ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 321 การเปลี่ยนผ่าน
ภายในห้อง หลินจือไป๋เตรียมตัวจะนอนแล้ว ระบบก็ส่งเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น
ติ้งต่อง!
“ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ภารกิจระยะยาว [ศึกชิงสิทธิสืบทอด] มีความคืบหน้าอย่างก้าวกระโดด! มอบรางวัลให้โฮสต์ 30 คะแนนทักษะ!”
หลินจือไป๋สะดุ้งตัวโยน ความง่วงทั้งหมดหายเป็นปลิดทิ้งในทันที!
ทำไมอยู่ๆ ระบบก็ใจป้ำขนาดนี้ ตนได้รับคะแนนทักษะมากมายขนาดนี้เลย!
คะแนนทักษะทั้งหมดที่หลินจือไป๋สะสมมาก่อนหน้านี้ ได้เทไปกับทักษะพู่กันในงานประชุมกวีนิพนธ์จนหมดหน้าตักแล้ว
เดิมทีคิดว่าหากต้องการสะสมคะแนนทักษะให้ได้มากเท่านี้อีก อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาปีครึ่ง
คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะได้คืนเลือดมา 30 คะแนน!
หลินจือไป๋หรี่ตาลง สังเกตเห็นคำแจ้งเตือนประโยคนั้นของระบบ
คืบหน้าอย่างก้าวกระโดด? ทำไมถึงคืบหน้าอย่างก้าวกระโดดได้ล่ะ?
“ฉันก็แค่แต่งกวีไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง แล้วก็ถือโอกาสแสดงพรสวรรค์ด้านอักษรวิจิตรไปด้วย แค่นี้ไม่น่าจะได้รับรางวัลคะแนนทักษะมากขนาดนี้นี่นา”
ต้องรู้ว่าตอนที่หลินจือไป๋กินรวบหุ้นทั้งหมดของสำนักพิมพ์เสินฮวา ระบบยังให้รางวัลแค่ 30 คะแนนเอง หรือเพราะคุณปู่?
หลินจือไป๋นึกถึงโทรศัพท์สายที่คุยกับคุณปู่ในวันนี้ น้ำเสียงคุณปู่ในสายไม่เหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา แถมยังยิ้มพูดถึงเรื่องตระกูลหลินมีเทพวรรณกรรมมาจุติอะไรนั่นอีก
หรือเพราะรอบนี้ฉันได้สร้างเกียรติยศให้แก่วงศ์ตระกูลเขาแล้ว?
ยังไงตระกูลหลินก็เป็นเศรษฐีนายทุน ยังไม่เคยมีบุคคลยอดอัจฉริยะอะไรทำนองนี้มาก่อนจริงๆ เป็นไปได้มากว่าเป็นเพราะสาเหตุนี้
การเทหมดหน้าตักนี่มันคือภูมิปัญญาอย่างหนึ่งจริงๆ สินะ ถ้าฉันไม่ได้อัปเกรดทักษะอักษรวิจิตรให้พุ่งถึงแปดสิบแต้มในรวดเดียว ดีไม่ดีรอบนี้คงไม่ได้รางวัลที่คุ้มค่ามหาศาลแบบนี้แล้ว
หลินจือไป๋คิดอย่างเบิกบานใจ
30 คะแนนทักษะนี้เก็บไว้ก่อนแล้วกัน มีคะแนนทักษะอยู่ถึงจะทำแบบ “ไม่เก่งตรงไหนก็จิ้มตรงนั้น” ได้
เวลานี้จู่ๆ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น หลินจือไป๋เหลือบมอง เป็นสายจากโจวไท่ ทั้งสองแลกช่องทางติดต่อกันไว้ตอนแยกย้ายกันที่งานประชุมกวีนิพนธ์
“พี่โจว?”
“อาจารย์ไปตี้ ขอบคุณนะ…”
โจวไท่พูดอย่างคลุมเครือ แต่หลินจือไป๋กลับเข้าใจดี นี่หมายถึงเรื่องที่เขาได้รับตำแหน่งในวันนี้ ได้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกวีนิพนธ์ฉินโจว
“ไม่ต้องเกรงใจครับ”
ในเมื่อเป็นการจัดการของคุณปู่ หลินจือไป๋ก็รับสมอ้างว่าเป็นฝีมือของตนไปเลยก็แล้วกัน ยังไงนี่ก็คือการขับเคลื่อนด้วยขุมพลังอำนาจของเสินฮวากรุ๊ปอยู่แล้ว
“ไว้คราวหน้าพวกเราดื่มกันให้มากกว่านี้นะ”
ปัญญาชนยังคงไว้ซึ่งความสำรวมไม่โจ่งแจ้ง บุญคุณครั้งนี้โจวไท่จึงทำเพียงจดจำไว้ในใจอย่างเงียบๆ
หากไม่ได้อำนาจของตระกูลหลิน โจวไท่ก็คงไม่ได้เป็นนายกสมาคมกวีนิพนธ์ ไม่ใช่ว่าคุณสมบัติไม่พอ แต่เพราะเขาไม่มีเส้นสายทางด้านนี้ต่างหาก
เขาไม่ได้ลื่นไหลเหมือนอวิ๋นหลาน และยิ่งไม่มีทางเจ้าเล่ห์เพทุบายได้อย่างหวงอวี้โหลว หรือเห็นแก่ตัวได้อย่างเจียงเฮอ
เพื่อช่วยพูดให้หลินจือไป๋ เขาถึงกับล่วงเกินคนค่อนวงการวรรณกรรม กลับคิดไม่ถึงว่าสุดท้ายจะได้รับเกียรติยศและผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้า
ถึงกระนั้น แม้โจวไท่จะมั่นใจว่าตนเองอุดมการณ์สูงส่งมือสะอาด แต่ก็ใช่ว่าจะหลุดพ้นจากทางโลกไปเสียทีเดียว
การได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกสมาคมกวีนิพนธ์ทำให้โจวไท่ปลาบปลื้มดีใจจากก้นบึ้งของหัวใจ
ทั้งสองคนคุยกันต่ออีกสักพักถึงวางสาย ผลคือสายของจ้าวหรูก็โทรเข้ามาอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ความหมายใกล้เคียงกับโจวไท่คือมาขอบคุณหลินจือไป๋ หญิงชราผู้นี้อยากจะทำอะไรเพื่อวงการวรรณกรรมฉินโจวบ้าง และการเลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้ทำให้เธอมีเงื่อนไขที่จะทำเช่นนั้นได้แล้ว
ช่วงท้ายของการสนทนา คุณยายจ้าวรำพึงว่า “บรรยากาศของวงการวรรณกรรมฉินโจวในช่วงไม่กี่ปีมานี้มีปัญหาจริงๆ จำเป็นต้องจัดการให้สะอาดเรียบร้อยสักที”
หลินจือไป๋คลี่ยิ้ม คำพูดนี้เขาเห็นด้วย เหล่าคนที่อยู่ในงานประชุมกวีพวกนั้นได้สูญเสียศักดิ์ศรีของนักเขียนไปแล้ว
ส่วนเรื่องพรสวรรค์อะไรนั่น หลินจือไป๋ไม่ได้รู้สึกว่าคนกลุ่มนั้นขาดพร่องแต่อย่างใด
ยังไงตนก็ใช้สูตรโกง การที่พวกเขาแข่งกวีสู้ตนไม่ได้จึงเป็นเรื่องปกติ
แต่คุณยายจ้าวจะจัดการบรรยากาศในวงการวรรณกรรมอย่างไร หลินจือไป๋ก็คร้านที่จะสนใจแล้ว
ยังไงเสียหลังจากเหตุการณ์รอบนี้ วงการวรรณกรรมฉินโจวก็น่าจะไม่มีใครตาบอดกล้าล่วงเกินเขาอีกแล้ว
วันรุ่งขึ้นหลังจากตื่นนอน หลินจือไป๋เช็กคำค้นหายอดนิยมและข่าวสาร แล้วก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าวงการวรรณกรรมฉินโจวแทบจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
แต่บนโลกออนไลน์กลับไม่มีรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องมากนัก ระดับการถกเถียงของชาวเน็ตก็ไม่ถือว่าสูงเท่าไหร่
ไม่สมเหตุสมผลเลย เสินฮวาปิดข่าว!
คุณปู่น่าจะไม่ยากให้คนภายนอกมองว่าเสินฮวากรุ๊ปเล่นงานเจียงเฮอกับหวงอวี้โหลวเพื่อแก้แค้นแทนไปตี้ละมั้ง ก็ถือเป็นการปกป้องเขาทางอ้อมเช่นกัน
แต่ภายในวงการวรรณกรรม ในใจของปัญญาชนจำนวนไม่น้อยนั้นกระจ่างแจ้งดุจคันฉ่องว่า จุดจบของเจียงเฮอและหวงอวี้โหลวนั้น จะต้องเกี่ยวข้องกับไปตี้อย่างแน่นอน
นี่เป็นครั้งแรกที่วงการวรรณกรรมฉินโจวเผชิญหน้ากับอิทธิพลของเสินฮวากรุ๊ปตรงๆ
ครั้งนี้เจียงเฮอและหวงอวี้โหลวเตะเจอแผ่นเหล็กเข้าแล้ว
พวกเขาสามารถไม่สนใจสำนักพิมพ์เสินฮวาที่ไปตี้กุมอยู่ได้ ด้วยสถานะของปัญญาชนแนวหน้าย่อมไม่เกรงกลัวสำนักพิมพ์อยู่แล้ว
แต่พวกเขากลับมองข้ามอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังไปตี้ไป บางทีอาจเป็นเพราะพวกเขาคิดไม่ถึงว่าเสินฮวากรุ๊ปจะยอมออกหน้าแทนไปตี้ในเรื่องนี้
สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงยิ่งกว่านั้นคือเสินฮวากรุ๊ปจะมีปฏิกิริยาตอบโต้รุนแรงขนาดนี้
เพื่อไปตี้แล้วถึงขนาดฟาดสายฟ้าแห่งความพิโรธลงมาเลยทีเดียว
มีคนพูดว่า “ข่าวลือภายนอกที่ว่าไปตี้คือหลานชายคนเล็กที่หลินเจามูรักที่สุด ดูท่าจะไม่ใช่ข่าวโคมลอยนะ ช่วงหลายวันที่ผ่านมาพวกอาเหลย เกออู อันอัน และจ้าวซิน ต่างก็กลัวหัวหดไม่กล้าโผล่หัวออกมาเลย”
แล้วก็มีคนรำพึงว่า “ต่อไปวงการวรรณกรรมคงไม่มีที่ยืนให้คนพวกนี้แล้วละ”
ถ้าพูดถึงรากฐานเรื่องราวทั้งหมด ก็ยังคงเป็นเพราะการแสดงออกของไปตี้ในงานประชุมกวีนิพนธ์นั้นสมบูรณ์แบบเกินไปจริงๆ
หากไม่มีการแสดงอันไร้ที่ติของไปตี้ในงานวันนั้น ก็คงไม่นำไปสู่กระแสความไม่พอใจที่สาธารณชนมีต่อเจียงเฮอและหวงอวี้โหลว
และเป็นเพราะชื่อเสียงของทั้งสองมีมลทินไปแล้ว เสินฮวากรุ๊ปถึงบดขยี้พวกเขาให้ย่อยยับได้อย่างง่ายดาย
และหลังจากศึกครั้งนี้ วงการวรรณกรรมฉินโจวก็พลอยซบเซาลงไปมาก
คนที่เล่นงานไปตี้ในงานประชุมกวีนิพนธ์เหล่านั้น ไม่มากก็น้อยต่างก็ได้รับการลงโทษ
เป็นแบบนี้หลายวันต่อมา เดือนมีนาคมมาถึง อิทธิพลของงานประชุมกวีค่อยๆ จางหายไป
หลินจือไป๋ไม่ได้เผยแพร่บทกวีหรือโคลงกลอนใหม่อะไรอีก แค่การแสดงออกในงานประชุมกวีนิพนธ์ก็เพียงพอแล้ว
วันหน้าหลินจือไป๋ยังคงจะสร้างสรรค์บทกวีต่อ แต่ในระยะสั้นนี้คงต้องหยุดพักไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นจะดูผิดมนุษย์เกินไปหน่อย
และไม่นานจุดสนใจใหม่ก็ปรากฏขึ้น นั่นก็คือตอนที่ละครฟอร์มยักษ์เรื่องใหม่ของสถานีโทรทัศน์เสินฮวาออกอากาศ
สถานีโทรทัศน์เทียนกวงกลับใช้วิธีการซุ่มโจมตีด้วยการออกอากาศละครเรื่องใหม่พร้อมกัน!
ชื่อเรื่อง ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’!
ละครเรื่องนี้ปูเยโหวเขียนเป็นนิยายมาก่อน ดังนั้นทันทีที่ออกอากาศก็ดึงดูดความสนใจของผู้คนนับไม่ถ้วน ทุกคนต่างรู้ว่าละครเรื่องนี้ต้องดังระเบิดแน่!
แต่ทว่า… คนที่รู้ย่อมเข้าใจ เมื่อตำนานศึกเทพอินทรีออกอากาศอย่างเป็นทางการ ฉากที่เซียวเหล่งนึ่งถูกย่ำยี ได้ถูกผู้กำกับถ่ายทอดออกมาอย่างสมจริงตามต้นฉบับ สุดท้ายคนดูที่ต้องใจสลายก็ยังคงใจสลายกันไปตามระเบียบ
“อาาาา!”
“อุตส่าห์ลืมเรื่องนี้ไปได้แล้วเชียว พอมาดูละคร ความทรงจำที่ตายไปตอนนั้นก็หวนกลับมาหมด!”
“ปูเยโหว ฉันเกลียดนาย!”
“เวลาผ่านไปนานขนาดนี้ ฉันนึกว่าจะทำใจได้แล้ว แต่พอเห็นถ่ายออกมาเป็นละครก็ยังหดหู่อยู่ดี!”
“ทำเป็นละครแล้วผู้กำกับจะแก้เนื้อเรื่องช่วงนี้หน่อยไม่ได้เลยเหรอ!”
“ฉันโกรธจนกระทืบเท้าเร้าๆ เลย!”
“พี่น้องเอ๋ย รีบตามฉันไปด่าปูเยโหวด้วยกันเถอะ!”
“โชคดีที่ฉันฉลาด รู้ว่าฉากนี้จะมาก็กดข้ามเลย ฮ่าๆๆ ยังไงก็ไม่กระทบกับการดูเนื้อหาช่วงหลังอยู่แล้ว”
“ถ้าไม่พูดถึงฉากนี้ ละครเรื่องนี้ก็ยังยอดเยี่ยมมาก! พระนางต่างก็เป็นนักแสดงแถวหน้า คัดเลือกนักแสดงเหมาะสมมาก!”
“ฉันว่าเพลงประกอบละครเรื่องนี้โคตรสุดยอดเลย!”
“เพลงพวกนี้ฉู่ฉือเป็นคนแต่งทั้งหมด!”
เมื่อละครศึกเทพอินทรีเริ่มออกอากาศ เพลงที่ฉู่ฉือเขียนให้กับละครเรื่องนี้ก็ย่อมถูกปล่อยออกมาตามกระแส
เพลงที่ได้รับเสียงชื่นชมมากที่สุดคือเพลงประกอบหลักที่ฉู่ฉือแต่งให้ละครเรื่องนี้ชื่อว่า ‘คู่รักแห่งใต้หล้า’!
ร้องคู่ชายหญิง ฝ่ายชายคือโจวหานจิ้น ฝ่ายหญิงคือหานเยว่
ช่วงรักทำอย่างไร ผิดอย่างไร ดีอย่างไร ยากอย่างไร
สอนให้คนเรายอมตายตกตามกันไปได้อย่างไร
รักคือรสที่ไม่ควรเอื้อนเอ่ย ทำได้เพียงลิ้มลอง
หากได้ลองแล้ว ไม่เมามายไม่ขอเลิกรา
รอจนรูปโฉมร่วงโรย มันกลับยังสมบูรณ์อยู่เช่นเดิม
ต้องรอถึงเมื่อไหร่พวกเราถึงเข้าใจ
รักคือเกล็ดหิมะที่โปรยปรายในเดือนหก ยังไม่ทันผลิผลก็ร่วงโรย
รักคือหยาดน้ำตาที่เช็ดไม่แห้ง เผาไม่หมด ยังไม่ทันแข็งตัวก็กลายเป็นเถ้าถ่าน…
ทุกวันนี้ละครที่คุนเผิงผลิต ปูเยโหวรับชอบบทละคร ฉู่ฉือรับผิดชอบเพลงประกอบละคร ได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว นี่คือคู่หูไร้เทียมทาน!
ละครดัง เพลงก็ดัง เหมือนเรื่องมังกรหยกก่อนหน้านี้!
แต่สำหรับคนในวงการแล้ว ความโด่งดังของตำนานศึกเทพอินทรีเป็นสิ่งที่คาดเดาได้อยู่แล้ว
สิ่งที่คนในวงการให้ความสนใจเป็นหลักในครั้งนี้ กลับเป็นเรื่องความบาดหมางระหว่างสถานีโทรทัศน์เทียนกวงและคุนเผิง ที่มีต่อสถานีโทรทัศน์เสินฮวาต่างหาก เพราะตำนานศึกเทพอินทรีแข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
ละครฟอร์มยักษ์เรื่องใหม่ที่สถานีโทรทัศน์เสินฮวาตั้งความหวังไว้สูงลิ่ว กลับถูกตำนานศึกเทพอินทรีบดขยี้ กระทั่งแย่งผู้ชมไปมหาศาล!
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงละครเรื่องมังกรหยกก่อนหน้านี้
เดิมทีควรจะได้ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เสินฮวา แต่เพราะสถานีโทรทัศน์เสินฮวาไม่เล็งเห็นศักยภาพจึงทิ้งไปเอง ส่งผลให้ละครเรื่องนั้นไปออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เทียนกวงแทน ผลคือสถานีโทรทัศน์เสินฮวาต้องหกคะเมนตีลังกาครั้งใหญ่!
“รอบนี้ถือเป็นการแก้แค้นของคุนเผิงใช่ไหม?”
“คุนเผิงนี่เจ้าคิดเจ้าแค้นจริงๆ!”
“ฮ่าๆๆ ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์เสินฮวาเปลี่ยนคนแล้ว แต่สุดท้ายคุนเผิงก็ยังไม่ปล่อยพวกเขาไปอยู่ดี!”
“ผอ. สถานีคนใหม่ของเสินฮวาต้องมารับกรรมแทนคนเก่าซะงั้น”
“เดิมทีตำนานศึกเทพอินทรีควรจะเป็นโปรเจกต์ของเสินฮวาแท้ๆ”
“ใช่ ถ้าพวกเขาไม่ได้ทิ้งมังกรหยกไปละก็นะ”
“วงการโทรทัศน์ฉินโจวตอนนี้ รู้สึกว่าไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของปูเยโหวได้แล้ว”
“พอคุนเผิงเขาถือหุ้นในสถานีโทรทัศน์เทียนกวง ก็รู้สึกว่าด้านละครโทรทัศน์ ต่อไปสถานีโทรทัศน์เทียนกวงคงกดเสินฮวาและนาเซินได้อยู่หมัดเลย”
“ว่ากันว่า ได้คุนเผิงก็ครอบครองใต้หล้า สถานีโทรทัศน์เทียนกวงในตอนนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์คำพูดนี้ได้เป็นอย่างดีเลย”
สถานีโทรทัศน์เสินฮวา หลินชิวมีสีหน้าย่ำแย่
เขาเพิ่งจะได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เสินฮวา กำลังมีความทะเยอทะยานเต็มเปี่ยม อยากจะสร้างผลงานชิ้นใหญ่
แต่ผลคือละครฟอร์มยักษ์เรื่องแรกที่เขามองว่าดี กลับถูกสถานีโทรทัศน์เทียนกวงใช้ตำนานศึกเทพอินทรีซุ่มโจมตีอย่างโหดเหี้ยม!
หมายความว่าไงกัน? คนที่มีความแค้นกับคุนเผิงของพวกนายคือหลินเซียนะ! ฉันมาใหม่ พวกนายจะมาแก้แค้นเอาคืนฉันทำไม! มีความแค้นก็ไปลงที่หลินเซียสิ เขาอยู่ที่เว็บไซต์วิดีโอเสินฮวานู่น!
เอาเถอะ หลินชิวก็รู้ว่าบ่นไปก็ไร้ประโยชน์ ความเสียหายจากการถูกซุ่มโจมตีของละครเรื่องนี้เขาพอจะรับไหว
สิ่งที่หลินชิวกังวลจริงๆ คือการซุ่มโจมตีของคุนเผิงและเทียนกวงที่มีต่อสถานีโทรทัศน์เสินฮวา จะกลายเป็นเรื่องปกติหรือไม่
หากเป็นแบบนั้น ชีวิตวันหน้าของเขาที่เป็น ผอ. สถานีโทรทัศน์เสินฮวาคนใหม่คงจะไม่ง่ายแน่
การใช้ตำนานศึกเทพอินทรีซุ่มโจมตีสถานีโทรทัศน์เสินฮวา ย่อมเป็นความคิดของหลินจือไป๋ นี่เป็นข้อตกลงที่รู้กันกับซูฉาน หลังจากที่เขาเข้าถือหุ้นในเทียนกวง
ไม่ว่าลูกพี่ใหญ่ของสถานีโทรทัศน์เสินฮวาตอนนี้จะเป็นหลินเชี่ยหรือหลินชิว หลินจือไป๋ก็จะไม่ปล่อยไปทั้งนั้น!
ชีวิตไม่ง่ายเหรอ? วันหน้าชีวิตของสถานีโทรทัศน์เสินฮวาจะไม่ใช่แค่ไม่ธรรมดาเฉยๆ เลยละ
คุนเผิงแทบจะครองตลาดละครโทรทัศน์ฉินโจว และกลายเป็นป้ายทองการันตีคุณภาพในใจผู้ชมไปแล้ว
เทียบแค่ละครโทรทัศน์ ป้ายชื่อของสามยักษ์ใหญ่ยังไม่ดังเท่าคุนเผิงเลย!
แค่ดูจากช่วงก่อนที่มังกรหยกจะออกอากาศ คนในวงการกลับไม่มีเสียงวิพากษวิจารณ์ในแง่ลบ หรือคำทำนายความล้มเหลวหลุดออกมาเลยแม้แต่คำเดียว ก็พอจะดูออกแล้วว่าวันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว!
และสิ่งที่ทำให้หลินจือไป๋เซอร์ไพรส์ก็คือ ด้วยความนิยมของตำนานศึกเทพอินทรี ปูเยโหวได้พุ่งขึ้นสู่ทำเนียบดาราแถวสองอย่างเป็นทางการแล้ว!
บนโลกออนไลน์เริ่มถกเถียงกัน!
“เชี่ย! ท่านโหวขึ้นแถวสองแล้ว!”
“โกรธจริงๆ นะเนี่ย ตำนานศึกเทพอินทรีเพิ่งฉายฉากเซียวเหล่งนึ่งถูกย่ำยีจบ เขาก็ขึ้นแถวสองเลยเหรอ!”
“นี่ไม่ได้หมายความว่าเรื่องของเซียวเหล่งนึ่งไม่ส่งผลกระทบอะไรกับเขาเลยแม้แตนิดเดียวเหรอ?”
“แม่น้อย! ครั้งนี้จะยอมยกโทษให้ ถ้าวันหน้าเขากล้าเขียนเนื้อเรื่องแบบนี้อีก ฉันจะเป็นแอนตี้เขาตลอดชีวิตเลย!”
“อย่าเพิ่งปักธงสิพวก โรคจิตอย่างปูเยโหวมีเรื่องอะไรที่ทำไม่ได้บ้าง นิยายของเขาไม่ได้สนใจความรู้สึกคนอ่านหรอกนะ!”
ชาวเน็ตหดหู่ใจสลาย หลักๆ คือครั้งนี้ที่ปูเยโหวได้เลื่อนขึ้นแถวสอง ตรงกับตอนที่ตำนานศึกเทพอินทรีออกอากาศฉากที่เซียวเหล่งนึ่งถูกย่ำยีพอดี ช่างน่าขันเกินไปแล้ว
หลินจือไป๋ยังรู้สึกว่าบังเอิญเลย ตอนนี้ตัวตนทั้งสามก็เข้าสู่แถวสองหมดแล้ว
ต่อไปตัวตนทั้งสามก็เริ่มพุ่งสู่ระดับแถวหนึ่งเลยละกัน อันดับความสำคัญของไปตี้และฉู่ฉือจึงสูงกว่าเล็กน้อย
เพราะเมื่อถึงเวลาที่หลินจือไป๋จะบุกเบิกตลาดต่างทวีปอย่างเป็นทางการ จำเป็นต้องจัดเตรียมให้ตัวตนทั้งสองนี้เป็นทัพหน้าบุกทะลวงเข้าไปก่อน!
ตอนนี้คือเดือนมีนาคม รอบปิดเทอมฤดูร้อนหลินจือไป๋ก็จะยกทัพออกศึกแล้ว ตอนนี้เริ่มเตรียมการบางอย่างได้แล้ว
เพราะช่วงปิดเทอมฤดูร้อนเดือนกรกฎาคม หลินจือไป๋ต้องเกลี้ยกล่อมพ่อและคุนเผิงให้มาร่วมบุกเบิกตลาดต่างทวีปด้วยกันก่อน
แน่นอนว่าคนแรกที่จะต้องออกหน้าก็คือเจียงเฉิง
ตอนค่ำที่บ้าน
แม่กล่าวอย่างประหลาดใจว่า “คุณบอกว่าเจียงเฉิง ตัวแทนคุนเผิง อยากดึงเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ของเราไปร่วมบุกตลาดต่างทวีปเหรอ?”
หลินจือไป๋แอบขำที่เจียงเฉิงมาหาพ่อเป็นสิ่งที่เขาจัดการเอง เมื่อพ่อกลับมาตอนค่ำก็เปิดประชุมเรื่องนี้กับครอบครัว
แต่พอพ่อพูดถึงเรื่องนี้ พี่สาวหลินซีกลับลังเลเล็กน้อย
“จะเสี่ยงเกินไปหรือเปล่าคะ ตลาดแต่ละทวีปต่างก็มีกำแพงกันโดยเนื้อแท้แล้ว ค่อนข้างกีดกันคนนอกนะคะ”
“ผมว่าลองดูก็ได้นะครับ” หลินจือไป๋กล่าว “ถึงการบุกตลาดต่างทวีปจะยากมาก แต่เสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์พัฒนามาจนถึงขนาดนี้แล้ว ในวงการบันเทิงฉินโจวไม่มีพื้นที่ให้เติบโตได้มากเท่าไหร่แล้วครับ”
“พูดแบบนี้ก็ไม่ผิด” หลินซีขมวดคิ้วกล่าว “แต่พวกเราไม่คุ้นเคยกับตลาดต่างทวีปเลยนะ อย่างฉีโจว ฉีโจวก็มีชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล แต่เพลงที่ดังที่สุดในชาร์ตเพลงของฉีโจวส่วนใหญ่เป็นเพลงภาษาฉี รวมถึงพวกภาพยนตร์และละคร สไตล์ก็แตกต่างจากเราอยู่บ้าง พวกเราเข้าใจไม่มากพอ”
“ผมว่าได้นะครับ” หลินเซิ่งเทียนพูดแทรกขึ้นมา “ลำพังแค่ศักยภาพของเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ การบุกตลาดต่างทวีปอาจจะยังขาดไปหน่อย แต่ไม่ใช่ว่ายังมีคุนเผิงเหรอ?”
แม่ก็ร่วมถูกด้วย “ถ้าคุนเผิงไปอยู่ต่างทวีป จะยังเก่งแบบนี้ได้อยู่หรือเปล่า นี่แหละปัญหา”
หลินจือไป๋พูดว่า “พ่อก็ลองดูสิครับ เรื่องนี้ถ้าสำเร็จก็เป็นเรื่องดีแล้ว ต่อให้ไม่สำเร็จ ความเสียหายก็น่าจะอยู่ในขอบเขตที่รับได้”
เพื่อคนในครอบครัว หลินจือไป๋ก็ทุ่มเทแรงใจอย่างหนัก เห็นชัดว่าตนอยากให้คุนเผิงพาเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ไปกอบโกย
ยังไงตอนนี้เสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ก็มีพ่อเป็นผู้ดูแลหลัก อันที่จริงแค่หลินจือไป๋นำทัพคุนเผิงไป ก็จัดการตลาดต่างทวีปได้อยู่หมัดแล้ว ที่ดึงเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์มาด้วย หลักๆ ก็เพื่อป้องกันการขัดแย้งกันเองภายใน
“งั้นก็ลองดู!” พ่อกัดฟัน ในที่สุดก็เคาะโต๊ะตัดสินใจ
สถานะในครอบครัวของหลินจือไป๋ตอนนี้ถือว่าสูงมาก พ่อพิจารณาคำพูดของเขาอย่างจริงจังสวนพี่ชาย พี่สาวและแม่เห็นท่าทีสนับสนุนเต็มที่ของหลินจือไป๋สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
สำเร็จ! หลังจากเกลี้ยกล่อมพ่อได้แล้ว หลินจือไป๋ก็เผยรอยยิ้ม
ต่อไปก็ควรมาคิดว่าจะพิชิตทวีปไหนก่อนดี
ฉิน ฉี ฉู่ เยียน หาน จ้าว เวย… เลือกสักทวีปก่อน