พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 616 ไม่ปลอดภัย
ณ เวลาย่ำ ค่ำ เหล่าขันทีที่ดูแลพระราชโองการต่างค่อยๆ กรู กันออกมาจากเรือนตระกูลเฉิน ลักษณะท่าทางรวมไปถึงเสื้อผ้า อาภรณ์และกระเป๋าผ้าสีเหลืองอร่ามที่พวกเขาสะพายไว้ด้านหลัง แสดงความเป็นตัวตนและจุดประสงค์ของพวกเขา ดึงดูดสายตา ผู้คนอย่างยิ่งขณะที่พวกเขาเดินออกไปบนท้องถนน
“เรือนของอำ มาตย์เฉินนี่นา”
“หรือว่าได้เลื่อนขั้นอีกแล้ว”
ผู้คนไม่ได้รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่นักที่ตระกูลเฉินได้รับพระ ราชโองการ เพียงแต่พูดคุยกันด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ขันทีผู้ประกาศพระราชโองการก้าวเท้าเข้าวัง จากนั้นมีขันทีอีก จำ นวนมากก้าวออกจากวัง จากนั้นพวกเขาลัดเลาะไปทุกที่ในเมือง หลวงท่ามกลางบรรยากาศมืดค่ำ
ลานด้านในเรือนตระกูลเกาสว่างไสวเช่นเคยและมีเสียงนกร้อง
เกาหลิงปอเป็นผู้ชอบเสพความโอ่อ่าหรูหรา อีกทั้งไม่สนใจชื่อ เสียงของตัวเองข้างนอกนั้นด้วยว่าเป็นเช่นไร
“ไม่ว่าพวกนั้นจะทำ ตามหรือไม่ อย่างไรก็คงหนีไม่พ้นการถูก พูดลับหลัง ถ้าเช่นนั้น ก็รีบเสพสุขเสียแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า”
บัดนี้ ทั้งเรือนของเขาเต็มไปด้วยเหล่านางโลมที่กำ ลังร้องรำ ทำ เพลงและเสียงหัวเราะของผู้คน
เนื่องจากฮ่องเต้ยังทรงประชวรอยู่ ทำ ให้ร้านเหล้าเป็นอันต้อง หยุดกิจการ แต่สำ หรับในเรือนหลังนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างกลับเป็นเหมือน เคย
ทันใดนั้นก็มีคนบุกเข้ามาจากด้านนอก แต่ถูกห้ามไว้เสียก่อน
“นายใหญ่กำ ลังอารมณ์ดี อย่าทำ ให้เสียบรรยากาศน่า และ บอกมาว่ามีธุระอันใด” ผู้ติดตามนายหนึ่งที่อยู่ด้านนอกเอ่ย
แต่ท่าทางของคนที่เพิ่งบุกเข้ามาดูเหมือนจะร้อนรนอยู่ไม่น้อย
“ในวังแจ้งมาว่าอำ มาตย์เฉินค้านพระราชโองการขอรับ” เขา เอ่ยเสียงเบา
ผู้ติดตามของเกาหลิงปอเมื่อได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา
“อย่างนี้เองหรอกหรือ” เขาหัวเราะ “คงไม่ต้องรายงานกระมัง”
พอฟังแล้ว คนแจ้งข่าวก็นิ่งไปชั่วครู่
“เขาตอบตกลง ค่อยว่าไปอย่าง” ผู้ติดตามหัวเราะพลางมอง ไปยังด้านในห้อง เขาเห็นสาวใช้ที่กำ ลังเดินเข้ามา จึงยื่นมือไปแกล้ง นาง ทั้งคู่ต่างหัวเราะให้กัน
“เอาละ เอาละ เจ้าไปดื่มเหล้าให้สบายใจเถิด” ผู้ติดตามตบ เข้าไปที่ไหล่คนตรงหน้า “เรื่องนี้พวกเราไม่ต้องไปกังวลมาก คนที่ ควรกังวลคืออำ มาตย์เฉินต่างหาก”
ขณะเดียวกัน ณ ตำ หนักของจิ้นอันจวิ้นอ๋องและเฉิงเจียว เหนียง ขันทีจิ่งกำ ลังเดินเข้าไปรายงานขณะที่ทั้งคู่กำ ลังเสวยมื้อ อาหารอยู่
ปั้นฉินที่ยืนฟังอยู่ด้านข้าง พอได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก เอามือตบๆ ลงที่หน้าอกของตัวเองทำ ปากขมุบขมิบราวกับกำ ลังสวด มนต์
สีหน้าของจิ้นอันจวิ้นอ๋องและเฉิงเจียวเหนียงยังคงราบเรียบไม่ เปลี่ยน เพียงแต่ตะเกียบที่คับอาหารชะงักไป ขณะที่ขันทีจิ่งกำ ลังเล่า
เรื่อง
“เข้าใจแล้ว” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย จากนั้นก้มหน้าก้มตากิน อาหารต่อ
เฉิงเจียวเหนียงเองก็เช่นกัน
ทั้งห้องอยู่ในความเงียบสงบ จะมีก็แต่เสียงตะเกียบถ้วยชาม กระทบกันเท่านั้น
จากนั้นขันทีจิ่งก็ค่อยๆ ก้มตัวเดินถอยออกไป
ปั้นฉินเองก็เดินออกมา พลางยิ้มหน้าระรื่นให้ซู่ซิน
“ข้าว่าแล้วเชียว พ่อแม่ที่ไหนจะไม่รักลูก” นางเอ่ยเสียงค่อย
ซู่ซินหัวเราะ พลางเอ่ย
“ก็พ่อแม่นางไง”
ปั้นฉินนิ่งไปสักพัก จากนั้นทำ เสียงเอ็ดใส่ซู่ซินพลางหัวเราะ
พวกนางเป็นแค่คนใช้ธรรมดา มิบังอาจกล่าวถึงบุพการีของ เจ้านาย
“…ต่อให้รวยล้นฟ้ายศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งแค่ไหนก็ตาม แต่ เขาก็เป็น…” ปั้นฉินเอ่ยเรื่องเดิมต่อ
แต่เขาก็เป็นคนสติไม่สมประกอบ มีที่ไหนใครจะยอมให้ลูกตัว เองแต่งงานกับคนบ้ากัน
ซู่ซินพยักหน้าเห็นด้วย
วันนี้มีแต่เรื่องที่ทำ ให้อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดเวลา ปั้นฉิน ถอนหายใจ แล้วชวนคุยต่อ
“…วันนี้นายหญิงยังบอกอีกว่า นายใหญ่เฉินต้องเห็นชอบด้วย ล่ะ ครั้งนี้นายหญิงคงคาดการณ์ผิดไป”
ซู่ซินหัวเราะก็จริง แต่ข้างในนั้นกลับรู้สึกตะขิดตะขวงอยู่ไม่ น้อย
นายหญิงเคยคาดการณ์ผิดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
แต่พอเห็นปั้นฉินที่กำ ลังดีใจ ซู่ซินก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรต่อ
“ฮูหยินกับฝ่าบาทไม่เป็นอะไรใช่ไหม” ซู่ซินเอ่ยถาม
ชีวิตของคนอื่นก็เป็นของคนอื่น หน้าที่สำ คัญของพวกนางคือ ดูแลชีวิตของนายหญิงต่างหาก
ปั้นฉินสะบัดความคิดเรื่องนายใหญ่เฉินทิ้งออกไป จากนั้นเลิก คิ้วขึ้นแล้วมองไปทางด้านในห้อง แล้วส่ายหัว
“ดูเผินๆ ไม่มีอะไร แต่รู้สึกได้ว่า ไม่ค่อยราบรื่นนัก” ปั้นฉินเอ่ย
ถึงแม้ทั้งคู่จะเพิ่งมานั่งกินข้าวด้วยกันได้ไม่นาน แต่พอนึกย้อน ไปเมื่อแต่ก่อนที่ทั้งห้องเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของฝ่าบาท พอมา เทียบกับตอนนี้ที่เขาเอาแต่นั่งนิ่งไม่พูดอะไร ดูแล้วก็น่าอึดอัดไม่น้อย
ซู่ซินอดไม่ได้จึงหันไปตามปั้นฉิน เห็นเป็นชายหนุ่มหญิงสาว ก้มหน้าก้มตาต่างคนต่างทานข้าวท่ามกลางห้องที่เปิดไฟสลัว
หลังจากเสร็จจากมื้อหาร สาวใช้จึงเข้ามาเก็บโต๊ะเก็บจาน จิ้ นอันจวิ้นอ๋องลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยถามคนตรงหน้า
“เจ้าจะใช้ห้องหนังสือต่อหรือไม่”
เฉิงเจียวเหนียงมองหน้าเขา
“เดี๋ยวข้าอ่านหนังสือตรงนี้แหละ”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพยักหน้า
“ถ้าเช่นนั้น ข้าขอใช้ห้องหนังสือคุยธุระ”
เฉิงเจียวเหนียงพยักหน้าแล้วไม่เอ่ยอะไรต่อ จากนั้นยื่นมือ เอื้อมไปหยิบหนังมือที่วางอยู่บนโต๊ะ
สาวใช้แหวกม่านออก จิ้นอันจวิ้นอ๋องเดินไปทางห้องหนังสือ ตรงสวนหย่อมที่มืดสนิท มีขันทีนายหนึ่งเดินนำ หน้าถือโคมไฟตาม
มาด้วยนายทหารอีกจำ นวนหนึ่งเดินเข้าไปในห้องหนังสือ ไม่รู้ว่าคืนนี้มีคนรวมตัวกันในห้องหนังสือนั้นกี่คน เขาถอนหายใจเบาๆ จากนั้นก็ก้าวเท้าเข้าห้องหนังสือ …
ดวงไฟในห้องสว่างไสวขึ้นอีกครั้ง สาวใช้ค่อยๆ จุดไฟและเดิน ออกไปอย่างระมัดระวังที่สุด
นายใหญ่เฉินอ่านสาส์นพระราชโองการอย่างละเอียด พออ่าน จบก็เอ่ยขึ้น
“ยังดีที่ไม่ใช่คำ สั่งใหญ่” แต่สีหน้าของเฉินเซ่ากลับไม่ได้รู้สึกว่าน่าวางใจเลยสักนิด “ต่างกันตรงไหน”
ไม่ว่าจะคำ สั่งใหญ่หรือเล็กก็ล้วนเป็นพระราชโองการเหมือน กัน พอมีประกาศออกไป ทุกคนก็จะทราบทั่วถึงกัน สิ่งที่พวกเขาควร
กังวลมิใช่กฎเกณฑ์ของพระราชโอการ แต่เป็นการกระทำ หลังจากนี้ ต่างหาก
“ไม่เห็นจะเป็นไร” นายใหญ่เฉินหัวเราะ วางสาส์นบนมือลง “นี่ ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร การแต่งงานเป็นเรื่องที่สามารถต่อรองได้ ในเมื่อ พวกเขาขอได้ เราเองก็ปฏิเสธเขาได้เช่นกัน”
ท่าทีของเฉินเซ่าเริ่มคลุมเครือมากขึ้น
หากเป็นตระกูลอื่นๆ ทั่วไป ก็คงไม่มีอะไร ต่อให้เป็นตระกูลสูง ศักดิ์แค่ไหนก็ตาม ก็ไม่เห็นจะมีอะไร การแต่งงานควรเป็นความปรารถนาของคู่บ่าวสาว แน่นอนว่าไม่มี ใครอยากถูกบังคับ
ทว่าต้องมาแต่งกับคนสติไม่สมประกอบนี่สิที่เป็นปัญหา…
“เป็นเพราะไทเฮาถูกใจเฉินตันเหนียง…” เฉินเซ่าค่อยๆ เอ่ยขึ้น น้ำ เสียงของเขาสั่นเครือ
ยังไม่ทันจะเอ่ยจบ ก็ถูกนายใหญ่เฉยพูดแทรกขึ้นก่อน
“ไม่ใช่หรอก” เขาเอ่ยด้วยน้ำ เสียงหนักแน่น “หากเป็นเพราะไท เฮาจริงๆ คงไม่ลงพระราชโองการได้เร็วขนาดนี้หรอก”
ตอนเช้าเพิ่งจะเจอหน้ากัน พอตกบ่ายก็มีพระราชโองการมา แล้ว นี่ไม่ใช่ฝีมือของไทเฮาแน่นอน
ไทเฮามีนิสัยเช่นไรพวกเขารู้ดีที่สุด พระองค์มักจะลังเล และ พูดซ้ำ ๆ ไม่เคยมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง แต่ด้วยฐานะที่สูงส่งจึง หัวดื้อหัวรั้นกว่าฮูหยินทั่วๆ ไป
หากนางถูกใจเฉินตันเหนียงจริงๆ คงกลับไปนอนคิดแล้วคิด อีก ไม่มีทางที่จะด่วนตัดสินใจเช่นนี้แน่นอน
“พระราชโองการเล่มนี้ถูกร่างเตรียมไว้ก่อนหน้าอยู่แล้ว” นาย ใหญ่เฉินเอ่ย “ที่เหลือก็แค่รอโอกาสที่นางจะได้เข้าไปในวังแล้วพบ กับองค์รัชทายาทเท่านั้นเอง”
เฉินเซ่ารู้สึกโกรธแค้น เขาอยากจะสบถอะไรซักอย่างออกมา แต่กลับพูดไม่ออก
ราวกับว่าไม่รู้จะสรรหาคำ อะไรมาด่าพวกนั้น
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นอุบายของพวกตระกูลเกาอย่าง แน่นอน”
เสียงของนายใหญ่เฉินดังขึ้นอีกครั้ง เรียกสติของเฉินเซ่าให้ กลับมา
“สิ่งที่พวกนั้นต้องการใช่ว่าเจ้าเองจะไม่รู้ ก็แค่ยืมตัวละครอื่น มาบังหน้าเท่านั้นเอง”
พวกนั้นไม่อยากโดนข้อหาเครือญาติและออกจากราชสำ นัก แถมไทเฮาเองก็ถูกสั่งห้ามมิให้ว่าราชการหลังม่าน เลยวางอุบายให้ เฉินเซ่ามาเป็นเครือญาติด้วยเช่นนั้นรึ
“พวกเราไม่ประสงค์จะเป็นเครือญาติอยู่แล้ว พวกนั้นอยาก เล่นกลโกงการเมืองอะไรกันก็ตามใจ ค้านพระราชโองการก็ค้านแล้ว อย่างมากก็แค่สร้างความไม่พอใจแก่ไทเฮา”
พอเอ่ยถึงตรงนี้ นายใหญ่เฉินก็หัวร่องอหายอีกครั้ง
“เดิมทีพระองค์ก็ไม่พอใจอยู่แล้ว คงไม่สนใจหรอกว่าเจ้าจะ สร้างความไม่พอใจอะไรอีก”
ประโยคเมื่อครู่เฉินเซ่ายอมรับว่าน่าขันจริง แต่เขากลับหัวเราะ ออกมาอย่างขอไปที
“เอาละ ในเมื่อเราปฏิเสธไปแล้ว เรื่องนี้ก็คงพอแค่นี้” นายใหญ่ เฉินเอ่ย “เรื่องสำ คัญที่สุดคืองอย่าให้ตระกูลเกาอยู่ในเมืองหลวง แห่งนี้”
เฉินเซ่าพยักหน้าเคร่งขรึม
“พรุ่งนี้ข้าจะจัดการเอง” เขาเอ่ย “เรารู้ว่าตระกูลเกาจงใจอยู่ เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ และคนอื่นๆ ก็รู้ดีว่าพวกเขากล้าที่จะโน้มน้าว เรื่องส่วนตัวขององค์รัชทายาทและจักรพรรดิอย่างโจ่งแจ้ง ข้าจะไม่ ให้พวกมันได้มีที่ยืนในเมืองหลวงแห่งนี้แน่นอน”
นายใหญ่เฉินพยักหน้า
“ต้องเป็นเช่นนั้น”
“ท่านพ่ออยู่ด้านนอกนานเกินจะไม่สบายเอา รีบพักผ่อนเถิด” เฉินเซ่าเอ่ยพลางคำ นับ
นายใหญ่เฉินพยักหน้าแล้วลุกขึ้นยืน มองดูเฉินเซ่าที่กำ ลังเดิน ออกจากห้อง
บ่าวนำ ทางเฉินเซ่าเดินออกไปทางสวนหย่อม นายใหญ่เฉินที่ เพิ่งยืนยิ้มอยู่เมื่อครู่จู่ๆ ก็ตัวทรุดล้มลงไป
เขาค่อยๆ หันตัวแล้วมองไปทางคันธนูยาวที่วางไว้ตรงบานพับ “แม้ว่าหัวจะถูกแยกออกจากกัน แต่หัวใจที่แข็งแกร่งยังคง
เหมือนเดิม” เขาเอ่ยพึมพำ …
ณ ทางเดิน ขันทีและปั้นฉินพูดคุยกระซิบกันสองสามคำ สีหน้า ของปั้นฉินเปลี่ยนไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้า
“เอาละ ข้าเข้าใจแล้ว” ปั้นฉินเอ่ย จากนั้นมุ่งตัวไปที่ในห้อง
เฉิงเจียวเหนียงที่เพิ่งอาบน้ำ แต่งตัวเสร็จนั่งลงในห้องโดยมี สาวใช้คอยหวีผมให้ระหว่างที่นางกำ ลังอ่านหนังสือ
ปั้นฉินเดินก้มหัวเข้าไปหานาง “ฮูหยิน” นางเอ่ย “ฝ่าบาทมีเรื่องต้องออกไปข้างนอกเพคะ” เฉิงเจียวเหนียงเงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ฝ่าบาททูลว่ามิได้ออกนอกตำ หนัก เพียงแต่ออกไปข้างนอก
เรือนนี้ มีคนมาหาฝ่าบาท จึงต้องไปเข้าพบเจ้าคะ” ปั้นฉินเอ่ยเสียง เบา “ฝ่าบาทให้มาแจ้งนายหญิงเจ้าค่ะ”
เฉิงเจียวเหนียงพยักหน้า “ข้าทราบแล้ว” นางเอ่ย ปั้นฉินนิ่งไปพักนึง
“ฮูหยินอนุญาตให้ฝ่าบาทไปหรือไม่เจ้าคะ” ปั้นฉินเอ่ยถามต่อ เฉิงเจียวเหนียงมองปั้นฉินแวบนึงแล้วหัวเราะ
“อนุญาตสิ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย “ใกล้ๆ แค่นี้คงไม่เป็นอะไร หรอก”
ปั้นฉินขานรับแล้วเดินออกไป ขันทีที่ยืนรอคำ ตอบจากปั้นฉิน พอได้ฟังก็ยิ้มแล้วกล่าวขอบคุณ จากนั้นเขาจึงเดินไปห้องหนังสือ สักพักจิ้นอันจวิ้นอ๋องเดินออกมาพร้อมกับคนกลุ่มหนึ่ง
เมื่อครู่ถึงแม้ว่าในห้องหนังสือนั้นคนจะเยอะ แต่ก็ดูไม่อึกทึก แม้เสียงพูดคุยแม้แต่นิดก็ไม่เล็ดลอดออกมา ต่อให้ตั้งใจแอบฟังแค่ ไหนก็ตาม พอคนพากันออกไป บรรยากาศก็เริ่มเงียบสงัดอีกครั้ง เงียบจนรู้สึกน่าเบื่อ
ท้องฟ้ามืดลงเรื่อยๆ สาวใช้ที่ยืนเฝ้ายามกำ ลังอ้าปากหาวด้วย ความอ่อนล้า ซู่ซินที่กำ ลังเดินเข้ามาก็สังเกตเห็นว่าไฟในห้องค่อยๆ
ดับไปทีละดวง เหลือก็แต่ดวงไฟสลัวในห้องรับแขก ราวกับว่ากำ ลัง รอใครสักคนอยู่
“ฝ่าบาทได้บอกหรือเปล่าว่าจะกลับมาหรือไม่” ซู่ซินกระซิบ ถาม
ปั้นฉินส่ายหัว “ไม่มีใคร…บอกกับข้า…เลยสักนิด” ปั้นฉินตอบด้วยเสียงอู้อี้ นางไปถามสาวใช้คนอื่น แต่ก็ไม่ได้คำ ตอบ “พวกเราเองก็มัวแต่อยู่ในนี้ ไม่ได้ออกไปไหน”
ปั้นฉินวานให้พวกสาวใช้ออกไปถาม แต่พวกนางยังคงส่ายหัวเหมือนเดิม “ท่านพี่ ตำ หนักนี้มีแค่ฝ่าบาทเท่านั้นที่ออกคำ สั่งได้ ไม่มีกฎที่
ให้สาวใช้ไปดักฟังนะ” สาวใช้กระซิบกับนาง ตำ หนักนี้มีแค่ฝ่าบาทเท่านั้นที่ออกคำ สั่งได้ เพราะนี่คือตำ หนักของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง มิใช่ตำ หนักของพวก
นาง ขอบตาปั้นฉินเริ่มแกงก่ำ
ซู่ซินส่ายหัวแล้วผลักปั้นฉิน
“เจ้าจะทำ ตัวลับๆ ล่อๆ ให้ตัวเองเสียขวัญทำ ไมกัน” ซู่ซินเอ่ย “ฝ่าบาทกับฮูหยินก็คนคนเดียวกันนั่นแหละ! ข้าไปถามเอง”
พูดจบซู่ซินก็หันหลังเดินจากไป ปั้นฉินมองตามด้วยความคาด หวัง สักพักซู่ซินก็กลับมา
“ได้ความว่าอย่างไรบ้าง” ปั้นฉินเอ่ยถามอย่างเร่งรีบ
สีหน้าของซู่ซินดูไม่ค่อยดีนัก
“คืนนี้ฝ่าบาททรงพำ นักด้านนอก” ซู่ซินตอบ
ซึ่งก็แปลว่าคืนนี้ฝ่าบาทจะไม่นอนห้องเดียวกันกับนายหญิง
ปั้นฉินหน้าซีดในทันใด
เห็นไหมล่ะ บอกแล้วว่าต้องมีอะไรในกอไผ่แน่นอน!
…
ค่ำ คืนอันเงียบสงัด หลังจากที่เฉินเซ่าชำ ระร่างกายเสร็จ ก็เดิน เข้าไปในห้องด้วยความเหนื่อยล้า
ฮูหยินเฉินรินน้ำ ชาให้เขา เห็นได้ชัดว่าตาของนางยังบวมแดง อยู่ คราบน้ำ ตาที่อยู่บนแก้มยังแห้งไม่สนิท
“ตันเหนียงคงยังไม่รู้เรื่องสินะ” เฉินเซ่าถาม
ฮูหยินเฉินพยักหน้า
“นางยังไม่ทราบเรื่อง ข้ากำ ชับทุกคนในเรือนแล้วว่าห้ามเอ่ยถึง เรื่องนี้เป็นอันขาด” ฮูหยินเอ่ยไปร่ำ ไห้ไป “เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร” พลางหยิบผ้าขึ้นมาซับน้ำ ตา
“…ความโชคร้ายมาเยือนสินะ…”
ฮูหยินยังไม่ทันจะเอ่ยจบ เฉินเซ่าเมื่อได้ยินดังนั้นก็เริ่มมีน้ำ โห
“โชคร้ายยังไงกัน” เขาตะโกน “เจ้าว่าเรื่องสมรสเป็นเรื่องโชค ร้ายอย่างนั้นรึ”
ทันทีที่คำ พูดเหล่านี้ออกมา ฮูหยินเฉินมองมาที่เขาด้วยความ ประหลาดใจ เฉินเซ่าเองก็ตกตะลึงเช่นกัน
“นายท่าน” ฮูหยินเฉินรู้สึกไม่อยากเชื่อหูของตัวเอง แต่จู่ๆ พลันนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบลุกขึ้นยืนแล้วจ้องไปที่คนตรงหน้า “เมื่อ ครู่นี้ท่านหมายความอย่างไรกัน”