พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 612 เหมาะสม
คนที่เหมาะสมกว่าอย่างนั้นรึ ไทเฮาชะงักไปชั่วครู่ “ผู้ใดกัน” เกาหลิงปอหัวเราะ
“กระหม่อมกำ ลังสืบให้อยู่ขอรับ ยังไม่แน่ชัด หากได้ข้อมูลที่ แน่ชัดแล้วจะรีบทูลไทเฮาโดยด่วนพ่ะย่ะค่ะ”
ไทเฮาถอนหายใจ “งั้นเจ้าคงต้องเร่งมือหน่อยล่ะ” ไทเฮาเร่ง “รีบหมั้นหมายไว้จะ
ได้ปักหลักก่อน ดูสิ วันวันผ่านไป ไม่เห็นจะได้เรื่องอะไร” พอไทเฮาเอ่ยถึงตรงนี้ ก็เริ่มทำ ท่าจะร้องไห้อีกครั้ง “วางใจเถิด หลังฝนย่อมมีวันฟ้าใส สิ่งดีๆ กำ ลังจะเข้ามาพ่ะย่ะ
ค่ะ” เกาหลิงปอเอ่ยโน้มน้าวแล้วหัวเราะ พอเขาเอ่ยกับไทเฮาได้ซักสองสามประโยคแล้วก็รีบขอตัวกลับ
ขณะเดียวกัน ณ ตำ หนักด้านข้าง ชั้นเรียนเขียนตัวอักษรแม่ นางเฉินสิบแปดก็กำ ลังดำ เนินต่อไป
“…แม่นางเฉิน ช่วยดูหน่อยว่าข้าเขียนถูกหรือไม่” องค์หญิงสี่ ผู้อายุน้อยสุดในชั้นเรียนเอ่ยถามขึ้น
แม่นางเฉินสิบแปดเดินเข้าไปใกล้พลางย่อตัวลง
“องค์หญิงเขียนได้ดีมากเพคะ” นางหัวเราะแล้วเอ่ยชมเด็ก หญิง
องค์หญิงสี่ที่อายุราวเจ็ดแปดขวบเมื่อได้รับคำ ชมก็ยิ้มออกมา ด้วยความปีติ แล้วตั้งใจเขียนต่อ โดยมีแม่นางเฉินคอยจัดท่าทาง การเขียนให้ถูกต้องอยู่ข้างๆ
ส่วนองค์หญิงรองผู้อายุมากกว่าองค์หญิงสี่ดูเหมือนมิได้ตั้งใจ เรียนเท่าไหร่นัก แต่กลับหันชะเง้อไปทางเฉินตันเหนียงที่อยู่ด้านข้าง
“แม่นางสิบเก้า ท่านเขียนสวยจริง” องค์หญิงรองเอ่ย
เฉินตันเหนียงเมื่อได้ยินเข้าก็น้อมรับคำ ชม
“แม่นางสิบเก้ากับแม่นางใหญ่เรียนมานานกว่านี่นา” เสียงบ่น ไม่พอใจขององค์หญิงสามดังขึ้น
เฉินตันเหนียงส่ายหัว
“มิใช่หรอกเจ้าค่ะ” นางหัวเราะ “หม่อมฉันกับท่านพี่เรียนได้ไม่ นานหรอกเจ้าค่ะ แต่หม่อมฉันเรียนกับท่านพี่เฉิงมานานเจ้าค่ะ”
ท่านพี่เฉิงอย่างนั้นรึ
องค์หญิงทั้งสองหันหน้ามองตาปริบๆ
“เจ้ายังมีพี่สาวที่สามารถเขียนตัวอักษรได้อีกอย่างนั้นรึ” องค์ หญิงรองเอ่ยถาม
“ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าค่ะ ท่านพี่เฉิงก็คือแม่นางเฉิง เอ่อ ไม่สิ ต้อง เรียกว่าจิ้นอันจวิ้นอ๋องเฟยถึงจะถูก” เฉินตันเหนียงเอ่ยพลางหัวเราะ แล้วยักคิ้วขึ้น “พวกท่านจำ เหตุการณ์เรื่องที่จิ้นอันจวิ้นอ๋องเฟยเขียน ตัวอักษรดึงดูดคนทั้งเมืองให้เข้ามารับชมได้หรือไม่”
องค์หญิงทั้งสองพยักหน้า
เรื่องราวของแม่นางเฉิงไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังคงเป็น ที่โจษจันท์ได้เสมอ
“ถ้าเช่นนั้น ท่านขอให้แม่นางเฉิงมาเป็นอาจารย์ของท่านรึ”
“ตอนนั้น ท่านเห็นเหตุการณ์ด้วยตาตัวเองหรือไม่ เป็นอย่างไร บ้าง เล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ”
แม้ว่าเหล่าเด็กสาวอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปีในชั้นเรียนจะมียศ ถาบรรดาศักดิ์ที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนต่างก็เข้าหาและพูดคุยใน หัวข้อเดียวกันได้อย่างเป็นธรรมชาจติ
จู่ๆ เสียงกระแอมดังขึ้น
เด็กสาวสามคนที่เพิ่งจะรวมกลุ่มเปิดประเด็นพูดคุยกัน พอได้ ยินเสียงกระแอมก็แตกกระเจิงในทันที ก่อนจะกลับไปนั่งยังที่ของ ตนเอง
แม่นางเฉินสิบแปดมองเอ็ดเด็กสาวทั้งสาม พลางเอ่ยตำ หนิ
“เรียนหนังสือ ต้องมีสมาธิ อย่าได้วอกแวก” แม่นางเฉินสิบ แปดเอ่ย “ตันเหนียง ข้าให้เจ้ามาเรียนเป็นเพื่อนองค์หญิง มิได้ให้เจ้า มาพูดคุยสนุกสนานนะ”
เฉินตันเหนียงขานรับพลางก้มหน้า แล้วแอบหันไปส่งสายตา และหัวเราะให้องค์หญิงอีกสองคน
องค์หญิงทั้งสองเองก็ก้มหัวแล้วหัวเราะคิกคัก
ณ ตอนนั้นเอง มีนางในเปิดประตูเดินเข้ามาในชั้นเรียน “แม่นางเฉิน ไทเฮามีรับสั่งเชิญแม่นางไปเข้าเฝ้าเจ้าค่ะ” เมื่อได้ยินดังนั้น แม่นางเฉินสิบแปดจึงรีบขานรับแล้วหันไปโค้ง
คำ นับให้เหล่านักเรียนองค์หญิงทั้งหลาย “วันนี้พอแค่นี้ก่อนเพคะ” นางเอ่ย องค์หญิงทั้งสามลุกขึ้นแล้วโน้มตัวทำ ความเคารพ “ตันเหนียง เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน” แม่นางเฉินสิบแปดกำ ชับ เฉินตันเหนียงเมื่อได้ยินก็รีบพยักหน้าขานรับ มองหญิงผู้พี่เดิน
ก้าวเท้าออกนอกประตูไป “แม่นางสิบเก้า” องค์หญิงรองเอ่ยเรียก “ออกไปเล่นกับพวก
เรากันเถอะ” “จริงด้วย เล่าเรื่องที่ท่านได้ไปร่ำ เรียนกับแม่นางเฉิงให้พวกข้า
ฟังด้วย” องค์หญิงสามพยักหน้าพลางเอ่ยเสริม แต่เฉินตันเหนียงกลับส่ายหัวปฏิเสธ “ท่านพี่ให้ข้ารออยู่ที่นี่ หม่อมฉันออกไปไหนมิได้หรอกเพคะ”
“แม่นางเฉินเป็นคนเข้มงวดมาก” องค์หญิงสามเอ่ยพร้อมพยัก หน้าด้วยสีหน้าท่าทางเห็นใจ
เฉินตันเหนียงเองก็พยักหน้าตอบ จากนั้นลดเสียงลง
“ตั้งแต่ท่านพี่ออกเรือนก็กลายเป็นคนเข้มงวดกว่าเดิมอีก เจ้าค่ะ”
นางกำ ลังพูดลับหลัง แถมคนที่ถูกกล่าวถึงเป็นพี่สาวแท้ๆ ของ ตน เฉินตันเหนียงจึงรีบแลบลิ้นออกมา
แต่พอองค์หญิงทั้งสามได้ยินแล้วกลับยิ่งรู้สึกสนิทชิดเชื้อกับ นางกว่าเดิม
“แต่ข้าว่าท่านออกไปนั่งพักกับพวกเราที่ตำ หนักก่อนดีกว่านะ” องค์หญิงรองเอ่ย “หากท่านบอกแม่นางเฉินสิบแปดไปว่าพวกเราไป ฝึกเขียนตัวอักษร นางคงไม่ติดใจอะไรหรอก”
“นั่นสินะ นี่เป็นเวลาน้ำ ชาพอดี มีผลไม้ใหม่เข้ามาในวัง แม่นาง สิบเก้าไปลองชิมด้วยกันสิ” องค์หญิงใหญ่เอ่ยชวน
น้ำ ใจจากหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันทำ ให้เฉินตันเหนียง รู้สึกกินใจ แต่พอนึกถึงคำ กล่าวเตือนของท่านแม่และพี่สาว นางก็รีบ
ปฏิเสธ จากนั้นจึงโน้มตัวแสดงความขอบคุณ
“ไว้คราวหน้านะเพคะ หม่อมฉันจะติดตามท่านพี่มาด้วยบ่อยๆ เพคะ”
องค์หญิงรองและองค์หญิงสามหันหน้ามองตาปริบๆ อีกรอบ แล้วนิ่งไปสักพัก
“เช่นนั้นก็ได้” เหล่าองค์หญิงเอ่ยขึ้น
สิ้นเสียงเหล่าองค์หญิง จู่ๆ องค์หญิงสี่ก็เดินเข้ามาหาแม่นาง เฉิน แล้วดึงแขนเสื้อนาง เงยหน้าขึ้น แล้วมองด้วยดวงตาเบิกโต
“แม่นางสิบเก้า…” เสียงไร้เดียงสาขององค์หญิงน้อยดังขึ้น “ท่านอย่าป้วนเปี้ยนแถวๆ ตำ หนักไทเฮาเลย องค์ชายก็อยู่ที่นี่ด้วย เขาน่ากลัว…”
ยังไม่ทันจะเอ่ยจบ องค์หญิงรองและองค์หญิงสามก็ปรี่เข้ามา แล้วเอามือป้องปากองค์หญิงสี่ไม่ให้พูดต่อ
“ถ้าเช่นนั้น ท่านก็รออยู่ที่นี่เถิด พวกเราขอตัวก่อน” องค์หญิง รองเอ่ย
องค์หญิงรองไม่รอให้เฉินตันเหนียงเอ่ยตอบ รีบคว้าตัวองค์
หญิงสี่แล้วเร่งฝีเท้าออกไป “…ซูหนิง เสด็จยายสอนเจ้าว่าอย่างไร หืม อย่าพูดจา
เลอะเทอะ…” “…เจ้าลืมแล้วหรือว่าที่ท่านพี่ซูฮุ่ยถูกส่งไปอยู่กับพระชายาเสีย
นเฟยเป็นเพราะเหตุใด” พวกนางเอ่ยกระซิบระหว่างที่กำ ลังจรลีออกจากตำ หนักไทเฮา
ความเงียบสงบมาเยือนอีกครั้ง “แม่นางสิบเก้า นั่งดื่มชาก่อนเจ้าค่ะ” นางในสองคนเอ่ยพลาง
ประเคนน้ำ ชาและถาดขนมหวานให้ “ขอบใจท่านพี่ทั้งสองเจ้าค่ะ” นางโน้มตัวขอบคุณ นางในทั้งสองเริ่มรู้สึกถูกคอ จึงนั่งลงแล้วพูดคุยกับนาง ขณะที่พวกนางกำ ลังสนทนากันอยู่นั้นเอง จู่ๆ เสียงเปิดประตูก็
ดังขึ้น ปรากฏร่างท้วมในมือถือลูกกลมๆ กำ ลังร้องโหวกเหวกโวยวาย
ที่ฟังไม่ได้ศัพท์
หญิงสาวเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าก็กรีดร้องเสียงดัง เฉินตัน เหนียงรีบเอาตัวหลบไปที่ด้านหลังนางใน
“ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว” นางในทั้งสองเอ่ย จากนั้นเอาแขน โอบตัวนาง
ร่างอ้วนกำ ลังวิ่งไปรอบๆ ต้นเสาในห้องแล้วร้องตะโกน
“รีบไปจับตัวฝ่าบาทมาเร็ว!”
“เหตุใดถึงปล่อยให้ฝ่าบาทออกมาวิ่งเล่นเช่นนี้!”
ฝ่าบาทงั้นรึ
เฉินตันเหนียงอดสงสัยมิได้ ค่อยๆ โผล่หัวออกไปดูจากด้าน หลังของนางใน
ฝ่าบาทในวัง ณ ตอนนี้มีเพียงหนึ่งเดียว
นางเห็นขันทีสองนายที่ร่างกายแลดูกำ ยำ แข็งแรงกำ ลังกอด เอวของฝ่าบาท แต่เพราะฝ่าบาทวิ่งเร็วมาก ทำ ให้ร่างขันทีร่วงลงไป อยู่บนพื้นและถูกลากไปมา
เสียงตุบดังขึ้น เฉินตันเหนียงเนื้อตัวเริ่มสั่น พยายามเบือนหน้า หนี
จู่ๆ เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วตำ หนัก
“อย่าร้องสิ อย่าร้อง”
เสียงร้องไห้ของคนบ้านั้นแตกต่างจากคนทั่วไป เสียงนั้นช่าง ประหลาดยิ่งนัก เฉินตันเหนียงอดสงสัยมิได้จึงหันไปมองต้นเสียง
ก็พบกับภาพฝ่าบาทที่นอนราบอยู่บนพื้นกำ ลังถูกขันทีดึงตัว แต่ฝ่าบาทดูเหมือนจะไม่ยอมลุกง่ายๆ พยายามดิ้นรนอย่างสุดแรง แล้วความโกลาหลก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
“ไอ้หยา พวกเจ้ามั่วแต่ทำ อะไรกันอยู่ รีบพาตัวฝ่าบาทไปเดี๋ยว นี้ ไหนพวกเจ้ารับปากเสียดิบดีแล้วว่าจะไม่ให้ฝ่าบาทออกมา”
นางกำ นัลที่อยู่ด้านข้างเฉินตันเหนียงตะโกนออกมาอย่าง เหลืออด พลางปลอบโยนเฉินตันเหนียง
“ไทเฮาต้องการพักผ่อนอย่างสงบ”
“อย่าให้ฝ่าบาทร้องตะโกนอีกเป็นอันขาด”
“…ไม่ได้กินยาหรืออย่างไร เหตุใดฝ่าบาทถึงได้วิ่งเพ่นพล่าน ออกมา”
ขณะที่เหล่านางกำ นัลกำ ลังเอ็ดอยู่นั้น เสียงร้องไห้ขององค์ ชายกลับเงียบลงไป เหลือเพียงแต่เสียงสะอื้น เฉินตันเหนียงหันไปดู ก็พบว่าองค์ชายถูกปิดปากด้วยผ้า ขันทีที่ดูเหมือนจะเหลืออดเต็มที่ ก็รีบลากตัวองค์ชายกลับไป
ร่างท้วมขององค์ชายเอาแต่ร้องสะอื้น พลางโบกมือไปมา ภาพ ตรงหน้าที่เห็นเริ่มน่าขนหัวลุกเข้าไปทุกที
ดูเหมือนว่ามีคนเหยียบเข้าไปที่มือขององค์ชาย…
เฉินตันเหนียงอดไม่ได้ที่จะกุมมือตนเอง พลางคิดในใจ
คนสติไม่ดีน่ะหรือจะไร้ความรู้สึกเจ็บ
นางกำ นัลสองคนเองก็รีบเข้าไปช่วยเหลือ พลางโยนของเล่น ทรงกลมนั้นให้
“ฝ่าบาท…คง…อยากได้สิ่งนี้กระมัง…”
ทุกคนตกตะลึงและมองไปที่เฉินตันเหนียงซึ่งกำ ลังเดินเข้ามา ใกล้
ขณะที่ทุกคนตกอยู่ในความงุนงง องค์ชายก็หลุดออกมา แล้ว พุ่งเข้าหาเฉินตันเหนียง
เฉินตันเหนียงเมื่อได้เห็นภาพดังนั้นจึงกรีดร้องออกมา ห่อไหล่ แล้วเบือนศีรษะหนี แต่ยังคงเหยียดมือไปข้างหน้า
มือของนางถูกดึงออกอย่างรุนแรง และลูกกลมนั้นก็หายไป จากมือนาง
นางคิดไว้ว่าตัวเองน่าจะถูกทำ ร้าย แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทันใดนั้นร่างท้วมก็วิ่งหัวเราะผ่านตัวนางไป
นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สายตามองไปยังร่างอ้วนที่วิ่งออกไป
ร่างท้วมกลมวิ่งอย่างมีความสุข ลูกกลมในมือของเขาถูกโยน ลงกับพื้นแล้วหยิบขึ้นมาโยนอีกครั้ง…
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น”
ทันใดนั้นไทเฮาก็ปรากฏกายพร้อมกับแม่นางเฉินสิบแปดที่ คอยช่วยพยุงร่างไว้
ไทเฮายืนอยู่ที่ประตูวังหยุดกะทันหันและมองดูห้องด้วยความ ประหลาดใจ
เหล่าขันทีและนางในต่างยืนกันหมด และร่างท้วมที่ดูเหมือน จะอยู่ไม่ค่อยสุข แต่เหมือนพอเขาได้เห็นไทเฮา ก็รีบหย่อนตัวนั่งลง
ลูกกลมของเขากลิ้งไปมา
ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นในห้องโถง ขณะที่ร่างอ้วนยื่นมือ ออกไปคว้าลูกบอล
“ฝ่าบาท ส่งมาอีกสิเพคะ” เฉินตันเหนียงโบกมือให้เขาด้วย รอยยิ้ม และยื่นมือออกเพื่อชี้ไปที่เขาครั้งแล้วครั้งเล่า
ร่างอ้วนที่อยู่ตรงข้ามก็ผลักลูกบอลในมือของเขา
ลูกบอลถูกผลักอย่างคดเคี้ยว เฉินตันเหนียงรีบเอื้อมมือออกไป คว้า
“เก่งมากเพคะฝ่าบาท!” เฉินตันเหนียงปรบมือดีใจ
ร่างอ้วนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ปรบมือและยิ้ม และน้ำ ลายก็ไหล ออกมาอย่างดุเดือดยิ่งขึ้น
“ไอ้หยา”
ไทเฮารู้สึกอัศจรรย์ใจ
“นางเป็นลูกหลานตระกูลใด เหตุใดถึงสามารถเล่นกับองค์ชาย ได้”
ไม่ต้องพูดถึงคนแปลกหน้า แม้แต่ขันทีนางในในวังก็ไม่เคยเล่น
กับพระองค์แบบนี้ เด็กหญิงแปลกหน้าอายุสิบสองหรือสิบสามคนนี้สามารถเล่น
กับเขาได้จริงๆ นางดูไม่เกรงกลัวเลยสักนิด… แม่นางเฉินสิบแปดเมื่อได้ยินคำ ถามจึงหลับตาลงเล็กน้อย
ซ่อนความเศร้าโศกที่แวบวาบในดวงตาของเธอ “น้องสาวหม่อมฉันเองเพคะ” นางเอ่ยตอบ …
เขาไม่ได้สนใจเรื่องการกล่าวโทษหรือการลงโทษใดๆ แต่หลัง
จากความวุ่นวายในเมืองหลวง เรือนของเขาก็เงียบมาก เพียงแต่วันนี้ดูเหมือนตำ หนักของเขาจะคึกคักหน่อย “จะย้ายจริงๆ รึ” ปั้นฉินถามซู่ซิน
“คงไม่เร็วขนาดนั้นกระมัง” ซู่ซินเอ่ย พลางกางสมุดบัญชีที่อยู่ ในตำ หนักออก “ทาสี กั้นห้อง ข้าวของเครื่องใช้ใหม่ อย่างไรเสียก็ ใกล้ถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว”
ปั้นฉินขานรับ พลางคว้าเมล็ดทานตะวันเข้าปากขบเคี้ยว
“เจ้าว่างแล้วรึ” ซู่ซินเอ่ยถาม
“นายหญิงกำ ลังฝึกเขียนอักษรอยู่นะสิ ฝ่าบาทเองก็ทรงกำ ลัง พักผ่อนอยู่ ข้าก็เลยมานั่งพักผ่อนหย่อนใจเล็กน้อย” ปั้นฉินเอ่ย
ซู่ซินโยนสมุดบัญชีให้นาง
“ในเมื่อเจ้าว่างนัก ช่วยข้าตรวจสมุดบัญชีที”
ปั้นฉินยิ้มพลางเคี้ยวเมล็ดทานตะวันต่อ
“ก็ข้าบอกแล้วว่ากำ ลังพักผ่อนหย่อนใจ ไม่มีกะจิตกะใจทำ เรื่องยากๆ แบบนั้นหรอก”
ขณะที่สาวใช้ทั้งสองกำ ลังลับฝีปากกัน จู่ๆ ก็มีสาวใช้อีกคนปรี่ เข้ามา
“ฮูหยินถามหาฝ่าบาทเจ้าค่ะ” สาวใช้เอ่ย
ทั้งสองรีบวิ่งออกไป เหล่าสาวใช้คนอื่นๆ เองก็เช่นกัน
“ฝ่าบาทดูเหมือนจะพักผ่อนอยู่สักพักแล้วลุกออกไป”
“มีคนติดตามอยู่ก็จริง แต่ไม่ได้ถามเสียด้วยสิว่าไปที่แห่งหน ใด”
เสียงซุบซิบไปมาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น” ซู่ซินรีบเอ่ยถามเหล่าสาวใช้
“หลังจากที่นายหญิงเรียนอักษร ก็พบว่าฝ่าบาทไม่อยู่ เลยต้อง ออกตามหานะสิ” สาวใช้พูดด้วยน้ำ เสียงแผ่วเบา
ซู่ซินและปั้นฉินหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นมองลงไปที่ทางเดิน ซึ่งแม่นางเฉิงกำ ลังยืนและมองออกไปที่ประตู
สายตาของนางจับจ้องไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่…
ซู่ซินอดสงสัยไม่ได้จึงเอ่ยถามต่อ
“เป็นอะไรรึ”
เมื่อทราบข่าว จิ้นอันจวิ้นอ๋องจึงรีบออกจากบ้านเดิมและถาม อย่างกังวลใจ
“ข้าก็ไม่รู้” สาวใช้พูดอย่างไม่สบายใจ “อ๋องเฟยเพียงแต่ให้ ตามหาฝ่าบาทเท่านั้น”
เขาไม่กล้าถามอะไรอีก เขาวางท่อนไม้ที่เขาเพิ่งพบในอ้อมแขน อย่างระมัดระวัง และรีบเดินกลับไป เขาเห็นร่างอรชรกำ ลังยืนอยู่ใต้ ระเบียงก่อนทางเข้าประตู
ดูเหมือนว่านางจะยืนรอเป็นเวลานาน เขาจึงรีบก้าวเข้ามาใกล้
“เกิดอะไรขึ้น” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำ เสียงตึงเครียดโดยที่เขาเอง ก็ไม่รู้ตัว
“ไปไหนมารึ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยถาม
“ข้าไปที่ตำ หนักมา เพื่อดูว่าพวกเขาเก็บกวาดถึงไหนแล้ว” จิ้ นอันจวิ้นอ๋องตอบ
เฉิงเจียวเหนียงขานรับ
“ไม่มีอะไร ข้าแค่จะถามเฉยๆ ว่าท่านไปไหนมา” นางเอ่ย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง รวมถึงคนอื่นๆ ก็ตกตะลึง เช่นกัน และเห็นว่าเฉิงเจียวเหนียงเดินเข้าไปในห้องโถงแล้วเรียบร้อย
อะไรกันนี่!
ไม่ได้เจอกันแค่สามชั่วยาม นางถึงกับพะวงขนาดนี้เชียวรึ
เขาหัวเราะออกมาทันที ความประหม่าเมื่อครู่นี้หายไป และ เดินขึ้นบันไดอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าประตู
ขันทีจิ่งส่ายหัว พลางทำ หน้าเหนื่อยหน่าย
คนหนึ่งมักจะเมินเฉย แทบจะรอให้พวกเขาพูดจบไม่ไหว อยากไล่ออกไปเสียให้พ้น ส่วนอีกคนไม่อาจละสายตาไปได้ ต้อง คอยเฝ้าตลอดเวลา ช่างเป็นคู่สร้างคู่สมกันเสียจริง
“เอาล่ะ แยกย้าย แยกย้าย” ขันทีจิ่งเอ่ยพลางทำ ท่าโบกมือ