พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 103 ข้าให้เกียรติเจ้าแล้วใช่ไหม
บทที่ 103 ข้าให้เกียรติเจ้าแล้วใช่ไหม
เล่าเจี้ยงไม่สนใจใครอีก สายตาจ้องไปที่ซัวหยงด้วยสีหน้าที่ค่อย ๆ มืดมนลง
“ลุงซัวหยง เอี๋ยมเอ๋อร์เล่า? ให้นางออกมาพบข้า”
“นี่…”
ซัวหยงไม่กล้ามองหน้าเล่าเจี้ยงตรง ๆ สายตาเอาแต่หลบเลี่ยงตลอด
“แม่ทัพเล่า เจ้าไม่หยาบคายไปหน่อยหรือ?”
ท่าทางโอหังของเล่าเจี้ยงทำให้โกะหยงไม่พอใจ อาจารย์ของเขาเป็นปราชญ์อาวุโสของแผ่นดินฮั่น ในความเห็นเขา พฤติกรรมเช่นนี้หยาบช้านัก
“น้องซัวเอี๋ยมเป็นลูกสาวของท่านอาจารย์ ใช่ว่าเจ้าอยากจะเจอก็เจอได้”
มีอะไรผิดปกติ… ต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นแน่!
ต่อให้เล่าเจี้ยงโง่แค่ไหนก็รู้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป ไม่เช่นนั้นท่านซัวหยงไม่มีทางนั่งดูลูกศิษย์ของตนปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้!
“ลุงซัวหยง รบกวนท่าน…”
“แม่ทัพเล่า!”
โกะหยงตะโกนเสียงดัง ขัดคำพูดของเล่าเจี้ยง
“โปรดอย่ามาขวางพวกเรายังต้องเดินทางไปที่ลกเอี๋ยง!”
เล่าเจี้ยงโกรธทันที เขายิ้มทักทายอย่างนอบน้อม เพื่อให้เกียรติปราชญ์เอกของแผ่นดินอย่างซัวหยง
ที่สำคัญกว่านั้นคือ… เพื่อเห็นแก่หน้าซัวเอี๋ยม
แต่ก็หาได้หมายความว่าจะกลั่นแกล้งเล่าเจี้ยงได้ง่าย!
ขนาดแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นก็ถูกจัดการจนเสียหน้าไปแล้วไม่ใช่หรอกรึ?
เล่าเจี้ยงยื่นมือขวาชี้ไปที่โกะหยง น้ำเสียงแฝงไปด้วยโทสะ
“ข้าให้เกียรติเจ้าแล้วใช่ไหม?”
คล้ายกับโกะหยงจะไม่เข้าใจว่าประโยคนี้หมายถึงอะไร แต่รู้ว่านี่ไม่ใช่คำพูดที่ดีแน่
“ท่านแม่ทัพหลัง ท่านหมายความว่า…”
“ไสหัวไป!”
เล่าเจี้ยงคำรามออกมาด้วยความโกรธ จูล่งที่อยู่ข้างหลังหรี่ตาลง ยื่นมือทำท่าทางไปทางด้านหลัง
ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง…
ทหารม้าห้าร้อยนายต่างหยิบอาวุธของตน และตั้งท่าต่อสู้
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดทันที สถานการณ์นั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่มีดินปืน เพียงจุดไฟก็เกิดประกายไฟขึ้นมา
โกะหยงตกใจอย่างมาก เหงื่อกาฬไหลออกมา ทำให้ร่างกายของเขาเปียกโชกทันที
เขาเคยเห็นฉากเช่นนี้ที่ไหนกัน?
หรือเล่าเจี้ยงกล้าเสี่ยงเป็นที่ครหาใต้หล้าจริงหรือ? สังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์อย่างไร้ความปรานี?
“เจ้า…”
โกะหยงพูดได้เพียงหนึ่งคำ ก็ตกใจกลัวสายตาเล่าเจี้ยงจนไม่กล้าพูดอะไรอีก
เขากลืนน้ำลายไม่หยุด ในใจมีเพียงความคิดเดียว
เล่าเจี้ยงกล้าฆ่าตัวเองจริง ๆ…
“ท่านแม่ทัพหลังโปรดใจเย็น!”
ในเวลานี้เอง เว่ยจี้ก้าวไปข้างหน้า รับจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้จบลงด้วยดี
“ท่านแม่ทัพโปรดใจเย็น ๆ ท่านมีน้ำใจกว้างขวาง อย่าได้เอาความเขาเลย!”
เล่าเจี้ยงไม่แม้แต่จะชายตามองเว่ยจี้ ยังคงจ้องไปที่ซัวหยง เพียงแต่ท่าทางเขาไม่เป็นมิตรอีกต่อไปแล้ว
“ลุงซัวหยง เอี๋ยมเอ๋อร์อยู่ที่ไหน? ข้าอยากเจอนาง!”
ซัวหยงในเวลานี้ไม่รู้สึกผิดอีกต่อไปแล้ว เล่าเจี้ยงอาศัยอำนาจ ข่มขู่รังแกลูกศิษย์ของเขา ซึ่งแตะเส้นตายของเขาไปแล้ว!
ซัวหยงเกลียดการกลั่นแกล้งผู้อื่นมากที่สุดในชีวิต เล่าเจี้ยงถึงกลับนำกองกำลังมาข่มขู่ตัวเองอย่างเปิดเผย!
“ซัวเอี๋ยมเป็นลูกสาวของข้า เมื่อครู่หยวนทั่นพูดไปแล้ว! ใช่ว่าเจ้าจะเจอก็เจอได้!”
เล่าเจี้ยงมิอาจกล่าวดูถูกซัวหยงด้วยวาจาได้ เขาโกรธมากจนตัวสั่นไปทั่วร่าง
เขาไม่เข้าใจว่าตัวเองไปล่วงเกินซัวหยงตรงไหนเข้า?
จูล่งที่อยู่ข้างหลังทนมองต่อไปไม่ไหว พุ่งตรงออกไปพร้อมกับหอก
“ไอ้เฒ่า! นายท่านข้าอดกลั้นครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้ากลับ…”
“จูล่ง!”
เล่าเจี้ยงหยุดจูล่งไว้ เขาสามารถเพิกเฉยต่อทุกสิ่งได้ แต่เห็นแก่หน้าของซัวเอี๋ยม เขาจะหยาบคายกับซัวหยงไม่ได้
จูล่งเห็นท่าทางของเล่าเจี้ยงก็รู้สึกกังวลมาก นายท่านเคยโกรธขนาดนี้ที่ไหนกัน?
“นายท่าน แม้ท่านจะเผชิญหน้ากับกองทัพนับแสนของเตียวโป้เตียวเหลียง ก็ไม่เคยได้รับความอัปยศอดสูเช่นนี้!”
“พอได้แล้ว!”
จูล่งถูกเล่าเจี้ยงตำหนิอีกครั้ง ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่จ้องมองไปที่พวกซัวหยงเขม็ง
“ท่านแม่ทัพมีเรื่องอันใดกับน้องสะใภ้ข้า?”
คำพูดของเว่ยจี้กระแทกเข้าใส่เล่าเจี้ยงราวกับสายฟ้าฟาด
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”
เล่าเจี้ยงค่อย ๆ หันหน้าไป มองไปที่เว่ยจี้ด้วยสีหน้าตกตะลึง
“ข้าบอกว่าท่านแม่ทัพมีเรื่องอันใดกับน้องสะใภ้ข้า?”
“น้องสะใภ้?”
“ใครเป็นน้องสะใภ้เจ้า?”
“ลูกสาวคนโตของอาจารย์ซัวหยง ซัวเอี๋ยม!”
เว่ยจี้ไม่ได้รู้สึกว่าไม่เหมาะสมเลยแม้แต่น้อย จึงโพล่งออกมาตรง ๆ
ทว่าคำว่าซัวเอี๋ยม ราวกับระเบิดอยู่ในใจของเล่าเจี้ยง
‘ซัวเอี๋ยม… ซัวเอี๋ยม… ซัวเอี๋ยม… ซัวเอี๋ยม… ซัวเอี๋ยม…’
เล่าเจี้ยงตัวสั่นไปทั้งร่าง ก่อนตื่นขึ้นมาจากความทรงจำ และจ้องซัวหยงเขม็งด้วยตาแดงก่ำ
“ท่านลุง! ข้าต้องการคำอธิบาย!”
เล่าเจี้ยงกล่าวคำเหล่านี้ลอดไรฟัน ราวกับสัตว์ดุร้ายที่รักษาสติสุดท้ายเอาไว้
บางทีทุกคนในที่นี่อาจกลัวเล่าเจี้ยงขาดสติ ทว่ามีเพียงซัวหยงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่กลัว
ซัวหยงมีชื่อเสียงในเรื่องไม่เกรงกลัวอำนาจ จึงเพิกเฉยต่อ ‘การคุกคาม’ ของเล่าเจี้ยง
“ซัวเอี๋ยมเป็นลูกสาวของข้า จะแต่งงานกับใครข้าเป็นคนตัดสินเอง!”
“โบราณกล่าวว่า คำสั่งของพ่อแม่ คำพูดของแม่สื่อ!”
เล่าเจี้ยงกำลังจะระเบิดจริง ๆ แล้ว จึงคำรามถามซัวหยงตรง ๆ
“เหตุใดข้าถึงเทียบกับเว่ยจ้งเต้า! คนป่วยที่รอความตายคนนั้นไม่ได้!”
เมื่อเว่ยจี้ได้ยินก็โกรธมาก อย่างไรเขาก็เป็นทายาทของตระกูล กลับถูกเล่าเจี้ยงหยามครั้งแล้วครั้งเล่า
“เล่าเจี้ยง ตระกูลเว่ยข้าไม่เคยล่วงเกินเจ้า ข้าเองก็เคารพเจ้ามาก! เหตุใดเจ้าถึงดูหมิ่นข้าอยู่เรื่อย!”
เล่าเจี้ยงหันไปมองเว่ยจี้ด้วยความโกรธ มือที่ชี้ไปทางเขายังคงสั่นเทาเล็กน้อย
“เจ้ายังกล้าพูดว่าเว่ยจ้งเต้าไม่ใช่คนป่วย! เขายังมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่ปีกัน!”
“พอได้แล้ว!”
ซัวหยงเองโกรธเช่นกัน เล่าเจี้ยงไม่สนใจเขาเลย เสียแรงที่ตนนั้นรู้สึกเป็นหนี้เขา!
“แม้จ้งเต้าจะร่างกายไม่ค่อยดีก็ไม่จำเป็นให้เจ้ามากังวล นี่คือชีวิตของซัวเอี๋ยม!”
เล่าเจี้ยงมีสีหน้าเหลือเชื่อ ไม่คิดเลยว่าซัวหยงจะเป็นคนเช่นนี้!
“ทั้ง ๆ ที่ท่านก็รู้ว่าซัวเอี๋ยมจะเป็นม่ายและถูกตระกลูเว่ยดุด่า แต่ยังจะผลักนางลงกองไฟ? ท่านคู่ควรเป็นพ่อคนรึ!”
“นั่นก็ไม่รบกวนท่านแม่ทัพหลังต้องกังวล”
ซัวหยงพ่นคำเหล่านี้ออกมาอย่างใจเย็น ทว่ากลับเป็นชนวนจุดไฟให้เล่าเจี้ยง
“ท่าน! ในเมื่อท่านไม่รักเอี๋ยมเอ๋อร์ เช่นนั้นข้าก็จะรักเอง!”
“ฟังคำสั่ง!”
หหลังจากคำว่า ‘ฟังคำสั่ง’ ดังออกมาจากปากของเล่าเจี้ยง ทหารห้าร้อยนายก็ง้างธนู และเข้าสู่สภาวะต่อสู้
เมื่อเผชิญหน้ากับลูกศรดำขลับ แม้แต่ซัวหยงก็เงียบลง
เพียงแค่เล่าเจี้ยงออกคำสั่ง พวกเขาจะถูกยิงจนกลายเป็นตะแกรงทันที ไม่มีทางรอดแน่นอน
เติ๊ง…. เติ้ง เติ๊ง เติง… เติ๊ง เติง เติ๊ง…
เสียงฉินดังมาจากรถม้าเป็นระลอก ๆ ทำให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เมื่อเสียงกู่ฉินดังขึ้น ทั่วบริเวณพลันเงียบสงัดลง เสียงกระจายผ่อนคลายและกว้างไกล ทำให้ผู้คนอดรู้สึกคนึงหามิได้
เสียงประสานดุจดังเสียงของธรรมชาติ ความรู้สึกเย็นสบายกลั่นออกมาจากใจ
เสียงสั่นสะเทือนของฉินหางไหม้ภายใต้นิ้วมือนั้นละเอียดอ่อนและยาว บางครั้งก็เหมือนกับคำพูดของมนุษย์ บางครั้งก็เหมือนกับความรู้สึกผู้คนที่เปลี่ยนแปลงได้
ทันใดนั้น เสียงฉินพลันเปลี่ยน ความรู้สึกขบคิดลอยออกมา
“คิดถึงทุกวันไม่เห็นหน้า แม้ดื่มธาราสายเดียวกัน…”
บทกลอนนี้ถูกซัวเอี๋ยมขานออกมา เพียงแต่น้ำเสียงค่อนข้างแหบแห้ง มีทั้งเศร้า โหยหา และเสียใจ…
“เอี๋ยมเอ๋อร์!”
เล่าเจี้ยงเปลี่ยนความดุร้ายก่อนหน้านี้ แทนที่ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างมาก
“เอี๋ยมเอ๋อร์ พี่ชายมารับเจ้าแล้ว…”
เล่าเจี้ยงดวงตาแดงก่ำ ความรู้สึกเศร้าสร้อยก่อตัวขึ้นมาในใจ น้ำตาหลั่งไหลออกมาดั่งน้ำตก
เว่ยจี้ไม่ได้รู้สึกประทับใจกับความลึกซึ้งในอดีตของเล่าเจี้ยง กลับกันรู้สึกเหยียดหยามอย่างมาก
เล่าเจี้ยงล่อลวงน้องสะใภ้อย่างเปิดเผยต่อหน้าตัวเอง!
หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป ตระกลูเว่ยจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน? และจะยืนหยัดอยู่ในราชวงศ์ฮั่นได้อย่างไร?
เว่ยจี้โบกมือ มององครักษ์ที่เข้ามาพร้อมกัน
“ขวางเขาไว้! อย่าปล่อยให้เขาเข้าใกล้รถม้า”
องครักษ์ยี่สิบกว่าคนของตระเว่ยเข้ามาล้อมรถม้าไว้อย่างรวดเร็ว พลางมองเล่าเจี้ยงอย่างระแวดระวัง
การขัดขวางขององครักษ์ทำให้การไปต่อข้างหน้าของเล่าเจี้ยงหยุดชะงัก เขาไม่ต้องการทำลายความคิดของตัวเองที่มีต่อซัวเอี๋ยม ปากจึงพ่นสองคำออกมาเบา ๆ
“จูล่ง…”