ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1091 เจียงเสี่ยวเหลยผู้หดหู่
ตอนที่ 1091 เจียงเสี่ยวเหลยผู้หดหู่
“พอแล้ว ! พอแล้ว ! ”
“พอได้แล้ว จะซื้อไปเยอะแยะทำไม ! ”
เจียงไห่หยางและหวังซิ่วจวี๋พูดขึ้นมา หลังจากช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าได้ไม่นาน
ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเจียงเสี่ยวไป๋ที่จะไม่ทำตามความต้องการของชายชรา
นอกจากนี้ตอนที่ขึ้นเครื่อง ก็ไม่สามารถเอาของพวกนี้ขึ้นไปได้ทั้งหมดอยู่แล้ว
เขาจึงเชื่อฟังพ่อ
ภายใต้สายตาที่ไม่เต็มใจของหลินเจียอิน เธอพาพวกเขาออกจากห้างสรรพสินค้า จากนั้นก็ไปที่ร้านหนังสือซินหัวเพื่อซื้อหนังสือหลายสิบเล่ม ซึ่งทั้งหมดเป็นหนังสือเรียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลาย
หลินเจียจวินยิ้มและพูดกับเจียงชานว่า “พวกเขาน่าจะชอบของขวัญที่หนูเอาไปฝากนะสาวน้อย”
เจียงชานยิ้ม “หนูจะบอกว่าลุงเป็นคนซื้อมา”
ใบหน้าของหลินเจียจวินเคร่งขรึมขึ้นทันที จากนั้นเขาก็พูดอย่างเร่งรีบว่า “แกล้งทำเป็นว่าลุงไม่ได้พูดอะไรก็ได้ ! ”
จากนั้น เขาจึงรีบหันไปพูดกับเจียงเสี่ยวไป๋ว่า “แล้วนี่เราจะกลับไปกินข้าวที่บ้านหรือกินข้างนอกดี”
หวังซิ่วจวี๋กล่าวว่า “เราออกมาข้างนอกนานแล้ว กลับไปกินข้าวที่บ้านกันเถอะ กินข้าวที่บ้านอย่างไรก็ถูกกว่ากินข้างนอกไม่ใช่เหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “ถ้าอย่างนั้น งั้นเรากลับไปทำอาหารที่บ้านก็แล้วกันนะครับ ! ”
หลินเจียจวินพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องไปซื้อของสดก่อน”
ครั้งสุดท้ายที่เขาทำหม้อไฟ ที่บ้านก็มีเครื่องปรุงรสครบหมดแล้ว แต่หลินเจียจวินไม่ค่อยได้ทำอาหาร จึงไม่มีพวกของสดติดตู้ไว้
ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องไปซื้อของสดก่อนกลับบ้าน
เจียงเสี่ยวไป๋ไปทำอาหาร ในขณะที่หวังซิ่วจวี๋กำลังยุ่งอยู่กับการลองเสื้อผ้าใหม่ให้กับเด็กน้อยทั้งสอง
คราวนี้เธอได้ซื้อเสื้อผ้ามาให้กับเจียงอันและเจียงห่าวด้วย
“เสื้อผ้าจากเมืองใหญ่เนื้อผ้าดีมาก ! ”
“อันอันใส่แล้วดูดีมาก ! ”
หลังจากสวมชุดให้หลานชายแล้ว หวังซิ่วจวี๋ก็ดูมีความสุขมาก รู้แบบนี้น่าจะซื้อมาเพิ่มอีกสักสองชุด
เจียงชานพูดว่า “คุณย่าลำเอียงเกินไป น้องห่าวห่าวก็น่ารักเหมือนกันเมื่อใส่ชุดใหม่ ทำไมไม่ชมเธอด้วยล่ะ ? ”
หวังซิ่วจวี๋มองมาที่เจียงชานอย่างช้า ๆ “หลานกำลังพูดถึงอะไร ใจเย็นก่อนสิ ย่ากำลังจะชมและแต่งตัวให้ทีละคน”
เธอมองไปที่เสื้อผ้าของเจียงห่าวแล้วพูดว่า “เสื้อผ้าชุดนี้ เมื่อห่าวห่าวใส่แล้วก็ดูดีเหมือนกัน”
เจียงชานส่ายหัวอย่างเห็นได้ชัด
อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย เห็นได้ชัดว่าย่าลำเอียง
ไม่นานหลังจากนั้น เจียงเสี่ยวไป๋ก็ทำอาหารเจ็ดถึงแปดอย่างเสร็จ รวมถึงหม้อไฟหัวปลาด้วย
ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เฉินหยุนและหวังเสวี่ยฮัวกินอาหารฝีมือของเจียงเสี่ยวไป๋ และทั้งคู่ก็ประหลาดใจ
“คุณเจียง อาหารที่คุณทำอร่อยมาก ! ” เฉินหยุนกล่าวชมออกมาอย่างจริงใจ
หวังเสวี่ยฮัวพูดว่า “ใช่ มันอร่อยจริง ๆ รสชาติดีกว่าที่เชฟถานทำเสียด้วยซ้ำ”
ตั้งแต่มาทำงานที่บ้านของเจียงเสี่ยวไป๋ พวกเธอก็กินอาหารฝีมือเชฟถานมาตลอด โดยคิดว่าเขาน่าจะทำอาหารอร่อยที่สุดในบ้านแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าฝีมือการทำอาหารของเจียงเสี่ยวไป๋จะอร่อยกว่าของเชฟถานเสียอีก
เจียงชานพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “แน่นอน ฝีมือการทำอาหารของพ่ออร่อยมาก หนูโตมากับอาหารที่พ่อทำ”
หลินเจียอินอดยิ้มไม่ได้ “ลูกเพิ่งอายุเท่าไรเอง ? ”
“หนูก็แค่บอกว่าโตมากับอาหารที่พ่อทำเท่านั้นเอง ! ”
เจียงชานพูดว่า “ถึงอย่างนั้น หนูก็รู้สึกเหมือนหนูโตแล้ว และอยากจะโตเร็ว ๆ เพื่อจะได้ดูแลอันอันและห่าวห่าวได้”
“โอเค โอเค ชานชานโตแล้ว และรู้ความพอที่จะดูแลน้องชายและน้องสาวของเธอได้ ! ” เจียงไห่หยางพูดอย่างมีความสุข
……
ในตอนนั้น ทั้งครอบครัวก็กำลังกินอาหารที่เจียงเสี่ยวไป๋ทำที่บ้าน และพูดคุยกันอย่างมีความสุข
ในอีกด้านหนึ่ง เจียงเสี่ยวเหลยและเจียงเสี่ยวหยูก็กำลังกินอาหารเหมือนกัน
แต่พวกเขากำลังกินอาหารในโรงอาหารของมหาวิทยาลัย
ในช่วงทศวรรษ 1980 โรงอาหารของมหาวิทยาลัยนั้นไม่ได้มีเมนูที่ทำจากเนื้อเป็นส่วนประกอบทุกวัน
วันนี้มีแต่อาหารมังสวิรัติเท่านั้น
เจียงเสี่ยวชิงสั่งผัดมันฝรั่ง ผัดกะหล่ำปลี ผัดถั่วงอก และซุปเต้าหู้ใส่วุ้นเส้นอีกหนึ่งชาม
“พี่สี่ เราต้องกินของพวกนี้จริง ๆ เหรอ ? ” เจียงเสี่ยวเหลยมองดูและถามด้วยความไม่พอใจ
เจียงเสี่ยวชิงพูดว่า “ถ้าไม่กินกับข้าวพวกนี้ นายจะกินอะไร ? ”
เจียงเสี่ยวเหลยยกคางขึ้น เมื่อคิดถึงอาหารอันโอชะที่เขากินที่เทียนจิง ก็น้ำลายไหลแล้วพูดว่า “ผมอยากกินเป็ดย่าง หม้อไฟเนื้อแกะ เนื้อผัดหัวหอม……”
เจียงเสี่ยวชิงยกมือขึ้นเพื่อหยุดเขา “เอาล่ะ นายยังอยากกินอาหารของเทียนจิงอยู่อีกเหรอ ? ”
“นี่คือโรงอาหารของมหาวิทยาลัยเจียงเฉิง”
“ถ้านายมาอาศัยอยู่ในมหาวิทยาลัย นายก็ต้องกินอาหารในโรงอาหาร จะไปมีของแบบนั้นให้กินได้อย่างไร ? ”
เจียงเสี่ยวเหลยพูดว่า “แต่อย่างน้อยก็ควรมีหมูตุ๋นหรือหมูฝอยบ้างก็ดี ! ”
เจียงเสี่ยวชิงหัวเราะออกมา “มันไม่ใช่ว่าบางวันจะไม่มี ที่โรงเรียนมัธยมต้นหมายเลข 1 ที่ฉันเพิ่งเรียนจบมาเมื่อสองปีที่แล้ว โรงอาหารของที่นั่นก็ไม่ได้ทำเมนูที่มีเนื้อสัตว์ทุกวันนี่ ? ”
เจียงเสี่ยวเหลยกล่าวว่า “แม้ว่าจะไม่มีเมนูเนื้อในโรงอาหารทุกวันก็ตาม แต่ผมก็มีเนื้อกระป๋องให้กินทุกวัน ! ”
เจียงเสี่ยวหยูเองก็พยักหน้า ทุกครั้งที่เธอและเจียงเสี่ยวเหลยหยุดกลับบ้าน พี่สะใภ้จะเอาเนื้อกระป๋องให้มาตลอด ทั้งเนื้อวัวกระป๋อง เนื้อไก่กระป๋อง ปลากระป๋อง รวมทั้งพริกหม่าล่าเหล่ากานมา, พริกน้ำมันเหล่ากานมา รวมทั้งเนื้อแดดเดียว ฟองเต้าหู้ และล่าเถียว เป็นต้น
ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากที่พวกเขากินอาหารในร้านอาหารของพี่ใหญ่ช่วงวันหยุด บริกรจะแพ็คอาหารดี ๆ ให้พวกเขา เอากลับไปกินที่โรงเรียนได้หนึ่งถึงสองมื้อด้วย
อาจกล่าวได้ว่า แม้สองพี่น้องจะกินข้าวในโรงอาหาร และไม่มีเมนูที่มีเนื้อสัตว์เลย แต่พวกเขาก็ได้กินเนื้อสัตว์ในทุกมื้อ เพราะยังมีเนื้อกระป๋องให้เอาไปกินที่โรงอาหารได้
เนื่องจากทั้งสองคนมีอาหารอร่อย เพื่อนร่วมชั้นจึงพยายามเอาอกเอาใจพวกเขาเพื่อที่จะได้กินเนื้อกระป๋องของพวกเขา ทำให้ทั้งสองคนค่อนข้างได้รับความนิยมในชั้นเรียนของตัวเอง และมีแต่คนเรียกพวกเขาว่า ‘พี่เหลย’ และ ‘พี่หยู’ ไม่ขาดปาก
ดังนั้นพวกเขาทั้งสองจะยอมกินอาหารมังสวิรัติแบบนี้ได้อย่างไร ?
เจียงเสี่ยวชิงก็มีเนื้อกระป๋องเหมือนกัน แต่เธอเก็บไว้ที่หอพัก ซึ่งเธอจะกินมันก็ตอนที่ซื้อของกินไปกินที่ห้องเท่านั้น
วันนี้เธอพาเจียงเสี่ยวเหลยและเจียงเสี่ยวหยูมากินอาหารในโรงอาหาร เธอจึงไม่ได้นำอาหารกระป๋องมาด้วย
“ลองกินบ้างก็ดี ! ”
“เลือกกินตลอดไม่ได้หรอกนะ ! ”
เจียงเสี่ยวชิงมองมาที่เจียงเสี่ยวเหลยและเร่งเร้า “รีบกินได้แล้ว ฉันต้องไปห้องสมุดต่อหลังจากกินข้าวเสร็จ”
เจียงเสี่ยวเหลยได้แต่บ่นออกมาอย่างขมขื่น “พี่สี่ ผมไม่อยากกินอาหารพวกนี้ เราออกไปกินข้าวข้างนอกกันเถอะ ! ”
เจียงเสี่ยวชิงมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่าแล้วพูดว่า “พี่รองบอกให้พวกเธอมาสัมผัสชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย เพราะมันเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ นายควรกินอาหารในโรงอาหาร จะไปกินข้าวข้างนอกได้อย่างไร ? ”
เจียงเสี่ยวเหลยเห็นว่าเขาไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้พี่สาวของเขาออกไปกินข้าวข้างนอกได้ เขาก็คอตกเหมือนไก่ตัวผู้ที่พ่ายแพ้ และได้แต่ถอนหายใจอย่างหดหู่ “โอ้ ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้พ่อกับแม่กำลังกินอาหารอร่อย ๆ อะไรอยู่ ? ”
เจียงเสี่ยวชิงพูดว่า “พี่รองคงจะพาพ่อกับแม่ไปกินปลาหวู่ชางแน่ ๆ ปลาหวู่ชางเป็นอาหารขึ้นชื่อของภัตตาคารซวนกงที่มีชื่อเสียงที่สุด และชานชานก็ชอบไปกินอาหารที่ร้านนั้นมาก”
เมื่อเจียงเสี่ยวหยูได้ยิน เธอก็ถามว่า “แล้วพี่สี่เคยไปกินอาหารที่ร้านนั้นไหม ? ”
เจียงเสี่ยวชิงส่ายหัวแล้วพูดว่า “ภัตตาคารซวนกงเป็นร้านอาหารระดับไฮเอนด์ อาหารแค่สามสี่จานก็ราคาหลายร้อยหยวนแล้ว”
“มีร้านอาหารที่ราคาแพงขนาดนี้ด้วยเหรอ ! ” เจียงเสี่ยวหยูแสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็น และรู้สึกอยากจะลองสักครั้งในชีวิต
หลังจากที่ได้ยิน เจียงเสี่ยวเหลยก็รู้สึกโกรธมากขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งอาหารตรงหน้าของเขาก็มีหน้าตาที่แสนธรรมดา
“จริงสิ พี่รองคงไม่อยากพาเราไปกินอาหารในร้านแพง ๆ แบบนี้หรอก ! ”
เขาพูดด้วยความโกรธ
เจียงเสี่ยวหยูจึงพูดว่า “เขาก็ไม่ได้พาฉันไปด้วย ! ”
เจียงเสี่ยวเหลยเหลือบมองเจียงเสี่ยวชิง แล้วพูดว่า “พี่ ช่วยพาเราไปกินอาหารที่ภัตตาคารซวนกงตอนนี้ได้ไหม ! ”
เจียงเสี่ยวหยูตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “พี่กำลังคิดอะไรอยู่ อาหารร้านนั้นแพงมากเลยนะ ! ”
เจียงเสี่ยวเหลยตบหน้าอกของเขาแล้วพูดว่า “จะกังวลไปทำไม มันก็แค่เงินไม่กี่ร้อยหยวนเท่านั้น ฉันจะเลี้ยงเอง ! ”