พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 99 ได้ยินว่าแม่ทัพใหญ่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกกบฏหรือ
บทที่ 99 ได้ยินว่าแม่ทัพใหญ่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกกบฏหรือ
บทที่ 99 ได้ยินว่าแม่ทัพใหญ่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกกบฏหรือ?
พริบตาเดียวปีใหม่ก็ผันผ่าน เวลาดำเนินมาถึงรัชศกจงผิงปีที่ห้า หรือก็คือปี ค.ศ. 185
เมื่อต้นปีเล่าเอี๋ยนสวมกว้านให้เขา ทุกอย่างเป็นเหมือนในประวัติศาสตร์เช่นเดิม ท่านยังคงตั้งนามรองให้ว่า ‘จี้อวี้’
หลังจากสวมกว้านแล้ว เล่าเจี้ยงก็กลายเป็นผู้ใหญ่ และย้ายเข้าไปอยู่ในจวนแม่ทัพหลังอย่างราบรื่น
แม่ทัพเล่ายุ่งจนผ่านช่วงปีใหม่ไป ทหารแต่ละกองถูกจัดแจงขึ้นมาอย่างเป็นระเบียบ แม้จะมีความยากลำบากมากมาย กระนั้นก็ไม่มีหยุดชะงัก
ในที่สุดข่าวการกบฏในแคว้นเลียงจิ๋วก็แพร่มาถึงลกเอี๋ยง ทำให้พระเจ้าเลนเต้ที่คิดว่าแผ่นดินสงบสุขแล้วถูกตีแสกหน้า
“ฝ่าบาท ตามรายงานการรบของจั่วฉาง ผู้ตรวจการแคว้นเลียงจิ๋ว ชาวหูเชียงกับเป่ยกงปั่วอวี้ก่อกบฏพ่ะย่ะค่ะ!”
โฮจิ๋นก้มหน้ารายงานต่อพระเจ้าเลนเต้ เรื่องเช่นนี้เขาไม่เต็มใจทำมากที่สุด เนื่องจากมันพัวพันกับคนผู้หนึ่ง ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเขามาก!
“ฮึ่ม!”
เมื่อพระเจ้าเลนเต้ได้ยินเรื่องก่อกบฏก็ไม่พอใจทันที หน้าชาจนถึงขีดสุด
“หาใช่ครั้งแรกที่ชาวหูเชียงก่อกบฏ แค่สั่งให้ผู้ตรวจการแคว้นเลียงจิ๋วกรีธาทัพไปปราบเองก็จบแล้วมิใช่รึ!”
“เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ยังมารบกวนเราอีก!”
ครั้นโฮจิ๋นได้ยินดังนั้น ก็เหงื่อตกทันใด พลางแอบด่าพระเจ้าเลนเต้ไม่เอาถ่านอยู่ในใจ
การกบฏของชาวหูเชียงนี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของข้า จะตำหนิข้าหาอะไร!
จะให้สั่งกรีธาทัพออกรบ เจ้าก็ออกราชโองการมาสิ ทำอย่างกับว่าข้าออกราชโองการแทนได้อย่างนั้นแหละ!!
โฮจิ๋นคิดเช่นนี้อยู่ในใจ ทว่าปากไม่กล้าหยาบคายออกมาเลยแม้แต่น้อย
“ฝ่าบาท การกบฏหนนี้แตกต่างจากครั้งก่อน แคว้นเลียงจิ๋ว…”
ก่อนที่แม่ทัพใหญ่จะพูดจบ พระเจ้าเลนเต้ขัดจังหวะเขาทันที
“ในฐานะแม่ทัพใหญ่แห่งราชวงศ์ปัจจุบัน แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้เจ้าก็ทำไม่ได้หรือ?”
นับตั้งแต่โฮฮองเฮาวางยาพิษพระสนมอองบิหยิน พระเจ้าเลนเต้ก็เห็นสองพี่น้องนี้ดูขัดหูขัดตาไปหมด
“กระหม่อมละอายใจนัก!”
โฮจิ๋นคุกเข่าลงบนพื้น พลางขออภัยพระเจ้าเลนเต้ไม่หยุด แต่กลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
“ฝ่าบาท!”
พระเจ้าเลนเต้เห็นเล่าเจี้ยงเดินออกมา ก็พลันอารมณ์ดีขึ้นทันที
ตอนนี้ลกเอี๋ยงมีเล่าเจี้ยง พระเจ้าเลนเต้ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความรู้สึกโฮจิ๋นอีกต่อไปแล้ว
“เจ้ามีเรื่องอันใดรึ?”
ตอนแรกเล่าเจี้ยงไม่อยากออกมาพูด แต่โฮจิ๋นผู้นี้ไร้ประโยชน์เกินไป เอาแต่เลี่ยงไม่ยอมเข้าประเด็นสำคัญ
“ฝ่าบาท เป่ยกงปั่วอวี้ลักพาตัวเปียนยวง ผู้ช่วยผู้บัญชาการแคว้นเลียงจิ๋ว กับ หันอี๊ ขุนนางผู้ช่วยแคว้นเลียงจิ๋วไปเป็นตัวประกัน แล้วบุกเข้าโจมตีเมืองจินเฉิง สังหารเจ้าเมืองนามเฉินอี้ไปแล้ว”
“ตอนนี้เปียนยวงกับหันอี๊ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเปียนจางกับหันซุย และเข้าร่วมกับกลุ่มกบฏอย่างเป็นทางการ บัดนี้เปียนจางถูกเสนอให้เป็นผู้นำแล้ว”
“กองทัพกบฏมีอานุภาพเกรียงไกร มีทหารหลายหมื่นนาย ผู้ตรวจการจั่วไร้กำลังกรีธาทัพแล้ว ตอนนี้ทำได้เพียงปกป้องเมืองจี้เฉิงไว้เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อพระเจ้าเลนเต้ได้ยินเช่นนี้พลันมึนงงทันที นี่ไม่ใช่การกบฏของชนเผ่าธรรมดาอีกต่อไปแล้ว มันเป็นการลุกฮือของแคว้นเลียงจิ๋ว!
“โฮจิ๋น เหตุใดเจ้าไม่บอกให้เร็วกว่านี้! หากไม่ใช่เพราะแม่ทัพหลังบอกเรา เจ้าคงทำให้เรื่องสำคัญล่าช้าไปแน่!”
อารมณ์โฮจิ๋นย่ำแย่มากจนถึงขีดสุด เขาอยากจะกอดเสาแล้วร้องไห้จริง ๆ
เจ้าให้ข้าพูดแล้วหรือ? ข้าเพิ่งรายงานไปเจ้าก็ระเบิดโทสะไปก่อนแล้ว!
ข้ารู้ เจ้าไม่ชอบข้า จึงหาเรื่องข้าทุกอย่าง!
“กระหม่อมสมควรตาย!”
โฮจิ๋นไม่มีทางเลือก เขาทำได้เพียงขออภัยโทษ และไม่กล้ายั่วโมโหพระเจ้าเลนเต้อีก
“ในฐานะที่เป็นแม่ทัพใหญ่ รู้จักแต่ขออภัยโทษทั้งวัน! เจ้าว่ากบฏเลียงจิ๋วควรจัดการเยี่ยงไร?”
พระเจ้าเลนเต้ชังโฮจิ๋นยิ่งนัก ช่างสมเป็นเจ้าคนไร้ค่าจริง ๆ!
“ฝ่าบาท กบฏเลียงจิ๋วต้องเป็นแม่ทัพหลังนำทัพไปปราบเท่านั้น!”
“กระหม่อมขอเสนอแม่ทัพหลังไปปราบกบฏพ่ะย่ะค่ะ!”
“ฝ่าบาท!”
เล่าเจี้ยงเปล่งเสียงออกมา เขาไม่อยากไปตอนนี้
“ฝ่าบาท หน่วยแม่ทัพหลังยังจัดระเบียบได้ไม่สมบูรณ์ดี ขณะนี้เรายังมีทหารไม่ถึงหนึ่งหมื่นเต็มเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
พระเจ้าเลนเต้เองก็ไม่อยากให้เล่าเจี้ยงไปเช่นกัน เขาเลื่อนตำแหน่งให้อีกฝ่ายก็เพื่อปกป้องเมืองหลวง
“แม่ทัพใหญ่ แม่ทัพหลังเพิ่งสังหารทำลายกลุ่มโพกผ้าเหลืองไปไม่นาน จะให้เขาระเห็จไปแคว้นเลียงจิ๋วอีกได้เยี่ยงไร?”
“หรือราชวงศ์ฮั่นข้าไม่มีใครแล้ว?”
น้ำเสียงของพระเจ้าเลนเต้เริ่มขุ่นเคืองขึ้นเรื่อย ๆ เจตนาตำหนิปรากฏออกมาอย่างชัดเจน
“ฝ่าบาท ท่านแม่ทัพใหญ่เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ไยไม่ให้ท่านแม่ทัพใหญ่ไปเองเล่าพ่ะย่ะค่ะ?”
“อีกอย่างข้าน้อยได้ยินมาว่าหันอี๊ โอ๊ะ ไม่ใช่สิ หันซุยเป็นสหายสนิทของท่านแม่ทัพใหญ่ และเพิ่งจากจวนแม่ทัพใหญ่กลับแคว้นเลียงจิ๋วไปเมื่อไม่นานมานี้ หากท่านแม่ทัพใหญ่ไปที่นั่น ไม่แน่อาจโน้มน้าวให้หันซุยยอมแพ้ได้ก็เป็นได้พ่ะย่ะค่ะ!”
เล่าเจี้ยงเทยาอันตรายร้ายแรงออกมาโดยตรง ทำให้ราชสำนักฮือฮาแตกตื่นขึ้นมา
“อะไรนะ! หันซุยกับโฮจิ๋นสนิทชิดเชื้อกัน?”
โฮจิ๋นตกใจ หันขวับไปหาเล่าเจี้ยงอย่างโกรธเกรี้ยว ในใจก่นด่ายกใหญ่
“ฝ่าบาท กระหม่อมกับหันซุยไม่เกี่ยวอะไรกัน! ก่อนหน้านี้เขามาลกเอี๋ยงเพราะงานราชการประจำเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ!”
สีหน้าของพระเจ้าเลนเต้มืดมนอย่างขีดสุด สายพระเนตรเพ่งมองโฮจิ๋นด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ดีเหลือเกินนะท่านแม่ทัพใหญ่! หันซุยก่อกบฏ แต่เจ้าเสนอแม่ทัพหลังแก่เรา!”
“เจ้าบอกข้ามา เจ้าย้ายแม่ทัพหลังออกจากเมืองหลวง เจ้าคิดจะทำการใด!”
แย่แล้ว แย่แล้ว! แม้โฮจิ๋นจะกระโดดลงไปในแม่น้ำเหลือง เขาก็ไม่สามารถหลบหนีได้แล้ว
“ฝ่าบาท กระหม่อมถูกใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ!”
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปปราบกบฏ หากไม่ไป เราจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร!”
พระเจ้าเลนเต้พิโรธหนัก ในหัวพลันผุดภาพเหตุการณ์โฮฮองเฮาวางยาพิษพระสนมอองบิหยินขึ้นมา หรือโฮจิ๋นผู้นี้คิดจะ…
ไม่หรอก… เจ้านี่จะไปเอาความกล้ามาจากไหนได้?
กระนั้นพระเจ้าเลนเต้ก็โทษโฮจิ๋นจริง ๆ เขาในตอนนี้เป็นเหมือนคนน้ำท่วมปาก
“ฝ่าบาท กระหม่อมถูกใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ!”
โฮจิ๋นไม่ตอบกลับเช่นกัน เอาแต่โขกหัวตะโกนแก้ต่างให้ตัวเอง
“ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท!”
ในเวลานี้เองก็มีขุนนางหลายท่านลุกออกมา เปล่งเสียงคัดค้านพร้อมกัน
“ฝ่าบาท แม่ทัพใหญ่มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยของบ้านเมือง จะให้ออกจากเมืองหลวงไปง่าย ๆ ได้อย่างไร?”
“ใช่พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท แม่ทัพใหญ่ประจำการอยู่ที่ลกเอี๋ยง ถึงได้สยบพวกโจรขโมยได้!”
“ขอฝ่าบาทโปรดเลือกคนที่คู่ควรอีกครั้งด้วยเถิด!”
“อืม…”
พระเจ้าเลนเต้มองพวกขุนนางอย่างไม่แสดงอารมณ์ ทว่าในใจกลับกระจ่างแจ้ง
ดูเหมือนจะมิอาจแตะโฮจิ๋นผู้นี้ได้ง่าย ๆ กำลังอำนาจของอีกฝ่ายฝังรากลึกไปแล้ว
“เช่นนั้น ควรส่งผู้ใดไปรึ?”
ครั้นโฮจิ๋นได้ยินว่าตัวเองไม่ต้องไปแล้ว ก็ยินดีมากทันที แต่ก็ไม่กล้าขอให้เล่าเจี้ยงไปที่นั่นอีก
“ฝ่าบาท ออกพระบัญชาสั่งฮองฮูสงกลับเมืองหลวง แล้วให้เดินทางไปปราบกบฏดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ!”
“ก็ได้! ถ่ายทอดคำสั่ง เรียกฮองฮูสงกลับเมืองหลวงด่วน!”
บรรดาขุนนางด้านล่างโค้งคำนับพร้อมเพรียงกัน “ฝ่าพระบาททรงปราดเปรื่องยิ่งนัก!”
…
แคว้นกุนจิ๋ว เมืองตันลิว
ในที่สุดครอบครัวซัวหยงก็ออกจากแคว้นกุนจิ๋ว ไม่นานก็จะถึงด่านกู่เสียว เมื่อผ่านด่านกู่เสียวไปก็จะเป็นลกเอี๋ยงแล้ว
“เอี๋ยมเอ๋อร์ หากเราตรงไปข้างหน้าผ่านด่านกู่เสียวไป ก็ใกล้ถึงลกเอี๋ยงแล้ว!”
ซัวเอี๋ยมอยู่ในรถไม่พูดอะไร ปราศจากท่าทีตื่นเต้นแม้แต่น้อย
“การส่งเจ้าไปลกเอี๋ยงครั้งนี้ พ่อต้องจากไปไกล จากนี้ไปเจ้าต้องพึ่งพาตัวเองแล้ว”
คำพูดของซัวหยงเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิด ยิ่งธิดายินยอมด้วยน้ำใจเปี่ยมล้น ยิ่งทำให้เขาละอายใจ
“ท่านพ่อมิต้องกังวล ลูกจะดูแลตัวเองให้ดี…”
ซัวเอี๋ยมไม่ได้พูดอะไรมากอีก หัวใจของนางได้ตายไปแล้ว การยินยอมนี้เป็น ‘ความกตัญญู’ ครั้งสุดท้ายของนางในฐานะลูกสาว
ซัวหยงจะไม่รู้ความปรารถนาของนางได้อย่างไร? เขาถามตัวเองหลายครั้งว่าทำเช่นนี้คุ้มจริงหรือ?
การใช้ความสุขของบุตรสาวตัวเองมาแลกกับชื่อนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของตัวเอง มันคุ้มจริงหรือ?
ซัวหยงเป็นนักปราชญ์นั้นเรื่องจริง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นแค่คนผู้หนึ่ง!
มนุษย์ล้วนมีความเห็นแก่ตัว ไม่มีใครยกเว้นทั้งนั้น!
ซัวหยงเป็นคนฉลาดมาตลอดชีวิตแล้ว ตอนนี้ให้เขาทำลายชื่อเสียงตัวเอง เกรงว่าตายไปเสียยังง่ายกว่า
“เหวินจี ฉินหางไหม้อันนี้อยู่กับพ่อมาครึ่งค่อนชีวิต พ่อไม่มีอะไรจะให้เจ้า ยกเว้นฉินนี้”
“ทักษะการเล่นฉินของเจ้าไม่ด้อยไปกว่าพ่อ จากนี้ไปให้ฉินหางไหม้อันนี้อยู่เป็นเพื่อนเจ้าไปแล้วกัน”
ซัวเอี๋ยมไม่ได้พูดอะไร แต่รับเครื่องดนตรีมาสัมผัสเบา ๆ พลันอดคิดถึงอดีตที่อยู่กับเล่าเจี้ยงไม่ได้
‘น้องเอี๋ยมเอ๋อร์ ต่อไปเจ้าต้องเล่นฉินให้ข้าฟังทุกวันเลยนะ’
คล้ายกับรูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลาของเล่าเจี้ยงยังอยู่ตรงหน้า ทว่าน่าเสียดายที่มิอาจเล่นฉินให้เขาฟังได้อีกแล้ว
นับแต่นี้เป็นต้นไป พวกเขาสองคนเป็นได้แค่คนแปลกหน้าเท่านั้น…
ความเศร้าสร้อยกัดกินหัวใจซัวเอี๋ยม น้ำตาพลันไหลลงมาดั่งสายฝนโดยไม่รู้ตัว
“ท่านพี่…”