ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 514 สิ่งเล็กๆ
บทที่ 514 สิ่งเล็กๆ
หลังจากเมิ่งน้อยมีระดับบ่มเพาะอยู่ในระดับราชันย์สัตว์ประหลาดขั้นต้นแล้ว ไม่เพียงจะมีความเร็วที่พุ่งสูงขึ้น แม้แต่ประสาทสัมผัสของเมิ่งน้อยก็เฉียบคมขึ้นเช่นเดียวกัน
ด้วยประสาทที่เฉียบคมราวกับประกายดาบของเมิ่งน้อยที่ไม่เข้ากับรูปร่างของมันนี้ทำให้ผู้คนที่พบเห็นต่างก็ต้องรู้สึกขนลุกขนชัน
นี่คือความรู้สึกที่เมิ่งน้อยถ่ายทอดให้เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสสำนักเต๋าต่างๆที่อยู่ที่นี่ได้รับรู้
แม้แต่ช้างยักษ์คลั่งที่อยู่กระชั้นชิดที่สุด แม้มันจะดูทรงพลังแต่มันก็ยังสัมผัสได้ยิ่งกว่าใคร
แต่กระนั้น มันก็แค่หยุดชะงักไปเพียงแค่เสี้ยววินาที หลังจากนั้นมันก็บ้าคลั่งเฉกเช่นเดิม
ดูเหมือนว่าต่อให้มันต้องพบเจอกับเทพเจ้าก็ตาม มันก็ยังคงจะยืนหยัดสู้จนกว่าเลือดของมันจะหลั่งไหลออกมาจนหมดสิ้น
นี่แสดงให้เห็นว่าในตอนนี้เจ้าช้างยักษ์ตัวนี้นั้น หลังจากที่มันถูกฝังแผ่นแก่นพลังงานรูปแบบบ้าคลั่งลงไปแล้ว สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในจิตใจของมันนั้นก็คือการเข่นฆ่าทุกสิ่งมีชีว วิตที่มันได้พบเห็น
และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเหล่าผู้นำของโลกมนุษย์ถึงยอมหย่าศึกกันเพียงเพื่อการกำจัดสัตว์คลั่งเหล่านี้
และก่อนที่เมิ่งน้อยจะได้เริ่มเคลื่อนไหว งวงอันใหญ่ยักษ์และทรงพลังของช้างยักษ์ได้เหวี่ยงลงมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนเกิดลมกระโชก หมายจะทุบตีเมิ่งน้อยให้ตายไปซะให้พ้นๆ
แต่ด้วยความเร็วของเมิ่งน้อยแล้ว ช้างยักษ์ตัวนี้ก็ไม่ได้ต่างไปจากเต่าตัวหนึ่ง
หลังจากการฟาดงวงครั้งแรกพลาดไป ช้างยักษ์คลั่งก็ได้คำรามลั่นก่อนจะเหวี่ยงงวงของมันให้ตามเมิ่งน้อยไปอีกครั้ง
เฉินเฉียงที่เห็นสัตว์ร้ายของสองโลกได้ต่อสู้กันก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มละไมขึ้นมาบนใบหน้า
ตามที่เขาคาดการณ์ไว้ ทั้งความเร็วและความแข็งแกร่งของเมิ่งน้อยในตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่ช้างยักษ์คลั่งตัวนี้จะรับมือได้
เพราะไม่ว่ายังไงก็ตาม ถึงแม้เจ้าช้างยักษ์ตัวนี้จะตกอยู่ในสภาพบ้าคลั่งไปก็ตาม มันก็ยังเป็นเพียงราชาสัตว์วิญญาณเพียงเท่านั้น
แต่เมิ่งน้อยนั้นเป็นถึงราชันย์สัตว์ประหลาดเลยนะนั่น
ยิ่งไปกว่านั้นคือ เมิ่งน้อยนั้นนับแต่ลืมตาดูโลกมา มันไม่เคยกินสิ่งอื่นใดเป็นจริงจังนอกเสียจากแก่นวิญญาณเพียงเท่านั้น
กับลิงน้อยที่ชุบเลี้ยงด้วยแก่นวิญญาณกองเท่าภูเขา มันก็คงไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าใครเสียกระมัง
แต่ในตอนนี้ เฉินเฉียงก็ยังอดไม่ได้ที่จะสนใจการต่อสู้ของเมิ่งน้อยเลยทีเดียว
เพราะนี่คือการต่อสู้ครั้งแรกของเจ้าหนูนี่
ต่อให้เมิ่งน้อยนั้นสามารถฆ่าช้างยักษ์คลั่งได้อย่างง่ายดายก็ตาม แต่นั่นก็คงทำให้ผู้คนโดยรอบตกตะลึงไปได้เพียงเท่านั้น ซึ่งในตอนแรกเองนั้นเฉินเฉียงคิดว่าเมิ่งน้อยจะไม่คิดใส่ใ ใจในการต่อสู้แบบนี้ และคิดเก็บงำฝีมือต่อไปจนกว่าจะพบเจอศัตรูที่คู่ควร
กลายเป็นว่าเฉินเฉียงนั้นคิดผิดไปนิดนึง
นั่นก็เพราะเมิ่งน้อยที่กระโดดลอยตัวขึ้นฟ้าอยู่นี้ เมื่อมันเห็นว่างวงของช้างยักษ์ตัวนี้ทำท่าจะทะยานตามมันมา มันก็มีท่าทางตื่นเต้นยินดีในทันที
“เจี๊ยก เจี๊ยก...”
เมิ่งน้อยในตอนนี้ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศราวกับตะปูที่ถูกตรึงเอาไว้ตรงนั้น ก่อนจะมองงวงที่ฟาดมาใส่มันอย่างตื่นเต้นยินดีจนร้องออกไปสองที
ในสายตาของช้างยักษ์คลั่งนั้น การกำจัดเมิ่งน้อยก็ไม่ได้ต่างไปจากการไล่ตบยุง
นั่นก็เพราะสำหรับมันแล้ว ด้วยขนาดร่างกายของเมิ่งน้อยนั้นเล็กมากจริงๆ
และในตอนนี้ เมิ่งน้อยก็หยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว หากต้องพบเจอกับงวงที่ใหญ่ยักษ์ของมันแล้ว เมิ่งน้อยจะไม่ถูกส่งลอยขึ้นฟ้าไปได้ยังไง
น่าเสียดายนักที่เจ้าช้างยักษ์คลั่งขาดสติจนไม่อาจทำได้ตามที่คนเฒ่าคนแก่ได้พูดเอาไว้
ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม อย่าได้ประมาทศัตรู
และเมิ่งน้อยนั้นหาได้ถูกส่งลอยปลิวออกไปบนท้องฟ้ากว้างแต่อย่างใด
กลับกัน ในตอนที่งวงของช้างยักษ์กำลังจะถึงตัวเมิ่งน้อย เมิ่งน้อยก็ได้ใช้หมัดของตนต่อยสวนงวงช้างที่ฟาดเข้ามา
“แอ๋งงงง”
ภายใต้ความเจ็บปวดที่เหนือคณา แต่นี่หาได้หยุดยั้งไม่ให้ช้างยักษ์คลั่งฟาดงวงของมันไปมาแต่ก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่ใดที่หนึ่ง
นั่นก็เพราะในตอนนี้ แขนของเมิ่งน้อยได้ทิ่มลึกติดอยู่กับงวงของช้างยักษ์คลั่ง
และฉากการต่อสู้นี้ทำให้ผู้คนทำได้เพียงใช้กระแสจิตของตนรับรู้เหตุการณ์เพียงเท่านั้น
เพราะไม่ว่ายังไงก็ตาม ด้วยการที่เมิ่งน้อยตัวเล็กมากเมื่อเทียบกับงวงของช้างคลั่งยักษ์ หากผู้คนได้มองด้วยตาเปล่าแต่ไกล เมิ่งน้อยก็ไม่ได้ต่างไปจากไฝของมันที่ขึ้นอยู่ที่งวง ง
เพียงแต่ว่าไฝก้อนนี้ค่อนข้างอันตรายกับเจ้าช้างยักษ์ตัวนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ท่ามกลางเหล่าผู้บ่มเพาะที่เรียงรายเฝ้าดูสถานการณ์โดยรอบนี้ ในสายตาของช้างยักษ์คลั่งตนนี้ได้จับจ้องอยู่ที่เมิ่งน้อยที่ติดแน่นอยู่ที่งวงของมันเพียงเท่านั้น
เฉกเช่นเดียวกับพลปืนใหญ่ที่จับจ้องที่ยุงที่เข้ามากัดจนคิดใช้ปืนใหญ่ของตนทำลายพวกมัน
เมิ่งน้อยที่ในตอนนี้ติดแน่นอยู่ที่งวงของช้างยักษ์คลั่ง ก็ทำตัวราวกับไฝที่ไม่ว่าจะโบกสะบัดทุบตีเหวี่ยงยังไงก็ไม่มีท่าทีจะหลุดออกไปแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม ด้วยความบ้าคลั่งในตอนนี้ ถึงแม้มันจะสลัดเมิ่งน้อยไม่หลุด แต่มันก็ยังคิดที่จะพุ่งเข้าใส่เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสสำนักต่างๆที่มุงดูโดยรอบแทน
แต่เพียงแค่มันคิดอย่างนั้น ความเจ็บปวดที่เมิ่งน้อยสร้างให้มันกลับแลบแล่นเข้าสู่ห้วงจิตสำนึกอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้มันต้องลงไปนอนชักดิ้นชักงออยู่ตรงนั้น
และนี่ทำให้เพียงชั่วพริบตาเดียว ไม่มีต้นไม้แถวนั้นสักต้นที่ยังอยู่ดี หากไม่ราบเรียบเป็นหน้ากอง ก็ต้องถูกฝังกลับจากฝุ่นควันที่เกิดจากการดีดดิ้นของมัน และนี่ทำให้ผู้คนต้ องถอยร่นออกไปไกลยิ่งกว่าเดิม
ด้วยพายุที่เกิดจากการดีดดิ้นจากของช้างยักษ์คลั่งพร้อมกับพัดพาต้นไม้ใบหญ้าและฝุ่นควันให้ลอยไปทั่วอย่างตลบอบอวล นี่ทำให้เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสสำนักเต๋าต่างๆทำได้เพียงหลับตา าและใช้เพียงกระแสจิตของตนรับรู้ถึงภัยอันตรายที่ไม่รู้ว่าจะลอยมาถึงตัวเมื่อไหร่ พลางสังเกตการณ์ต่อสู้นี้ต่อไป
ดูเหมือนว่าเมิ่งน้อยนั้นยังคงติดแน่นอยู่ที่งวงของช้างยักษ์คลั่งไม่ห่างไป แม้ว่ามันนั้นจะดิ้นทุรนทุรายขนาดนี้แล้วก็ตาม
แต่ด้วยการที่โบกสะบัดงวงไปมาอย่างรวดเร็วของช้างยักษ์คลั่งนี้ได้ทำให้เมิ่งน้อยเริ่มหัวหมุน มันจึงได้ดึงมือออกมาจากงวงของช้างยักษ์ ก่อนที่จะไต่ขึ้นไปบริเวณงาของมัน
นี่จึงทำให้เมิ่งน้อยหายเวียนหัวขึ้นมาได้บ้าง
แต่ด้วยการที่งวงของช้างยักษ์ได้เหวี่ยงอยู่นานพอสมควร นี่จึงทำให้มันนั้นยังเวียนหัว
เป็นตอนนี้ที่มันนึกได้ว่าหากไม่รีบทำบางสิ่ง มันจะเอาหน้าที่ไหนไปอวดอ้างว่าเป็นจ้าวแห่งสัตว์ประหลาดกัน
เมื่อคิดได้แบบนี้ เมิ่งน้อยก็ไถลตัวลงมาจากโคนงาของช้างยักษ์คลั่งไปที่ปลายงา ก่อนที่จะชูมือข้างหนึ่งขึ้นมาค้างไว้ มือข้างนี้ของเมิ่งน้อยค่อยเปลี่ยนสีแดงเลือด จนในตอนนี้ด ดูราวกับเหล็กที่เผาไหม้จนแดงฉาน แล้วต่อยออกไปจนบังเกิดคลื่นลมที่รุนแรงกรรโชกออกมา
“แคร๊ก.…”
ทุกคนที่เห็นต่างก็แสดงออกมาด้วยท่าทางโง่งม เมิ่งน้อยในตอนนี้ได้ทำการทุบตีงาของช้างยักษ์คลั่งอย่างไม่หยุดหย่อนจนงาเริ่มแตกร้าว
และด้วยการที่มันได้รับความเจ็บปวดหลายครั้งหลายหน ทำให้ช้างยักษ์คลั่งร้องลั่นอย่างไม่หยุดหย่อนจนดังไปไกลนับสิบเมตรเลยทีเดียว
ถึงแม้ว่าหัวของมันจะสะบัดไปมาเพราะความเจ็บปวด แต่ร่างกายของเมิ่งน้อยนั้นก็หาได้สะทกสะท้อน มันได้เดินไปมาบนหัวช้างคลั่งราวกับเดินเล่นอยู่ในสวน
และหลังจากที่เมิ่งน้อยทุบตีงาจนแตกยับไปข้างหนึ่ง เมิ่งน้อยก็เล็งที่จะไปยังงาอีกข้างหนึ่ง
หลังจากบังเกิดเสียงแตกร้าวอย่างดังลั่นสนั่นสะเทือน ในที่สุดงาของช้างยักษ์คลั่งก็แตกละเอียดยิบโดยสมบูรณ์
ยังไม่หมดแค่นั้น
เมิ่งน้อยได้จับแน่นไปที่งาของช้างยักษ์คลั่ง ก่อนที่จะไต่ไปที่หลังของมัน ก่อนจะกระชับงาในมือแน่นและเปลี่ยนให้มันเป็นขอเหล็กสีแดงฉานที่ร้อนระอุ เมิ่งน้อยก็ทำการปักไปบนหลั งของช้างยักษ์คลั่งในทันทีอย่างไม่หยุดยั้ง
ด้วยการที่เมิ่งน้อยนั้นเป็นสัตว์ประหลาดสายเลือดอัคคี แน่นอนว่าพลังต่างๆของเมิ่งน้อยล้วนแล้วเต็มเปี่ยมด้วยไฟที่ร้อนแรง และในทุกครั้งที่เมิ่งน้อยทิ่มแทงลงไปบนร่างของช้างยักษ์ คลั่งก็จะบังเกิดรูสีดำเล็กๆบนร่างโดยที่เลือดของช้างยักษ์ไม่อาจไหลรินออกมาได้ จนเต็มไปทั่วหลังของช้างยักษ์
หลังจากเห็นว่าไม่เหลือที่จะให้ทิ่มแทงเล่นแล้ว เมิ่งน้อยก็ได้โจนทะยานขึ้นฟ้าไปด้านข้างของมันหมายจะจัดการส่วนข้างของลำตัวต่อ
แม้การโจมตีนี้จะไม่ได้ส่งผลอะไรต่อช้างยักษ์คลั่งที่อยู่ในระดับราชาสัตว์วิญญาณสักเท่าไหร่ ยิ่งไปกว่านั้นคือด้วยหนังของมันที่หนาปึก การโจมตีของเมิ่งน้อยทำได้เพียงการที่มั นถูกยุงกัดให้รำคาญใจเพียงเท่านั้นก็ตาม
แต่ด้วยการที่ช้างยักษ์ตัวนี้ถูกฝังแผ่นแก่นพลังงานรูปแบบบ้าคลั่งเข้าไปทำให้มันแสดงออกมาด้วยท่าทางที่ดุร้าย และยิ่งในตอนนี้มันถูกทำให้รำคาญโดยสิ่งเล็กๆที่มันไม่อาจจัดการ รได้สักที นี่จึงทำให้มันบ้าคลั่งได้อย่างสมบูรณ์
————-