พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 613 ของกำนัล
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรับถ้วยชาจากสาวใช้ พลางโบกมือให้ออกไป
สาวใช้เมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบเดินถอยออกไป
“ข้านอนไม่หลับ” เขาเอ่ย “เลยออกไปดูลาดเลา ข้าเห็นเจ้า กำ ลังเขียนอักษรอยู่เลยไม่เข้าไปรบกวน”
ต่อให้เขาไม่ได้มาบอกนางโดยตรง อย่างน้อยเขาควรแจ้งให้ สาวใช้ได้ทราบ เพียงแต่ครั้งนี้เขาแค่อยากเข้าไปหาแผ่นไม้นั่นคน เดียว เลยไม่ได้บอกใคร
“ตอนนั้นจู่ๆ ข้าก็นึกอยากไปขึ้นมา” เขาเอ่ยต่อ “ครั้งต่อไปข้า จะบอกเจ้า”
นั่นเป็นตำ หนักของเขา ต่อให้เขาไม่บอกไม่กล่าวใคร ไม่ว่า อย่างไรก็คงตามตัวเขาเจออยู่แล้ว จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอาแต่อธิบายอยู่ อย่างนั้นตั้งแต่เดินเข้าประตูมา…
พอมาคิดดูแล้ว นายหญิงอาจไม่ได้ต้องการตามตัวเขาจริงๆ นายหญิงคงหมายความเช่นนั้นจริงๆ ว่านางแค่อยากรู้ว่าเขาไปที่
แห่งหนใด
เพียงแต่ว่าคำ พูดของนายหญิงทำ ให้คนที่ได้ฟังคิดไปต่างๆ นานา
อ๋องเฟยถามหาฝ่าบาทอย่างนั้นหรือ
หรือว่าอ๋องเฟยต้องการตามหาฝ่าบาทอย่างนั้นหรือ
ฝ่าบาทอยู่ที่ใดหรือ
รีบตามหาฝ่าบาทงั้นหรือ
อ๋องเฟยประสงค์จะพบฝ่าบาทเดี๋ยวนี้…
ปั้นฉินนึกในใจพลางเม้มปากยิ้ม
“เอาละ” เฉิงเจียวเหนียงหัวเราะเบาๆ แล้วพยักหน้า “ข้าแค่ คิดว่าหากเกิดเหตุอันใดขึ้นมาจะได้ตามตัวได้”
กะแล้วว่านางต้องเป็นห่วงตน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขารู้สึกเบิกบานใจอย่างอดไม่ได้
จะว่าไปแล้ว ตั้งแต่รู้จักกันมา นางมักจะคอยเป็นห่วงเป็นใย เขาอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เขาพบเจอกับภยันตรายใดๆ ก็มีนางที่คอยช่วย เหลือ
พอมาคิดดูแล้ว เขามักจะอยู่ในสภาพสดูไม่จืดทุกครั้งเวลาอยู่ ต่อหน้านาง
ฟังแล้วอาจไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเท่าไหร่นัก
อย่างน้อย นางก็ไม่เคยรังเกียจเขา
“ข้านี่ใช้ไม่ได้เลย ขนาดอยู่ใต้ชายคาเดียวกันแท้ๆ ยังทำ ให้เจ้า ต้องมาพะวง” เขาเอ่ยพลางหัวเราะ
“ไม่หรอก เพราะว่าท่านใช้ได้ต่างหาก ข้าถึงต้องคอยระวังเป็น ห่วงท่านเป็นพิเศษ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยต่อ “หากท่านเป็นคนใช้ไม่ ได้จริงๆ คงไม่มีใครต้องมาลงแรงลงทุนทำ ร้ายท่านหรอก”
คนเรานั้นมักจะลงแรงลงทุนกับคนที่สมควรได้รับเท่านั้น ไม่ว่า จะทำ ร้ายก็ดี หรือจะปกป้องก็ดี ในบางครั้ง การปองร้ายใครสักคน นั้นมักจะเปลืองแรงเปลืองทุนมากกว่าการรักและปกป้องใครสักคน เสียด้วยซ้ำ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวร่องอหาย
“เจ้านี่ปากหวานใช่ย่อยเหมือนกันนะ”
ปั้นฉินคิดในใจ นายหญิงพูดจาเยินยอกับเขาก็เป็นด้วยรึ
นางหันไปหาซู่ซินด้วยความฉงน ซู่ซินที่เข้าใจเหตุการณ์ทุก อย่างจึงหัวเราะออกมา
“เฉิงฝั่ง เฉิงฝั่ง มานี่สิ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องกวักมือเรียกหญิงสาว พลางเดินไปทางห้องเล็กๆ ตรงทิศตะวันออก
เฉิงเจียวเหนียงเดินตามชายหนุ่ม
ซู่ซินส่งสายตาให้ปั้นฉินลุกขึ้น จากนั้นสาวใช้ทั้งสองก็เดินตาม ออกมา
“…เมื่อครู่ ข้าไปดูที่ทางมา พลันนึกในใจว่าห้องที่พวกเราอยู่ ตอนนี้ยังไม่ค่อยดีพร้อมนัก บางทีอาจต้องทำ ใหม่ เราใช้ที่นี่เป็น ตำ หนักชั่วคราวดีหรือไม่”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหย่อนตัวนั่งลงในห้องเล็กๆ แห่งนี้ จากนั้นคว้า พู่กันแล้วร่างอะไรบางอย่างอย่างพลางเสนอความคิดให้ฟัง
เฉิงเจียวเหนียงที่กำ ลังนั่งฟังอยู่ชะเง้อมองเขา
หญิงสาวและชายหนุ่มรูปงามทั้งสองนั่งพูดคุยกันท่ามกลาง แสงแดดอันอบอุ่น ช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่ง
ซู่ซินชายตามองทั้งคู่แล้วคลี่ยิ้ม
“ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่านายหญิงพูดเอาใจคนเก่งขนาดนี้” ซู่ ซินกระซิบกับปั้นฉิน
แต่กลับถูกปั้นฉินถลึงตาใส่
“นายหญิงเป็นหญิงเอาใจเก่งมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว”
ด้วยอุปนิสัยเช่นนี้ นายหญิงจึงมิเคยได้พูดโน้มน้าวใคร นาง เข้าใจทุกอารมณ์ไม่ว่าจะยินดีหรือเศร้าโศก
เพียงแต่อุปนิสัยเช่นนี้ ใช่ว่าจะมีในทุกคน
“มีเพียงแต่คนที่รู้ว่านางเป็นคนดีเท่านั้นแหละที่จะเข้าถึงความ ดีของนายหญิง” ซู่ซินหัวเราะพลางสะกิดจมูกคนตรงหน้า
สาวใช้ทั้งสองปิดม่านลงแล้วเดินออกมาที่ทางเดิน เสียงพูดคุย ของจิ้นอันจวิ้นอ๋องดังออกมาอยู่เรื่อยๆ นานๆ ทีจะได้ยินเสียงตอบ รับของนายหญิง แต่นั่นก็เพียงพอที่ทำ ให้จิ้นอันจวิ้นอ๋องดำ เนินบท สนทนาต่ออย่างลื่นไหล
ขณะเดียวกัน เสียงหัวเราะชอบใจดังกึกก้องไปทั่วห้องของนาย ใหญ่ตระกูลเฉิน
“…ท่านปู่ ยังมีอีก ยังมีของที่ไทเฮาถวายมาให้อีก”
เฉินตันเหนียงเอ่ยพลางวางกำ ไลอำ พันที่อยู่ในมือลง แล้วเปิด
กล่องอีกใบ ในกล่องนั้นเต็มไปด้วยผลไม้สดใหม่และขนมหวานนานาชนิด “…พวกองค์หญิงบอกว่าของเหล่านี้เพิ่งเข้ามาในวัง เลยชวน
ข้าไปทานของพวกนี้ แต่ข้าจำ คำ สอนของท่านแม่ไว้ เลยไม่ได้ตอบ
รับคำ เชิญของพวกนาง…” “คาดไม่ถึงว่าไทเฮาจะมอบของพวกนี้ให้ข้า” เสียงใสของเด็กหญิงสะท้อนไปทั่วห้อง “ท่านปู่ ดูนี่สิ มีขนมแก้วด้วย” นายใหญ่เฉินฟังไปหัวเราะร่วนไป พลางขานตอบด้วยคำ ต่างๆ
เช่น ใช่หรือ จริงหรือ ดีจริงๆ ขอบพระทัยพระองค์แล้วหรือยัง เป็นต้น “ข้าขอบพระทัยไทเฮาด้วยความตั้งใจ แถมยังก้มจนหัวถึงพื้น
เลยเชียว ตอนออกมาพวกท่านพี่ยังกล่าวชมข้าอีกด้วยว่ากระบวน
ท่าถูกต้องทุกประการ” สาวน้อยเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “ตัวเหนียงของพวกเราเป็นเด็กใฝ่เรียน ไม่มีทางประพฤติผิด
อยู่แล้ว” นายใหญ่เฉินเองก็ภูมิใจในตัวหลานสาว
นั่นยิ่งทำ ให้เด็กสาวยิ้มแฉ่งด้วยความเบิกบานใจ สักพักสาวใช้ นางหนึ่งก็รีบย่อตัวคุกเข่าลงกับพื้น
“แม่นางสิบเก้า ให้ข้าจัดการเก็บของพวกนี้เลยไหมเจ้าคะ” สาวใช้เอ่ยถาม
เด็กสาวพยักหน้าอย่างทางไม่ลังเล ขณะที่สาวใช้กำ ลังจัดแจง เก็บข้าวของอยู่นั้น จู่ๆ นางก็ยื่นมือเข้าไปห้าม
“ท่านปู่” เด็กสาวหันไปขอคำ ตอบจากนายใหญ่เฉิน
“ของพวกนั้นเป็นของเจ้า เจ้าอยากจะทำ อะไรก็ตามสบายเลย” มองแวบเดียวก็อ่านความรู้สึกนึกคิดของเด็กสาว นายใหญ่เฉินจึง เอ่ยพลางหัวเราะ
เฉินตันเหนียงเมื่อได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนกระเด้งตัวนั่งหลังตรง
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะแบ่งของพวกนี้บางส่วนไปให้ท่านพี่เฉิง” เด็ก สาวเอ่ย พลางชี้ไปทางกล่องที่ใส่ขนมและผลไม้ “ท่านพี่เฉิงชอบทำ ขนม นางต้องชอบแน่ๆ ”
พอเอ่ยถึงแม่นางเฉิง เด็กน้อยเป็นอันต้องถอนหายใจ ทำ หน้า นิ่วคิ้วขมวด ทั้งชวนให้ขันแต่ก็ดูน่าสงสารในคราวเดียวกัน
“ข้าได้ยินท่านพี่บอกว่า จวิ้นอ๋องหาเรื่องไทเฮาอีกแล้ว ไทเฮา จึงลงโทษไม่ให้เขาเข้าวัง”
นายใหญ่เฉินเมื่อได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ “… ท่านพี่ของเจ้าคงไม่สนใจเรื่องพวกนี้หรอก” บ่าวชราที่ยืนอยู่ด้านข้างกระแอมออกมาอย่างอดไม่ได้ คำ พูดคำ จาของนายใหญ่เฉินอาจฟังดูเนรคุณไปเสียหน่อย
แม้ว่าเขาจะพูดขึ้นในเรือนของตนเอง แต่การเอ่ยเช่นนี้ต่อหน้าผู้
เยาว์นั้นก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก นายใหญ่เฉินหัวเราะแก้เขิน “อยากให้ก็เอาไปให้เสียเถิด” เขาเอ่ย เฉินตันเหนียงเมื่อได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น รีบคว้ากล่อง
แต่ยังมิทันไร นางก็เอ่ยถามอีกครั้ง “ทว่า ท่านปู่ แบบนี้จะเป็นการดีหรือไม่” เด็กสาวสงสัย “ข้านำ
ของที่ได้จากไทเฮาไปให้นาง นางจะไม่พอใจหรือไม่” นายใหญ่เฉินมองเด็กสาว
“ไทเฮาให้รางวัลแก่เจ้า สิ่งนั้นย่อมเป็นของเจ้าโดยปริยาย” เขา เอ่ยแกมหัวเราะ “เจ้ามอบของของเจ้าให้แก่นาง เจ้าว่านางจะดีใจ หรือไม่ล่ะ”
สาวน้อยเมื่อได้ยินดังนั้นก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ
“ต้องดีใจสิ!” เด็กสาววางกล่องลงแล้วค่อยๆ คัดเลือกของกินที่ อยู่ในนั้น “ชิ้นนี้ก็ได้ ชิ้นนี้ก็ดี…”
นายใหญ่เฉินมองเด็กสาวอย่างเอ็นดูจนกระทั่งนางคัดเลือก เสร็จแล้วจากนั้นให้บ่าวชรานำ กล่องไปให้สาวใช้แล้ววานสาวใช้ให้
เอาไปส่ง เด็กสาวมองบ่าวชราที่กำ ลังเดินถือกล่องออกไปตาไม่กระพริบ “ไม่รู้ว่าแม่นางเฉิงจะเอาของอร่อยอะไรมาให้ข้าอีก” นางเอ่ย นายใหญ่เฉินหัวเราะชอบใจ “ที่แท้เจ้าก็คาดหวังของตอบแทนจากนางนี่เอง” “ข้าสมควรได้รับนี่นา” เฉินตันเหนียงเอ่ยอย่างขำ ขัน “ข้าดีกับ
ท่านพี่ ท่านพี่ก็ดีกับขาเช่นกัน” นายใหญ่เฉินได้แต่หัวเราะแล้วพยักหน้า
ส่วนเด็กสาวจู่ๆ ก็ถอนหายใจอีกครั้ง
“ท่านปู่ คิดว่าเมื่อก่อนท่านพี่เฉิงน่าสงสารไหม” นางเอ่ย “ข้า ไม่เคยพบเห็นคนสติไม่สมประกอบมาก่อน…ที่แท้พวกเขา…เป็น แบบนั้นหรอกหรือ…”
ขนาดเขามียศองค์รัชทายาทค้ำ คออย่างนั้น บรรดาขันทีและ นางในยังปฏิบัติต่อเขาอย่างดูถูกดูแคลน แถมยังใช้เท้าเหยียบย่ำ ที่ มือของเขา…ทำ กับเขาเฉกเช่นเขาไร้ความรู้สึก เพียงเพราะเขาไม่ แสดงความเจ็บออกมาอย่างนั้นหรือ…
แล้วนับประสาอะไรกับท่านพี่เฉิงในตอนนั้นที่ไร้ยศไร้นาม ถูก ตระกูลทอดทิ้ง ชีวิตของนางคงเจอเรื่องแย่ๆ ช่างน่าสงสารยิ่งนัก…
นายใหญ่เฉินวางมือบนไหล่ของหลานสาว พอนางแหงนหน้า มอง ก็พบกับสีหน้าที่ตกตะลึงของเขา
“วันนี้เจ้าเจอองค์รัชทายาทมารึ” เขาถาม …
“ตันเหนียงเข้าวังอย่างนั้นหรือ”
เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยถาม มองสาวใช้เบื้องหน้าที่ดูมีท่าที ตระหนกเล็กน้อย
สาวใช้โค้งคำ นับทีก่อนขานตอบ
“…แม่นางสิบแปดสอนหนังสือในวังให้เหล่าองค์หญิง ไทเฮา ทรงเห็นว่าจำ นวนคนน้อยไป วันนี้แม่นางสิบแปดเลยพาแม่นางสิบ เก้ามาเข้าเรียนด้วย…” สาวใช้เอ่ยพลางยิ้มผ่านทางสายตา
ได้ร่วมชั้นเรียนกับองค์หญิง ก็นับว่าเป็นเรื่องดี
“…ไทเฮาคงถูกใจแม่นางสิบเก้า เลยมอบของขวัญให้ แม่นาง สิบเก้าคัดเลือกของบางส่วนตั้งใจที่จะมอบให้แม่นางเฉิงเจ้าค่ะ”
เฉิงเจียวเหนียงพยักหน้า สายตามองไปที่กล่อง
“ปั้นฉิน” นางตะโกนเรียก “ไปหยิบคันธนูในห้องมาให้ข้า”
ปั้นฉินรู้สึกตกใจ จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องเมื่อ ได้ยินดังนั้นก็ตกใจเช่นกัน
คันธนูงั้นรึ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองปั้นฉินที่กำ ลังเดินเข้ามา จากนั้นคว้าคันธนู ที่แขวนอยู่บนกำ แพงแล้วเดินออกไป
“คันธนูนี้ ข้าขอมอบให้เฉินตันเหนียง” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
พอได้เห็นคันธนูนั่น สาวใช้ตระกูลเฉินก็นิ่งอึ้งไปสักพัก จนปั้น ฉินต้องสะกิดเตือนนางถึงจะรู้สึกตัวแล้วรีบคำ นับขอบคุณเฉิงเจียว เหนียง สาวใช้แบกคันธนูด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ จากนั้นเดินกลับไป
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองดูเหตุการณ์ผ่านทางหน้าต่างห้อง พอสาว ใช้คนนั้นเดินออกไป ก็หันกลับมาสนใจที่หนังสือต่อ
จนกระทั่งเขาดื่มชาจนเกลี้ยงกาแล้ว ไม่ยักกะเห็นว่าแม่นาง เฉิงจะเดินเข้ามา เขาจำ ต้องวางหนังสือลงแล้วเดินออกไปหานางเอง
ก็พบเฉิงเจียวเหนียงกำ ลังนั่งเอกเขนกปล่อยกายปล่อยใจอยู่ใน ห้อง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องจงใจย่ำ เท้า แต่นางยังคงไม่สนใจเขา
“เจ้านี่ตลกดีนะ” เขาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าประตูทรงกลม แล้ว หัวเราะเยาะนาง
เฉิงเจียวเหนียงเงยหน้าหาต้นเสียง
“จะมอบของให้ใครก็ควรดูคนรับด้วย” จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวเราะ “เจ้าคิดอะไรของเจ้า ถึงได้มอบคันธนูให้เด็กสาว”
“เพราะว่า…” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย สักพักก็นิ่งไป
ปกตินางจะให้คำ ตอบทุกครั้งหากมีใครถาม ท่าทีเช่นนี้ของนาง เขาเองก็เพิ่งจะพบเจอเป็นครั้งแรก
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเดินเข้าไปหานาง
นัยน์ตาของนางก็ดูผิดแปลกไป ให้ความรู้สึกทั้งเย็นชา ทั้ง ตกใจ ทั้งพะว้าพะวงรวมอยู่ด้วยกัน แลดูซับซ้อนนัก
แววตาท่าทางที่ดูซับซ้อนเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่สำ หรับ เขา
“เฉิงฝั่ง เกิดอันใดขึ้น” เขาหุบยิ้ม แล้วเอ่ยถาม
“ข้าแค่รู้สึก…” เฉิงเจียวเหนียงค่อยๆ คายคำ ตอบ “คุ้นเคย น่ะ”
คุ้นเคยอย่างนั้นรึ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องไม่เข้าใจ
“คุ้นเคยอะไรหรือ”
นั่นสิ คุ้นเคยอะไรกัน
‘…ไปเล่นที่เรือนของหยางกั๋วกงมาสนุกไหม’
‘…สนุกสิท่านพ่อ หยางกั๋วกงมีของให้ข้าด้วย ท่านพ่อดูสิ…’ ชายหนุ่มมองดูเด็กน้อยร่าเริงตรงหน้าอย่างเอ็นดู พลางคว้า
คันธนูที่แขวนอยู่บนกำ แพงออกมา ‘…พ่อเองก็มีของขวัญจะให้เจ้า อาฝั่ง…’ เฉิงเจียวเหนียงหันไปทางในห้องตรงกำ แพงที่ว่างเปล่านั้น ‘ต่อจากนี้ไป อาฝั่งจะต้องฝึกธนูด้วยตัวเอง เพื่อปกป้องตัวเอง’ ‘เหตุใดกัน ข้ามีท่านพ่ออยู่ข้างกายแล้ว ท่านพ่อปกป้องข้าได้’ ‘ข้าคงปกป้องเจ้าไม่ได้ตลอดหรอก’
“อาฝั่ง!” เสียงแหลมตะโกนเรียกดังขึ้น ไหล่ของนางถูกเขย่า
เฉิงเจียวเหนียงพอได้สติก็เอามือกุมที่หน้าอกตัวเอง แต่นางช้า ไป มีมือของอีกคนชิงเข้ามากุมที่หน้าอกของนางเสียก่อน
“เกิดอะไรขึ้น เจ้าไม่สบายรึ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องถามอย่างร้อนรน
มือของเขาสัมผัสเข้าไปที่แพรพรรณสำ หรับสวมใส่ในช่วงฤดู ร้อนของนาง แต่สักพักเขากลับรับรู้ถึงความรู้สึกเย็นวาบจากเนื้อ หนังของนาง
“เหตุใดเจ้าถึงตัวเย็นเช่นนี้!”
เสียงตะโกนของจวิ้นอ๋องดังไปถึงหูสาวใช้ พวกนางจึงรีบวิ่งเข้า มา
“ไปเรียกหมอหลวงหลี่มาเร็วเข้า” จิ้นอันจวิ้นอ๋องตะโกน
ปั้นฉินตกใจจนทำ ตัวไม่ถูก จากนั้นก็รีบม้วนตัวออกไป
“ไม่ต้อง”
เสียงของเฉิงเจียวเหนียงดังขึ้น
ปั้นฉินหยุดฝีเท้า
“อา…” จิ้นอันจวิ้นอ๋องกำ ลังจะเรียกนาง แต่ถูกตัดบทเสีย ก่อน
“บอกแล้วไง อย่าเรียกข้าว่าอาฝั่ง” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยแล้ว ผลักมือเข้าออก แล้วลุกขึ้นยืน “ข้าไม่เป็นอะไร เดิมทีข้าก็ตัวเย็น แบบนี้อยู่แล้ว”
ตัวเย็นแบบนี้อยู่แล้วงั้นรึ
เป็นไปได้อย่างไร! หน้าอกคนเราเนี่ยนะจะเย็นขนาดนี้ จะมีก็ แต่…
จิ้นอันจวิ้นอ๋องขมวดคิ้วสงสัย “อยู่ดีๆ เหตุใดถึงเป็นแบบนี้ไปได้” เขาเอ่ยถาม เฉิงเจียวเหนียงหยุดฝีเท้า หันไปมองเขา “ดีที่ไหนเล่า” นางเอ่ย “ข้าก็ไม่ดีของข้าแบบนี้แหละ ยิ่งตอนนี้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย” …
“คันธนูเนี่ยนะ”
นายใหญ่เฉินมองสาวใช้ที่กำ ลังประเคนคันธนูให้ด้วยท่าทีตก ตะลึง
“นี่น่ะหรือของขวัญที่ท่านพี่เฉิงมอบให้ข้า” ดูเหมือนเด็กสาวจะ ดีใจไม่น้อย เพียงแต่ว่า ดูเหมือนนางจะทำ ตัวไม่ถูกกับสิ่งที่ได้รับมา นี้
คันธนูนี้พอยกตั้งขึ้นก็แทบจะเท่ากับส่วนสูงของนางแล้ว
“ท่านพี่ต้องการให้ข้าฝึกธนูอย่างนั้นรึ” นางเอ่ยด้วยความตื่น เต้น พลางดึงแขนเสื้อท่านปู่ “ท่านปู่ ข้าอยากฝึกธนู ข้าอยากเก่งธนู
แบบนาง” นายใหญ่เฉินหัวเราะแล้วส่ายหน้า จากนั้นพยักหน้าให้
“ดีเลย ดี เอาเยี่ยงอย่างนางเสียเลย” เขาเอ่ยกับหลานสาว แต่
กลับเพ่งสายตาไปที่คันธนูนั่นด้วยความฉงนใจ หากว่ากันตามหลักแล้ว นางควรมอบของกินให้เป็นการ
ตอบแทนสิ เหตุใดถึงได้ให้คันธนูมากันนะ หรือนางเจตนาจะให้เฉินตันฝึกธนูจริงๆ แต่จู่ๆ เหตุใดถึงต้องให้นางฝึกธนูด้วยล่ะ แถมธนูคันนี้ดูเหมือนจะผ่านการใช้งานมาพอสมควร… นายใหญ่เฉินหันหน้าไปมองบานพับอย่างอดมิได้ พลางคิดในใจ ธนูคันนี้เคยปลิดชีวิตคนมาแล้วหรือไม่นะ คนที่
อยู่บนฉากกั้นนั่น มีใครเคยถูกสังหารด้วยธนูคันนี้หรือไม่นะ