ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 289 ไซแรน! หลัวเยี่ยน!
แตกต่างจากเถียนเหว่ยชายร่างกำยำจ้าวโยวเยว่ถือเป็นสาวสวยคนหนึ่ง
รูปลักษณ์นี้ไม่ว่าจะอยู่ในรายการประกวดไหนก็ไม่ถือว่าแย่เลย!
ผู้ชมค่อนข้างแปลกใจนี่เริ่มส่งสาวงามขึ้นมาแล้วเหรอ?
เถียนเหว่ยคงเป็นกรณีพิเศษสินะดูเหมือนว่ารายการนี้ก็ยังสนใจรูปลักษณ์ภายนอกของผู้เข้าแข่งขันอยู่ดี
แต่ในเมื่อส่งคนหน้าตาดีขึ้นไปแล้วงั้นเสียงร้องจะแย่ลงหรือเปล่า?
อารมณ์ของผู้ชมอ่อนไหวขึ้นมาเพราะกระแสตอบรับจากเถียนเหว่ยนั้นดีมากทำให้ทุกคนพอเห็นสาวสวยก็กลับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
กังวลว่าอีกฝ่ายอาศัยหน้าตาเข้าร่วมทีมทุกคนปรบมือไปตามสบายหลังจากเสียงปรบมือสงบลงสถานที่ถ่ายทำก็เงียบสงัด
ไม่มีการกล่าวเปิดตัวของผู้เข้าแข่งขันใดๆ รายการนี้ก็เป็นแบบนี้แหละขึ้นมาก็ร้องเพลงเลย
ถ้าดีก็คือดีถ้าไม่ดีก็คือไม่ดีถึงยังไงผู้ชมก็ค่อนข้างชอบวิธีการเล่นแบบนี้
เสียงดนตรีดังขึ้นดนตรีนี้นี้ผู้ชมไม่ค่อยคุ้นเคยนักกลับเป็นจางซีหยางที่จำได้ว่านี่คือเพลงอะไร
เขาจึงบอกกับโค้ชอีกสามคนที่อยู่ข้างๆ ว่า
“นี่คือเพลงโบราณชื่อ ‘จวินเวย’ เมื่อก่อนตอนที่ปล่อยเพลงใหม่ๆ น่าจะติดอันดับสิบของชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลนะ”
ฉินเลี่ยนสงสัย “คุณจำได้ละเอียดขนาดนั้นเลยเหรอ?”
จางซีหยางพูดติดขัด “เพราะเพลงนี้ค่อนข้างจะ…”
หลี่เชียว “ค่อนข้างอะไร?”
โจวหานจิ้นบ่น “ทำไมพูดครึ่งๆ กลางๆ อึกๆ อักๆ แบบนี้ละ?”
ขณะนี้เองดนตรีนำจบลง เสียงร้องก็ดังขึ้น
“ดวงจิตบั่นป่วนไหวเหมือนผิวน้ำที่สั่นไหว เธอคือราชาที่ครองดวงใจฉัน—
นางเงือกแหงนหนามองฟากสวรรค์ โลหิตสีแดงฉานชะล้างเหรียญตรา—
ฉันค้นหาความมืดมิดในกมลสันดาน เพียงรอรับการเลี้ยงดูจากท่านที่เธอมอบให้—
แสงจันทร์สีแดงก่ำสาดสู่บัลลังก์บรรทม ใบหน้าราชันยากหยั่งถึงความเกรียงไกร—”
สีหน้าโค้ชทั้งสี่แปลกประหลาดไปเล็กน้อย!
โจวหานจิ้นและคนอื่นๆ ต่างรู้ว่าทำไมจางซีหยางถึงพูดไม่จบเพราะเพลงนี้มีสีสันเล็กน้อย
แต่เมื่อเทียบกับสไตล์ของเพลงแล้วเสียงร้องนี้กลับเป็นสิ่งที่น่าพูดถึงยิ่งกว่านั่นคือความรู้สึกที่อ่อนหวานเย้ายวนอย่างที่สุด
แฝงไว้ด้วยเสน่ห์ลึกลับที่คลุมเครือจับต้องไม่ได้แม้แต่เหล็กกล้าที่ผ่านการหลอมมานับร้อยครั้งก็สามารถอ่อนนุ่มได้ราวกับผ้าแพรที่พันรอบนิ้ว…
เย้ายวน!
เซ็กซี่!
แต่ไม่ใช่ความรู้สึกที่หยาบโลนหากจะอธิบายให้ถูกต้องควรเป็นย้วยวนแต่ไม่หยาบโลนงดงามแต่ไม่ธรรมดา
ทุกช่วงที่หยุดหายใจและการเปลี่ยนเสียงล้วนมีเสน่ห์เฉพาะตัวราวกับชวนให้คนจินตนาการไปไกล!
ผู้ชมถึงกับตะลึงงัน!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชมเพศชายยิ่งมีอาการหายใจไม่เป็นจังหวะเลยทีเดียว
เสียงที่เย้ายวนเช่นนี้ช่างย้วยวนเสียจริงหากพูดถึงเรื่องความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้วอาจจะเหนือกว่าเถียนเหว่ยคนก่อนหน้าเสียด้วยซ้ำ!
“เสียงนี้!”
“วิธีการร้องนี้!”
“ผู้เข้าแข่งขันคนนี้โผล่มาจากไหนอีกเนี่ย!”
“ฉันขอเสนอแบบไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ น่าจะเซ็นเซอร์เสียงนี้ไปเลยนะ”
“ฮ่าๆๆๆๆ!”
“ฉันรักเสียงนี้แล้ว!”
“ตอนที่เธอร้องเพลงเหมือนนางจิ้งจอกเลย!”
“อ๊าก!”
“ฉินเลี่ยนหมุนแล้ว!”
ในขณะที่ผู้ชมกำลังรู้สึกตื่นเต้นและอารมณ์ขึ้นลงกับเสียงที่สองซึ่งเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้นเองฉินเลี่ยนก็หมุนตัวทันที!
หลังจากนั้นหลี่เชียวซึ่งเป็นราชินีเพลงเช่นกันก็หมุนเก้าอี้ตามไปแล้วสบตากับฉินเลี่ยนพร้อมกับยิ้มออกมา
ในเวลาเดียวกันจางซีหยางหลับตาโจวหานจิ้นอดไม่ได้ที่จะถามว่า “นายจะหมุนไหม?”
จางซีหยางไม่ได้พูดอะไรโจวหานจิ้นก็ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
กลับเป็นตัวเขาเองที่เริ่มสนใจเล็กน้อยเสียงที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นขนาดนี้หากเข้าทีมได้จะต้องกลายเป็นทัพเสริมสุดประหลาดได้อย่างแน่นอน!
“ไม่เหมาะกับนายหรอก!”
หลี่เชียวที่หมุนเก้าอี้กลับแล้วจ้องถลึงตาใส่โจวหานจิ้น
นักร้องหญิงที่สวยขนาดนี้แถมร้องเพลงได้อารมณ์ขนาดนี้เธอเกรงว่าเหล่าโจวจะรับมือไม่ไหวเป็นเช่นนี้เองเมื่อเพลงกำลังจะจบลง
จางซีหยางพลันลืมตาขึ้นแล้วกดปุ่มหมุนเก้าอี้
จางซีหยางหมุนเก้าอี้!
โจวหานจิ้นที่ยังลังเลอยู่ยังไม่ทันได้ตอบสนองเพลงก็จบลงแล้วเขาจึงรีบร้อนทันทีทำไมอีกสามคนถึงหมุนเก้าอี้หมดเลย!
บึงๆๆ!
โจวหานจิ้นกดปุ่มอย่างแรงแต่ปุ่มก็ไม่ขยับเลยเขาพลาดโอกาสหมุนเก้าอี้ไปแล้ว
สุดท้ายเก้าอี้ก็หมุนกลับมาเองเพราะผู้เข้าแข่งขันร้องเพลงจบ
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ!”
โจวหานจิ้นไม่ได้สังเกตเลยว่าการกระทำที่รีบร้อนกดปุ่มหมุนเก้าอี้เมื่อครู่นี้ได้กลายเป็นฉากตลกของผู้ชมนับไม่ถ้วนเสียแล้ว
ทุกคนที่เห็นฉากนี้ถึงกับพ่นหัวเราะออกมาเลยทีเดียว
“ราชาเพลงโจวน่ารักอะ!”
“นี่คือราชาเพลงหรือเป็นตลกกันเนี่ย?”
“เมื่อก่อนทำไมไม่เคยเห็นว่าหมอนี่น่ารักขนาดนี้”
“เมื่อก่อนมีข่าวอยู่บ่อยๆ ว่าเขาชอบวางท่าใหญ่โตตอนนี้ฉันไม่แปลกใจแล้วหมอนี่อาจจะไม่ได้วางท่าใหญ่โตแต่แค่ซื่อไปหน่อยเท่านั้น”
“คนนี้ร้องดีจริงๆ!”
“ฉันรับมือกับเสียงแบบนี้ไม่ไหวแล้ว”
“ฉันก็รู้สึกว่ามันค่อนข้างจะเกินไปหน่อย”
“ฉันไม่คิดอย่างนั้นนะเสียงนี้มีเอกลักษณ์จะตาย!”
“ใช่มีเอกลักษณ์!”
ส่วนสาวสวยบนเวทีเห็นโค้ชสามคนหมุนเก้าอี้ก็ดีใจจนหมุนตัวอยู่กับที่
สุดท้ายเกือบจะหกล้มลงตรงนั้น
“ใจเย็นๆ!”
จางซีหยางยิ้มกล่าว “แนะนำตัวหน่อยครับ”
สาวสวยรีบตอบ “ฉันชื่อจ้าวโยวเยว่ค่ะมาจากเมืองชวนเฉิงอายุยี่สิบแปดปีเป็นพนักงานออฟฟิศทำงานอยู่ที่บริษัทต่างรัฐค่ะ”
พนักงานออฟฟิศ?
ถ้าจ้าวโยวเยว่ไม่พูดทุกคนคงคิดว่าเป็นนักร้องมืออาชีพแล้ว
สุดท้ายกลับกลายเป็นแค่พนักงานออฟฟิศแต่ร้องเพลงได้ดีขนาดนี้เนี่ยนะ!
ใช่แล้วไม่ว่าเสียงร้องจะมีเอกลักษณ์อย่างไรเรื่องที่ร้องได้ดีนั้นทุกคนต่างก็ต้องยอมรับรายการนี้ช่างรู้จักเล่นจริงๆ!
ในรายการประกวดประเภทอื่นผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่มักจะมาจากวิทยาลัยดนตรี
แต่ผู้เข้าแข่งขันสองคนในรายการนี้ตอนนี้คนหนึ่งเป็นครูสอนพลศึกษาอีกคนเป็นพนักงานออฟฟิศ
รู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ธรรมดามากไม่ได้จบมาจากสายตรงอะไรเลย
“ทำไมนายไม่หมุนเก้าอี้?”
จางซีหยางมองโจวหานจิ้นแวบหนึ่งโจวหานจิ้นกล่าวอย่างหงุดหงิด “ยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลยเธอก็ร้องจบแล้ว”
โค้ชที่เหลือสามคนหัวเราะลั่นทันทีแต่ก็เข้าใจโจวหานจิ้นว่าเขาน่าจะลังเลจนพลาดโอกาสไปในที่สุด
ฉินเลี่ยนหยอกล้อ “เสียใจไหม”
โจวหานจิ้นปากแข็ง “ครั้งนี้ยังไม่ขอแข่งกับพวกนายก็แล้วกัน”
จางซีหยางมองไปที่จ้าวโยวเยว่ “คุณเหมือนเอาแต่มองอาจารย์หลี่เชียวตลอดเลยนะ”
“ฉันเป็นแฟนคลับของอาจารย์หลี่เชียวค่ะ!”
ใบหน้าของจ้าวโยวเยว่แดงก่ำราวกับแฟนคลับที่คลั่งไคล้ตามติดดารา
หลี่เชียวได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนหุบยิ้มไม่ได้มองฉินเลี่ยนกับจางซีหยางอย่างภาคภูมิใจ “พวกคุณหมดโอกาสแล้ว!”
ในวินาทีที่คำพูดนี้จบลงจ้าวโยวเยว่ก็พูดขึ้นมาอีกว่า
“แล้วคุณแม่ของฉันก็ชอบเพลง ‘…’ ของอาจารย์ฉินเลี่ยนมากๆ เลยค่ะ…”
“อ้าว?”
โจวหานจิ้นขยิบตาพร้อมมองหลี่เชียวกล่าวด้วยน้ำเสียงแปลกๆ “มีนัยยะนะ”
“เชื่อฟังแม่รับรองไม่มีพลาดค่ะ!”
ฉินเลี่ยนคิดว่าตัวเองหมดหวังแล้วแต่จ้าวโยวเยว่กลับยกเรื่องคุณแม่ขึ้นมาพลันจุดประกายความหวังเธอขึ้นมาอีกครั้ง!
“เดี๋ยวนะ!”
จางซีหยางกล่าว “คุณแม่คุณชอบฉินเลี่ยนคุณชอบหลี่เชียวแล้วคุณพ่อคุณละชอบผมไหม?”
“เอ่อ…”
จ้าวโยวเยว่อ้าๆ อึ้งๆ ผู้ชมก็หัวเราะเสียงลั่นทันที
จางซีหยางไม่ยอมแพ้ “ถ้าอย่างนั้นปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอาของคุณไม่มีใครชอบผมเลยเหรอ?”
จ้าวโยวเยว่ “…”
จางซีหยางปล่อยไม้ตาย “จริงๆ แล้วปีนี้ผมมีคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์นะ…”
ผู้ชมหัวเราะดังลั่นอีกครั้งทำไมถึงได้ขโมยวิชาของโจวหานจิ้นมาใช้ละ?
โจวหานจิ้นสมน้ำหน้า “เหล่าจางนายเลิกคิดเถอะอย่าไปทำให้สาวน้อยลำบากเลยสรุปแล้วจ้าวโยวเยว่คุณจะตัดสินใจด้วยตัวเองหรือจะฟังคุณแม่ครับ? เลือกมาเลย”
“ฉันเลือก…”
จ้าวโยวเยว่มองฉินเลี่ยนแล้วก็มองหลี่เชียวเธอต่อสู้กับความคิดตัวเองอยู่หลายวินาทีในที่สุดก็ให้คำตอบออกมา
“ฉันเลือกอาจารย์จางซีหยางค่ะ!”
ฉินเลี่ยนอึ้งหลี่เชียวอึ้งโจวหานจิ้นอึ้ง
จางซีหยางก็อึ้งไปเช่นกันผู้ชมระเบิดเสียงหัวเราะกึกก้องออกมาทันที!
“แสบจริง!”
“หักมุมนี้โคตรสุด!”
“วุ่นวายอยู่ตั้งนานสุดท้ายเลือกจางซีหยาง!”
“จางซีหยางถึงกับอึ้งไปเลย!”
“เรื่องนี้มันยุ่งยากจริงๆ”
“สาวน้อยคนนี้เข้าใจเรื่องผลลัพธ์รายการจริงๆ!”
“ฉันขำจะตายอยู่แล้ว!”
“สรุปแล้วครอบครัวเธอใครชอบจางซีหยางเหรอ?”
“ช่างเป็นการหักมุมที่คาดไม่ถึงจริงๆ!”
หลี่เชียวกุมศีรษะ “ทำไมถึงเลือกอาจารย์จางซีหยางละ”
ฉินเลี่ยนก็จนปัญญา “คุณแม่คุณไม่ได้ชอบฉันหรอกเหรอ?”
โจวหานจิ้นถึงกับอิจฉาตาร้อนจางซีหยางกลับได้ผู้เข้าแข่งขันไปก่อนตัวเองเสียอีก
“นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย? พูดผิดไปใช่ไหม? ผมให้โอกาสคุณเรียบเรียงคำพูดใหม่!”
“พูดไม่ผิดค่ะ”
จ้าวโยวเยว่กล่าวอย่างเขินอาย “หลักๆ เป็นเพราะอาจารย์จางซีหยางดูสุขุมมากเหมือนอาจารย์ที่ปรึกษาสมัยมหาวิทยาลัยของฉันเลยทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยค่ะ…”
นี่เป็นเรื่องจริงแม้จางซีหยางจะทำเพื่อสร้างผลลัพธ์ของรายการให้ดูตลกบ้าง
แต่ตัวเขาเองก็มีบุคลิกข้าราชการเก่าที่ซ่อนอยู่คือประเภทที่ดูแล้วจะมีความรับผิดชอบต่อผู้เข้าแข่งขันสูงนั่นเอง
“นี่น่าจะชมผมอยู่สินะครับ?”
จางซีหยางยิ้มกล่าว “มาอยู่กับผมถูกแล้วครับ!”
เป็นเช่นนี้เองจางซีหยางก็ได้ผู้เข้าแข่งขันคนแรกของตัวเองไปตามมาติดๆ คนที่สาม!
คนที่สี่!
คนที่ห้า!
จนกระทั่งผู้เข้าแข่งขันคนที่แปดขึ้นเวทีผู้ชมได้ฟังเพลงต่อเนื่องกันถึงแปดเพลงแล้ว
เมื่อรวมกับเถียนเหว่ยและจ้าวโยวเยว่ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ในบรรดาผู้เข้าแข่งขันทั้งแปดคนมีเจ็ดคนที่ได้รับเลือกเก้าอี้หมุน
แต่ส่วนใหญ่ก็ได้โค้ชคนเดียวหรือสองคนผู้เข้าแข่งขันที่ได้รับเลือกจากโค้ชสามคนมีแค่คนเดียวซึ่งฉินเลี่ยนรับเข้าทีมไปแล้ว
แต่ยังไม่มีผู้เข้าแข่งขันคนที่สองที่ได้รับการหมุนเก้าอี้จากโค้ชทั้งสี่คนปรากฏขึ้นมาอีกเลย
ในจำนวนนั้นก็มีผู้เข้าแข่งขันหนึ่งคนที่ตกรอบไปเพราะไม่มีโค้ชคนใดหมุนเก้าอี้กลับมาเลือก
เหตุผลหลักคือทักษะการร้องหรือเอกลักษณ์ของเสียงของผู้เข้าแข่งขันกลุ่มหลังนี้ด้อยกว่าเถียนเหว่ยและจ้าวโยวเยว่ไปบ้างแต่โดยรวมแล้วถือว่ามีมาตรฐานที่ค่อนข้างดีทีเดียว
ในเวลานี้หลี่เชียวมีผู้เข้าแข่งขันสามคนฉินเลี่ยนมีผู้เข้าแข่งขันสองคน
จางซีหยางมีผู้เข้าแข่งขันสองคน
ส่วนโจวหานจิ้นในขณะนี้ยังไม่มีผู้เข้าแข่งขันเลยหลักๆ แล้วเป็นเพราะราชินีเพลงทั้งสองหมุนเก้าอี้เลือกบ่อยกว่าโดยเฉพาะหลี่เชียว
แต่โจวหานจิ้นกับจางซีหยางหมุนเก้าอี้อย่างระมัดระวังมากจะไม่เลือกง่ายๆ
โจวหานจิ้นดูเวอร์ที่สุดในบรรดาผู้เข้าแข่งขันแปดคนความจริงแล้วเขาหมุนเก้าอี้ไปแค่สามครั้งแต่ก็ยังแย่งผู้เข้าแข่งขันจากโค้ชคนอื่นมาไม่ได้
ดูเหมือนว่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับเรื่องที่ผู้เข้าแข่งขันกลุ่มหลังไม่เก่งเท่าสองคนแรกผู้ชมกลับไม่ได้ผิดหวัง
เพราะทุกรายการย่อมมีดอกไม้แดงและมีใบไม้เขียวเป็นธรรมดาหากทุกคนมีระดับเดียวกับเถียนเหว่ยและจ้าวโยวเยว่กันหมดกลับจะยิ่งไม่เห็นความแตกต่างเลย
ยิ่งไปกว่านั้นผู้เข้าแข่งขันที่ด้อยกว่าในรายการนี้ต่อให้นำไปใส่ในรายการประเภทเดียวกันรายการอื่นก็ไม่ถือว่าแย่อยู่ดี
แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกอาจจะยังขาดไปบ้างแต่ผู้ชมที่ดูมาตลอดทางไม่มีความต้องการเรื่องรูปลักษณ์อีกแล้วทุกคนสนใจแค่เสียงร้องเท่านั้น!
ตอนที่ 289 ไซแรน! หลัวเยี่ยน! (2)
“รายการนี้สนุกจริงๆ!”
“โค้ชหมุนเก้าอี้เลือกแต่ละทีฉันนี่ตื่นเต้นสุดๆ เลย!”
“ฮ่าๆๆ ฉันก็เหมือนกันก่อนหน้านี้ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ชักจูงไปหน่อยฉันก็คิดว่า ‘The Voice’ หาผู้เข้าแข่งขันดีๆ ไม่ได้จริงๆ เสียอีก
ไม่นึกเลยว่าผู้เข้าแข่งขันเก่งๆ จะมีมาเรื่อยๆ เพียงแต่สองคนแรกน่าทึ่งเกินไปผู้เข้าแข่งขันคนหลังๆ ถึงจะเก่งมากแต่ในแง่หนึ่งก็เหมือนถูกบดบังความโดดเด่นไปแล้ว”
“รายการนี้ออกอากาศแล้วต้องดังแน่!”
“ดังแน่นอนอยู่แล้วการออกแบบเก้าอี้หมุนนี่โคตรสนุกเลยตอนนี้ฉันกังวลก็แต่ทางรายการจะตั้งใจเอาผู้เข้าแข่งขันที่เก่งที่สุดมาไว้ข้างหน้าหรือเปล่า
ยังไงความสามารถโดยรวมของผู้เข้าแข่งขันคนหลังๆ ก็ยังมีช่องว่างอยู่เมื่อเทียบกับสองคนแรก”
“ก็ปกตินะ”
“เพื่อดึงดูดผู้ชมรายการก็ต้องเอาผู้เข้าแข่งขันที่เก่งที่สุดมาไว้แรกๆ อยู่แล้วแบบนี้ทุกคนถึงจะสนใจดูต่อไป
ถึงผู้เข้าแข่งขันคนหลังๆ จะไม่เท่าคนก่อนๆ แต่โดยรวมก็ค่อนข้างดีทีเดียวมีอยู่สองสามคนที่ฉันชอบเป็นพิเศษเลย
แม้แต่ที่ถูกคัดออกคนนั้นฉันก็ยังชื่นชมนะเสียดายนิดหน่อยทั้งที่หน้าตาหล่อมากแท้ๆ”
“รายการนี้รูปลักษณ์ภายนอกใช้ไม่ได้ผล!”
“ถ้าโค้ชไม่หมุนเก้าอี้ก็จะไม่เห็นหน้าตาผู้เข้าแข่งขันดังนั้นต่อให้หล่อสวยแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์
อีกอย่างดูมาตลอดในบรรดาผู้เข้าแข่งขันแปดคนนอกจากจ้าวโยวเยว่ที่สวยจริงๆ แล้วผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ถ้าพูดถึงเรื่องรูปลักษณ์ก็ค่อนข้างคนธรรมดามาก
ต่อให้คนที่หกที่ขึ้นเวทีคงจะหล่อกว่าคนทั่วไปนิดหน่อยแต่ก็หล่อแบบมีขีดจำกัด”
“หลังๆ จะยังมีสุดยอดฝีมืออีกไหมนะ?”
“รู้สึกว่าการถ่ายทำใกล้จบแล้วนะ”
“รายการวาไรตี้ของจวินหลินรายการนี้ระดับการวางแผนยอดเยี่ยมจนไม่มีอะไรจะติเลยแต่ถ้ารอบต่อๆ ไปไม่มีผู้เข้าแข่งขันมือฉมังแล้วละก็รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปนิดหน่อยหรือเปล่า”
ยังคงเป็นคำพูดเดิมสองคนแรกน่าทึ่งเกินไปพอเอาคนหลังๆ มาเทียบก็รู้สึกว่ายังขาดไปบ้าง
บรรดาโค้ชกำลังพูดคุยกันหลี่เชียวกล่าวว่า “เหล่าโจวนายมาตรฐานสูงจังเลยนะหมุนเก้าอี้ไปแค่สามครั้งเองแบบนี้ต่อไปท่าจะไม่ดีนะ”
“ของหายากย่อมมีค่ายิ่ง”
โจวหานจิ้นเองรู้สึกว่าไม่ค่อยดีจริงๆ แต่เขาเป็นคนปากแข็งจนชินแล้วจึงไม่ยอมรับ “นี่เพิ่งจะเทปแรกเอง ฉันไม่เชื่อหรอกว่าต่อๆ ไปจะไม่มีผู้เข้าแข่งขันดีๆ อย่างเถียนเหว่ยอีก”
“ยากไม่น้อยเลยนะ”
ฉินเลี่ยนวิเคราะห์ว่า “ทีมงานรายการคงจะอยากให้ผู้ชมอดทนดูต่อไปจนจบเลยเอาผู้เข้าแข่งขันที่ดีที่สุดมาเปิดตัวก่อน
ซึ่งผู้เข้าแข่งขันกลุ่มหลังๆ ที่ยังขาดอะไรไปบ้างก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดแล้วมาตรฐานที่ควรลดนายก็ลดบ้างเถอะ
ถึงยังไงฉันก็คิดว่าระดับของรายการนี้มันยอดเยี่ยมมากแล้วผู้เข้าแข่งขันที่ด้อยลงมาหน่อยก็ยังมีศักยภาพสูงมากอยู่ดีคุ้มค่าที่จะดึงเข้าทีมมาฝึกฝนบ่มเพาะแน่นอน!”
“ยังไงวันนี้ฉันก็พอใจแล้ว!”
หลี่เชียวยิ้มกล่าว “ผู้เข้าแข่งขันคนเดียวที่ได้การยอมรับจากโค้ชสี่คนมาอยู่ในทีมฉัน!”
ฉินเลี่ยนยิ้มตาม “ฉันเองก็ไม่น้อยหน้าได้ผู้เข้าแข่งขันที่ได้การยอมรับจากโค้ชสามคนมารวมทีม
ความจริงได้สามโค้ชหรือสี่โค้ชก็ไม่ได้แตกต่างกันมากหรอก!”
หลี่เชียวเห็นด้วย “ก็จริงอยู่คนที่ได้สามโค้ชคนนั้นฉันไม่ได้หมุนเก้าอี้เลือกไม่ใช่เพราะเขาร้องไม่ดีแต่สไตล์ไม่เข้ากับฉันจริงๆ ถ้าฉันฝืนแย่งมาอาจจะถ่วงเวลาเขาเปล่าๆ”
“จ้าวโยวเยว่ที่ฉันรับไว้ก็นับเป็นคนที่ได้สามโค้ชเหมือนกันใช่ไหม?”
จางซีหยางยิ้มพลางเหลือบมองโจวหานจิ้นแวบหนึ่ง
จริงๆ แล้วตอนสุดท้ายเขาก็อยากจะหมุนเก้าอี้เหมือนกันเพียงแต่ความลังเลทำให้พ่ายแพ้ไป
เวลานี้เองมีเสียงดังมาจากหูฟังผู้เข้าแข่งขันคนที่เก้าของวันนี้กำลังจะขึ้นสู่เวทีแล้ว!
และคนที่เก้าก็คือผู้เข้าแข่งขันคนสุดท้ายที่จะขึ้นสู่เวทีในการถ่ายทำครั้งนี้!
“ในที่สุดก็ถึงคิวเขาสักที”
หลินจือไป๋เฝ้าดูการแข่งขันอยู่ด้านหลังเวทีมาโดยตลอดขณะเดียวกันก็ตั้งตารอการขึ้นเวทีของผู้เข้าแข่งขันคนสุดท้ายมาตลอด!
ผู้เข้าแข่งขันคนสุดท้ายชื่อหลัวเยี่ยนเป็นคนที่จินเสี่ยวเฟิงแนะนำเช่นเดียวกับเถียนเหว่ย
เดิมทีหลัวเยี่ยนคนนี้ถูกหลิวหวาตัดออกไปแล้วแต่เพราะจินเสี่ยวเฟิงได้บันทึกวิดีโอการร้องเพลงไว้แล้วนำมาให้หลินจือไป๋ดูจึงได้ดึงตัวเขากลับมา
ผู้เข้าแข่งขันคนนี้พลาดไปไม่ได้เด็ดขาด!
หลินจือไป๋ถึงกับรู้สึกว่าการแสดงของหลัวเยี่ยนจะน่าทึ่งยิ่งกว่าเถียนเหว่ยและจ้าวโยวเยว่เสียอีก!
“หลัวเยี่ยนกำลังจะขึ้นเวทีแล้ว!”
ผู้กำกับรายการก็ตั้งตารอเช่นกันเพราะเขาเคยเห็นผลลัพธ์จากการซ้อมของหลัวเยี่ยนมาแล้วแข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
เป็นเพราะผลลัพธ์จากการซ้อมดีเกินไปนั่นเองผู้กำกับรายการจึงให้หลัวเยี่ยนแสดงเป็นคนสุดท้าย!
เพราะยังไง…
เทปแรกของรายการจะปล่อยให้ผู้ชมรู้สึกว่าเริ่มต้นดีแต่ตอนจบแย่ไม่ได้หรอกจริงไหม?
ผู้เข้าแข่งขันคนสุดท้ายที่ขึ้นเวทีจะต้องน่าทึ่ง!
“ครอบครัวเขามาหรือยัง?”
หลินจือไป๋ถามไปตามมารยาท
“พ่อแม่ของหลัวเยี่ยนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ครับดังนั้นวันนี้เลยเป็นคุณปู่ของเขาที่มา
ผมยังคิดว่าจะให้เขาพูดคุยกับโค้ชเรื่องนี้หลังจากร้องเพลงจบเลยแต่หลัวเยี่ยนปฏิเสธเขาบอกว่าไม่อยากขายความน่าสงสารเพื่อเรียกคะแนนความเห็นใจอะไรทำนองนั้นเด็กคนนี้หัวรั้นพอสมควรเลยครับ…”
“ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องพวกนี้หรอก”
หลินจือไป๋ไม่คิดเลยว่าหลัวเยี่ยนจำเป็นต้องเล่าเรื่องราวชีวิตอันน่าเศร้าอะไรบนเวทีแค่เสียงเพลงของเขาก็เพียงพอที่จะเอาชนะใจผู้ชมได้แล้ว
“นั่นก็จริงครับ”
ผู้กำกับเตือน “แต่พวกเราถ่ายวิดีโอไปแล้วเรื่องราวชีวิตของเขาก็ยังถูกกล่าวถึงอยู่ดี…”
“ผมบอกว่าไม่จำเป็นต้องเจาะจงพูดบนเวทีแต่ก็ไม่ได้ให้พวกคุณจงใจหลีกเลี่ยงนี่นา” หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว
“แค่ไม่จงใจปลุกเร้าอารมณ์ไม่กุเรื่องขึ้นมาก็ไม่มีปัญหาการพูดความจริงย่อมไม่ผิดอยู่แล้ว”
“ใช่ครับ”
ผู้กำกับกล่าว “ในวิดีโอที่ผมถ่ายทำก็แค่เล่าเรื่องพื้นๆ บางส่วนอย่างหลังจากพ่อแม่ประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิตเขาก็ได้รับการเลี้ยงดูจากปู่กับย่า
แต่วันนี้มีแค่ปู่ที่มาด้วยเพราะย่าป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาลค่ารักษาพยาบาลสูงมาก
หลัวเยี่ยนเลยเริ่มส่งอาหารหาเงินมารักษาคุณย่าตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลาย…”
ฟังดูแล้วก็ยังคล้ายกับการขายความน่าสงสารแต่เรื่องราวนี้เป็นความจริงทั้งหมด
ดังนั้นหลินจือไป๋จึงไม่คิดว่ามีปัญหาใดๆ “โค้ชที่เขาชื่นชอบคือใครครับ?”
“อาจารย์จางซีหยางครับ” ผู้กำกับเอ่ยตอบ
หลินจือไป๋พยักหน้า “ไม่รู้ว่าเหล่าจางจะได้ตัวเขาไหม”
หลัวเยี่ยนมีแววเป็นแชมป์!
นี่คือการตัดสินของหลินจือไป๋ในบรรดาผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดมีเพียงสองถึงสามคนเท่านั้นที่หลินจือไป๋เห็นว่ามีแววจะได้แชมป์และหลัวเยี่ยนก็เป็นหนึ่งในนั้น
“ก็พูดได้ไม่เต็มปากครับ”
พอผู้กำกับพูดถึงเรื่องนี้ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะผู้เข้าแข่งขันทุกคนก่อนขึ้นเวทีจะต้องกรอกแบบฟอร์มระบุโค้ชที่ตัวเองชื่นชอบ
แต่ทว่าบนเวทีสถานการณ์แปรเปลี่ยนรวดเร็วไม่ว่าเรื่องอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
อาจเป็นไปได้ที่โค้ชที่ชื่นชอบไม่ได้หมุนเก้าอี้เลือกแต่กลับมีโค้ชคนอื่นหมุนเก้าอี้เลือกแทน
และอาจเป็นไปได้ว่าแม้จะระบุโค้ชที่ชื่นชอบไปแล้วแต่ก็ถูกคำพูดของโค้ชคนอื่นโน้มน้าวใจจนสุดท้ายเปลี่ยนใจในตอนที่ต้องตัดสินใจเลือก!
อย่างไรทางรายการก็ไม่ได้เข้ามาแทรกแซงใดๆ
และรายการตอนนี้ที่บันทึกมาจนถึงบัดนี้มีผู้เข้าแข่งขันจำนวนน้อยมากที่ได้เข้าทีมโค้ชที่ตนเองชื่นชอบซึ่งก็เป็นเรื่องที่ประหลาดมากพอสมควรเลย
ขณะเดียวกันนี่ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของช่วงแย่งตัวผู้เข้าแข่งขันด้วย!
“รายการของเราดีตรงนี้แหละ!”
เจียงเฉิงที่กำลังติดตามสถานการณ์รายการอยู่ข้างๆ เช่นเดียวกันยิ้มกล่าว
“รายการประกวดอื่นๆ ผู้เข้าแข่งขันคือผู้ที่ถูกเลือกไม่มีสิทธิ์พูดอะไรมากนักแต่ในรายการของเราผู้เข้าแข่งขันในตอนแรกคือผู้ที่ถูกเลือก
แต่ถ้าได้รับเลือกจากโค้ชมากกว่าหนึ่งคนเขาก็จะได้สิทธิ์ในการเลือกกลับและผู้ที่ถูกเลือกกลับนั้นยังเป็นถึงระดับราชาราชินีเพลงอีกด้วย!”
“เขาขึ้นเวทีแล้ว”
หลินจือไป๋กล่าวขึ้นทันทีใช่แล้วหลัวเยี่ยนขึ้นเวทีแล้วหลังจากเถียนเหว่ยและจ้าวโยวเยว่
การแสดงของผู้เข้าแข่งขันหลายคนต่อมาไม่น่าทึ่งเท่าไหร่ดังนั้นเมื่อเห็นหลัวเยี่ยนในตอนแรกผู้ชมจึงไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษแค่ปรบมือให้กำลังใจเล็กน้อย
หลัวเยี่ยนไม่มีอะไรโดดเด่นจริงๆ เขาสูงประมาณร้อยหกสิบกว่าๆ ไว้ผมสั้นแต่งกายเรียบง่ายมากรูปร่างหน้าตาไม่ถึงกับหล่อและไม่ถึงกับขี้เหร่
เป็นคนประเภทที่โยนเข้าไปในฝูงชนแล้วจะหาไม่เจอเลยผู้ชมคุยกันไปตามสบาย
“เมื่อกี้พิธีกรบอกว่านี่เป็นผู้เข้าแข่งขันคนสุดท้ายของวันนี้แล้วใช่ไหม?”
“เป็นคนตัวเล็กอีกแล้ว”
“ท่าทางดูไม่เหมือนคนเก่งๆ เลย”
“หน้าตาธรรมดามาก”
“รายการนี้ตัดสินคนที่รูปลักษณ์ไม่ได้นะแต่ผู้เข้าแข่งขันคนนี้เหมือนจะให้ความรู้สึกธรรมดาและเรียบง่ายมากจริงๆ”
“น่าจะเป็นที่เสื้อผ้าการแต่งกายหรือเปล่า?”
“หมอนี่แต่งตัวสบายเกินไปแล้วไม่เหมือนผู้เข้าแข่งขันคนอื่นเลยอย่างน้อยไม่ว่าหน้าตาเป็นยังไงก็ยังเตรียมเสื้อผ้ามาอย่างดี”
“ฉันว่าก็ดีนะเรียบง่ายสะอาดสะอาน”
“จุๆ อาจจะตั้งใจใส่แบบนี้ก็ได้มั้งเลิกพูดเรื่องนี้เถอะเดี๋ยวรายการจบแล้วพวกเราจะไปกินอะไรกันดี?”
รายการจะจบลงแล้วผู้ชมจึงไม่ได้ตั้งใจดูการแสดงเพลงสุดท้ายและผู้เข้าแข่งขันคนสุดท้ายมากเท่าก่อนหน้านี้
บ้างกำลังคิดว่าจะกินอะไรดีหลังรายการจบบ้างก็กำลังคิดว่าจะนั่งรถแท็กซี่กลับบ้านหรือนั่งรถไฟใต้ดินดี
ที่สถานที่ถ่ายทำที่สองเมื่อเห็นหลัวเยี่ยนขึ้นสู่เวทีชายชราคนหนึ่งที่มีผมขาวหงอกก็ยิ้มออกมา
“เขาเป็นหลานชายของฉัน”
“เอ่อคุณปู่ครับหลานชายของคุณร้องเพลงเพราะไหมครับ?”
“อะไรนะ?”
ชายชราหูไม่ค่อยดีนักหวงลี่พิธีกรเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น “ผมบอกว่าคุณปู่ครับหลัวเยี่ยนของเราร้องเพลงเพราะไหมครับ?”
“เพราะสิเพราะ”
ครั้งนี้ชายชราได้ยินแล้วเขายิ้มกล่าวว่า “ย่าของเขาชอบฟังเสี่ยวเยี่ยนร้องเพลงมากเลย”
อันที่จริงฟันของชายชราหลุดไปเกือบหมดแล้วแก้มก็ซูบตอบเต็มไปด้วยริ้วรอยแต่รอยยิ้มนี้กลับดูอบอุ่นใจดีมาก
แสงไฟส่องลงมาหลัวเยี่ยนสูดหายใจเข้าลึกเสียงดนตรีดังตามมาเปียโนกีตาร์เครื่องดนตรีเรียบง่ายช้าเนิบแผ่วเบาอย่างที่สุด
“ฉันเคยเห็นเธอในความฝันนับพันนับหมื่นครั้ง ฉันเคยเห็นเธอในแสงสว่างแต่กลับเรียกชื่อไม่ได้
ฉันเคยเฝ้ามองเธอที่หน้าต่างในวันที่ลมพัดผ่าน ฉันเคยตามหาเธอที่ริมหาดเงาที่ทอดบนทรายนั้นเป็นของใคร?
ฉันคิดถึงเธอในวันเก่าแต่กลับไปห้องนั้นไม่ได้อีกแล้ว”
ฟึ่บๆๆ!
ในวินาทีที่เสียงเพลงนี้ดังขึ้นบรรยากาศในห้องก็เงียบลงในทันใดสีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปในชั่วพริบตาต่างคนต่างอ้าปากกว้างดวงตาจ้องเขม็งไปยังเวที!
“ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า?”
คำถามเช่นนี้ผุดขึ้นในความคิดของทุกคนแทบจะพร้อมกัน
“หรือว่าตาฉันมีปัญหาไปแล้ว?”
ผู้เข้าแข่งขันคนนี้! ทั้งที่เป็นผู้ชาย!
แต่ผู้ชายคนนี้กลับร้องออกมาเป็นเสียงผู้หญิง!
ยิ่งกว่านั้น…ยังเป็นเสียงผู้หญิงที่น่าหลงใหลชวนฝันเป็นพิเศษอ่อนโยนราวกับร้องเข้าไปในใจของทุกคน!
เป็นไปได้ยังไง! ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้!
หลังจากร้องท่อนหลักจบหลัวเยี่ยนก็เริ่มหลับตาลงพลางขับขานทำนองเพลงที่งดงามปวดร้าวจมดิ่งลงสู่โลกของตนเองไปแล้ว
โดยไม่รับรู้เลยว่าแรงกระแทกที่เขามอบให้แก่ผู้ชมนั้นรุนแรงเพียงใดเสียงนั้นราวกับมาจากก้นบึ้งของท้องทะเล!
หลัวเยี่ยนในเวลานี้ราวกับเป็นไซเรนปีศาจแห่งท้องทะเล!