ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 287 ภูเขาแห่งขุนพลสี่โค้ชคนแรก! ดูเต็มอิ่มหนึ่งหมื่นคำ!
- Home
- ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์
- ตอนที่ 287 ภูเขาแห่งขุนพลสี่โค้ชคนแรก! ดูเต็มอิ่มหนึ่งหมื่นคำ!
(1)
“หลิวหวาคนนี้มันไร้ประโยชน์จริงๆ สมแล้วที่โดนเจียงเฉิงไล่ออก ให้มันแฉเบื้องหลังด้านมืดของ ‘The Voice’ หน่อยเดียว สุดท้ายได้แค่เรื่องไม่คันไม่เจ็บแบบนี้ รีบไล่มันไปให้พ้นเลย คุนเผิงจะแก้แค้นยังไงก็ช่างมัน!”
หลินเฟิ่งตัดสินใจข้ามแม่น้ำรื้อสะพานขวงนี้ หลินกงที่ร่วมงานกับหลินเฟิ่งอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาก็รู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยเช่นกัน
เจ้าหลิวหวาตัวดีที่ทำอะไรไม่เคยสำเร็จ มีแต่ทำเรื่องพังๆ จะไปถ่ายรูปไอ้สารเลวหลินจือไป๋ให้หล่อขนาดนั้นทำไม?
นี่ใส่ร้าย ‘The Voice’ เหรอ? นี่มันช่วยฟื้นคืนชีพให้ ‘The Voice’ ชัดๆ!
“จริงๆ ก็ไม่เป็นไรหรอก ในสงครามโฆษณาเรากินขาดไปแล้ว ยังไงคุณภาพผู้เข้าแข่งขันพวกเขาก็ไม่ดีจริงๆ เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
เราไม่ได้ใส่ร้ายพวกเขา ตอนนี้ก็แค่รอให้พวกเขากำหนดวันออกอากาศ ถึงตอนนั้นเราค่อยบุกโจมตีพร้อมกัน!”
หลินเฟิ่งแสยะยิ้มเย็นชา ในเวลานี้ ‘ศิษย์ครู’ ได้เริ่มถ่ายทำอย่างเป็นทางการแล้ว แต่หลินเฟิ่งไม่รีบร้อนที่จะออกอากาศ
เธอตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องปะทะกับ ‘The Voice’ บอกไม่ใช่หรือว่ารายการวาไรตี้คุนเผิงมันสุดยอดนักหนา งั้นครั้งนี้เธอจะทำลายชื่อเสียงของคุนเผิงให้ย่อยยับไปเลย
ส่วนคำประกาศต่อสาธารณะที่ว่า ‘ไม่ว่าจะหน้าตาเป็นยังไง ไม่ว่าร่างกายจะสูงใหญ่แค่ไหน ก็สนใจแค่เสียงกับการร้องเพลงเท่านั้น’ ที่คุนเผิงกล่าวอ้างนั้น ในสายตาของหลินเฟิ่ง มันเป็นแค่การแสดงความประหม่า ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรงเท่านั้น
อีกด้านหนึ่ง รายการ ‘The Voice’ ที่เตรียมถ่ายทำที่เทียนกวงได้เข้าสู่ช่วงนับถอยหลังแล้ว ผู้กำกับรายการกำลังรายงานสถานการณ์การเตรียมงานให้เจียงเฉิงรับทราบ
“อุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์แล้วครับ”
“กำหนดการโปรโมตแล้วหรือยังครับ?”
“ได้คุยกับเทียนกวงเรียบร้อยแล้วครับ ‘The Voice’ ของเราจะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เทียนกวง
พวกเขาตกลงแบ่งเวลาโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้เราประมาณวันละหนึ่งนาที ส่วนเนื้อหาเราได้ส่งไปให้แล้วครับ”
“ดีมาก”
แม้ว่า ‘The Voice’ จะเป็นรายการวาไรตี้ที่คุนเผิงผลิตเอง แต่การออกอากาศทางเว็บไซต์เพียงอย่างเดียวนั้นสิ้นเปลืองเกินไป
หลินจือไป๋จึงตัดสินใจนำรายการไปออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เทียนกวง โดยมีซูฉานนำการประสานงาน
เธอได้ใช้บารมีของตัวเองในบริษัทช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคุนเผิงอยู่ไม่น้อย ขั้นต่อไปคือการถ่ายทำวิดีโอแนะนำตัวผู้เข้าแข่งขัน
วิดีโอเหล่านี้เตรียมไว้สำหรับฉายก่อนที่ผู้เข้าแข่งขันจะขึ้นเวที เพื่อแนะนำข้อมูลผู้เข้าแข่งขันให้ผู้ชมทราบคร่าวๆ และจะถูกนำไปใช้ในขั้นตอนตัดต่อหลังการถ่ายทำเสร็จสิ้น ปริมาณงานค่อนข้างมาก
เนื่องจากจะมีผู้เข้าแข่งขันเป็นร้อยคนเข้าร่วมบลายด์ออดิชัน คนที่โค้ชไม่กดเก้าอี้เลือกจะมีอากาศน้อยกว่า
โดยปกติแล้วจะมีแค่คนที่ได้รับเลือกจากสองโค้ชขึ้นไปเท่านั้นที่จะมีโอกาสให้ผู้ชมได้เห็นการแสดงบนเวทีอย่างสมบูรณ์ เพราะเวลาออกอากาศรายการมีจำกัด
จึงต้องให้ความสำคัญกับการออกอากาศฉากการแสดงที่ยอดเยี่ยมก่อน ส่วนเวทีไหนจะยอดเยี่ยมหรือเวทีไหนจะทำไม่ได้ดีนั้น
ไปตี้ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายดนตรีจะเป็นผู้ตัดสิน ในชาติก่อนเหลียงป่อแชมป์รายการ ‘The Voice’ ซีซันแรก เหมือนว่าฉากการแสดงรอบแรกของเขาถูกทางรายการตัดสินว่า ‘ไม่ค่อยยอดเยี่ยม’ ทำให้ถูกตัดออกไป
สาเหตุก็เพราะตอนนั้นมีโค้ชคนเดียวคือน่าอิงกดเก้าอี้เลือกเขา อีกทั้งเหลียงป่อเป็นคนที่มีนิสัยค่อนข้างซื่อ ไม่ชอบเล่นตามน้ำตามที่รายการกำหนดให้เล่าเรื่อง และไม่รู้วิธีเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมและโค้ช
แต่ตอนนั้นไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเหลียงป่อผู้เข้าแข่งขันที่มีการแสดงรอบแรกธรรมดาๆ คนนี้จะสามารถพลิกกลับมาชนะเป็นแชมป์ได้ในที่สุด และสร้างชื่อเสียงโด่งดังในวงการเพลงจีนในอนาคต
เป็นเช่นนี้เองหลายวันต่อมาวิดีโอแนะนำตัวผู้เข้าแข่งขันถ่ายทำเสร็จสมบูรณ์แล้ว เจียงเฉิงพูดกับหลินจือไป๋ว่า
“งานเตรียมการทุกอย่างพร้อมแล้วครับ พรุ่งนี้จะเริ่มถ่ายทำอย่างเป็นทางการ หลายวันนี้เราจะถ่ายทำเนื้อหาให้มากขึ้น พยายามถ่ายให้ได้มากพอสำหรับตัดต่อออกอากาศอย่างน้อยสามเทปขึ้นไปครับ”
“อืม”
รายการ ‘The Voice’ แตกต่างจากรายการอื่น เนื้อหาการถ่ายทำในช่วงเทปแรกๆ ค่อนข้างซ้ำซากจำเจ
ไม่มีอะไรมากไปกว่าบลายด์ออดิชันที่โค้ชกดเก้าอี้เลือกซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าโค้ชทั้งสี่จะคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันเข้าทีมครบ
แต่ความซ้ำซากจำเจนี้เป็นแค่รูปแบบการนำเสนอเท่านั้น เนื้อหาการคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันจริงๆ หลินจือไป๋เชื่อว่าผู้ชมจะต้องชอบดูแน่
ในคืนนั้นคุนเผิงได้ปล่อยข่าวการเตรียมเริ่มถ่ายทำรายการ ‘The Voice’ โดยเปิดให้ผู้ชมสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมชมการถ่ายทำในสถานที่จริงได้แล้ว
แม้ว่ารายการนี้จะได้รับผลกระทบจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้างในช่วงนี้ แต่ก็ยังมีชาวเน็ตที่สนใจและต้องการมาเข้าร่วมชมการถ่ายทำเทปแรกจำนวนมาก
ต่อให้เลวร้ายที่สุดถึงแม้ว่าคุณภาพของผู้เข้าแข่งขันในรายการนี้จะไม่ดีจริงๆ แล้วไง? อย่างน้อยทุกคนก็มาที่นี่เพื่อเห็นหน้าเหลาราชาราชินีเพลง
อย่างจางซีหยาง โจวหานจิ้น ฉินเลี่ยน และหลี่เชียว การที่ซูเปอร์สตาร์เหนือแถวหน้าสี่คนมารวมตัวบนเวทีย่อมถือเป็นงานใหญ่ในวงการวาไรตี้อยู่แล้ว
ดังนั้นตัวเข้าชมการถ่ายทำเทปแรกของ ‘The Voice’ จึงขาดตลาดเป็นพิเศษ
และเมื่อวันรุ่งขึ้นมาถึงประมาณสิบเอ็ดโมงเช้า เหล่าทีมงานหลักของรายการมารวมตัวกัน โค้ชทั้งสี่คนมาถึงแล้ว
หลินจือไป๋ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายดนตรีก็ติดตามเจียงเฉิงมายังสถานที่ถ่ายทำด้วย
“ทดสอบเอฟเฟกต์บนเวที”
“ไฟไม่มีปัญหา”
“เสียงออกไม่มีปัญหา”
“รับเสียงไม่มีปัญหา”
“เตรียมไมโครโฟนสำรองอีกสองสามอัน ป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดตอนถ่ายทำ”
“เอาเครื่องพ่นควันออกไปเถอะ เราไม่จำเป็นต้องสร้างเอฟเฟกต์หมอกอะไรบนเวทีนี้
ตำแหน่งกล้องเบอร์สองขยับไปทางขวาอีกนิด ตำแหน่งกล้องเบอร์สามขยับเข้ามากลางเวทีอีกหน่อย”
“ปรับความเร็วในการหมุน”
“อย่าลืมเพิ่มเสียงเอฟเฟกต์การหมุนช่วงการตัดต่อภายหลังด้วย”
คนที่เคยดู ‘The Voice’ น่าจะจำเสียง ‘ปิ้ง’ ตอนที่โค้ชกดปุ่มหมุนเก้าอี้ได้ ซึ่งจริงๆแล้วในสถานที่ถ่ายทำเสียงไม่ได้ดังขนาดนั้น
ทั้งหมดอยู่ที่การเพิ่มเสียงเอฟเฟกต์การหมุนในขั้นตอนการตัดต่อทั้งสิ้น แบบนี้ถึงจะกระตุ้นอารมณ์ของผู้ชมได้มากขึ้น
เป็นเช่นนี้เองทีมงานรวมตัวกันตรวจสอบขั้นสุดท้าย หลังจากมั่นใจว่าทุกขั้นตอนจะไม่เกิดปัญหา ทุกคนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ทุกคนเหนื่อยกันมากแล้ว!”
เจียงเฉิงกล่าวปราศรัยเล็กน้อย “นี่เป็นครั้งแรกที่คุนเผิงทำรายการวาไรตี้เอง ถึงห้องถ่ายทำจะเป็นของเทียนกวง
แต่ทีมงานทั้งหมดพวกเราสร้างขึ้นเอง ตอนนี้ภายนอกกำลังพูดว่าคุนเผิงจะทำรายการวาไรตี้ด้วยตัวเองได้หรือเปล่า
วันนี้เราจะให้ผู้ชมที่มายังสถานที่ถ่ายทำได้สัมผัสด้วยตัวเองเลยว่า คุนเผิงทำรายการวาไรตี้ด้วยตัวเองได้ไหม!”
ทุกคนปรบมืออย่างมีพลัง จากนั้นเจียงเฉิงก็กล่าวขอบคุณไปตามธรรมเนียมคล้ายการกล่าวขอบคุณของผู้นำ และสุดท้ายยังกล่าวติดตลกอีกว่า
“อาจารย์ไปตี้ทุ่มเทให้รายการนี้ของพวกเรามากจนมีปากเสียงกับผมถึงสองครั้ง แต่ทุกคนวางใจได้
อาจารย์ไปตี้มาเพื่อช่วยคุนเผิง ความสัมพันธ์ของเราจะไม่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานแน่นอน”
ความจริงไม่ได้มีปากเสียงอะไรกันเลย เป็นหลินจือไป๋ที่ตำหนิเจียงเฉิงอยู่ฝ่ายเดียว แต่ทุกคนไม่รับรู้เรื่องนี้
รู้แค่ว่าก่อนหน้านี้ไปตี้เคยโกรธเจียงเฉิงซึ่งหลายคนเห็นเหตุการณ์ แต่แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองคนคุยอะไรกันโดยละเอียด
และไม่มีทางเชื่อมโยงไปว่าหลินจือไป๋กับเจียงเฉิงมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกว่านั้นด้วยเรื่องนี้
อีกอย่างการเตรียมรายการที่มีขนาดใหญ่แบบนี้ชวนให้อ่อนล้าจิตใจ การมีปากเสียงเล็กน้อยระหว่างการทำงานจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุด
หลังจากกล่าวปราศรัยเสร็จ เจียงเฉิงก็ประกาศอย่างเป็นทางการว่า
“อีกเดี๋ยวทานอาหารกลางวันเสร็จจะแต่งหน้าให้โค้ชทั้งสี่ท่าน ต่อไปเราจะจัดให้ผู้ชมเข้าสถานที่ถ่ายทำ การถ่ายทำจะเริ่มอย่างเป็นทางการเวลาบ่ายโมงตรง!”
ข่าวการถ่ายทำรายการ ‘The Voice’ อย่างเป็นทางการในวันนี้เป็นที่รับรู้กันในโลกภายนอกแล้ว เหล่าแฟนคลับของ ‘ศิษย์ครู’ ต่างประชดประชัน
‘ปัญหาผู้เข้าแข่งขันแก้ได้แล้วเหรอถึงรีบเร่งถ่ายทำ ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืนเลย’
‘ดูเหมือนจะไล่เป็ดขึ้นหิ้งละนะ’
‘ลูกสะใภ้ขี้เหร่ก็ต้องเจอพ่อแม่สามีอยู่ดีนั่นแหละ’
‘ตอนนี้ฉันรอดูสีหน้าตัวแทนผู้ลงโฆษณาที่สนับสนุนคุนเผิงเลยว่าเป็นยังไง หลังจาก ‘The Voice’ ล้มเหลว’
‘ผู้เข้าแข่งขันรายการนี้คงหมดหวังแล้วละ คงจะมีแค่โค้ชสี่คนเท่านั้นที่ยังน่าดูอยู่บ้าง’
‘The Voice’ ของคุนเผิงไม่ได้มีแค่ปัญหาเรื่องผู้เข้าแข่งขัน แต่มาตรฐานการทำรายการวาไรตี้ด้วยตัวเองของพวกเขาก็ต้องตั้งคำถามด้วย ยังไงพวกเขาก็ไม่มีประสบการณ์ทำรายการวาไรตี้เองมาก่อน’
‘ไม่กี่วันก่อนฉันไปดูสถานที่ถ่ายทำเทปแรกของ ‘ศิษย์ครู’ มา เอฟเฟกต์ดีมาก ผู้เข้าแข่งขันผู้ชายก็หล่อ ผู้หญิงก็สวย เรียกได้ว่าเจริญหูเจริญตาสุดๆ’
‘ฉันไม่รู้เลยว่า ‘The Voice’ จะเอาอะไรไปสู้พวกเขาได้’
‘ในเมื่อ ‘The Voice’ มีจางซีหยาง ฉันก็ไม่มีทางดูรายการห่วยๆ นี่ แล้วยังมีโจวหานจิ้นอีก เห็นข่าวไอ้หมอนี่ชอบวางท่าใหญ่โตอยู่บ่อยๆ อ้างว่าเป็นตัวของตัวเองอะไรแบบนั้น แต่อันที่จริงมารยาททราม’
แฟนคลับของ ‘ศิษย์ครู’ พวกนี้มีความแค้นส่วนตัวอยู่บ้าง
ความขัดแย้งของทั้งสองรายการนี้โดยเนื้อแท้แล้วแผ่ขยายมาจากความบาดหมางระหว่างเหล่าราชาราชินีเพลงของทั้งสองฝ่าย
บางครั้งคำพูดของแฟนคลับก็ไร้เหตุผล แต่คนทั่วไปบางกลุ่มยังมีเหตุผล
ทุกคนรู้ดีว่าผู้วางแผนรายการ ‘The Voice’ คือจวินหลิน จวินหลินผู้วางแผนรายการลึกลับของคุนเผิง
ไม่ว่าจะทำโฆษณาหรือรายการวาไรตี้ความสามารถก็เป็นที่ประจักษ์มาตลอด ดังนั้นผู้คนทั่วไปจำนวนไม่น้อยจึงสงสัยว่า
ในสถานการณ์ที่คุณภาพผู้เข้าแข่งขันของ ‘The Voice’ สู้ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ เขาจะหาทางฝ่าวิกฤตนี้ยังไง ยังไงเขาก็คือจวินหลินนะ’
‘ถึงจะบอกว่าแม่บ้านเก่งยากจะหุงข้าวโดยไม่มีข้าวสาร แต่โฆษณาที่เขยาก่อนดื่มตอนนั้น จวินหลินไม่ได้ใช้ดาราคนดังเป็นพรีเซนเตอร์ ก็ยังทำให้โฆษณานั้นประสบความสำเร็จได้อย่างน่าเหลือเชื่อเลย ยังมีหมากฝรั่งอี้ต่าอีก ไม่ต้องใช้ดารามาโฆษณา แต่โฆษณาก็ยังได้รับความนิยมล้นหลาม’
‘ตอนนี้ ‘The Voice’ กำลังเผชิญกับวิกฤตผู้เข้าแข่งขัน’
‘มีแต่จวินหลินเท่านั้นแหละที่จะหาทางลดจุดด้อยของ ‘The Voice’ ได้’
แม้แต่คนทั่วไปก็ได้รับอิทธิพลจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ดูเหมือนเรื่องที่ผู้เข้าแข่งขันของ ‘The Voice’ ห่วยจะกลายเป็นความเห็นพ้องของสาธารณชนไปแล้ว จนคิดว่าครั้งนี้ได้แต่ต้องพึ่งจวินหลินให้ช่วยกอบกู้เท่านั้น
เวลานี้เองหลี่เชียวที่เพิ่งทานมื้อกลางวันเสร็จและกำลังแต่งหน้าเตรียมตัวถ่ายทำในช่วงบ่ายได้โพสต์ข้อความสถานะลงในโซเชียล
‘เดี๋ยวการแสดงเปิดตัวของพวกเราโค้ชทั้งสี่คนจะร้องเพลงใหม่ของไปตี้ด้วยนะ’
กระทู้เบนเข็มไปทันที ความสนใจของชาวเน็ตเปลี่ยนจากปัญหาผู้เข้าแข่งขันของ ‘The Voice’ ไปสู่ความคาดหวังในเพลงใหม่ของไปตี้ในพริบตา
ทุกคนเกือบลืมไปแล้วว่าไปตี้เป็นผู้อำนวยการดนตรีของ ‘The Voice’ มีเพลงใหม่ก็เป็นเรื่องปกติจริงไหม
ถึงบางคนจะสงสัยว่าทำไมรายการของคุนเผิงถึงร้องเพลงใหม่ของไปตี้แทนที่จะเป็นเพลงใหม่ของฉูฉือก็ตาม
หลังจากโพสต์สถานะเสร็จหลี่เชียวมองดูความคิดเห็นแล้วหัวเราะจนหุบปากไม่ลง เป็นไปตามคาด ไปตี้ออกมาเมื่อไหร่กระทู้ไหนๆ ก็ต้องเบนเข็มไปหมด
เที่ยงครึ่งที่สถานที่ถ่ายทำรายการ ผู้ชมเริ่มทยอยเข้าสู่ห้องถ่ายทำ บรรยากาศคึกคักพอสมควร บางคนรู้จักกันคุยกันไปพลางมองซ้ายมองขวาไปพลาง
“ทำไมไม่เห็นจางซีหยางเลยล่ะ”
“โค้ชยังไม่เข้ามาเลย”
“ฉันอยากถ่ายรูปกับหลี่เชียว”
“อย่าหวังเลย ถ่ายทำรายการเขาไม่ให้ถ่ายรูปหรอก”
“คนที่ยืนอยู่บนเวทีนั่นใครกัน”
“เหมือนจะเป็นพิธีกรนะ กำลังคุมระเบียบอยู่ตรงนั้นไม่ใช่เหรอ”
“อะไรกันเนี่ย พิธีกรคนนี้ไม่มีชื่อเสียงอะไรเลยนี่นา รายการ ‘The Voice’ ที่ลงทุนมหาศาลขนาดนี้ ราชาราชินีเพลงยังเชิญมาได้ ทำไมถึงเชิญพิธีกรดังๆ มายืนบนเวทีไม่ได้?”
“สงสัยงบไปลงที่โค้ชหมดแล้ว”
“สมแล้วที่ว่าคุณภาพผู้เข้าแข่งขันไม่ดี ขนาดคุณภาพพิธีกรยังดูธรรมดาเลย แต่ช่างเถอะ ยังไงวันนี้ฉันก็มาเพราะโจวหานจิ้นอยู่ดี”
พิธีกรบนเวทีคือ หวงลี่
แม้หวงลี่จะไม่รู้ว่าผู้ชมพูดถึงเขาว่าอย่างไรแต่ในใจเขาก็ราวกับกระจกใส เขาเองก็ไม่ใช่พิธีกรที่มีชื่อเสียง
ไม่อย่างนั้นตอนนี้ต้องมีผู้ชมเข้ามาทักทายเขาแล้ว ถึงจะรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยแต่ปากก็ห้ามติดขัด หวงลี่ยังคงจัดแจงไม่หยุด
“เพื่อนๆ ที่อยู่ด้านหลังไม่ต้องเบียดกันนะครับ!”
“เพื่อนๆ ที่อยู่ด้านหน้ากรุณาเร็วขึ้นอีกหน่อยนะครับ!”
“เมื่อนั่งประจำที่แล้วขอให้ทุกท่านช่วยกันรักษาความสะอาดพื้นที่โดยรอบด้วยนะครับ!”
“บัตรเข้าชมของทุกคนมีหมายเลขที่นั่งกำกับไว้ ขอให้ทุกท่านอย่านั่งสลับ เมื่อนั่งลงแล้วโปรดตรวจสอบอีกครั้ง
รายการของเรายังไม่เริ่มอย่างเป็นทางการ ดังนั้นไม่ต้องรีบร้อนนะครับ”
(2)
ท่ามกลางผู้คนมีเจ้าหน้าที่พาผู้ชมกลุ่มพิเศษกว่าสิบคนเข้ามาในสถานที่ถ่ายทำ ผู้ชมสิบกว่าคนนี้มาจากสปอนเซอร์แบรนด์ใหญ่สี่รายของ ‘The Voice’
เนื่องจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ช่วงนี้ไม่เป็นผลดีกับ ‘The Voice’ สปอนเซอร์แบรนด์ใหญ่ทั้งสี่กังวลว่าจะเกิดปัญหา จึงส่งคนมาตรวจสอบ
เพราะแบรนด์ใหญ่ทั้งสี่ต่างก็ลงทุนไปรายละห้าสิบล้านเป็นเหล่าพ่อบุญทุ่มของรายการ ทีมงานจึงทำได้แค่แสดงความยินดีต้อนรับเท่านั้น
เมื่อคนกลุ่มนี้นั่งลงพวกเขาก็มองไปที่เวทีและเริ่มซุบซิบ
“พิธีกรนี่หน้าตาไม่คุ้นเลยนะ”
“ฉันเหมือนเคยดูรายการที่เขาเป็นพิธีกร ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อหวงลี่?”
“ใครนะ?”
“ไม่ดังอะไร ดูจากปฏิกิริยาของผู้ชมก็รู้แล้วว่าหลายคนไม่สนใจเขาเท่าไหร่”
“สถานการณ์ดูไม่ค่อยดีเลยนะ พวกเราลงทุนไปมากขนาดนั้น ทำไม ‘The Voice’ ไม่หาพิธีกรดังๆ มาคุมเวทีหน่อย”
“พิธีกรต้องรับผิดชอบอ่านโฆษณาด้วยนะ”
“พิธีกรที่ไม่มีชื่อเสียงคนนี้อ่านโฆษณา ผู้ชมก็คงไม่สนใจฟังว่าเขาพูดอะไรบ้าง”
“เดี๋ยวพวกเราไปคุยกับตัวแทนเจียงให้ดีๆ นี่เพิ่งจะเทปแรก เทปต่อๆ ไปก็ให้พวกเขาเปลี่ยนพิธีกรเถอะ
ถ้าไม่ไหวจริงๆ พวกเราก็เพิ่มเงินลงทุนไปอีกหน่อยก็ได้ ยังไงตอนนี้ฉันก็คิดได้แล้ว
ต่อให้รายการ ‘The Voice’ ไม่ประสบความสำเร็จ พวกเราก็ถือว่าได้ช่วยคุนเผิงแล้ว
แค่หลังจากนี้อาจารย์จวินหลินตอบแทนเราในงานโฆษณาหน่อยก็พอ”
“อืม วุ่นวายซะจริง”
เหล่าพ่อบุญทุ่มรู้สึกไม่พอใจพิธีกรอย่างมาก เพราะสำหรับสปอนเซอร์โฆษณาแล้ว ยิ่งพิธีกรมีชื่อเสียงมากเท่าไหร่ การอ่านโฆษณาของพวกเขาก็จะยิ่งได้ผลดีเท่านั้น
พิธีกรโนเนมอย่างหวงลี่ก็เหมือนเป็นแค่เครื่องมือของวงการพิธีกรเท่านั้น ไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ชมได้เลย
ถึงแม้จะอ่านโฆษณาของแบรนด์ใหญ่ต่างๆ ไปก็ได้ผลจำกัดมาก ผู้ชมทั้งหมดนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว
เจียงเฉิงซึ่งมองดูจอภาพอยู่ด้านหลังเวทีก็เอ่ยขึ้นว่า “น่าจะเริ่มได้แล้วละ”
“อืม”
ผู้กำกับหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมา “ทุกแผนกโปรดทราบ นับถอยหลังหนึ่งนาที พิธีกรควบคุมเวทีไว้ก่อน!”
บนเวที หวงลี่พิธีกรได้รับข้อความผ่านหูฟังจึงกล่าวขึ้นว่า
“รายการของเราจะเริ่มในอีกหนึ่งนาทีครับ สิ่งแรกที่เราจะนำเสนอในวันนี้คือการแสดงเปิดตัวของรายการ
ซึ่งเป็นเพลง ‘วีรบุรุษแท้จริง’ ที่อาจารย์ไปตี้เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้องและทำนองครับ!”
ในที่สุดหนึ่งนาทีก็ผ่านไป หวงลี่หันหลังเปิดทางให้เวที แสงไฟสว่างวาบฉับพลันราวกับดอกไม้ไฟเบ่งบาน เสียงดนตรีก็ดังขึ้นตามมา
จากนั้นร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนเวทีผ่านลิฟต์ยกตัว! นั่นคือจางซีหยาง!
จางซีหยางถือไมโครโฟนไว้ในมือ เสียงร้องมั่นคง “ในหัวใจของฉันเคยมีความใฝ่ฝันหนึ่ง ให้เสียงเพลงลบความปวดร้าวทั้งหมดของเธอ…”
ทันใดนั้นเสียงที่สองก็ดังขึ้นเป็นเสียงของผู้หญิง “ดวงดาวพรั่งพราว ผู้ใดคือวีรบุรุษจริงแท้ ผู้คนธรรมดากลับทำให้ฉันซาบซึ้งยิ่งกว่า…”
เมื่อสิ้นเสียงร้อง ฉินเลี่ยนก็ปรากฏตัวบนเวที ยิ้มและโบกมือทักทายผู้ชม หนึ่งประโยคหนึ่งท่วงท่าแสดงให้เห็นถึงลีลาของราชินีเพลงเหนือแถวหน้าอย่างชัดเจน!
จากนั้นโจวหานจิ้นร่อนลงมาจากที่สูง ที่จริงเขาอยู่เหนือเวทีมานานแล้ว มือยังคงกอดกีตาร์บรรเลงเพลง
“ความแค้นย่อมไร้ซึ่งความเจ็บปวด หวังเพียงทุกหนแห่งบนโลกนี้เต็มไปด้วยเงาแห่งความรัก…”
สุดท้ายหลี่เชียวเดินตรงไปยังเวทีอย่างช้าๆ ภายใต้แสงไฟ
“แลกเสียงเพลงของพวกเรากับรอยยิ้มจากใจของเธอ ขอให้เส้นทางชีวิตของเธอต่อแต่นี้โดดเด่นยิ่งกว่าเคย!”
เหล่าราชาราชินีเพลงมารวมตัวกันบนเวที! เวลานี้บทเพลงก็มาถึงจุดไคลแม็กซ์!
โจวหานจิ้นร้องเสียงสูง “เกาะกุมทุกๆ นาทีในชีวิต!”
ฉินเลี่ยนเปล่งเสียงร้องเพลง “ทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อไล่ตามความฝันในหัวใจ!”
หลี่เชียวเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า “ไม่ผ่านพายุฝน ย่อมไมอาจพบรุ้งงาม”
โจวหานจิ้นกำหมัดชูขึ้นอย่างแรง “ไม่มีใครประสบความสำเร็จโดยไม่ตั้งใจ!”
สุดท้ายทั้งสี่ร้องประสานเสียง
“เกาะกุมทุกๆ ความรู้สึกในชีวิต โอบกอดเพื่อนรักด้วยไมตรี ให้ถ้อยคำจากใจและน้ำตาแห่งความปิติไหลรินอยู่ในหัวใจของฉันและเธอ!”
ใต้เวทีเดือดพล่าน! การที่สองราชาเพลงสองราชินีเพลงรวมกันแสดงเพลง ‘วีรบุรุษแท้จริง’ ทำให้หน้าตาของรายการเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ในทันที
ผู้ที่มาถึงสถานที่ถ่ายทำในวันนี้แทบทั้งหมดเป็นแฟนคลับของสี่คนนี้ ดังนั้นปฏิกิริยาตอบรับจึงบ้าคลั่งเป็นพิเศษ มีคนส่งเสียงกรีดร้องดังลั่นราวกับจะกลบเสียงดนตรีให้เงียบไป
“เปิดตัวสวยงามมาก”
หลินจือไป๋มองดูการแสดงอยู่ด้านหลังเวที พยักหน้าด้วยความพอใจ นักร้องระดับเหนือแถวหน้าสี่คนนี้มีสไตล์แตกต่างกัน
แต่เพลงนี้ทุกคนตั้งใจประสานงานกันกลมกลืนจนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เธอประสานเสียงฉัน ฉันประสานเสียงเธอ ร่วมมือกันอย่างแนบเนียนไร้ที่ติ
เมื่อบทเพลงเข้าสู่หูผู้ชมก็กลายเป็นความสมบูรณ์แบบโดยธรรมชาติ!
“เพราะเกินไปแล้ว!”
“ราชาราชินีเพลงสี่คนร่วมมือกันช่างให้ความรู้สึกที่ดีเหลือเกิน แค่พวกเขายืนอยู่ตรงนั้นก็เป็นทีมที่สุดยอดแล้ว!”
“ที่สำคัญเพลงก็ดีด้วย!”
“เพลงของไปตี้เพลงนี้ร้องไปถึงใจฉันเลย ทั้งที่เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ล้นเหลือ
แต่เนื้อเพลงกลับดึงความงดงามที่เรียบง่ายออกมาได้อย่างถึงที่สุด!”
“เพลงนี้ต้องดังแน่!”
“ฮ่าๆๆ เพลงของไปตี้จะไม่ดังได้ยังไง ยิ่งเพลงนี้ได้เหล่าราชาราชินีเพลงมาร่วมงานด้วยยิ่งสุดยอดไปเลย!”
“ฉันยังฟังไม่จุใจเลย”
“เธอคิดว่ามาดูคอนเสิร์ตหรือไง การแสดงเปิดตัวของโค้ชก็จบแล้ว ต่อไปต้องดูการแข่งขันของผู้เข้าแข่งขัน”
“ผู้เข้าแข่งขันจะเชื่อถือได้เหรอ”
ทุกคนมาที่นี่เพราะโค้ช ไม่ได้มีความคาดหวังใดๆ กับผู้เข้าแข่งขันของ ‘The Voice’ เลยแม้แต่น้อย
เพราะกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ได้พูดทุกอย่างชัดเจนแล้วว่ารายการนี้หาผู้เข้าแข่งขันที่ดีพอมาลงทะเบียนเข้าร่วมไม่ได้เลย
การแสดงเปิดตัวจบลงบรรดาโค้ชนั่งประจำที่ จางซีหยางกับโจวหานจิ้นอยู่ด้านซ้ายและขวา ส่วนตรงกลางคือฉินเลี่ยนกับหลี่เชียวสองราชินีเพลง
หวงลี่ปรากฏตัวบนเวทีอีกครั้ง
“สวัสดีครับผมพิธีกรหวงลี่ และที่นี่คือสถานที่ออกอากาศทั่วโลกของ ‘The Voice’ รายการประกวดร้องเพลงขนาดใหญ่ที่เชี่ยวชาญที่สุดแห่งฉินโจว
ซึ่งได้รับการสนับสนุนพิเศษร่วมกันจากสี่แบรนด์ชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ ช็อกโกแลตหลานฝู่ หมากฝรั่งอี้ต่า ชานมเชียงเวยเหมย และเซียนเวยกั่วหยวนครับ!”
เสียงของหวงลี่ดังชัด! คำกล่าวเปิดตัวเปี่ยมด้วยพลัง!
แต่พอผู้ชมได้ยินคำว่า ‘รายการประกวดร้องเพลงขนาดใหญ่ที่เชี่ยวชาญที่สุดแห่งฉินโจว’ ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างรู้กัน
ทุกคนต่างรู้ว่าช่วงนี้คุนเผิงกับเว็บไซต์วิดีโอเสินฮว่ากำลังทำศึกกัน ประโยคนี้ชัดเจนว่าเป็นการเหน็บแนมรายการ ‘ศิษย์ครู’ ที่เป็นรายการประเภทเดียวกัน
โดยมีความหมายนัยๆ ว่ารายการของเราเชี่ยวชาญกว่าพวกเขา!
หลังจากกล่าวเปิดตัวเสร็จ จู่ๆ หวงลี่ก็ยิ้มอย่างลึกลับ
“ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ผมจะขอมอบสิทธิพิเศษสำหรับครอบครัวให้ทุกท่านก่อน”
อุ๊บ! ครอบครัวก็ได้เหรอ? ใครคือครอบครัวของนายกัน? ปกติไม่พูดว่าท่านผู้ชมกันหรือไง?
แน่นอนว่าคำพูดนี้ทุกคนเข้าใจความหมายแต่ฟังแล้วก็น่าขบขันจริงๆ ถึงแม้ว่าในชาติก่อนคำพูดรถเข็น (คำพูดซ้ำๆ) แบบนี้จะถูกเหล่าสตรีมเมอร์ใช้จนเกร่อไปนานแล้วก็ตาม
แต่ทว่าท่ามกลางเสียงหัวเราะนั้น คำพูดต่อไปของหวงลี่กลับทำให้คนทั้งสถานที่ถ่ายทำตกตะลึง เห็นเพียงปากของเขาราวกับปืนกลที่รัวกระสุนออกไป!
ปัง ปัง ปัง!
“ช็อกโกแลตแท้ The Voice เลือกช็อกโกแลตหลานฝู่ ชวนคุณมาสัมผัสความนุ่มละมุนลิ้นในเวลานี้
ขอเรียนเชิญทุกท่านรับชมรายการประกวดร้องเพลงค้นหาดาวดวงใหม่ที่ยิ่งใหญ่ The Voice ฉินโจวอย่างเป็นทางการ
สร้างสรรค์โดยเว็บไซต์วิดีโอคุนเผิง น้ำผลไม้เซียนเวยร่วมสนับสนุนทุกความฝันของคุณ
เซียนเวยกั่วหยวนที่รสชาติดีกว่าเดิมเมื่อเขยาก่อนดื่ม ขอร่วมส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจ The Voice ศิษย์เอกของโค้ชทั้งสี่
The Voice ในฤดูกาลนี้จะก้าวเดินบนเส้นทางความฝันทางดนตรีกับหมากฝรั่งอี้ต่าที่ใส่ใจดูแลฟันและห่วงใยคุณยิ่งกว่า
เพียงแค่ส่ง SMS เข้ามาโต้ตอบเพื่อสนับสนุนผู้เข้าแข่งขันที่คุณรัก ท่านจะได้รับคูปองส่วนลด 70% ทันที
จากบริษัทชาไข่มุกแบรนด์เชียงเวยเหมยที่พร้อมจะรักและทะนุถนอมคุณไว้ในฝ่ามือ
แถมยังมีโอกาสลุ้นรับสมาชิกฟรีจากเว็บไซต์วิดีโอคุนเผิงอีกด้วย
และหากผู้เข้าแข่งขัน The Voice ของเราได้รับการยอมรับจากโค้ชสามคนขึ้นไป
ก็ยังมีโอกาสคว้าเงินทุนสนับสนุนความฝันทางดนตรีมูลค่าหนึ่งแสนหยวนจากเว็บไซต์วิดีโอคุนเผิงไปเลย!”
เนื้อหาที่ยาวกว่าสองร้อยตัวอักษร! อ่านรวดเดียวจบภายในสิบห้าวินาทีโดยไม่ติดขัดเลยแม้แต่น้อย!
ผู้ชมในสถานที่ถ่ายทำต่างมีสีหน้าอย่างกับคนเห็นผี! กลุ่มตัวแทนของสปอนเซอร์แบรนด์โฆษณาเหล่านั้นยิ่งแล้วใหญ่ถึงกับสูดหายใจเฮือกด้วยความตกใจ!
แม้แต่โค้ชทั้งสี่คนอย่าง จางซีหยาง โจวหานจิ้น หลี่เชียว และฉินเลี่ยน ยังอึ้งไปเลย!
พิธีกรคนนี้มาจากไหนกันเนี่ย! ความคล่องแคล่วในการพูดจะสุดยอดเกินไปแล้วมั้ง!
แม้แต่แร็ปเปอร์มืออาชีพก็ยังทำไม่ได้ถึงระดับนี้เลย!
วินาทีต่อมาผู้ชมระเบิดความฮือฮา! การแสดงเปิดตัวเคยทำให้ผู้ชมฮือฮาไปแล้วครั้งหนึ่ง
แต่นั่นเป็นเพลงใหม่ของไปตี้แถมยังเป็นการร้องประสานเสียงของซูเปอร์สตาร์เหนือแถวหน้าสี่คน ไม่ฮือฮาสิแปลก
แต่ครั้งนี้ทุกคนถึงกับฮือฮาเพราะคำโฆษณาที่พิธีกรคนหนึ่งกล่าว นี่ถ้าพูดออกไปคงไม่มีใครเชื่อแน่!
“เชี่ย!”
“นี่มันไม่ใช่ ‘The Voice’ แล้ว นี่มันสุดยอดลิ้นชัดๆ!”
“พิธีกรคนนี้ชื่ออะไร”
“สุดยอดเกินไปแล้ว นี่คนแน่เหรอ ความเร็วขนาดนี้พวกแร็ปเปอร์ยังต้องยอมเลย!”
“เหมือนจะชื่อหวงลี่นะ ฉันจำเขาได้ ท่องคำโฆษณานี้ติดหูยิ่งกว่าพระสวดมนต์อีก!”
“พระสวดมนต์เธอฟังไม่รู้เรื่องหรอก!”
“แต่โฆษณาของหวงลี่คนนี้ฉันดันฟังรู้เรื่องชัดแจ๋วเลยเนี่ยสิ!”
“ฟังรู้เรื่องแล้วมีประโยชน์อะไร?”
“สมองฉันประมวลผลแทบไม่ทัน หมอนี่คงกินกระสุนเข้าไปแน่ๆ!”
ผู้ชมตกใจจริงๆ! ตัวแทนแบรนด์สปอนเซอร์ทั้งสี่คนที่นั่งอยู่ใต้เวทีก็ได้สติกลับมาพลันหันหน้าสบตากัน
“แบบนี้ก็ได้เหรอ?”
“ความเร็วเกินจริงไปแล้ว!”
“สมองประมวลผลแทบไม่ทันเลยว่าเขาพูดอะไรไปบ้าง”
“ต้องให้เขาพูดช้าลงหน่อย ชื่อแบรนด์ของเราแวบผ่านไปในพริบตาเลย”
“ไม่ๆๆ พวกคุณคิดผิดถนัด ต้องเป็นความเร็วระดับนี้แหละถึงจะมีประเด็น พอมีประเด็นทุกคนก็จะสนใจว่าเมื่อกี้พิธีกรคนนี้พูดไปกี่คำกันแน่ สุดท้ายก็ต้องไปดูว่าเนื้อหามีอะไรบ้าง!”
“ใช่! ต้องทำแบบนี้แหละ!”
“ก่อนหน้านี้เขาก็ท่องช้าๆ ผู้ชมฟังรู้เรื่องแต่คุณลองดูผลลัพธ์สิ ช่วงที่เขาเร่งความเร็วพูดโฆษณานี่แหละทำให้ทุกคนรู้สึกยอดเยี่ยมกว่าจริงๆ”
“เจียงเฉิงไปหาคนประหลาดแบบนี้มาจากไหนกัน!”
“ก่อนหน้านี้พวกเรายังกังวลอยู่เลยว่าพิธีกรคนนี้ไม่มีชื่อเสียง ถึงขั้นคิดว่าจะให้เจียงเฉิงเปลี่ยนไปใช้พิธีกรดังๆ มาแทน
แต่ดูตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว วิธีการท่องโฆษณาแบบนี้ของเขา คุ้มค่าที่จะให้อยู่บนเวทีนี้เพื่อโฆษณาให้พวกเรา!”
ตัวแทนแบรนด์สปอนเซอร์ต่างพึงพอใจมาก! แม้จะมีบางคนรู้สึกว่าความเร็วในการพูดจะเร็วเกินไป แต่ก็ถูกคนอื่นๆ โน้มน้าว
วิธีการอ่านโฆษณาด้วยความเร็วสูงแบบนี้ทุกคนไม่เคยเห็นมาก่อนเลย! ช่างน่าทึ่งเกินไปแล้ว!
ความน่าทึ่งแบบนี้รายการออกอากาศไปต้องสร้างกระแสการพูดถึงได้แน่ ถึงตอนนั้นแบรนด์ใหญ่ทั้งสี่ก็แค่ร่วมมือกันโปรโมตและสร้างกระแสสักหน่อย ผลลัพธ์ก็ออกมาแล้วไม่ใช่หรือ?
ทุกคนต่างเป็นคนฉลาด การคิดทำความเข้าใจในจุดนี้จึงไม่ใช่เรื่องยาก
แม้แต่ตัวแทนของช็อกโกแลตหลานฝู่ก็เริ่มเสนอว่า พอรายการออกอากาศแล้วทุกคนก็สร้างกระแสให้กับโฆษณานี้
เริ่มแคมเปญท้าทายทั่วโลกออนไลน์ว่าใครจะพูดจบได้ภายในเวลากี่วินาทีอะไรแบบนั้น
หวงลี่รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า หลังจากที่เขาอ่านโฆษณาจบภายในสิบห้าวินาที สายตาของผู้ชมที่มองมาที่เขาก็เปลี่ยนไป
เหมือนจะเปล่งประกายฮึกเหิมมากกว่าก่อนหน้านี้? เป็นเรื่องดี!
หวงลี่กล่าวอย่างมีพลังว่า “ต่อไปเราจะเชิญผู้เข้าแข่งขันคนแรกขึ้นสู่เวที ขอให้โค้ชทั้งสี่ท่านหมุนเก้าอี้กลับหลังด้วยครับ!”
เมื่อสิ้นเสียง เก้าอี้ก็หมุน โค้ชทั้งสี่คนสีหน้าเรียบเฉย พวกเขาได้ลองเล่นเก้าอี้หมุนมาหลายวันแล้ว
โดยเฉพาะโจวหานจิ้นที่ชอบการออกแบบนี้เป็นพิเศษ ตรงกันข้ามผู้ชมต่างหากที่พากันตะลึงงัน
“นี่มัน”
“ลูกเล่นแปลกจัง?”
“ทำไมโค้ชถึงหันหลังให้เวทีล่ะ?”
“แบบนี้ก็มองไม่เห็นหน้าผู้เข้าแข่งขันสิ?”
“การออกแบบของจวินหลินเหรอ?”
หวงลี่ตอบข้อสงสัยของผู้ชมได้ทันเวลา
“ทุกคนต้องประหลาดใจแน่ๆ ว่าทำไมโค้ชถึงหันหลังให้เวที จริงๆ แล้วนี่คือเจตนารมณ์ของรายการ ‘The Voice’ ครับ
บนเวทีของเราเสียงร้องคือพระเอก เราต้องการค้นหาเสียงที่ยอดเยี่ยมที่สุดและแสวงหาดนตรีที่แท้จริง
ส่วนเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก อายุ หรือแม้แต่อาชีพ ล้วนแล้วแต่ไม่สำคัญทั้งสิ้น!
โค้ชทั้งสี่ท่านของเราสามารถกดปุ่มระหว่างที่กำลังฟังเพลงเพื่อหมุนเก้าอี้เลือกเสียงที่ตนเองชื่นชอบได้
และถ้าหากผู้เข้าแข่งขันแสดงจบลงแล้วแต่ไม่ได้รับเลือกจากโค้ชแม้แต่คนเดียว ก็จะต้องออกจากเวทีของเราไปอย่างน่าเสียดายครับ…”
ผู้ชมอึ้ง! พวกนายเอาจริงเหรอเนี่ย!
ก่อนหน้านี้รายการ ‘The Voice’ โปรโมตอยู่ตลอดว่า ‘สนใจแต่เสียงร้องเท่านั้น’ ซึ่งทุกคนไม่ได้ใส่ใจมากนัก
เพราะรายการประกวดร้องเพลงทั่วโลกต่างก็อ้างว่าไม่ได้ตัดสินที่รูปลักษณ์ผู้เข้าแข่งขัน ใช้ความสามารถในการแข่งขัน
แต่ความจริงทำอย่างไรทุกคนก็รู้ดี
(3)
แต่แล้วตอนนี้ ‘The Voice’ กลับเล่น ‘สนใจแต่เสียงร้อง’ จริงๆ ให้ทุกคนได้เห็น เพราะเก้าอี้ของโค้ชหันหลังให้เวที
พวกเขาจึงมองไม่เห็นหน้าผู้เข้าแข่งขันเลย!
“น่าสนใจนะ”
“ฟังดูน่าสนุกดี”
“การออกแบบนี่ก็เพื่อไม่ให้โค้ชเห็นรูปลักษณ์ของผู้เข้าแข่งขัน จะได้ไม่ตัดสินที่ภายนอกสินะ?”
“น่าจะประมาณนั้น แต่เป็นไปได้ไหมว่าโค้ชอาจจะรู้จักผู้เข้าแข่งขันล่วงหน้าแล้ว…”
“เป็นไปได้”
“แบบนี้ก็ต้องให้ทุกคนช่วยกันตัดสินแล้วละ ฉันไม่คิดว่าราชาราชินีเพลงพวกนี้จะแสดงแนบเนียนขนาดนั้น”
“ถ้ารู้จักกันรับรองโป๊ะแตกแน่!”
“โดยเฉพาะโจวหานจิ้น หมอนี่เสแสแสร้งไม่เป็นหรอก ใครๆ ก็รู้ว่าราชาเพลงโจวเป็นคนที่มีความเป็นตัวเองสูง เล่นกันแบบตรงไปตรงมา!”
“รอดูไปเถอะ ไม่รู้ว่าการออกแบบนี้จะได้ผลยังไง”
“เดี๋ยวฉันจะจับตาดูโค้ชไว้เลย พวกเขาต้องโป๊ะแตกแน่ถ้ารู้จักผู้เข้าแข่งขันล่วงหน้า!”
ผู้ชมทุกคนต่างคิดว่าตัวเองมีตาทิพย์ หวงลี่แนะนำกฎกติกาเสร็จก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“ต่อไปขอเชิญผู้เข้าแข่งขันคนแรกขึ้นสู่เวทีครับ!”
พูดจบหวงลี่ก็ออกจากเวทีไป เขาต้องพาครอบครัวและเพื่อนของผู้เข้าแข่งขันคนแรกไปยังสถานที่ถ่ายทำที่สอง
แม้ว่าผู้ชมที่อยู่ในห้องถ่ายทำจะมองไม่เห็นสถานที่ถ่ายทำที่สอง แต่เมื่อถึงเวลาออกอากาศอย่างเป็นทางการ
ทางรายการจะตัดต่อภาพจากสถานที่ถ่ายทำที่สองเข้าไปด้วย ผู้เข้าแข่งขันคนแรกที่ขึ้นเวทีมีชื่อว่า เถียนเหวย
เถียนเหวยเป็นคนเมืองซูเฉิง และถูกคัดออกตั้งแต่รอบออดิชันของ ‘The Voice’
ตอนนั้นเถียนเหวยเสียใจมาก คิดว่ารายการนี้บอกว่าไม่ตัดสินที่รูปลักษณ์หน้าตาอะไรทำนองนั้น สุดท้ายคนที่เข้ารอบก็ยังคงเป็นพวกหนุ่มหล่อสาวสวยอยู่ดี
ไม่คาดคิดเลยว่า หลังจากถูกคัดออกไปแล้ว จะมีผู้รับผิดชอบการออดิชันที่ชื่อว่า จินเสี่ยวเฟิง ติดต่อมาหาเขาแล้วบอกว่า
“อาจารย์ไปตี้ชื่นชมคุณมากเลยครับ คุณสามารถเข้าร่วมการถ่ายทำรายการ ‘The Voice’ ได้แล้ว!”
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าตอนนั้นเถียนเหวยตื่นเต้นมากขนาดไหน!
แต่พอถึงเวลาต้องขึ้นเวที เถียนเหวยกลับเริ่มประหม่า เขายืนปรับการหายใจอยู่ด้านหลังเวที
จนกระทั่งจินเสี่ยวเฟิงที่ตามเขามาในวันนี้พูดขึ้น
“เถียนเหวย ขึ้นเวทีเลย สู้ๆ นะครับ!”
“ผมจะทำได้ไหม”
เถียนเหวยรู้สึกว่าขาของตัวเองเริ่มสั่นระริกเบาๆ ทางรายการยอมรับเขาแล้ว หรือจะพูดว่าอาจารย์ไปตี้ยอมรับเขาแล้ว
แต่ผู้ชมจะยอมรับเขาไหม คนอย่างเขาจะขึ้นเวทีประกวดร้องเพลงได้เหรอ?
จินเสี่ยวเฟิงหลุดขำ “คุณไม่เชื่อผมก็ได้ แต่คุณต้องเชื่ออาจารย์ไปตี้สิครับ”
พูดถูก! ผมเป็นผู้เข้าแข่งขันที่อาจารย์ไปตี้ยอมรับนะ!
เถียนเหวยกัดฟันก้าวไปรับไมโครโฟนแล้วเดินขึ้นสู่เวที!
แปะๆๆ ผู้ชมเห็นคนขึ้นมาก็ปรบมือทันที แต่เมื่อผู้ชมในสถานที่ถ่ายทำเห็นรูปร่างหน้าตาของผู้เข้าแข่งขันภายใต้แสงไฟอย่างชัดเจน
แม้เสียงปรบมือจะไม่หยุดลงแต่สีหน้าของผู้ชมต่างก็เปลี่ยนไป!
นี่มันฟ่านไคว่กลับชาติมาเกิดเหรอเนี่ย?
เห็นเพียงผู้เข้าแข่งขันคนนี้สูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ไม่รู้น้ำหนักกี่ร้อยจิน
แต่ที่แน่ๆ คือเมื่อมองไปแวบแรกเหมือนภูเขาเนื้อขนาดย่อม ใบหน้ายังมีเคราดกหนาดูหยาบกระด้าง
รูปร่างหน้าตาแบบนี้แน่นอนว่าคงไม่เกี่ยวข้องกับคำว่าหล่อเลย แต่ก็ไม่ได้ถึงกับขี้เหร่อะไร
เพียงแต่ให้ความรู้สึกราวกับว่าถ้าเป็นยุคโบราณคนคนนี้จะต้องเป็นขุนพลผู้เก่งกาจอย่างแน่นอน เป็นอย่างนั้นจริงๆ…
คุนเผิงไม่ได้โกหก! รายการนี้ไม่ดูรูปลักษณ์จริงๆ ด้วย!
ผู้เข้าแข่งขันคนแรกที่ขึ้นมามีสไตล์แบบนี้ ไม่ใช่แนวทางเดียวกับรายการประกวดร้องเพลงวาไรตี้ (ที่เน้นหน้าตา) พวกนั้นเลย แท้จะทำให้ผู้ชมทำตัวไม่ถูก
“ต้องติดดินขนาดนี้เลยเหรอ”
“ที่ไม่เลือกหนุ่มหล่อสาวสวยฉันเข้าใจได้ เพราะคนส่วนใหญ่ก็เป็นคนธรรมดา
แต่เอาชายฉกรรจ์ร่างใหญ่น่าเกรงขามแบบนี้มามันหมายความว่ายังไง”
“ดูปุ๊บก็รู้เลยว่าเขาต้องร้องเพลงร็อก!”
“ฮ่าๆๆ ถ้าเขาร้องเพลงเรกเก้ฉันก็ไม่แปลกใจเลย”
“พี่คนนี้ต่อยฉันทีเดียวฉันคงดับคาที่”
“พวกเธอว่าเขามีขนหน้าอกไหม”
“พวกเธอนี่พอได้แล้ว! ฟังเพลง ฟังเพลง!”
“ฉันละอยากจะเห็นจริงๆ ว่ารายการตั้งใจจะเล่นลูกไม้อะไรกันแน่”
อย่ามองว่าชาวเน็ตบางคนเอาแต่บ่นทุกวันว่ารายการประกวดส่วนใหญ่เหมือนการประกวดนางงาม
แต่ความจริงแล้วจะมีสักกี่คนที่ไม่ตัดสินที่รูปลักษณ์ภายนอกได้?
ด้วยเหตุนี้พอเห็นผู้เข้าแข่งขันคนแรกของ ‘The Voice’ เป็นอย่างเถียนเหวย จะบอกว่าไม่ผิดหวังก็คงโกหก
ในใจทุกคนต่างรู้สึกพูดไม่ออกอยู่ไม่น้อย
แต่โค้ชทั้งสี่คนที่หันหลังให้เวทีสามารถมองเห็นปฏิกิริยาของผู้ชมได้อย่างชัดเจน พวกเขาเห็นได้ชัดว่าปฏิกิริยาของผู้ชมไม่ปกติ
โจวหานจิ้นพิงเก้าอี้อดกลั้นความต้องการที่จะไขว่ห้างแล้วหันไปกระซิบกับหลี่เชียวว่า “เกิดอะไรขึ้น”
หลี่เชียวตอบอย่างไม่ใส่ใจ “นายหมุนกลับไปดูเองก็รู้แล้วนี่”
โจวหานจิ้นส่ายหน้าอย่างแรง ล้อเล่นอะไรเนี่ย ตนต้องเอาแชมป์มาให้ได้ ต้องแย่งชิงผู้เข้าแข่งขันที่เก่งที่สุด!
คนที่อยู่ด้านหลังคนนี้ก็ไม่รู้ว่าฝีมือเป็นอย่างไร เวลานี้เองเสียงดนตรีก็ดังขึ้น จู่ๆ ฉินเลี่ยนก็พูดขึ้น “เพลงของฉูฉือ?”
จางซีหยางพยักหน้า “ดูเหมือนจะเป็นผู้เข้าแข่งขันหญิงนะ”
เพลงนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เพราะมีบทบาทสำคัญในรายการวาไรตี้อีกรายการของคุนเผิงอย่าง ‘If You Are The One’
สาวๆ หลายคนชอบเลือกเพลงนี้เวลาร้องคาราโอเกะ ใช่แล้วเพลงที่เถียนเหวยเตรียมมาคือ ‘เสียดายไม่ใช่เธอ’
ทันทีที่เสียงดนตรีขึ้น ผู้ชมจำนวนไม่น้อยก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นเพลงนี้!
“อ้าว นี่มัน!”
“เปิดเพลงผิดเหรอ?”
“นี่มันเพลงผู้หญิงนี่นา!”
“ที่สำคัญที่สุดคือเพลงนี้ต้องใช้เสียงที่อ่อนโยนแบบผู้หญิงถึงจะร้องได้ดี…”
“เพลงนี้กับบุคลิกของผู้เข้าแข่งขันไม่ได้เข้ากันสักนิดเลย”
“พวกเธออ้อมค้อมเกินไปแล้ว ครั้งนี้ฟ่านไคว่ร้องเพลงรักให้ทุกคนได้เปิดหูเปิดตา!”
“ฉันกลัวว่าจู่ๆ เขาจะวากออกมาจัง!”
“ก็เป็นไปได้นะ ตอนนี้มีหลายคนชอบเอาเพลงช้าๆ ซึ้งๆ มาดัดแปลงเป็นเพลงร็อก”
ผู้ชมบางส่วนพูดคุยกัน แต่แล้วเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดก็เงียบหายไปในทันทีที่เสียงร้องของเถียนเหวยดังขึ้น
“วินาทีนี้พลันรู้สึกคุ้นเคย ราวกับเมื่อวานและวันนี้ถูกฉายไปพร้อมกัน
น้ำเสียงประโยคนี้ของฉันช่างเหมือนเธอ นี่มิใช่หลักฐานว่าเราเคยรักกันหรือ
เกือบหลอกตัวเอง เกือบหลอกเธอไป ความรักกับการถูกรักใช่ว่าต้องเท่าเทียมกัน
ฉันรู้ว่าการได้รับเมตตาความรักคือโชคชะตาที่ดี แต่ฉันไม่อาจมอบตัวตนทั้งหมดให้เธอ…”
อ่อนโยน! เศร้าซึ้ง! นุ่มนวล! ละเอียดอ่อน!
เสียงของเถียนเหวยแสดงความมีเสน่ห์ดึงดูดแบบนักร้องชายออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
สำเนียงการร้องที่อ่อนโยนถึงขีดสุดทำให้รู้สึกเป็นธรรมชาติต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกของเขาคนละขั้ว
ใช้สำนวนจีนมาอธิบายได้ว่า บุรุษเหล็กใจอ่อนโยน!
ผู้ชมทั้งสตูขนลุกซู่ มองดูเถียนเหวยที่กำลังร้องเพลง ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า
ทำไมคนที่มีรูปลักษณ์ภายนอกหยาบกระด้างแบบนี้ถึงมีน้ำเสียงที่นุ่มนวลอ่อนโยนได้ถึงเพียงนี้ ในวินาทีนี้ทุกคนตกตะลึง!
“เสียงนี้!”
“อ้าปากก็ยอมศิโรราบเลย!”
“หูฉันฝาดไปหรือเปล่า?”
“หูของฉันจะตั้งท้องอยู่แล้ว!”
“เสียงนี้รู้สึกอบอุ่นดีจัง!”
“ถ้าไม่ดูหน้า ฟังแค่เสียงอย่างเดียว ฉันต้องคิดว่าคนร้องเป็นคุณลุงที่ดูหม่นหมองแน่นอน
เสียงนี้นุ่มนวลเศร้าซึ้ง เป็นธรรมชาติมากจริงๆ!”
“คนละขั้วกับรูปลักษณ์ภายนอกเลย!”
เพลงนี้อ่อนโยนมากและเศร้าซึ้งมาก เถียนเหวยถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะตอนร้องท่อนฮุค ผู้ชมรู้สึกใจสั่นไหว
“น่าเสียดายที่ไม่ใช่เธอ ที่อยู่เคียงข้างฉันจนถึงที่สุด เราเคยเดินด้วยกัน แต่กลับหลงทางตรงแยกนั้น…
ขอบคุณนะที่ครั้งหนึ่งเธอเคยจับมือฉันไว้ ยังสัมผัสได้ถึง…ความอ่อนโยนนั้น…”
เศร้าจับใจ! อารมณ์ถูกกดทับควบคุมไว้แต่ก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่พลุ่งพล่าน!
เสียงเพลงนี้ทำให้ผู้ชมทุกคนเมินต่อรูปลักษณ์ภายนอกของเถียนเหวยไปแล้ว
หรืออาจกล่าวได้ว่ารูปลักษณ์ของเขายิ่งทำให้เวทีนี้มีคุณค่ามากขึ้นไปอีก!
ในขณะเดียวกันสีหน้าของโค้ชทั้งสี่ที่หันหลังให้เวทีก็เปลี่ยนไป!
โจวหานจิ้นทำสีหน้าเหมือนคนท้องผูก มือของเขาลอยอยู่เหนือปุ่มเก้าอี้หมุน!
จางซีหยางหลับตาแต่สีหน้ากลับแสดงออกถึงความเคลิบเคลิ้ม ฉินเลี่ยนระงับความตื่นเต้นพลางกล่าวว่า “เพราะมาก!”
หลี่เชียวไม่ได้พูดอะไรพยายามจะรักษาสีหน้าแบบดาราไว้ เสียงร้องนี้ช่างน่าทึ่งเกินไปจริงๆ!
โค้ชทั้งสี่คนต่างรู้สึกทึ่ง! ต้องรู้ว่าเพลง ‘เสียดายไม่ใช่เธอ’ ของฉูฉือนี้ถูกเขียนขึ้นมาให้นักร้องหญิงแถวหน้าคนหนึ่ง
การที่ผู้ชายทั่วไปจะร้องได้อารมณ์แบบนี้เป็นเรื่องยากมากจริงๆ!
ณสถานที่ถ่ายทำที่สอง พ่อแม่ของเถียนเหวยมาถึงแล้ว! พ่อแม่ของเถียนเหวยเป็นคนธรรมดาทั่วไป
ทั้งสองมองดูการแสดงบนเวทีหลัก มือเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจากความตื่นเต้น ตะโกนออกมาโดยไม่รู้ตัวว่า
“หมุน!”
“หมุนสิ!”
“หมุนๆๆ!”
แม้แต่พิธีกรหวงลี่ก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนตามไปด้วย การร้องเพลงนี้ช่างไพเราะเหลือเกิน!
“ลุยเลย!”
ในบรรดาโค้ชทั้งสี่ หลี่เชียวที่กำลังฟังเพลงอยู่พลันกัดฟันแล้วกดปุ่มไฟอย่างแรง!
ปิ้ง! เก้าอี้หมุนกลับมาทันที!
แม้ว่าทางรายการจะย้ำเตือนโค้ชอยู่เสมอตั้งแต่ก่อนถ่ายทำว่าโควตาของแต่ละทีมมีจำกัด การกดไฟจึงต้องระมัดระวังให้ดี
แต่เสียงร้องนี้หลี่เชียวไม่อยากพลาดไปจริงๆ!
แต่แล้วเมื่อเห็นเถียนเหวยที่กำลังร้องเพลงอยู่ หลี่เชียวกลับเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ร่างกายราวกับกลายเป็นหิน!
ความรู้สึกนี้มันช่างละเอียดอ่อน เหมือนกับว่าคุณได้ยินเสียงแจ๋วๆ แล้วจินตนาการไปต่างๆ นานา
แต่พอหันกลับมาถึงได้พบว่าแท้จริงอีกฝ่ายคือเฉียวปี้หลัว แน่นอนว่าตัวอย่างนี้อาจไม่เหมาะสมนัก
เพราะไม่ว่ารูปลักษณ์และเสียงของเถียนเหวยจะแตกต่างกันขนาดไหน อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้หลอกลวงใคร และที่สำคัญเขาร้องเพลงได้ดีจริงๆ!
“ฮ่าๆๆๆๆ!”
มีผู้ชมหัวเราะจนแทบคลั่ง สีหน้าของหลี่เชียวในตอนนี้มันยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!
ในวินาทีนี้จู่ๆ ผู้ชมก็รู้สึกสนุกเพลิดเพลิน ที่แท้เสน่ห์ของ ‘The Voice’ ก็อยู่ตรงนี้เองเหรอ!? น่าสนใจเกินไปแล้ว!
ความจริงแล้วนี่คือความรู้สึกเหนือกว่าจากมุมมองของพระเจ้า เพราะผู้ชมได้เห็นรูปลักษณ์ภายนอกของเถียนเหวยก่อนแล้ว
จากนั้นก็ถูกเสียงเพลงของเขาพิชิตใจ จึงตั้งตารอที่จะได้เห็นปฏิกิริยาของโค้ชหลังจากที่หมุนเก้าอี้มาเป็นพิเศษ!
ตอนนี้ก็ได้เห็นแล้ว เป็นไปตามที่จินตนาการไว้ทุกอย่าง หลี่เชียวที่เป็นถึงราชินีเพลง
ถูกความแตกต่างระหว่างเสียงร้องกับรูปลักษณ์ภายนอกของเถียนเหวยทำให้ตกใจ!
ในพริบตานั้นการควบคุมสีหน้าแบบดาราอะไรนั่นก็ถูกโยนทิ้งไปไกลสุดกู่!
“หมุนแล้วๆ!” ณสถานที่ถ่ายทำที่สอง พ่อแม่ของเถียนเหวยกระโดดโลดเต้น!
พิธีกรหวงลี่ก็ตบมือด้วยความตื่นเต้น!
และเวลานี้เอง ปิ้ง! ปิ้ง! ปิ้ง!
จางซีหยางหมุนเก้าอี้! โจวหานจิ้นหมุนเก้าอี้! ฉินเลี่ยนก็หมุนเก้าอี้!
โค้ชทั้งสี่คนต่างก็หมุนเก้าอี้เลือกเถียนเหวย!
เพียงแต่ในขณะที่หมุนเก้าอี้กลับมา ทั้งโจวหานจิ้น จางซีหยาง และฉินเลี่ยน ต่างก็แสดงสีหน้าแบบเดียวกับหลี่เชียวออกมา!
“เชี่ย!”
“หมุนแล้ว!”
“หมุนครบทุกคนเลย!”
“ฮ่าๆๆๆๆ!”
“น่าจะหมุนตั้งนานแล้ว!”
“ฝีมือระดับนี้ไม่หมุนได้เหรอ!”
“ฮ่าๆๆๆๆ! ฉันชอบสีหน้าของพวกเขาที่ดูเหมือนไม่เคยเห็นโลกยังไงยังงั้นเลย!”
“ลูกตาของโจวหานจิ้นจะถลนออกมาอยู่แล้ว! แสดงสีหน้ายอดเยี่ยม! ถ้าฉากนี้ออกอากาศนะฉันจะแคปหน้าจอทำเป็นอีโมจิเลย!”
ความรู้สึกร่วมของผู้ชมในสตูดิโอถ่ายทำพุ่งถึงขีดสุด! การที่โค้ชทั้งสี่คนหมุนเก้าอี้เลือกเถียนเหวยทำให้ผู้ชมรู้สึกตะลึงอย่างบอกไม่ถูก
ความตื่นเต้นอิ่มเอมใจท่วมท้น วินาทีนี้พวกเขารู้สึกราวกับว่าตนเองได้รับการยอมรับจากโค้ชเหล่านี้แล้ว!
เป็นเพราะพวกเขาชื่นชอบการแสดงของเถียนเหวยมากเกินไปแล้ว!
บนเวทีเถียนเหวยเห็นโค้ชทั้งสี่คนต่างก็หมุนเก้าอี้เลือกเขา ดวงตาพลันแดงก่ำ
คนตัวเล็กๆ อย่างเขาได้รับคำยอมรับจากเหล่าราชาราชินีเพลงมากมายขนาดนี้! คนเหล่านี้มีสถานะสูงส่งขนาดไหนกัน!
แต่เสียงร้องของเถียนเหวยกลับไม่ได้รับผลกระทบเลย เขายืนร้องเพลงจบทั้งเพลงได้อย่างมั่นคง ราวกับกลัวว่าโค้ชจะหมุนเก้าอี้กลับไปอย่างนั้น
วินาทีที่เสียงปรบมือดังกึกก้อง! หลินจือไป๋ซึ่งกำลังดูการแข่งขันอยู่ด้านหลังเวทีก็ปรบมือพร้อมกับรอยยิ้มเช่นกัน
“สมแล้วที่เป็นผู้เข้าแข่งขันที่เข้าตาอาจารย์ไปตี้ครับ”
ผู้กำกับชื่นชม เขาเชื่อมั่นเลยว่าเมื่อเวทีนี้ออกอากาศอย่างเป็นทางการ
ความรู้สึกแตกต่างขั้วตรงข้ามนี้จะพุ่งถึงขีดสุด และตรงถึงใจผู้ชมทุกคนได้ในทันที!