พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 110 ความสัมพันธ์ที่ผูกมัดด้วยเงินทอง
บทที่ 110 ความสัมพันธ์ที่ผูกมัดด้วยเงินทอง
เว่ยเสียนลุกขึ้น ก่อนเดินไปอยู่ข้างโฮจิ๋นด้วยสีหน้าโศกเศร้า
“ข้าน้อยไม่กล้าหลอกลวงท่านแม่ทัพใหญ่หรอก ดังนั้นได้โปรดมอบความเป็นธรรมให้ข้าด้วย!”
โฮจิ๋นมีท่าทางเคร่งขรึม ทว่าในใจกลับมีความสุขล้นเหลือ
เล่าเจี้ยง ไอ้ตัวแสบ ในที่สุดข้าก็จับจุดอ่อนเจ้าได้เสียที!
ข้าปล่อยให้เจ้าขัดแข้งขัดขา คอยดูว่าหนนี้ข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร!
“น้องเว่ย เจ้าคงยังไม่รู้เรื่องลกเอี๋ยงในตอนนี้ เล่าเจี้ยงนั่นกวาดล้างกลุ่มโพกผ้าเหลืองได้ และตอนนี้ยังเป็นขุนนางที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานมากที่สุด!”
“พี่เองก็อยากช่วยเจ้า ทว่าถึงมีใจจะทำ แต่กำลังไม่พอ!”
โฮจิ๋นส่ายหัวอยู่ครู่หนึ่ง อีกเดี๋ยวก็ถอนหายใจซ้ำ ๆ ดูหมดหนทางยิ่ง
ข้ารู้อยู่แล้วว่าคนขายเนื้ออย่างเจ้าไม่มีทางช่วยเปล่า ๆ หรอก!
เว่ยเสียนสาปแช่งในใจ ทว่าปากยังคงคร่ำครวญอยู่
“ท่านแม่ทัพใหญ่ ในใต้หล้านี้นอกจากท่านแล้ว จะมีใครอีกที่สามารถแก้ไขความอยุติธรรมให้ตระกูลเว่ยเราได้!”
“ท่านแม่ทัพใหญ่! หากท่านยอมช่วยเรา ตระกูลเว่ยของเรายินดีจ่ายไม่ว่าเท่าไรก็ตาม!”
รูม่านตาโฮจิ๋นหดลง เขามองประมุขตระกูลเว่ยอย่างจริงจัง
“พูดจริงหรือ?”
เว่ยเสียนกัดฟัน พลางพยักหน้าอย่างหนักแน่น
เห็นโฮจิ๋นเหยียดนิ้วชี้ โบกไปมาต่อหน้าสองพ่อลูก
หัวใจประมุขตระกูลเว่ยกำลังถูกกรีดเป็นแผลเลือดอาบ โฮจิ๋นผู้นี้ใจดำจริง ๆ
ทว่าตราบใดที่สามารถกำจัดเล่าเจี้ยงได้ เสียอะไรก็คุ้มค่า!
“ได้ ข้าตกลง!”
โฮจิ๋นปีติยินดีทันใด ก่อนเอื้อมมือโอบคอเว่ยเสียน
“น้องเว่ยไม่ต้องเป็นห่วง พี่จะจัดการทุกอย่างเอง! พรุ่งนี้ให้หลานไปว่าราชกิจกับข้า จะต้องทำให้เล่าเจี้ยงนั้นรับผลจากการกระทำของตัวเองไม่ไหวแน่!”
เว่ยเสียนรีบแสดงท่าทีขอบคุณ และเอ่ยขอบคุณไม่หยุด
“ขอบคุณท่านแม่ทัพใหญ่ยิ่งนัก!”
“ไม่ต้องเกรงใจ ใครก็ได้ พาแขกเข้าไปพัก!”
โฮจิ๋นเรียกคนรับใช้มา ให้เว่ยเสียนกับลูกชายพักอยู่ด้วยก่อน
ภายในห้องรับแขก เว่ยจ้งเต้ายังคงตื่นเต้นอย่างมาก
“ท่านพ่อ ไม่คิดเลยว่าท่านจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท่านแม่ทัพใหญ่ขนาดนี้”
เว่ยเสียนหัวเราะเบา ๆ จากนั้นก็ส่ายหน้า
“จ้งเต้า เจ้าไร้เดียงสาเกินไปแล้ว เจ้าคิดว่าโฮจิ๋นจะช่วยพวกเราโดยไม่หวังผลหรือ?”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ทัพใหญ่กับท่านเรียกกันว่าพี่น้อง ย่อมไม่ยอมให้เล่าเจี้ยงรังแกพวกเราหรอก!”
เว่ยเสียนส่ายหัวด้วยความผิดหวังเล็กน้อย อยู่กับเว่ยจงเต้าทีไร ในใจอดนึกถึงเว่ยจี้ที่ฉลาดหลักแหลมไม่ได้
เว่ยจี้เป็นทายาทที่มีคุณสมบัติโดดเด่น ทั้งถ่อมตัว คงแก่เรียน และไม่เคยทำอะไรตามอารมณ์ ที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพแข็งแรง
แต่เว่ยจ้งเต้านั้นแตกต่าง ความคิดอ่านของเขาตื้นเขินเกินไป แม้จะไม่คร้านตำรา ถึงกระนั้นกลับมีใจคอคับแคบ
สภาพร่างกายค่อนข้างแย่มาก ตั้งแต่เกิดมาก็ป่วยกระเสาะกระแสะ!
ทั้งคู่ล้วนเป็นลูกของเขา ไยความต่างถึงได้ห่างกันขนาดนี้!
เว่ยจ้งเต้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดเว่ยเสียนถึงมีท่าทางเช่นนี้ เขารู้สึกว่าเล่าเจี้ยงจะล้มในไม่ช้าแล้ว ก็ควรจะมีความสุขสิ!
“ท่านพ่อ?”
“จ้งเต้า เจ้ารู้ไหมว่านิ้วหนึ่งของโฮจิ๋นหมายความว่าอะไร?”
เว่ยจ้งเต้าไม่จริงจังเลยแม้แต่น้อย พูดมั่ว ๆ ออกมา
“หรือต้องการหนึ่งร้อยตำลึง?”
เว่ยเสียนแทบจะโมโหตายเพราะเว่ยจ้งเต้า ไฉนลูกชายคนนี้ถึงโง่เขลาเบาปัญญานัก
แม่ทัพใหญ่ผู้สูงส่ง จะขอเงินเจ้าแค่หนึ่งร้อยตำลึงหรือ?
“เจ้าช่างห่างไกลกับพี่ชายเจ้ามากจริง ๆ!”
เว่ยจ้งเต้าเผยสีหน้าอับอาย แต่กลับไม่กล้าขัดบิดา
“ท่านพ่อใจเย็น ๆ ข้าเห็นท่านมีความสัมพันธ์กับแม่ทัพใหญ่ดีขนาดนี้ น่าจะไม่สนใจของนอกกายสิ”
“เฮ้อ เจ้าไร้เดียงสาเกินไปแล้ว! ผู้ที่สนิทสนมของโฮจิ๋นนั้นหาใช้พ่อ แต่เป็นทรัพย์สินของตระกูลเว่ย!”
“ครั้งนี้ให้เขาช่วย เราต้องจ่ายทองคำหนึ่งพันตำลึงให้เขา!”
เว่ยจ้งเต้าเบิกตากว้าง พลางมองเว่ยเสียนอย่างไม่อยากเชื่อ
“ทองคำ… พันตำลึง!?”
เว่ยจ้งเต้าตกตะลึง เสียงดังขึ้นหลายเท่า
เว่ยเสียนถลึงตาใส่ลูกชาย ทำท่าห้ามเสียงดังออกมา
“เจ้าเบาเสียงลงหน่อย! อยากตายหรือไร?”
เว่ยจ้งเต้าตกใจ ทองคำหนึ่งพันตำลึง… เขาไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนี้มาก่อน
“ท่านพ่อ นี่มันมากเกินไปแล้ว! ไม่ว่าตระกูลเว่ยเราจะรวยแค่ไหน ก็จ่ายขนาดนี้ไม่ไหวหรอก!”
“นั่นสิ!”
เว่ยเสียนพยักหน้าไม่หยุด ราคาที่ต้องจ่ายหนนี้สูงเกินไปจริง ๆ!
“ดังนั้นพ่อจึงไม่อยากมาหาโฮจิ๋น เพราะทุกครั้งต้องเตรียมทรัพย์สินมากมายให้เขา”
“นี่…”
เว่ยจ้งเต้าทำอะไรไม่ถูกไปเล็กน้อย เพราะเขาสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ให้กับครอบครัว!
ทว่าเมื่อนึกถึงการดูถูกของเล่าเจี้ยง ก็ระงับความรู้สึกผิดไว้ในใจ
“ท่านพ่อ แม้เงินนี้จะจ่ายไปแล้ว แต่ก็ไม่ถือว่าเกินราคาหากสามารถขจัดปัญหาใหญ่ให้เราได้!”
บิดาค่อนข้างเห็นด้วยกับคำพูดนี้ ถึงอย่างไรเงินใช้ไปแล้ว ก็ยังหาใหม่ได้
“ใช่ เล่าเจี้ยงผู้นี้ไม่เห็นเราอยู่ในสายตา หากไม่กำจัดเขาออกไปแล้วจะมีความสุขได้อย่างไร”
สายตาเว่ยเสียนทอแววมุ่งร้าย
…
ณ แคว้นเลียงจิ๋ว เมืองจินเฉิง
หลังจาก เฉินอี้ เจ้าเมืองจินเฉิงถูกเป่ยกงปั่วอวี้ตัดหัว ที่นี่ก็กลายเป็นฐานทัพของกลุ่มกบฏเรียบร้อยแล้ว
เป่ยกงปั่วอวี้ เปียนจาง หันซุย ซ่งหยาง หลี่เหวินโหว และคนอื่น ๆ ล้วนอยู่ที่นี่ และต่างก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในแคว้นเลียงจิ๋ว!
แม้เป่ยกงปั่วอวี้จะเป็นผู้ริเริ่มก่อกบฏ แต่คนที่นั่งอยู่อันดับแรกในขณะนี้ คือเปียนจาง!
“ทุกท่าน ข้าเป่ยกงปั่วอวี้เป็นชาวชนเผ่าหูเชียงคนหนึ่ง ไม่มีอานุภาพ ขาดกลยุทธ์ ไม่สามารถเป็นผู้นำทุกคนได้ ดังนั้นข้าจึงเสนอให้ใต้เท้าเปียนเป็นผู้นำ!”
เป่ยกงปั่วอวี้มองดูทุกคน ก่อนกล่าวภาษาจีนออกมาอย่างคล่องแคล่ว
ผู้คนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นผู้นำของชนเผ่าคนกลุ่มน้อยแห่งแม่น้ำหวงสุ่ย พวกเขาทำตามผู้นำเป่ยกงปั่วอวี้ ชายผู้นี้กล่าวอะไร พวกเขาก็ย่อมเชื่อฟัง
“พวกเรายินดีคารวะใต้เท้าเปียนในฐานะผู้นำ ร่วมทำการใหญ่สืบไป!”
ครั้นเปียนจางมองไปที่ผู้นำชาวหูเชียงโค้งคำนับ ความทะเยอทะยานในใจเริ่มสั่นคลอน
เฉินเซิ่ง*[1] เคยกล่าวไว้ว่า ‘ฮ่องเต้ อ๋อง ขุนนาง ขุนพล เป็นกันเพราะชาติกำเนิดกระนั้นหรือ! เหตุใดข้าเปียนจางจะเป็นอ๋อง เป็นกษัตริย์ไม่ได้?’
ความปรารถนาของมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ ยิ่งมากก็ยิ่งแผ่ขยายออกไปเรื่อย ๆ
ตอนแรกเขากับหันซุยถูกลักพาตัว ได้แต่คิดว่าจะเอาชีวิตรอดอย่างไรดี ไม่คิดเลยว่าตอนนี้จะกลายมาเป็นผู้นำของกลุ่มกบฏ!
“แม่ทัพทุกท่าน! ข้าเปียนจาง เดิมเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการของทางการ ขอขอบคุณทุกท่านที่เห็นชอบ และเลือกข้าเป็นผู้นำ ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อพาทุกคนไปสู่ความรุ่งโรจน์!”
ท่าทางภาคภูมิใจของเปียนจางตกอยู่ในสายตาหันซุย จนไปกระตุ้นความอิจฉาริษยาของเขาเข้า!
พวกเขาล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนัก คนหนึ่งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการแคว้นเลียงจิ๋ว และอีกคนเป็นขุนนางผู้ช่วยแคว้นเลียงจิ๋ว
ตามระดับตำแหน่งแล้ว ตำแหน่งของเปียนจางไม่ได้สูงกว่าหันซุย!
ทั้งสองถูกลักพาตัวมาด้วยกัน แต่เป่ยกงปั่วอวี้กลับเลือกเสนอเปียนจาง ซึ่งทำให้หันซุยรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
ทว่าหันซุยไม่เคยแสดงความไม่พอใจออกมา เขาเป็นคนรอบคอบมาก จนคนนอกมิอาจดูความคิดแท้จริงออกได้
ตอนนี้เปียนจางมีทหารชั้นยอดและนายพลหาญกล้า มีเสบียงและหญ้าเพียงพอ ทั้งยังกำลังเตรียมพร้อมสำหรับศึกครั้งใหญ่
“ตอนนี้จัดการแคว้นเลียงจิ๋วได้แล้ว มีเพียงจั่วฉางที่นำทหารหลายพันนายสู้อย่างสุดชีวิตที่เมืองจี้เฉิง ข้าคิดว่าเขาขวางทางเราอยู่”
เป่ยกงปั่วอวี้เห็นด้วยกับคำพูดของเปียนจางมาก เขาอยากออกไปสู้นอกแคว้นเลียงจิ๋วมานานแล้ว
“ถูกต้อง! เราแค่ทิ้งกองทหารไว้จับตามองจั่วฉางไว้ พวกเราก็สามารถเคลื่อนทัพไปที่อื่นได้!”
เปียนจางพยักหน้า ก่อนมองไปทางหันซุย
“เหวินเยว่ เจ้าเป็นคนรอบคอบคิดการณ์ไกล มีความเห็นอะไรหรือไม่?”
หันซุยพยักหน้า จากนั้นลุกขึ้นโค้งตัว
“พี่เปียน แม่ทัพทุกท่าน แคว้นเลียงจิ๋วทุรกันดาร ไม่สามารถเลี้ยงกองกำลังนับหมื่นของเราได้ พวกเราต้องคิดหาทางด้วยตัวเอง”
หลี่เหวินโหวและคนอื่น ๆ พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ เงินและอาหารเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ไม่ว่าเสบียงเราจะมีมากแค่ไหน ก็ต้องมีวันหมดลง”
“ถูกต้อง! แม่ทัพหลี่มองการณ์ไกล ข้าน้อยเลื่อมใสยิ่งนัก!”
หลี่เหวินโหวยิ้มบางให้หันซุย เห็นได้ชัดว่าได้รับความประทับใจที่ดี
“ตอนนี้มีภูเขาทองภูเขาเงินอยู่ ไม่ทราบว่าแม่ทัพคนไหนกล้าไปเอาหรือไม่?”
หันซุยโยนสิ่งล่อใจออกมา ซึ่งกระตุ้นความตื่นเต้นของทุกคนขึ้นมา
“ภูเขาทองภูเขาเงินอยู่ที่ใด!”
“พวกเรามีกองทัพนับหมื่น ไยจะไม่กล้า!”
“ดี!”
หันซุยเห็นว่าพอประมาณแล้ว จึงเอ่ยความเห็นของตัวเองออกมาทันที
“ดินแดนซานฟู่อุดมสมบูรณ์ ทั้งยังมีสุสานฮ่องเต้มาหลายชั่วอายุคน! หากเราสามารถครอบครองดินแดนซานฟู่ทั้งหมดได้ ก็ไม่ต้องกลุ้มเรื่องเงินและเสบียงแล้ว”
ดวงตาเปียนจางเปล่งประกาย ก่อนมองหันซุยด้วยความชื่นชม
“คำพูดของเหวินเยว่ตรงกับใจข้ามาก! ของที่ฝังไว้กับผู้ตาย ฝังไว้ก็เปล่าประโยชน์ มิสู้เอามาใช้ก็กลายเป็นขยะ นำมาจัดหาเสบียงอาหารและเงินทุนสำหรับกองทัพดีกว่า”
“ไม่เลว! ข้าเห็นด้วยที่จะเคลื่อนทัพไปดินแดนซานฟู่!”
การยอมรับของเป่ยกงปั่วอวี้ ก่อเกิดเป็นการสนับสนุนของทุกคนทันที
“ทว่า เคลื่อนทัพต้องมีเหตุผลสมเหตุสมผล!”
“อย่างไรรึ?”
ทุกคนมองไปที่หันซุย เห็นเพียงอีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ
“หึ หึ ฆ่าพวกขันทีซะ!”
[1] เฉินเซิ่งอู๋ก่วง ผู้นำกบฏชาวนากลุ่มแรกของจักรวรรดิจีน