ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 320 เขามีคุณสมบัติสืบทอดเสินฮวากรุ๊ป!
การสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายจบลงด้วยบทกวีอำลาของไปตี้
การถ่ายทอดสดงานประชุมกวีนิพนธ์จบลงอย่างเป็นทางการแล้ว หลินจือไป๋นั่งเฮลิคอปเตอร์จากไป
ทว่าชาวเน็ตในการถ่ายทอดสดกลับอารมณ์ค้าง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ได้ดูถ่ายทอดสด ยังมีชาวเน็ตจำนวนมากที่ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นในงานประชุมกวีนิพนธ์ครั้งนี้
ผู้ชมจำนวนมากในไลฟ์พากันโปรโมตบนโลกออนไลน์อย่างบ้าคลั่งหลังการถ่ายทอดสดสิ้นสุดลง!
‘งานประชุมกวีนิพนธ์ปีนี้สุดยอดเลย!’
‘ไปตี้ฟอร์มระเบิดสุดๆ!’
‘บทกวีของไปตี้พวกนั้น ต่อให้เป็นวงการวรรณกรรมทั่วทั้งบลูสตาร์ ก็นับว่าเป็นชั้นยอดเลยละ!’
‘เจ๋งเกินไปแล้ว!’
‘จี้เฉวียนไทคนนั้น ฝีมือก็ไม่เลวนะ แต่ต่อหน้าไปตี้ก็กลายเป็นเด็กน้อยไปเลย!’
‘เรียกว่าเด็กน้อยยังไม่ได้เลยมั้ง ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงเฮอกับหวงอวี้โหลวลำเอียง จี้เฉวียนไทจะมีปัญญาไปเทียบกับไปตี้เหรอ?’
‘พวกเกออู อาเหลย และอันอัน ยิ่งเป็นตัวตลกเลย ผลัดกันสร้างความลำบากให้ไปตี้ ผลสุดท้ายถูกตบหน้าหันกันหมด!’
‘อักษรของไปตี้ก็สุดยอด! ด้านทักษะพู่กันนี่ไร้เทียมทานจริงๆ!’
‘มันสุดยอดขนาดนั้นเลยเหรอ? ตกลงไปตี้เขียนอะไรบ้าง?’
การประชาสัมพันธ์กันเองของผู้ชมเหล่านี้ได้จุดกระแสความสนใจบนโลกออนไลน์ และท่ามกลางความอยากรู้อยากเห็น
ชาวเน็ตที่ได้ดูถ่ายทอดสดเหล่านั้น ก็รวบรวมผลงานทั้งหมดที่ไปตี้สร้างสรรค์ในงานประชุมกวีนิพนธ์ โพสต์สรุปลงบนโลกออนไลน์
แน่นอน ยังมีคนอีกจำนวนมากที่เข้าไปชมย้อนหลังซ้ำไปซ้ำมา
ในที่สุดคนทั้งโลกออนไลน์ต่างก็ตื่นตะลึงกับการแสดงออกของไปตี้ในงานประชุมกวีนิพนธ์!
‘แม่เจ้า! นี่มันเก่งเกินไปแล้วมั้ง!’
‘ถ้ารู้แต่แรกว่าไปตี้จะโชว์เทพขนาดนี้ ฉันคงดูสดไปแล้ว’
‘ทำไมพรสวรรค์ทางวรรณกรรมของเขาถึงได้ร้ายกาจขนาดนี้เนี่ย!’
‘ฉันยังนึกว่าเขาถนัดแค่โคลงคู่ซะอีก!’
‘นึกไม่ถึงเลยว่า ขนาดกวีโคลงกลอน เขาก็ทำได้เยี่ยมขนาดนี้ คุณค่าทางศิลปะของบทกวีโคลงกลอนสูงกว่าโคลงคู่ตั้งเยอะเลยนะ!’
‘ยังมีทักษะพู่กันอีก!’
‘ใครบอกได้บ้างว่า ทักษะพู่กันของไปตี้อยู่ในระดับไหนกันแน่?’
‘รู้สึกว่าคนในงานตะลึงกันหมดเลย แต่ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องทักษะพู่กันเท่าไหร่ ถึงจะรู้สึกว่าเจ๋งมาก แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจคอนเซปต์ที่ชัดเจนอะนะ’
โลกออนไลน์ถกสนั่น! อย่างไรเสีย บทกวีและโคลงกลอนเหล่านั้นของไปตี้ ขอแค่เป็นคนที่มีความรู้หน่อย ก็จะสัมผัสได้ถึงความประณีตงดงามภายใน!
แต่ถ้าพูดถึงด้านทักษะพู่กัน ก็มีหลายคนที่แสดงออกว่าไม่เข้าใจ
และเมื่อชาวเน็ตจำนวนมากเริ่มถกเถียงกันว่า ทักษะพู่กันของไปตี้อยู่ในระดับไหนกันแน่
ปรมาจารย์อักษรวิจิตรผู้มีชื่อเสียงโด่งดังท่านหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น!
ปรมาจารย์อักษรวิจิตรท่านนี้ชื่อ เฉินหลิง
เฉินหลิงคือศิลปินอักษรวิจิตรที่ติดอันดับหนึ่งในสิบของฉินโจว ผลงานอักษรวิจิตรของเขาเคยถูกประมูลด้วยราคาสูงสุดถึงหลักสิบล้าน จะเรียกว่าเป็นบุคคลระดับผู้มีอิทธิพลในวงการอักษรวิจิตรแห่งฉินโจว ก็ไม่ถือว่าเกินจริงแต่อย่างใด
คืนนั้นเฉินหลิงโพสต์วิดีโอคลิปหนึ่ง เดี๋ยวนี้คนดังจำนวนไม่น้อยนิยมถ่ายวิดีโอด้วยตัวเองแล้วโพสต์ลงอินเทอร์เน็ต เป็นเอกลักษณ์ของยุคข้อมูลข่าวสารออนไลน์ซึ่งได้ผลดีกว่าการเขียนบทความธรรมดา
ในวิดีโอเฉินหลิงกล่าวว่า
“ผลงานอักษรวิจิตรของอาจารย์ไปตี้ ผมได้เห็นผ่านการถ่ายทอดสดแล้ว น่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง มองผ่านกล้องไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ เลยวิจารณ์ละเอียดไม่ได้”
“เพียงแต่รู้สึกว่า รูปแบบอักษรวิจิตรแบบนั้นไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนเลย ตื่นเต้นอดใจไม่ไหว โชคดีที่ผมกับอาจารย์โจวไทสนิทสนมกันอยู่บ้าง และก็อยู่ใกล้กันด้วย วันนี้เลยมาที่บ้านอาจารย์โจวไท เพื่อมาดูผลงานชิ้นนี้ด้วยตาตัวเองครับ”
“สวัสดีครับทุกคน ผมโจวไทครับ”
โจวไทปรากฏตัวทักทายกับกล้อง เพราะตอนนี้เฉินหลิงมาอยู่ที่บ้านของโจวไท วิดีโอนี้จึงถือเป็นการถ่ายทำร่วมกันของทั้งสองคน
ในวิดีโอโจวไทคลี่ภาพตัวอักษรของไปตี้ภาพนั้นออกมา เฉินหลิงขยับเข้าไปดูใกล้ๆ พร้อมกับกล้อง
ในตอนแรกมีเพียงความเงียบงัน จากนั้นสีหน้าก็เริ่มเคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ
ผ่านไปนานหลายนาที เขาก็ไมอาจระงับสีหน้าแห่งความตื่นเต้นได้อีกต่อไป จึงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดหนักแน่นว่า
“วิเศษเหนือคำบรรยาย!”
“อาจารย์ไปตี้เป็นปรมาจารย์อักษรวิจิตรที่ถ่อมตัวที่สุด เท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย”
“เขาได้สร้างสรรค์เทคนิคการใช้พู่กันแบบใหม่ ในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีปรมาจารย์ท่านใดเขียนอักษรแบบนี้มาก่อน ทุกคนพินิจดูตัวอักษรเหล่านี้ให้ดีครับ”
“ตัวอักษรมีความพริ้วไหวอิสระ คนทั่วไปอยากจะเรียนก็เลียนแบบไม่ได้ เขียนไปเขียนมาจะดูแข็งทื่อได้ง่ายมาก ส่วนตัวผมไม่แนะนำให้มือใหม่มาเรียนตัวอักษรแบบนี้ครับ เพราะเทคนิคที่แฝงอยู่ข้างในนั้นหลากหลายและพลิกแพลงมากเกินไป!”
“ตอนที่ไปตี้ตวัดพู่กัน ได้ใส่รายละเอียดเล็กน้อยลงไปเยอะมาก ทั้งจังหวะการยกและกด การหักมุม ความหนาบาง มือใหม่ที่ไม่มีพื้นฐานฝีมือที่แน่นอน จะไม่สามารถควบคุมมันได้เลย”
“ภาพอักษรนี้ช่างงดงามและพริ้วไหวขนาดนี้ คนทั่วไปจับจุดรายละเอียดไม่ได้ ถ้าฝืนเขียนตามมีแต่จะยิ่งเขียนยิ่งดูอึดอัดคับแคบ ยิ่งเขียนยิ่งดูดาษดื่นไร้ราคา!”
“แน่นอนครับ ถ้าเป็นเพื่อนๆ ที่มีระดับทักษะพู่กันไม่เลวจริงๆ แล้ว สามารถลองฝึกอักษรแบบนี้ได้นะครับ จะได้รับประโยชน์มหาศาลแน่นอน เพราะอักษรวิจิตรของไปตี้ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงตัวอักษรหรือการจัดวางองค์ประกอบ ล้วนไร้ที่ติโดยสิ้นเชิงครับ!”
โปร่งโล่ง เรียบง่าย สะอาดตา! กลิ่นอายลึกซึ้งยาวนาน!
สรุปคือ ปรมาจารย์อักษรวิจิตรท่านนี้ได้อวยยศฝีมือของไปตี้ไปชุดใหญ่
ชาวเน็ตต่างแสดงความเห็นว่า ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่รู้สึกทึ่งจนขนลุกเลย
ในช่องคอมเมนต์ของวิดีโอ มีคนถามว่า ‘แล้วระดับทักษะพู่กันของไปตี้ จัดอยู่อันดับที่เท่าไหร่ในฉินโจวเหรอครับ? ถือว่าเป็นระดับท็อปไหม? หรือว่าเป็นที่หนึ่งไปแล้ว?’
ครู่ต่อมา เฉินหลิงตอบกลับด้วยตัวเองว่า
‘จะบอกว่าเป็นระดับแนวหน้าก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าจะบอกว่าเป็นอันดับหนึ่งก็ยังพูดได้ไม่เต็มปากครับ ระดับฝีมือของไปตี้ในฉินโจวเรา น่าจะจัดอยู่ในสิบอันดับแรกได้ แต่เพราะเขาได้บุกเบิกวิธีการเขียนอักษรศิลป์แบบใหม่ทั้งหมด ดังนั้นถ้าพูดถึงผลงานนี้ การจะจัดให้ติดหนึ่งในห้า ก็ถือว่าพอจะกล่อมแกล้มไปได้อยู่เหมือนกันครับ’
สิบอันดับแรกแน่ๆ? ห้าอันดับแรกแบบพอกล่อมแกล้ม?
คำประเมินนี้เห็นภาพได้ชัดเจนกว่าการวิเคราะห์เทคนิคอักษรวิจิตรเพียงอย่างเดียว
ในที่สุดทุกคนก็ได้ตระหนักถึงระดับฝีมืออักษรวิจิตรที่แท้จริงของไปตี้
บวกกับพรสวรรค์ด้านบทกวีโคลงกลอนที่เขาได้แสดงออกมาในงานประชุมกวีนิพนธ์
หัวข้อติดเทรนด์หัวข้อหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นบนจี๋กวง… อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งฉินโจว ไปตี้!
หัวข้อติดเทรนด์นี้ปรากฏขึ้นไม่นานก็พุ่งขึ้นอันดับหนึ่ง!
คำกล่าวที่ว่า ‘อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งฉินโจว’ นี้มีน้ำหนักน่าเชื่อถืออยู่มาก เพราะคำว่าอัจฉริยะโดยปกติมักจะพูดถึงนักเขียนรุ่นเยาว์
จะให้ไปเรียกเหล่าปรมาจารย์กวีหรือปรมาจารย์อักษรวิจิตรที่มีอายุสี่สิบห้าสิบปีหรือมากกว่านั้นว่าเป็นยอดอัจฉริยะ ก็คงไม่ได้จริงไหม?
‘ฉายานี้ฟังดูดีนะ! อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งฉินโจว!’
‘ยิ่งใหญ่กว่าปรมาจารย์เพลงเทพอีก!’
‘ดูมีระดับกว่าปรมาจารย์เพลงฉลองปีใหม่ตั้งเยอะ!’
‘ถ้าเข้าร่วมงานประชุมกวีนิพนธ์นี้เร็วกว่านี้ ไปตี้คงไม่ต้องปล่อยเพลงฉลองปีใหม่เยอะขนาดนั้น ก็คงพุ่งขึ้นแถวสองได้แล้วมั้ง’
‘รอบนี้น่าจะเริ่มพุ่งไปแถวหนึ่งแล้วละ’
‘คราวนี้ฉูฉือคงต้องตกขบวนแล้ว ยังไงตอนนี้ไปตี้ก็ถือว่าฉิดฉายหลายด้านเลย ทั้งกวีนิพนธ์ ทั้งอักษรวิจิตร’
โลกออนไลน์ถกกันอย่างดุเดือดต่อเนื่อง ไปตี้ได้รับการแต่งตั้งจากคนทั้งโลกออนไลน์ ให้เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งฉินโจวอย่างเป็นทางการ
ไม่จำเป็นต้องให้นักเขียนเหล่านั้นยอมรับ เพราะนี่คือเสียงเรียกร้องของมวลชน ต่อให้เป็นวงการวรรณกรรมทั้งวงการ ก็คัดค้านไม่ได้
แน่นอนว่าไม่กล้าคัดค้านอยู่แล้ว เพราะนี่คือความจริงที่โต้แย้งไม่ได้เลย!
หลินจือไป๋ลงเครื่องถึงได้รู้ว่า ตัวเองกลายเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งฉินโจวอะไรนั่นไปแล้ว พลันอดรู้สึกขำไม่ได้
ก่อนหน้านี้ไม่ได้บอกว่า จี้เฉวียนไทอะไรนั่นเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งฉินโจวหรอกหรือ?
แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ฉายานี้ช่วยเพิ่มชื่อเสียงให้ตัวเองได้ไม่น้อยเลย
พอกลับถึงบ้าน แม่ก็พุ่งเข้ามาสวมกอดเขา ขอบตาแดงก่ำพลางกล่าวว่า “ลูกแม่เก่งเกินไปแล้ว!”
พี่สาวกล่าวด้วยความสงสารว่า “นักเขียนพวกนั้นจ้องจะเล่นงานนายชัดๆ ทำให้นายเจ็บช้ำ งานประชุมกวีนิพนธ์ปีนี้แทบไม่มีคนดีเลยสักคน”
หลินเชิ่งเทียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก “สุดท้ายเสี่ยวเฮยก็ไม่เสียเปรียบ”
“ไม่เสียเปรียบก็ไม่ได้!” พ่อกล่าวด้วยแววตาเย็นชาเล็กน้อย
“พวกปัญญาชนที่ไปร่วมงานกวีนิพนธ์นั่น นึกว่าคนตระกูลเรารังแกกันได้ง่ายๆ หรือยังไง เรื่องนี้ไม่จบแค่นี้แน่ พ่อโทรหาปู่ลูกแล้ว หลานชายแท้ๆ ถูกคนรุมเล่นงานหนักขนาดนี้ ถ้าไม่แสดงท่าทีอะไรบ้างก็คงจะฟังไม่ขึ้นแล้วละ”
“พ่อโทรหาคุณปู่แล้วเหรอครับ?”
หลินจือไป๋ประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่าพ่อจะไปตามคนมาช่วยเพื่อออกหน้าแทนเขา ปกติแล้วพ่อแทบจะไม่เคยเอ่ยปากขอร้องอีกฝ่ายเลย
แต่จะว่าไป หลินจือไป๋แววตาไหววูบ ด้วยอิทธิพลของปู่ที่มีต่อวงการวรรณกรรมและบันเทิงแห่งฉินโจว ถ้าลงมือละก็ พวกปัญญาชนจำนวนมากคงจะต้องประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่แน่…
เป็นไปตามคาด สามวันต่อมา หลินจือไป๋ก็ได้เห็นข่าวหัวข้อหนึ่ง
[เจียงเฮอ แถลงสังขารร่วงโรยไร้เรี่ยวแรงสานต่อภารกิจ ได้ยื่นหนังสือลาออกต่อสมาพันธ์วรรณกรรมแล้ว!]
สังขารร่วงโรย? ไร้เรี่ยวแรง? คำพูดนี้หลินจือไป๋ไม่เชื่อแม้แต่เครื่องหมายวรรคตอนเดียว
เจียงเฮอน่าจะ ‘ถูกบังคับให้ลาออก’ มากกว่า การดำเนินการของคุณปู่ บวกกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากงานประชุมกวีนิพนธ์ที่รุนแรงเกินไป กระชากเขาหลุดจากตำแหน่งไปดื้อๆ อย่างนั้น
หลังจากนั้นก็มีข่าวหลุดออกมาอีก
[หวงอวี้โหลว ถูกสั่งปลด ฐานประพฤติมิชอบทางวิชาการและพัวพันเรื่องฉาว ขณะนี้กำลังถูกทางการสอบสวน!]
เอาละ หวงอวี้โหลวก็ไปอีกคนแล้ว
หากจะพูดถึงเรื่องประสิทธิภาพ ต้องยกให้ท่านผู้เฒ่าแห่งคฤหาสน์ซีเฉาจริงๆ การลงดาบในรอบนี้ช่างโหดเหี้ยมอำมหิต เล่นเอาเจียงเฮอและหวงอวี้โหลวถึงกับสาบสูญไปจากวงการวรรณกรรมฉินโจวเลยทีเดียว!
จากนั้นไม่นาน คำสั่งแต่งตั้งชุดใหม่ก็ถูกประกาศออกมา
เริ่มจากตำแหน่งรองประธานสมาพันธ์วรรณกรรมฉินโจวคนใหม่ ถูกกำหนดให้เป็น จ้าวหรู!
คุณยายจ้าวเป็นผู้อาวุโสที่ได้รับความเคารพนับถือในฉินโจวอยู่แล้ว การให้เธอมารับตำแหน่งต่อจากเจียงเฮอ ไม่มีใครรู้สึกว่าไม่เหมาะสม
ส่วนนายกสมาคมนักเขียน กลายเป็นอวิ๋นหลาน อวิ๋นหลานได้เลื่อนตำแหน่งเพราะเธอไม่ได้รับผลกระทบจากกระแสสังคมมากนัก อย่างน้อยเธอก็แค่แกล้งตายและปัดความรับผิดชอบ ไม่ได้ลงมือเล่นงานไปตี้
ส่วนตำแหน่งเดิมของอวิ๋นหลาน ซึ่งก็คือตำแหน่งนายกสมาคมกวีนิพนธ์ ก็ให้โจวไทมารับช่วงต่อ
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้หลินจือไป๋ตั้งตัวไม่ทัน เรื่องพวกนี้ถ้าไม่ใช่คุณปู่เป็นคนจัดการ หลินจือไป๋ก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว
เจียงเฮอและหวงอวี้โหลวไม่อยู่แล้ว จ้าวหรูและโจวไทขึ้นมาแทน นี่กำลังปูทางให้เขาอยู่ชัดๆ!
บางทีตนควรจะต้องโทรหาคฤหาสน์ซีเฉาบ้างแล้ว
หลินจือไป๋หยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดโทรหาคุณปู่เป็นครั้งแรก สายถูกรับอย่างรวดเร็ว ปลายสายมีเสียงของหลินเจามูดังมาว่า
“เรื่องงานประชุมกวีนิพนธ์ ฉันรู้แล้ว แกทำได้ดีมาก”
“ขอบคุณครับคุณปู่”
“ปู่ต่างหากที่ต้องขอบใจแก นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่า ในชั่วชีวิตนี้ของปู่ จะได้มีวาสนาเห็นเทพแห่งวรรณกรรมจุติลงมาเกิดในตระกูลหลินของเรา”
น้ำเสียงของหลินเจามูแฝงไปด้วยรอยยิ้ม เป็นครั้งแรกที่หลินจือไป๋สัมผัสได้ถึงสิ่งที่เรียกว่าความเมตตาจากคุณปู่
หลังจากวางสาย ใบหน้าของหลินเจามูก็เผยรอยยิ้มออกมา กลาวกับเลขาจินที่อยู่ข้างๆ ว่า
“อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งฉินโจวสินะ?”
เลขาจินชะงัก เขาฟังออกอย่างชัดเจนเลยว่า ในน้ำเสียงของหลินเจามูแฝงไปด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง
คืนนั้นหลินเจามูเดินเข้าสู่ศาลบรรพชนตระกูลหลินเพียงลำพัง ยืนเงียบงันอยู่หน้าป้ายวิญญาณหนึ่งเป็นเวลานาน คล้ายในใจกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่างอยู่
ในศาลบรรพชนนานเกือบครึ่งชั่วโมง หลินเจามูถึงเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาว่า
“คุณพ่อครับ ผมมีหลานชายที่ยอดเยี่ยมมากคนหนึ่ง เขามีคุณสมบัติจะสืบทอดเสินฮวากรุ๊ปของตระกูลหลินเราครับ”