้วยเพียงครั้งก็หลงผิดไปทั้งชีวิต’
ในวัยหนุ่มสาวไม่อาจพบคนที่เก่งกาจเกินไปนัก
พอกรรมการและปรมาจารย์โคลงคู่ได้ยินถ้อยคำนี้ ก็ล้วนเผยสีหน้าตกตะลึงออกมา
“นี่คือโคลงคู่?”
“นี่มันไปถึงขอบเขตของบทกวีแล้ว”
“ว่าแล้ว”
“หนุ่มคนนี้ต้องแต่งกวีเป็นแน่”
“ในเมื่อฝีมือโคลงคู่สูงส่งขนาดนั้น ระดับการแต่งกวีก็น่าจะไม่แพ้กัน”
“บางทีงานประชุมกวีนิพนธ์บลูสตาร์ครั้งหน้า ฝั่งทีมเยาวชน เราควรพิจารณาให้เขาเป็นหัวหน้าทีมเข้าร่วมแข่งขันดีไหม?”
คุณยายจ้าวเอ่ยเสียงเบา
ชายชราสวมแว่นหลุดขำ “เธอนี่คิดไกลเกินไปแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์ด้านกวีขนาดไหน”
“ไม่น่าจะต่างกันนักหรอก”
ชายชราสวมแว่นพึมพำต่อ “ไว้มีโอกาสคงได้ลองทดสอบฝีมือเขาดู อย่างไรฉินโจวก็จัดประชุมกวีบ่อยๆ อยู่แล้ว”
…
อธิการบดีวิทยาลัยศิลปะฉินโจวก้าวขึ้นเวที
เขายิ้มกล่าว “คมดาบล้ำค่าเกิดจากการฝนฝึก กลิ่นหอมดอกเหมยมาจากความหนาวเหน็บ ประโยคนี้ช่างงดงามจริงๆ!”
นักศึกษานับไม่ถ้วนด้านล่างพากันกล่าวตาม
เป็นอัตโนมัติไปเลยด้วยซ้ำ
อธิการบดีเห็นว่าวันนี้ควรมีสิ่งเป็นสิริมงคล จึงเอ่ยด้วยความซาบซึ้งว่า “ปีนี้นักศึกษาหลินจือไป๋ก็ขึ้นปีสามแล้ว ปีหน้าเขาก็จะจบการศึกษา ในเมื่อประโยคนี้เป็นสิ่งที่นักศึกษาหลินจือไป๋มอบให้ทุกคน งั้นเราก็จะนำประโยคนี้ไปจารึกไว้ที่อาคารเรียนด้านโน้นแล้วกัน…”
หลินจือไป๋ประหลาดใจ
นี่หมายความว่าจะบันทึกเขาไว้ในประวัติศาสตร์ของวิทยาลัยอย่างนั้นหรือ?
คาดว่าประโยคนี้ในอนาคตอาจกลายเป็น ‘วาทะของบุคคลชื่อดัง’ ที่เป็นของเขาเองก็ได้?
เรื่องดี
ดูเหมือนอธิการบดีจะทำเพื่อตอบแทน ขอบคุณที่เขามาเข้าร่วมการแข่งขันโคลงคู่ครั้งนี้ แถมยังคว้าแชมป์กลับไปได้อีก
ดีจริงๆ
หลินจือไป๋รู้สึกว่านี่ต่างหากคือสิ่งที่เขาได้รับมากที่สุดในวันนี้
…
ที่บ้าน ครอบครัวที่ดูการแข่งขันมาตลอดต่างก็ตื่นเต้นดีใจสุดขีด!
พ่อ “ชนะแล้ว!”
แม่ “ลูกชายฉันมีท่วงท่าดุจจักรพรรดิ!”
หลินซี “เสี่ยวเฮยนี่เหมือนกำลังจะเข้าสู่วงการวรรณกรรมแล้ว!”
พี่ชาย “ประโยคสุดท้ายของเขา ต่อไปต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของวิทยาลัยศิลปะฉินโจวแน่ อิทธิพลของมันยิ่งใหญ่มากจริงๆ…”
นี่แหละคือศึกเดียวสร้างชื่ออย่างแท้จริง!
………………………………………………