พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 615 พระราชโองการ
“เป็นแม่นางเฉินสิบเก้าไม่ผิดแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าเขินอายเมื่อครู่ของปั้นฉินและซู่ซินที่ยืนฟังอยู่ด้านนอก ประตูพลันหายไปกลายเป็นใบหน้าซีดเผือดแทน
เฉินตันเหนียงนะหรือ! จะเป็นพระชายามกุฎราชกุมาร!
แม้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีก็ตาม แต่ว่า สภาพขององค์รัชทายาท นั้น…
การได้แต่งงานกับคนสติไม่สมประกอบ ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเลย สักนิด
แล้วเหตุใดถึงต้องเป็นเฉินตันเหนียงด้วยเล่า
“วันนี้นางไปที่วังหลวงมาสินะ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยถาม
ขันทีจิ่งขานตอบ
“ตอนช่วงกลางวันพ่ะย่ะค่ะ”
เฉิงเจียวเหนียงมองลอดผ่านผ้าม่านออกไปด้านนอก เห็นแสง รำ ไรที่สะท้อนอยู่บนพื้นหญ้าในสวนหย่อม พลางเอ่ยออกมา
“ยังไม่พ้นวันเลย ช่างว่องไวดีแท้” …
“แน่นอนว่าพวกเราต้องรีบ จะทำ กงการใดอย่าได้ช้า ปล่อยไว้ จะยิ่งคิดหนัก”
เกาหลิงปอเอ่ยขณะที่กำ ลังชายตามองหญิงสาวรูปงามที่กำ ลัง เล่นกับแมวเหมียว
ถ้าไม่รอวันนี้ สถานการณ์อาจจะต่างออกไปก็เป็นได้
“ต่อมขี้สงสัยของพ่อลูกตระกูลเฉินนั่น คงสัมผัสได้ว่าที่เด็ก สาวมีโอกาสเข้าไปในวังนั้นคงมิใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด ถ้าพวก นั้นรู้ว่าที่พระองค์ทรงมอบของกำ นัลให้เป็นเพราะนางไปเล่นกับองค์ รัชทายาทแล้วละก็ พวกนั้นคงคิดหาวิธีต่อกรแน่ๆ ”
นี่แหละโอกาสดีก่อนที่พวกนั้นจะรู้ตัว รีบประกาศออกไปก่อน แล้วค่อยจัดการทีหลัง
ถึงเวลาแล้วที่พวกตระกูลเฉินเซ่าจะได้รู้ฤทธิ์เสียบ้าง เขาอัดอั้น มานานตั้งแต่ครั้งที่เกิดจันทรุปราคาแล้ว
สำ หรับคนคิดเล็กคิดน้อยอย่างเขา คงไม่ง่ายเลยที่จะรับมือ
“พระราชโองการถูกร่างไว้เสร็จสรรพแล้วขอรับ เหลือเพียงแต่ หาช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อนพ้นวันขอรับ” นายทหารผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น “คาดไม่ถึงเลยว่าจะเร็วเช่นนี้ขอรับ”
เกาหลิงปอหัวเราะ
“พ่อเสือไม่มีทางได้สุนัขเป็นลูกแน่นอน” เกาหลิงปอเอ่ยไป พลางลูบหนวดไป “กะแล้วเชียว แม่นางเฉินสิบแปดต้องเป็นคน ฉับไว”
“แถมไทเฮายังโปรดนางเสียด้วย หายากนะขอรับ” นายทหาร หัวเราะ
“แค่นั้นยังไม่เพียงพอหรอก” เกาหลิงปอเอ่ย สะบัดมือ
สาวใช้ที่อยู่ด้านข้างรีบเข้ามาพยุงตัวเขาให้นั่งลง
“คนอย่างเฉินเซ่าเป็นยังไงก็น่าจะรู้นะ”
บรรยากาศยามเย็นในฤดูร้อนมีลมพัดโชย เกาหลิงปอที่นั่งรับ ลมอยู่ก็พลันถอนหายใจแล้วเอ่ยด้วยท่าทีสบายสบาย
“จะว่าไปแล้ว พอพูดถึงการดูแลผลประโยชน์ในราชสำ นัก เจ้า จะถูกควบคุมโดยสิ่งที่เจ้าชอบและไม่ชอบได้อย่างไรกัน ถ้าเจ้าชอบ หลายๆ อย่าง เจ้าจะดูแลทั้งหมดได้ไหม ในตอนแรก ฝ่าบาทมักถูก เขาตำ หนิในเรื่องต่างๆ แต่ในทางกลับกัน เขาคงจะไม่หยุดทำ บางสิ่ง เพราะความรังเกียจหรอก”
“ขึ้นอยู่ว่าเป็นผลประโยชน์ต่อบ้านเมืองและราชสำ นักมาก น้อยแค่ไหนกัน”
“อำ มาตย์เฉิน เป็นคนจงรักภักดี แน่นอนข้าไม่ถูกกับเขา แต่ข้า ก็มิอาจปฏิเสธในข้อนี้ได้”
นายทหารขานตอบด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม
“นายท่านเป็นคนยอมคนขอรับ” เขาเอ่ยยอ
“นายใหญ่เฉินคงต้องตกใจกับเรื่องนี้มากแน่ๆ ”
เกรงว่าจะมากกว่าตกใจนะสิ เกรงว่าจะกลายเป็นความโกรธ และแน่นอนว่ามีการต่อต้านเกิดขึ้น
“ไม่มีใครที่จะสมหวังปราถนาไปเสียทุกเรื่องหรอก” เกาหลิงปอ เอ่ยพลางหัวเราะอย่างครื้นเคงและโยกเท้าไปมา “ขนาดลูกสาวของ
เขายังตัดสินใจเองได้ แล้วเหตุใดคนเป็นพ่อจะทำ อย่างนั้นไม่ได้ล่ะ” …
“ไฉนต้องเป็นตันเหนียงด้วยนะ”
ปั้นฉินเอ่ยเสียงเบาอย่างตัดพ้อ
สีหน้าของสาวใช้อีกคนอย่างซู่ซินเองก็ไม่ต่างจากปั้นฉินนัก ซู่ซิ นเตือนให้ปั้นฉินลดเสียงลง จากนั้นทั้งสองทำ การดักฟังบทสนทนา ในห้องต่อ
“ช่วงนี้ ไทเฮาทรงมีคำ สั่งเชิญเหล่าฮูหยินมากหน้าให้พาลูก หลานมาเข้าวังขอรับ” ขันทีจิ่งเอ่ย
พิธีวิวาห์ยิ่งใหญ่ได้ถูกกำ หนดไว้แล้ว ณ เวลานี้ เหตุใดจึงมี เหล่าสตรีในเมืองหลวงเข้าพระราชวังบ่อยๆ ทุกคนต่างก็ตระหนักดี ถึงเหตุผลนี้
เป็นเพียงว่าสตรีเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นญาติของราชวงศ์และผู้มี อำ นาจเท่านั้น
ตระกูลของเฉินเซ่าก็เช่นกัน
เพียงแต่ ฮูหยินเฉินไม่ได้เข้าวัง แต่กลับเป็นเฉินตันเหนียง แถม
ยังได้ของกำ นัลจากไทเฮาอีกด้วย “ในบรรดาผู้คนทั้งหมด มีเพียงแค่เด็กสาวตระกูลเฉินผู้เดียว
เท่านั้นที่ได้ของจากพระองค์ไป” ขันทีจิ่งเอ่ยต่อ “ดังนั้น พระชายามกุฎราชกุมารถูกเลือกไว้แล้วแน่นอน” จิ้
นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยด้วยสีหน้าสงสัย “หมายความว่า เรื่องนี้ ยืนยันแล้ว
สินะ…” ไม่เช่นนั้นเฉินตันเหนียงจะมาปรากฏอยู่ที่วังในเวลาแบบนี้ได้
อย่างไรกัน “แถมเด็กสาวตระกูลเฉินยังคอยเล่นส่งรับของเล่นกับองค์
รัชทายาทอีกด้วยนะขอรับ” ขันทีจิ่งเอ่ยต่อ ความรู้สึกตื่นเต้นดีใจพุ่งพล่านไปทั่วใบหน้าของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง “นางไม่กลัวลิ่ว…องค์รัชทายาทอย่างนั้นรึ” เขาเอ่ยด้วยแวว
ตาสีหน้ามีความหวัง “พวกเขาเล่นด้วยกันจริงๆ หรือว่า…” หรือว่าแค่แสดงละครเท่านั้น
เขารู้ดีว่าลิ่วเกอร์เป็นเช่นไร ไม่ต้องพูดถึงคนแปลกหน้าที่ไม่ เคยพบหน้ากัน แม้แต่สายเลือดในวังก็ยังกลัวและขยะแขยงลิ่วเกอร์
ไม่มีใครมองลิ่วเกอร์เฉกเช่นมนุษย์คนหนึ่งเลย
ไทเฮาเองก็ไม่ได้มีเวลามาดูแลลิ่วเกอร์ จึงมอบหน้าที่เหล่านั้น ให้เหล่าขันทีและนางใน แต่คนพวกนั้นนับวันยิ่งไม่ได้เรื่อง
พูดกันตามจริง ก็เป็นเพราะลิ่วเกอร์นั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย อีก ทั้งพูดหรือแสดงอะไรออกมาไม่ได้อยู่ดี
เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่ง ลิ่วเกอร์จึงถูกขังอยู่ในห้องโถง และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาเล่น และเพื่อที่จะให้เขานั่งอยู่นิ่งๆ เฉยๆ คนพวกนั้นก็จัดแจงอาหารแบบผิดหลักโภชนาการ ทำ ให้ตอน นี้ลิ่วเกอร์เนื้อตัวเริ่มอ้วนพองขึ้นเรื่อยๆ
ในตอนแรก หมอหลวงหลี่ได้กำ ชับแล้วว่าด้วยความที่ลิ่วเกอร์ สติไม่สมประกอบ ทำ ให้เขาไม่รู้ตัวว่าตัวเองหิวหรืออิ่ม ลิ่วเกอร์จึงมี แนวโน้มอ้วนง่าย ดังนั้นเขาจึงต้องวิ่งเล่นให้มากขึ้น แล้วก็ต้อง ควบคุมเรื่องอาหารการกิน
แต่ว่า ไม่มีใครสนใจตรงนี้…
จิ้นอันจวิ้นอ๋องทำ หน้าเศร้า พลางคิดในใจ
ถ้ามีคนที่ไม่เกรงกลัวเขา ไม่รังเกียจเขา และไม่ทำ เพื่อวัตถุประ สงค์ใดๆ…
“ไม่นะขอรับ” ขันทีจิ่งรู้ความหมายที่เขาจะสื่อ จึงรีบอธิบายต่อ “บ่าวถามต่อหน้าและยืนยันซ้ำ แล้วซ้ำ เล่า ตอนนั้นแม่นางเฉินก็ ตกใจกลัวมากเมื่อพบพระองค์ครั้งแรก แต่ต่อมา นางช่วยหยิบของ เล่นของพระองค์และส่งมอบให้ และทรงเกลี้ยกล่อมพระองค์ให้ทรง เล่นโดยไม่มีท่าทางกระสับกระส่ายหรือแสร้งทำ เป็นไม่เกรงกลัวเลย ขอรับ”
ไม่ใช่เรื่องง่ายสำ หรับใครสักคน โดยเฉพาะกับเด็กหญิงอายุสิบ เอ็ดหรือสิบสองที่จะซ่อนอารมณ์ที่แท้จริงของ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน สถานการณ์ที่ไม่สามารถหลบสายตาของคนเหล่านี้ที่มักสังเกตคำ พูดคนในวังได้มากที่สุด
“ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม จาก นั้นเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เลยหันหน้าไปทางเฉิงเจียวเหนียง “ข้า
จำ ได้ว่าเจ้ารู้จักกับเด็กสาวตระกูลเฉินมาก็นานแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะ นาง นายใหญ่เฉินคงไม่รู้จะไปหาที่ไหนในตอนนั้น…”
ก่อนที่เขาจะพูดจบ เฉิงเจียวเหนียงก็ลุกขึ้นและเดินออกไป
ทั้งจิ้นอันจวิ้นอ๋องและขันทีจิ่งเริ่มหน้าชา ทั้งรู้สึกแปลกใจและ กระอักกระอ่วนในคราวเดียวกัน
สักพักขันทีจิ่งก็เริ่มไม่สบอารมณ์ พลันคิดในใจ
เหตุใดนางถึงได้เป็นคนเช่นนี้นะ!
ปั้นฉินและซู่ซินที่มองตามนายหญิงออกไปก็ไม่กล้าที่จะห้าม หรือถามอะไร จากนั้นก็เห็นว่านายหญิงกำ ลังเดินเข้าไปในห้อง หนังสือ
ปั้นฉินเดิมตามเฉิงเจียวเหนียงเข้าไป ส่วนซู่ซินรีบเข้ามาแจ้ง ขันทีจิ่งและฝ่าบาทให้ทราบ
“ฝ่าบาท ถึงเวลา…เขียน…เขียนหนังสือของนายหญิงแล้ว เพคะ”
ขันทีจิ่งเมื่อได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเย้ยพลางขึ้นเสียงสูง
“นายหญิงของพวกเจ้างั้นรึ”
ซู่ซินหัวเราะเจื่อน
“หม่อมฉันเอ่ยผิดไป…” ซู่ซินทำ ท่าเตรียมจะคุกเข่า
แต่ยังไม่ทันไร ซู่ซินยังไม่ทันได้คุกเข่า จิ้นอันจวิ้นอ๋องก็เอ่ยขึ้น เสียก่อน
“ข้าทราบดี เจ้าไม่ต้องบอกหรอก” เขาเอ่ย
ฝ่าบาททรงใช้คำ ว่าทราบดี ไม่ใช่คำ ว่าทราบแล้ว
สองคำ นี้พอมาดูดีๆ ความหมายนั้นต่างกันไม่น้อย ซ้ำ ยังย้ำ ว่า ไม่ต้องแจ้งหรอก
ซู่ซินใจตกลงไปอยู่ตาตุ่ม พยายามอ่านความหมายจากสีหน้า ท่าทางของฝ่าบาท
จิ้นอันจวิ้นอ๋องดูเหมือนจะไม่ได้พูดหยอกล้ออย่างใด แต่ก็ไม่ ได้มีความรู้สึกอย่างอื่นปนแฝง
จู่ๆ ซู่ซินกลับนึกถึงชายหนุ่มคนนั้นที่พิงกำ แพงและคุยกับนาย หญิง
‘อ่อ จริงด้วยสิ’
เสียงของชายหนุ่มคนนั้นแฝงไปด้วยความยินดี
‘นั่นคือถนนสายหลัก พวกหมาป่ารู้มานานแล้วว่าไม่ใช่สถานที่ หาอาหาร มักไม่ค่อยอยู่บนถนนเป็นเวลานาน เว้นเสียแต่ว่า
สัญชาตญาณของพวกมันจะครอบงำ ความเคยชินของพวกมัน’
‘ข้ามาสืบรู้ภายหลัง พบว่ามันเป็นเลือด และขโมยใช้เลือดม้า เป็นแนวทางข้างหลังเรา เราอยู่บนถนนในตอนกลางคืน และความ มืดจะปกปิดมัน ดังนั้นเราจะไม่สังเกตเห็นมัน’
‘ข้าอ่านมาจากลำ นำ ป่าพิศวง แล้วเจ้าล่ะ อ่านมาจากหนังสือ เล่มไหน’
แม้ว่าความอ่อนเยาว์วัยของชายหนุ่มตรงหน้าจะจางหายไป แต่ใบหน้าของเขาเห็นเป็นโครงหน้าชัดเจนยิ่งขึ้น และดูเหมือนไม่ เคยเปลี่ยนแปลง
ซู่ซินคุกเข่าลงและก้มลง
“เพคะ”
ปากเอ่ยเพคะก็จริง แต่กิริยาท่วงท่าคำ นับของนางนั้นดูจะเกิน ไปหน่อย
“เด็กสาวที่สอนโดยตระกูลจางรู้มารยาทจริงๆ” ขันทีจิ่งเอ่ย ปากชม
ตระกูลจาง ไม่ใช่ตระกูลเฉิง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเมื่อได้เห็นดังนั้นก็หัวเราะ
“ที่พวกเขามีมารยาท เป็นเพราะความต้องการของพวกเขาเอง ก็เท่านั้น” เขาเอ่ย “ของแบบนี้มันไม่มีเกณฑ์วัดหรอกว่าใครมี มารยาทมากกว่าใคร”
ขันทีจิ่งนิ่งอึ้งไปสักพัก พลางนึกในใจ
ฝ่าบาทคงกำ ลังปกป้องนางอยู่สินะ…
“อาจิ่ง ที่จริงแล้ว เป็นข้าต่างหากที่เสียมารยาท” จิ้นอันจวิ้นอ๋ องเอ่ย พลันถอนหายใจ “ข้าทำ ตามใจตัวเอง แต่สำ หรับนางอาจ ไม่ใช่อย่างนั้น”
ขันทีจิ่งนิ่งไปชั่วครู่ จากนั้นจึงเข้าใจ
การมีคนที่ไม่รังเกียจเดียดฉันท์ลิ่วเกอร์มาเป็นพระชายามกุฎ ราชกุมาร นับว่าเป็นเรื่องดีสำ หรับจิ้นอันจวิ้นอ๋องและคนใกล้ชิดของ ลิ่วเกอร์ แต่สำ หรับตระกูลและคนใกล้ชิดของเฉินตันเหนียง การ
ปล่อยให้เด็กสาวไร้เดียงสาน่าเอ็นดูคนหนึ่งแต่งงานกับคนบ้าไม่ใช่ เรื่องน่ายินดี แม้ว่าตำ แหน่งของเขาจะสูงส่งก็ตาม
และเมื่อลองชั่งน้ำ หนักแล้ว ดูเหมือนเฉิงเจียวเหนียงจะสนิทกับ เด็กสาวคนนั้นมากกว่าลิ่วเกอร์
“กระนั้นก็ตาม นี่มิใช่เรื่องที่ฝ่าบาทสามารถตัดสินใจฝ่ายเดียว พ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีจิ่งเอ่ยอย่างรู้สึกผิดบาป ดูสิ ฝ่าบาทคิดเผื่อนางขนาดนี้ แล้ว เหตุใดนางถึงคิดไม่ได้อีกล่ะ
แถมยังเบือนหน้าหนีแล้วลุกออกไปเฉย
มิหนำ ซ้ำ ยังทำ ต่อหน้าบ่าวทั้งหลายอีกด้วย นางไม่คิดจะไว้ หน้าฝ่าบาทเลยรึ มันไม่เกินไปหน่อยหรือ
“แต่ก็ใช่ว่าฝ่าบาทจะไม่มีสิทธิ์รู้สึกยินดีนี่ขอรับ”
“แน่นอนว่าข้ารู้สึกยินดี” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย “แต่ข้าจะไป
บังคับให้นางมายินดีด้วยได้อย่างไรกัน” …
ณ ห้องอ่านหนังสือ เฉิงเจียวเหนียงยังคงเขียนตัวอักษรเหมือน เดิมตามกิจวัตรของนาง เพียงแต่ครั้งนี้ ดูเหมือนนางจะหนักมือไป หน่อย ตัวอักษรที่ได้ออกมาจึงมีความหนากว่าปกติ
ปั้นฉินที่นั่งอยู่ข้างๆ รู้สึกมึนงงเล็กน้อย จู่ๆ น้ำ ตาก็ไหลออกมา ปั้นฉินตกใจรีบเช็ดออก ราวกับว่ากลัวที่จะถูกมองเห็น
“แม้แต่จะร้องไห้ก็ยังมิกล้า ถ้าเช่นนั้นอย่าเรียกที่นี่ว่าเรือน เลย” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
ปั้นฉินเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ร้องหนักกว่าเดิม
“นายหญิง นายใหญ่เฉินจะยอมให้เฉินตันเหนียงแต่งงานกับ องค์รัชทายาทได้อย่างไรกัน”
เฉิงเจียวเหนียงวางพู่กันลง
“ข้าว่าคงไม่ใช่เพราะพวกเขายินยอมหรอก”
ปั้นฉินนิ่งไปสักพัก พลันเงยหน้าขึ้น
ไม่ใช่อย่างนั้นรึ ก็เมื่อครู่นี้ขันทีจิ่งยังบอกเลยว่าตระกูลเฉินให้ เฉินตันเหนียงเข้าวัง ซึ่งนั่นก็แปลว่าพวกเขารู้เห็นเป็นใจอยู่แล้วนะสิ
หรือว่าเรื่องราวจะไม่เป็นเช่นนั้น
ปั้นฉินที่กำ ลังครุ่นคิดอยู่นั้นเก็บซ่อนความตกใจไว้ไม่อยู่
“ถ้าเช่นนั้น เฉินตันเหนียงก็ไม่ต้องแต่งงานแล้วอย่างนั้นรึ” ปั้น ฉินเอ่ยถามอย่างมีความหวัง “นายใหญ่เฉินไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ อย่างแน่นอน”
เฉิงเจียวเหนียงไม่ได้มองนาง สายตาของนางเอาแต่จับจ้องอยู่ บนกระดาษ
“ข้าว่าเขาคงยอม” นางเอ่ย
ปั้นฉินทำ หน้าตกใจ
ไหนบอกว่าเขาไม่ยอมไงล่ะ ไฉนตอนนี้นายหญิงถึงพูดว่าเขา จะยินยอม
อย่างนายใหญ่เฉินคงไม่ยอมหรอก นั่นเฉินตันเหนียงเชียวนะ!
ปั้นฉินลุกขึ้นยืน กำ มือแน่น น้ำ ตาไหลพราก
…
ขณะเดียวกัน ณ เรือนตระกูลเฉิน กระถางธูปยังไม่มอด แสง ตะวันยามอัสดงจะแผ่ชั้นสีแดงสดลงบนพื้น
ขันทีถือพระราชโองการอยู่ในมือ เหงื่อท่วมตัว มองไปยังเฉิน
เซ่าที่คุกเข่าต่อหน้าเขาเป็นเวลานาน “นายท่านเฉิน นี่ท่านหมายความอย่างไรกัน” ขันทีเอ่ย “ท่าน
เอ่ยออกมาสักคำ สิ ท่านจะนิ่งดูดายแบบนี้รึ” เฉินเซ่าเงยศีรษะขึ้น ดวงอาทิตย์ที่ตกบนขอบฟ้าก็ดับแสง
สุดท้ายของสายัณห์ แต่ดวงตาของเขายังดูเหมือนยังคงระคายเคือง จากการถูกแสงแยงตา อดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลงเล็กน้อย
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง สีหน้าของเขากลับสู่ความเคร่งขรึม และดูเหมือนว่าเขาจะตัดสินใจแล้ว
“โปรดอภัยให้กระหม่อมด้วย กระหม่อมไม่สามารถทำ ตามพ ระราชโองการนี้ได้พ่ะย่ะค่ะ” เฉินเซ่าเอ่ย จากนั้นโน้มตัวลง
สิ้นเสียงเฉินเซ่า ฮูหยินเฉินที่กำ ลังคุกเข่าอยู่ด้านหลังอดไม่ได้ที่ จะยกมือป้องปากเพื่อห้ามตนเองไม่ให้ร่ำ ไห้ ร่างของนางแลดูไร้ เรี่ยวแรง จากนั้นก็โน้มตัวลงตามเฉินเซ่า
ขันที่ผู้นั้นที่ยืนถือพระราชโองการอยู่ทำ หน้าราวกับรู้ว่าจะเกิด เหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
“เป็นเช่นนั้นรึ” เขาเลิกคิ้วขึ้นเป็นเสียงยาวและกล่าวว่า ดวงตา ของเขาจ้องไปที่เฉินเซ่าด้วยความเย่อหยิ่ง “ท่านคิดดีแล้วรึถึงได้เอ่ย เช่นนั้น”