พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 104 ในที่สุดท่านกุนซือก็มาถึง
บทที่ 104 ในที่สุดท่านกุนซือก็มาถึง
เล่าเจี้ยงเรียกจูล่งเบา ๆ อีกฝ่ายไม่มีลังเล ถือหอกพุ่งเข้าใส่องครักษ์ตระกูลเว่ยทันที
“บุก! ใครกล้าเข้าใกล้รถม้า ฆ่าทิ้งให้หมด!”
เว่ยจี้ออกคำสั่งองครักษ์ เล่าเจี้ยงไม่ให้เกียรติสถานะของตระกูลเว่ยเลยแม้แต่น้อย ตนจึงไม่สนใจอะไรแล้วเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นแม่ทัพมาจากไหน ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสจุดจบของคนที่หมิ่นตระกูลเว่ย!
เมื่อเห็นองครักษ์พุ่งเข้าหาเล่าเจี้ยง ดวงตาเว่ยจี้มีประกายความดุร้ายทอประกายวาบขึ้นมา
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว
ลูกเกาทัณฑ์หลายสิบลูกถูกยิงจากขบวนทัพทหารม้า โดนเข้าเป้าองครักษ์ของตระกูลเว่ยอย่างแม่นยำ
“อ๊ากกก!”
“อั่ก!”
“อ๊ากก!”
หลายสิบคนกรีดร้องออกมาพร้อมกัน และล้มตายลงกับพื้นราวกับใบไม้ร่วง ครั้นเว่ยจี้มององครักษ์ที่ถูกยิงตายรอบข้าง เขาพลันสะดุ้ง ตกใจกลัวขึ้นมาทันที
ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงจะกล้ามากขนาดนี้ กล้าสั่งให้ทหารยิงเกาทัณฑ์!
“เจ้า…”
ในระหว่างที่เว่ยจี้กำลังจะด่าแม่ทัพหลังอย่างโกรธเกรี้ยว จูล่งได้ควบม้ามาถึงตัวเขาแล้ว เบื้องหน้ามีเงาใหญ่ทาบผ่าน พร้อมพละกำลังมหาศาลกระแทกเข้ามา จู่โจมเขาล้มลงจากหลังม้า
“จับมัดไว้!”
จูล่งคำรามอย่างทรงพลัง จากนั้นทหารหลายคนก็กรูเข้ามาข้างหน้า จับเว่ยจี้มัดอย่างแน่นหนา
“เล่าเจี้ยง! เจ้ากล้ามาก! กล้าดีเยี่ยงไรสั่งทหารฆ่าผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจ! ข้าจะไปร้องเรียนฝ่าบาท!”
“เจ้า! ไอ้สารเลว! เจ้าฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างไม่เลือกหน้า! ถ้ากล้าลวนลามน้องสะใภ้ข้า เจ้าไม่ตายดีแน่!”
เว่ยจี้ถูกจับก็ยังมิวายปากมาก เหยียดหยามเล่าเจี้ยงมากขึ้น
จูล่งพุ่งเข้าไปเตะ ให้คุณชายใหญ่เว่ยล้มคะม่ำอีกครั้ง
“ปิดปากมันซะ!”
บัดนี้เว่ยจี้ถูกจับ องครักษ์ตระกูลเว่ยตายเรียบ เหลือเพียงซัวหยง โกะหยง คนรับใช้สองคนของตระกูลซัว และรถม้าอีกหนึ่งคันเท่านั้น
ซัวหยงในตอนนี้ไม่คิดรักษาเกียรติยศอีกต่อไปแล้ว การสังหารเพิ่งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเมื่อครู่ ได้กระตุ้นประสาทของเขาอย่างลุ่มลึก
เล่าเจี้ยงที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่เด็กคนนั้นเมื่อสิบปีก่อน เขาเป็นแม่ทัพแห่งราชวงศ์ฮั่นที่สังหารอย่างเด็ดขาด และกวาดล้างพวกกบฏ!
ครั้นมองไปที่โกะหยง อีกฝ่ายตกใจกลัวจนหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทา
ต่อให้ดรุณผู้นี้จะเก่งกาจสักแค่ไหน ก็เป็นแค่บัณฑิตอ่อนแอคนหนึ่ง แม้เปลี่ยนไปมากเพียงใด ก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ยังไม่ถึงวัยสวมกว้าน และยังห่างไกลจากระดับอัครมหาเสนาบดีแห่งง่อก๊กในอนาคตอยู่มาก
เล่าเจี้ยงเดินผ่านโกะหยงไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง แต่อีกฝ่ายรู้สึกราวกับลมเหมันต์ผ่านพัดมา ทำเอาเหน็บหนาวจนถึงกระดูก!
ครั้นไม่มีผู้ใดขัดขวางอีก เล่าเจี้ยงก็เดินไปถึงรถม้า ด้วยสายตาอ่อนโยน
“เอี๋ยมเอ๋อร์ พี่มารับเจ้าแล้ว ตอนนี้พี่ควบคุมกองทัพหมื่นคน ไม่มีใครหน้าไหนแย่งเจ้าไปได้ทั้งนั้น!”
เล่าเจี้ยงยื่นมือออกมาหน้ารถม้าและเฝ้ารอ… รอคนรักในวัยเยาว์ออกมา แม่ทัพหนุ่มอยากกอดนางไว้แน่น
ติ๋ง ติ๋ง
เสียงหยดน้ำตกกระทบดังออกมาจากในรถม้า ตามมาด้วยเสียงสะอื้น ถึงกระนั้นซัวเอี๋ยมก็ยังไม่ออกมา
“เอี๋ยมเอ๋อร์ พี่อยู่ตรงนี้แล้ว รีบออกมาเถิด!”
เล่าเจี้ยงเรียกอีกครั้ง เขาอยากให้นางเดินออกมาเอง แล้วจากนั้นก็ไปกับเขาอย่างสง่าผ่าเผย
เวลาผ่านไปทีละน้อย …รถม้ายังคงไม่มีวี่แววเปิด
แม่ทัพหนุ่มไม่รีบร้อน มือยังคงยกค้างอยู่กลางอากาศเช่นนั้น และอดกล่าวอย่างคนึงหาไม่ได้
“หลังชมทะเลงามจับตา ธาราไร้ค่าเชยชม
หลังเมฆเขาอู่ซานพร่างพรม ลมฝนอื่นไร้ค่าหวนถึง
แม้อยู่กลางผกานับพัน ก็คร้านหันกลับมองอีกหน
เหตุนั้นเพราะใจบำเพ็ญตน คนเคยมีอนงค์ในครอบครอง”
การพานพบซัวเอี๋ยมในวันวานนั้น ทำให้แม่ทัพเล่าเป็นดังชายที่เคยเห็นมหาสมุทรกว้าง แม่น้ำใดก็ไร้ค่าให้ชม ดังเคยสัมผัสวิรุณในเขาอู่อี๋ซานอันอุดมสมบูรณ์ที่สุด เมฆฝนใดในใต้หล้าจะเสมอเหมือนได้อีก? แม้อยู่ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้ ก็ไม่ใคร่ใส่ใจ
เพราะเขายังเฝ้าคิดถึงนาง รักแรกผู้งดงามที่เคยอยู่เคียงกาย
เล่าเจี้ยงยิ้มละไมอย่างเปี่ยมสุข ดังวันคืนหยุดหมุน ตะวันไม่เคลื่อนผ่าน ห้วงเวลาชะงักค้าง
นางในฝันของเขาอยู่เพียงหลังม่านนี้เท่านั้น
หลังเอื้อนเอ่ยบทกลอนเจ็ดจบ ซัวเอี๋ยมที่อยู่ในรถม้าก็มิอาจระงับความรู้สึกได้อีกต่อไป
“ฮือออ…”
หญิงสาวร่ำไห้เสียงดังปานจะขาดใจ ร้องจนได้ยินทั้งสวรรค์และโลก ร่ำร้องประหนึ่งน้ำหยดจนหมดใจ…
โชคดีที่ชีวิตนี้มีคนกล้าหาญเช่นนี้มอบความรัก และเป็นปฏิปักษ์กับใต้หล้าเพื่อนางได้
หญิงสาวโศกา นางมีคนรักแต่กลับมิอาจครองคู่ และอาจกลายเป็นผู้ทำลายคนที่รักลงกับมือ
ความเศร้าโศกและความสุขผสมปนเปกัน ดุจดั่งมีดแหลมคมทิ่มแทงกายใจของซัวเอี๋ยมอย่างลึกล้ำ
เล่าเจี้ยงยังคงรอนางด้วยรอยยิ้ม ยามเสียงร้องไห้ของซัวเอี๋ยมยังคงดังระงม น้ำตายิ่งหลั่งไหลออกมาดุจน้ำตก
“ผ้าคาดเอวค่อยหลวมไม่เสียใจ เพื่อเจ้าข้ายินดีร่างซูบเซียว”
เพื่อนางผู้นั้น ให้รอจนร่างกายเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกก็รอได้
“เอี๋ยมเอ๋อร์ พี่รอเจ้าอยู่นะ”
ไม่ว่าเล่าเจี้ยงจะพรั่งพรูความถวิลหาซัวเอี๋ยมอย่างไร ก็ยังไม่สามารถเรียกนางออกมาได้
กระนั้นเล่าเจี้ยงก็ไม่รีบร้อน เขาเต็มใจรอ แม้ว่าจะรอตลอดไปก็ตาม
กุบกับ กุบกับ
พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือน พร้อมเสียงดังมาจากไม่ไกลนัก
เล่าเจี้ยงขมวดคิ้ว พลางหันไปมองต้นเสียงอย่างอดไม่ได้
เขาคุ้นเคยกับมันมาก นี่เป็นเสียงควบม้าของทหารม้า
“ตั้งค่าย!”
จูล่งคำรามออกมา สีหน้าค่อย ๆ เคร่งขรึมขึ้น
ขุนศึกรูปงามเองก็คุ้นเคยกับเสียงนี้เป็นอย่างดี เขาเป็นผู้บัญชาการกองทหารม้า ได้ยินเสียงแบบนี้ทุกวัน อีกทั้งยังสามารถคำนวณจำนวนทหารม้าตามเสียงได้อีกด้วย
เสียงแบบนี้ เกรงว่ามีทหารม้าหลายพันนาย!?
จูล่งตึงเครียด พลางจ้องมองตรงที่ไกลเขม็ง
กุบกับ… กุบกับ…
เสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ และไม่นาน ธงประจำกองทหารม้าหัวหอกก็ปรากฏสู่สายตา
“นายท่าน! เป็นกองทหารม้าหัวหอกของจืออี้!”
จูล่งเห็นเป็นคนพวกเดียวกัน ก็รู้สึกโล่งใจทันที
เล่าเจี้ยงเองก็โล่งอก หากสู้รบในสถานการณ์เช่นนี้ คงแย่แน่ ๆ
“เอี๋ยมเอ๋อร์ เจ้าเห็นหรือยัง? ลูกน้องใต้บัญชาพี่ล้วนเป็นทหารม้านับพัน พี่สามารถควบม้าไปทั่วแผ่นดินฮั่นได้”
หลังจากได้เป็นแม่ทัพหลัง เขามีทหารชั้นยอดมากกว่าหมื่นคน! นี่คือต้นทุนของแม่ทัพเล่า คือสิ่งที่ทำให้เขายืนหยัดอย่างเกรียงไกรในใต้หล้านี้
“นายท่าน!”
เสียงตะโกนดังมาจากระยะไกลดังขัดขึ้นอีกครั้ง
เล่าเจี้ยงเริ่มมีน้ำโห ฟังจากเสียงก็รู้แล้วว่าเป็นเตียนอุย
“นายท่านนนน”
ขุนศึกทวนคู่ควบม้าทะยานมาอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็มาถึงตัวเขา
“ทำตัวร้อนรนขนาดนี้ได้อย่างไร! ใช้ไม่ได้!”
เสียงดุของเล่าเจี้ยงทำให้ขุนพลคนระห่ำมึนงงไปหมด จนลืมสิ้นว่าจะพูดอะไร
ไม่ว่าก่อเรื่องอย่างไร เล่าเจี้ยงก็แทบไม่เคยดุเตียนอุยเลย ไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะตกใจ
“พูดมาสิ! มีเรื่องอะไร!!”
“อ๊ะ!”
เตียนอุยถูกขึ้นเสียงใส่อีกครั้ง จนได้สติกลับมา
“นายท่าน ท่านกุนซือทั้งสองมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”
“ไว้ข้ากลับแล้วค่อยคุยกัน”
เล่าเจี้ยงรู้สึกรำคาญจนทนไม่ไหวแล้ว ซัวเอี๋ยมยังไม่ออกมา แต่ยังมีคนมารบกวนตลอด
เตียนอุยไม่เห็นนายท่านหงุดหงิดเช่นนี้ ยังคงกล่าวต่อ
“นายท่าน พวกท่านกุนซือต่างก็มาที่นี่ อีกเดี๋ยวคงถึงแล้ว!”
เล่าเจี้ยงขมวดคิ้ว พลางถอนหายใจอย่างหนัก
“เฮ้อ… เอี๋ยมเอ๋อร์ เจ้ารอพี่สักครู่!”
เวลานี้เอง กาเซี่ยงกับซุนฮิวพาไทสูจู้ ฮองตงและกองทหารม้าหัวหอกไล่ตามมา
“นายท่าน!”
เมื่อกาเซี่ยงกับซุนฮิวเห็นศพเกลื่อนพื้นก็ตกใจทันที และรีบวิ่งไปหาเล่าเจี้ยง
“นายท่าน ศพเหล่านี้คือ?”
เล่าเจี้ยงไม่ได้ระบายอารมณ์ใส่ทั้งสองคนนี้ พวกเขามาหาตัวเองต้องมีเรื่องสำคัญแน่
“ไม่เป็นไร พวกเขาเป็นองครักษ์ของตระกูลเว่ย คิดอยากจะสังหารข้าจึงถูกจูล่งยิงตาย”
“อื้อ ๆ ๆ”
เสียงดิ้นรนดังมาจากไม่ไกล ดึงดูดความสนใจของซุนฮิว
“ปั๋วอวี๋?”
บัณฑิตไร้ชื่อเบิกตากว้างพลางอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นคุณชายใหญ่เว่ยคนคุ้นเคยถูกมัดไม้มัดมือและปิดปากเอาไว้
เมื่อเว่ยจี้เห็นซุนฮิวจำตัวเองได้ ก็ยิ่งดิ้นรนมากยิ่งขึ้น
“รีบปล่อยเขาเร็ว!”
จูล่งไม่ตอบสนองเสียงเรียก เพียงหันไปมองเล่าเจี้ยงเท่านั้น
ซุนฮิวเข้าใจทันทีว่าเป็นคำสั่งของนายท่าน จึงรีบขอความเมตตา
“นายท่าน เว่ยจี้เป็นเพื่อนที่ดีต่อข้า ขอนายท่านเห็นแก่หน้าข้าสักครั้งด้วยเถิด?”
เล่าเจี้ยงคิดอยู่พักหนึ่ง จนสุดท้ายก็พยักหน้า
เดิมทีเขากับเว่ยจี้ไม่มีความแค้นเคืองต่อกันอยู่แล้ว แถมอีกฝ่ายยังเคารพตนมากด้วย หากไม่ใช่เรื่องซัวเอี๋ยม แม่ทัพเล่าคงจะไม่ไปพาลใส่เขา
“จูล่ง แก้มัดให้เขาเถิด”
เว่ยจี้ถูกแก้มัดก่อนวิ่งไปหาซุนฮิว และร้องห่มร้องไห้ไม่หยุด
“กงต๋า! เจ้าต้องช่วยข้านะ เล่าเจี้ยงผู้นี้จะแย่งน้องสะใภ้ข้า…”
“เงียบซะ!”
เว่ยจี้ตกใจสะดุ้งโหยง เขายังไม่เคยเห็นซุนฮิวขึ้นเสียงใส่เขามาก่อน
“กงต๋า…”
“เอาล่ะ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ระหว่างแม่นางซัวเอี๋ยมกับตระกูลเว่ยพวกเจ้า เจ้าพูดมาให้กระจ่าง”