พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 100 แม่น้ำเหลืองเก้าคด
บทที่ 100 แม่น้ำเหลืองเก้าคด
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ!”
“กงต๋า เหวินเหอ โฮจิ๋นผู้นี้สมกับเป็นคนขายเนื้อจริง ๆ มีแต่สมองหมู!”
เล่าเจี้ยงนึกถึงท่าทางของแม่ทัพใหญ่ในราชสำนัก ก็อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้
เสียงขบขันมักจะแพร่ติดต่อกัน ท่าทางเฮฮาของเล่าเจี้ยงนั้นไม่นานก็ไปถึงกาเซี่ยง
“นายท่าน โฮจิ๋นผู้นี้สุดจะทนเช่นนั้นเลยหรือ?”
เล่าเจี้ยงยังคงกุมท้องหัวเราะ ก่อนชี้มือไปที่ซุนฮิว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เหวินเหอ หากท่านไม่เชื่อลองถามกงต๋าได้!”
ซุนฮิวสงวนท่าทีมากขึ้น เพียงแค่เม้มริมฝีปากแล้วส่ายหัวด้วยรอยยิ้มเจื่อน
“โฮจิ๋นผู้นี้ไร้ความสามารถจริง ๆ”
“ข้างกายมีบัณฑิตและขุนพลชั้นยอดมากมาย ทว่าไม่มีความก้าวหน้าเลยแม้แต่น้อย”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าเห็นด้วย พลางอุทานในใจหากโฮจิ๋นมีสมองสักนิด คงไม่มีจุดจบถูกขันทีฆ่าตายหรอก
“ฮองฮูสงเป็นขุนพลผ่านศึกในสนามรบ นายท่านไม่กลัวว่าเขาจะปราบกบฏเลียงจิ๋วได้หรือ?”
คำพูดของกาเซี่ยงค่อนข้างดูยั่วเย้า ทำให้เล่าเจี้ยงส่งสายตาเจ้าเล่ห์ไปให้
“เหวินเหอ เจ้าถามทั้งที่รู้อีกแล้วนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
กาเซี่ยงได้ยินคำพูดนี้ก็อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ ทว่าซุนฮิวบัณฑิตคนซื่อกลับมองทั้งสองด้วยความฉงน
“นายท่าน เหวินเหอ ทั้งสองกำลังพูดถึงเรื่องอะไรรึ? เหตุใดข้าถึงไม่เข้าใจเลยสักนิด?”
ซุนฮิวขมวดคิ้ว ประเดี๋ยวก็มองกาเซี่ยง ประเดี๋ยวก็มองเล่าเจี้ยง
“กงต๋าคิดว่าฮองฮูสงสามารถปราบกบฏได้หรือไม่?”
เล่าเจี้ยงไม่ได้อธิบาย ตรงกันข้าม เขาตั้งคำถามกลับมา
“นี่…”
ซุนฮิวคิดอยู่พักหนึ่ง
“ฮ่า ฮ่า เป่ยกงปั่วอวี้เป็นแค่คนบุ่มบ่ามคนหนึ่ง แม้จะมีข้อได้เปรียบ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับฮองฮูสงผู้ผ่านสนามรบมาแล้ว ซุนฮิวคิดว่าผลแพ้ชนะมิอาจรู้ได้งั้นรึ!!”
“แล้วเหวินเหอเล่า?”
กาเซี่ยงไม่ตอบ เพียงแค่ส่ายหน้าเปื้อนยิ้ม
“ดูเหมือนเหวินเหอคิดว่าฮองฮูสงจะมิอาจชนะได้! ฮ่า ฮ่า เจ้าทั้งสองก็มีความเห็นต่างกันเช่นกัน”
เล่าเจี้ยงมองเหมือนไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่ และยังยั่วยุเหล่าบัณฑิต
ทว่าทั้งสองไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย ยังคงมองไปยังนายท่าน ความหมายนั้นชัดเจน คือขอให้อีกฝ่ายขยายความ
“กงต๋า หาใช่ข้าดูถูกฮองฮูสง แต่เขาไม่สามารถปราบกบฏเลียงจิ๋วได้แน่นอน!”
“หืม เหตุใดนายท่านถึงมั่นใจปานนี้?”
คำพูดของซุนฮิวแฝงไปด้วยความไม่อยากเชื่อ แม้ว่าน้ำเสียงของอีกฝ่ายจะมั่นใจมากก็ตาม
“กงต๋าคงรู้เรื่องหันซุยแล้วใช่ไหม? จริงสิ ชื่อเดิมของเขาคือหันอี๊”
ซุนฮิวพยักหน้า พลางหวนนึกถึงคนผู้นี้ขึ้นมา
“ใช่ขอรับ หันซุยมาลกเอี๋ยงทำงานราชการ โฮจิ๋นได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของชายผู้นี้มานาน จึงตั้งใจเข้าพบกับเขา แต่ทั้งสองไม่ได้คบหากันเป็นการส่วนตัว”
เล่าเจี้ยงหัวเราะเบา ๆ เขารู้ความหมายของซุนฮิว
“ถูกต้อง ข้าก็รู้ว่าโฮจิ๋นไม่ได้คบหากันเป็นการส่วนตัวกับหันซุย ในท้องพระโรงแค่จงใจประจานโฮจิ๋นเล็กน้อยเท่านั้น กงต๋าพอรู้จักหันซุยหรือไม่?”
“หาได้รู้จักมากนัก เพียงแค่รู้ว่าเขาพบกับท่านแม่ทัพใหญ่พื่อชักชวนให้ท่านแม่ทัพใหญ่ฆ่าขันที แต่โฮจิ๋นไม่ได้ทำตาม”
เล่าเจี้ยงมองไปที่กาเซี่ยง “เหวินเหอ เจ้าอาศัยอยู่ที่แคว้นเลียงจิ๋วมานาน ดังนั้นหันซุยผู้นี้คงรู้จักดีเลยสิน่ะ”
“ขอรับ!”
แน่นอนว่ากุนซือปีศาจรู้เรื่องนี้ ตอนที่เขาทัศนาจรที่ซีเป่ยได้ติดต่อกับหันซุยบ่อยครั้ง
“หันซุยคนผู้นี้ มีความคิดล้ำลึก มีฉายาว่าแม่น้ำเหลืองเก้าคด ทว่าเขากลับเป็นคนไม่แน่นอน มักโลภในผลประโยชน์เพียงแต่เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวหูเชียง จนถึงขั้นชนะใจชาวหูเชียง”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า “คนประเภทนี้สามารถขายราชวงศ์ฮั่นให้กับเป่ยกงปั่วอวี้วันนี้ได้ พรุ่งนี้คงขายเป่ยกงปั่วอวี้ให้กับคนอื่นได้ ช่างเป็นคนถ่อยกลับกลอกจริง ๆ”
“กระนั้นก็รับมือได้ยากยิ่งนัก หากไม่ระวัง ก็จะถูกเขากัดอย่างแรงได้”
ซุนฮิวได้เรียนรู้เข้าใจหันซุยมากขึ้นจากคำอธิบายของทั้งสองคนทว่ายังคงไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาถึงมั่นใจว่าฮองฮูสงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา
“ถึงกระนั้น ฮองฮูสงผ่านสนามรบมาโชกโชน ก็ไม่แน่ว่าจะเอาชนะเขาไม่ได้”
เล่าเจี้ยงหัวเราะ “ในสายตากงต๋ามีแค่เรื่องรบในสนามรบ ไฉนลืมเรื่องราชสำนักไปเสียได้? ลืมจุดจบของโลติดไปแล้วหรือ?”
ทันใดนั้นซุนฮิวก็เข้าใจ และเข้าใจความหมายของทั้งสองทันที
“ขันที!”
“ถูกต้อง! การปราบกบฏย่อมไม่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนอย่างแน่นอน หากท่านไม่ระวัง ก็จะมีคนใส่ร้าย ฮองฮูสงจะปราบกบฏได้อย่างไร!”
ซุนฮิวพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง ครั้งนี้ได้เรียนรู้บทเรียนแล้ว
“ดูเหมือนความวุ่นวายทางซีเป่ยจะไม่สงบลงได้สักระยะหนึ่งแล้ว”
“ถูกต้อง ต่อให้พวกเราไปที่นั่น ก็ยังไม่มั่นใจในชัยชนะ แทนที่จะทำเช่นนั้น มิสู้ปล่อยให้ฮองฮูสงกับหันซุยห้ำหั่นกันเอง และพวกเรานั่งรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากด้านหลังดีกว่า”
“นายท่านปราดเปรื่องยิ่งนัก ซุนฮิวเทียบไม่ได้เลย”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า พอได้แล้วกงต๋า เจ้าหยุดถ่อมตัวได้แล้ว ความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ของข้านี้เทียบกับเจ้าไม่ได้หรอก”
“นายท่านถ่อมตัวเกินไปแล้ว”
ในระหว่างที่เจ้านายลูกน้องต่างชมเชยกันอยู่นั้นเอง ก็มีเสียงทหารดังเข้ามาจากด้านนอก
“เรียนท่านแม่ทัพ ฮองตง ไทสูจู้ จูล่ง เตียนอุยมาขอเข้าพบขอรับ”
“เชิญเข้ามา”
ไม่นานหลังจากนั้น พวกฮองตงสี่คนก็เข้าไปในห้อง
“คารวะนายท่าน”
“คารวะท่านกุนซือทั้งสอง”
“ไม่ต้องมากพิธี… เชิญนั่ง”
เล่าเจี้ยงโบกมือ บ่งบอกให้พวกเขานั่งลง
ฮองตงพูดก่อนคนแรก “นายท่าน ทหารหมื่นนายประจำครบทั้งหมดแล้ว!”
“โอ้ว?”
จู่ ๆ เล่าเจี้ยงก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ในที่สุดก็ก่อตั้งสำเร็จแล้วงั้นรึ
“ลงรายละเอียดมาหน่อยสิ”
ในตอนที่ฮองตงกำลังจะรายงาน ด้านนอกมีคนรับใช้คนหนึ่งบุกเข้ามา พลางเดินตรงไปหาเล่าเจี้ยงและกระซิบข้างหู
หลังจากคนรับใช้รายงานเสร็จก็หอบหายใจแรงไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าไม่กล้าเสียเวลาแม้แต่ลมหายใจเดียว
เล่าเจี้ยงยืนขึ้นอย่างตื่นเต้น ก่อนแย้มยิ้มแจ่มใสในทันใด
“จูล่ง รวมพลกองพลอาชาของเจ้า ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่ประตูตะวันออก!”
จูล่งไม่ลังเลแม้แต่น้อย กุมมือรับคำสั่งทันที ก่อนยืนขึ้นและจากไป
“ฮั่นเซิง รายละเอียดของเรื่องเจ้ารายงานให้แก่กุนซือทั้งสองได้เลย! พวกเขาสามารถแสดงความคิดเห็นแทนข้าได้อย่างเต็มที่”
เล่าเจี้ยงมองไปที่กาเซี่ยงกับซุนฮกอย่างขอโทษ ตัวเองเรียกพวกเขาเข้าพบ แต่กลับมิอาจอยู่เป็นเพื่อนพวกเขาได้
“ท่านทั้งสอง ข้าต้องขอโทษจริง ๆ ข้ามีเรื่องเร่งด่วน เมื่อข้ากลับมาจะมาขอขมาพวกท่าน!”
พวกเขาทั้งสองสับสนเล็กน้อย เกิดอะไรขึ้นกับนายท่านกัน?
“นายท่านเชิญตามสบาย พวกเราไม่เป็นไร!”
เมื่อเห็นว่าเล่าเจี้ยงไม่สามารถนั่งนิ่ง และแทบอยากผลักประตูจากไปโดยเร็ว ทั้งสองก็ไม่กล้าถ่วงเวลาเรื่องใหญ่ของเล่าเจี้ยง
เล่าเจี้ยงไม่รีรอเลยแม้แต่น้อย ตรงผลักประตูแล้วออกไป เร่งรีบจนถึงขนาดว่าลืมปิดประตู
“นี่…”
ซุนฮิวมองไปที่กาเซี่ยง เห็นอีกฝ่ายก็มองตนเช่นกัน ทั้งสองอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าไม่เคยเห็นนายท่านดูเร่งรีบขนาดนี้มาก่อนเลย!”
“ช่างเถิด นายท่านต้องมีเรื่องเร่งด่วนแน่ ฮั่นเซิง เจ้าพูดต่อได้เลย!”
ฮองตงพยักหน้า ในเมื่อเล่าเจี้ยงบอกว่าพวกซุนฮิวสามารถแสดงความเห็นแทนเขาได้อย่างเต็มที่ เช่นนั้นเขาก็ไม่คัดค้าน
“ท่านกุนซือทั้งสอง ยกเว้นกองทหารม้าของจูล่ง กองทหารอื่น ๆ ทั้งหมดได้ก่อตั้งขึ้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
“เงื่อนไขสำหรับทหารของกองพลอาชานั้นสูงเกินไป ทั้งยังมีข้อ จำกัดพิเศษ สุดท้ายก็รวบรวมคนได้แค่ห้าร้อยคน”
กาเซี่ยงพอใจกับผลลัพธ์นี้มากแล้ว เขาเคยคิดว่าทหารม้าสามารถรับสมัครคนได้เพียงสองถึงสามร้อยคนเท่านั้น
“แล้วกองทหารม้าหัวหอกเล่า? เพิ่มทหารม้าที่เหลือแล้วหรือยัง?”
“รายงานท่านกุนซือ กองทหารม้าหัวหอกมีทหารห้าพันห้าร้อยนายแล้วขอรับ!”
ดวงหน้าไทสูจู้เจือไปด้วยความสุข ในบรรดาหัวหน้ากองทั้งสี่คน ทหารใต้บังคับบัญชาของเขากลับมีมากกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัว!
ท่าทางของผู้บัญชาการกองทหารม้าหัวหอกดึงดูดความสนใจของซุนฮิว เขาจึงอยากเตือนอีกฝ่ายสักหน่อย
“จืออี้ เป็นเรื่องน่ายินดีที่มีทหารเพิ่มมากขึ้น ทว่าความรับผิดชอบก็ยิ่งหนักหนามากเช่นกัน สืบไปภายหน้าเมื่อกรีธาทัพออกรบ ทหารคือสิ่งสำคัญอันดับแรก”
“นายท่านให้หน้าที่สำคัญแก่พวกเขา… จะประมาทมิได้”
ซุนฮิวพูดคำนับว่ารื่นหูมากแล้ว ถึงอย่างไรก็เป็นขุนศึกคนโปรดของเล่าเจี้ยง จะเข้มงวดเกินไปไม่ได้
ไทสูจู้ได้ยินคำเตือนสติของบัณฑิตไร้ชื่อก็หาได้ขุ่นเคืองไม่ ก่อนเก็บความสุขไปทันที
“ท่านกุนซือโปรดวางใจ ไทสูจู้ได้รับความเมตตาจากนายท่าน ทั้งยังได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่สำคัญ! จะไม่พยายามให้สุดความสามารถให้เต็มที่ได้อย่างไร!”
“คนที่เกิดมาในช่วงยุคโกลาหล ควรถือดาบยามสามฉือสร้างผลงาน! นายท่านให้โอกาสนี้แก่ข้า ข้าย่อมตอบแทนนายท่านด้วยชีวิตและเลือดของข้าอย่างแน่นอน!”
“ดี!”
กาเซี่ยงทุบโต๊ะลุกขึ้น เขาชื่นชมในปณิธานของไทสูจู้ยิ่งนัก
สมกับเป็นขุนพลคนโปรดของนายท่าน!
เตียนอุยเองก็เดินไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง เพื่อดึงดูดสายตาของทุกคน
เขาเองอยากเป็นเหมือนไทสูจู้ พูดคำพูดที่เต็มไปด้วยความห้าวหาญ! ทว่าคิดอยู่นานก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร หน้าที่ดำก็เปลี่ยนไปเป็นสีแดง
เนิ่นนาน เตียนอุยตะโกนออกมา
“ข้าก็เหมือนกัน!”