พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 116 เดิมพันชีวิตด้วยคนในตระกูลเว่ยมากกว่าร้อยคน!
บทที่ 116 เดิมพันชีวิตด้วยคนในตระกูลเว่ยมากกว่าร้อยคน!
หลังจากจูล่งออกคำสั่ง ทหารหลายร้อยนายก็พุ่งเข้าไปในจวนตระกูลเว่ย เริ่มจับกุมผู้คนไปทั่ว
ตระกูลเว่ยแตกตื่นขึ้นมาฉับพลันราวกับวันสิ้นโลกกำลังจะมาถึง หลายคนกุมหัวพลางร้องไห้
“ผู้บัญชาการช้าก่อน!”
เว่ยจี้พยายามเอ่ยขัดขวางการกระทำของจูล่ง แต่เห็นได้ชัดว่าคำพูดของเขาไม่มีผล
“ผู้บัญชาการ! โปรดฟังข้าก่อน!”
คุณชายใหญ่เว่ยกังวลอย่างมาก มีทหารนับไม่ถ้วนวิ่งผ่านตัวเขาไป
ทหารบุกเข้าไปในจวนตระกูลเว่ยแล้ว เมื่อจูล่งเห็นทุกอย่างปกติดี ก็พยักหน้าให้เว่ยจี้
“ผู้บัญชาการ ตระกูลเว่ยเรามีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ร้อยกว่าคน ไม่ทราบว่าท่านผู้บัญชาการจะจัดการอย่างไร?”
“ข้าได้รับคำสั่งให้จับกุมกลับไปยังลกเอี๋ยง!”
จูล่งไม่เสียเวลาคิดเลยแม้แต่น้อย เมื่อนายท่านสั่งการมาแล้ว เขามีแต่ต้องทำตามอย่างไร้ข้อกังขา
เว่ยจี้เดินไปขวางหน้าบุรุษเกราะขาว ก่อนคารวะวิงวอน
“ผู้บัญชาการจูล่ง หากจับคนกว่าร้อยคนไปลกเอี๋ยง ก็ไม่รู้ว่าจะเหลือคนอีกเท่าไร! ขอท่านเปิดโอกาสให้ ข้าจะตามท่านไปลกเอี๋ยงพบท่านแม่ทัพหลัง!”
จูล่งส่ายหัวด้วยสีหน้าจริงจัง เขาเมินเฉยคุณชายใหญ่เว่ย ด้วยเล่าเจี้ยงมอบหมายคำสั่งให้จับกุมทุกคนในตระกูล
เว่ยจี้ยังไม่ยอมแพ้ เขาไม่สามารถนั่งดูตระกูลเว่ยถูกทำลายโดยเล่าเจี้ยงได้
“ผู้บัญชาการ ข้ารู้ว่าตระกูลเว่ยล่วงเกินท่านแม่ทัพหลัง แต่หาใช่ว่าจะแก้ไขกลับไปไม่ได้ โปรดเชื่อข้าเถิด ข้าต้องทำให้ท่านแม่ทัพหลังปล่อยตระกูลเว่ยข้าไปได้แน่”
จูล่งไม่สั่นไหวไปกับคำพูดนี้ ยังคงปฏิเสธเช่นเดิม
“ข้าจับเจ้ากลับไปยังลกเอี๋ยง ถึงตอนนั้นเจ้าค่อยคุยกับท่านแม่ทัพหลังแล้วกัน”
“ท่านผู้บัญชาการ!”
“ข้ามีเหตุผลที่ท่านแม่ทัพหลังปฏิเสธไม่ได้!”
จูล่งขมวดคิ้วพลางเผยสีหน้าครุ่นคิด เขานึกถึงสิ่งที่เล่าเจี้ยงพูดขึ้นมา
“จูล่ง เจ้าไปเหยียบตระกูลเว่ยที่เหอตง แล้วจับพวกเขาทั้งตระกูลมา!”
“แล้วก็… หากเจอการขัดขืน ไม่ต้องออมมือ ส่วนอย่างอื่น เจ้าก็จัดการตามสมควรเถิด!”
แม้เล่าเจี้ยงจะบอกว่าจับทุกคนในตระกูลเว่ยกลับไป แต่กระนั้นก็ยังสั่งให้จัดการตามสมควร
เมื่อเว่ยจี้เห็นจูล่งคลายความหนักแน่นลง ก็รีบโน้มน้าวต่อ
“ผู้บัญชาการ ท่านสามารถให้ทหารล้อมตระกูลเว่ย และคอยจับตาดูคนด้านในได้ ข้าจะตามท่านกลับลกเอี๋ยง หากไม่สามารถโน้มน้าวแม่ทัพหลังได้ ข้ายอมตาย!”
จูล่งอยากจับทุกคนในตระกูลเว่ยกลับไป ทว่าในใจกลับคิดถึงคำพูดของเว่ยจี้ที่ว่าเขามีสิ่งที่เล่าเจี้ยงไม่อาจปฏิเสธได้
ช่างเถิด ให้ทหารคอยเฝ้าดูไปก่อน ไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาด
หากเกิดว่าเว่ยจี้มีบางอย่างที่นายท่านปรารถนาจริง หากข้าไม่ตกลง จะไม่เป็นการพลาดเรื่องใหญ่ไปหรอกหรือ!
“เอาเถิด เว่ยจี้ ข้าจะเชื่อใจเจ้าดูครั้งหนึ่ง!”
“แต่หากเจ้ากล้าหลอกข้า ชีวิตร้อยกว่าชีวิตของตระกูลเว่ยพวกเจ้าจะถูกทำลายด้วยน้ำมือเจ้า!”
แม้จูล่งจะตกลง ทว่ายังคงข่มขู่เอาไว้ หากคุณชายใหญ่เว่ยครั่นคร้ามอยู่ในใจ เขาจะได้ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม
แต่ทว่าเว่ยจี้กลับไม่มีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ตรงข้ามกลับเผยสีหน้าปีติยินดีออกมา
“ขอบคุณผู้บัญชาการ! ท่านไม่ต้องกังวล ข้าจะเอาชีวิตคนในตระกูลเว่ยกว่าร้อยคนมาล้อเล่นได้อย่างไร!”
จูล่งมองไปที่แฮหัวอัน คงทำได้เพียงมอบที่นี่ให้เขาแล้ว
“จือเจิ้ง ข้าจะพาเว่ยจี้กลับไปที่ลกเอี๋ยงพบกับนายท่าน ดังนั้นตรงนี้ข้าขอรบกวนเจ้าแล้ว จำไว้ จับตาดูพวกเขาอย่างใกล้ชิด ห้ามให้ใครรอดไปได้สักคน!”
“จูล่งวางใจ ตราบใดที่มีข้าอยู่ ไม่มีทางเกิดเรื่องผิดพลาดแน่นอน!”
แฮหัวอันพยักหน้าอย่างหนักแน่น ในคำพูดแฝงไปด้วยความมั่นใจ
“ไปกันเถิด”
จูล่งมอบม้าให้กับเว่ยจี้ และพาเขากลับลกเอี๋ยงไปเพียงลำพัง
ไม่มีทหารติดตามมาสักคน มีเพียงผู้บัญชาการทหารม้ายิงเกาทัณฑ์คนเดียวเท่านั้น ขุนศึกรูปงามมั่นใจว่าเว่ยจี้ไม่มีทางหลบหนีไปจากสายตาของตนได้แน่นอน
…
ณ จวนพำนักเจ้ากรมราชวงศ์เล่าเอี๋ยน เมืองลกเอี๋ยง
ตอนนี้เล่าเจี้ยงอยู่ในจวนบิดาอย่างเพลิดเพลินจนลืมกลับจวนตัวเอง และสุขจนลืมคิดถึงบ้านตลอดทั้งวัน
นั่นเป็นเพราะซัวเอี๋ยมพักอยู่ที่นี่…
การแต่งงานระหว่างเล่าเจี้ยงกับซัวเอี๋ยมอาจกล่าวได้ว่าไร้ข้อผิดพลาด กระนั้นอย่างไรทั้งสองก็ยังไม่ได้จัดพิธีกัน ซัวเอี๋ยมจึงไม่สามารถพักอยู่ในจวนแม่ทัพหลังอย่างผิดประเพณีได้
นางเป็นบุตรสาวนักปราชญ์อาวุโส แต่เดิมบริสุทธิ์ผุดผ่องมากอยู่แล้ว อีกทั้งทำอะไรต้องปฏิบัติตามจารีตประเพณี ก่อนเข้าพีธีแต่งงาน นางจะไม่ยอมให้มีการล่วงเกินอะไรทั้งสิ้น
แต่ถึงกระนั้น ซัวเอี๋ยมก็ถูกเล่าเจี้ยงเอาเปรียบอยู่เสมอ ทุกวันนางทั้งรอคอย ทั้งกังวลกับการมาของเขาระคนกัน
รอคอย… เพราะการพบชายที่รักบรรเทาความขมขื่นในห้วงคำนึง กังวล… ว่าเล่าเจี้ยงจะมือไม้อยู่ไม่สุข ไว้ใจไม่ได้ทุกครั้งไป!
แน่นอนว่า ซัวเอี๋ยมเต็มใจอยู่ในอ้อมแขนของเล่าเจี้ยง เพียงแต่ต้อง ‘ชิงไหวชิงพริบ’ กับเขามาตลอด
“ท่านพี่ หากท่านยังทำเช่นนี้อยู่อีกข้าจะโกรธจริง ๆ แล้วนะ”
ซัวเอี๋ยมหน้าซับสี ดูเขินอายยิ่ง
พี่เล่าเจี้ยงไร้ยางอายเกินไปแล้ว นับวันมีแต่จะยิ่งทำตามอำเภอใจ
เมื่อก่อนทำมากสุดเพียงจุมพิตครู่หนึ่ง แต่ตอนนี้กลับถวิลหามากขึ้นเรื่อย ๆ
เล่าเจี้ยงดูไม่มีความเกรงกลัวอะไรทั้งนั้น มุ่งแต่สนองความปรารถนา
อย่างไรเสียเขารู้ดีว่าซัวเอี๋ยมไม่โกรธเขาจริง ๆ แน่นอน และการปฏิเสธอย่างต่อเนื่องของนางยิ่งทำให้เขาตื่นเต้นมากขึ้น
“เอี๋ยมเอ๋อร์ การแต่งงานของเราเป็นเพียงแค่เรื่องของเวลาแล้ว เจ้างดงามปานนี้ ข้าจะทนไหวได้อย่างไร”
เล่าเจี้ยงพูดคำเหล่านี้ออกมาโดยไม่ใจเต้นเลยแม้แต่น้อย เขาหน้าด้านถึงขั้นสุดแล้ว!
ซัวเอี๋ยมแสร้งปั้นปึ่ง ทว่าความจริงก็มีความสุขนัก แต่เมื่อนึกถึงสภาพตัวเองตอนนี้ ก็อดรู้สึกเศร้าใจขึ้นมาไม่ได้
“ท่านพี่รู้จักแต่หยอกล้อข้าให้มีความสุข สภาพเอี๋ยมเอ๋อร์ในตอนนี้ จะเอาส่วนไหนมาสวยงาม…”
นับตั้งแต่ซัวเอี๋ยมรู้ว่าตัวเองกำลังจะแต่งเข้าตระกูลเว่ย นางไม่มีใจกินข้าวกินน้ำ เอาแต่กลัดกลุ้มตลอดทั้งวัน จมดิ่งอยู่ในความหดหู่ ไม่เพียงร่างกายผ่ายผอมลง แต่สีหน้ายังดูหมองคล้ำ แม้แต่ดวงตากลมโตที่สดใส ก็แปรเปลี่ยนเป็นมืดมนไร้แวว
เดิมทีซัวเอี๋ยมค่อนข้างผอมอยู่แล้ว ความทรมานหนึ่งเดือนกว่า ยิ่งทำให้เนื้อหนังที่มีแต่เดิมซูบตอบลงไปอย่างมาก
โชคดีที่ฟ้าหลังฝนมาถึงให้จิตใจกลับมาเบิกบาน เมื่อไม่มีเรื่องพัวพันกับตระกูลเว่ยแล้ว นางก็สามารถใช้ชีวิตที่เหลือกับคนที่รักได้ในที่สุด ทำให้ซัวเอี๋ยมราวกับเกิดใหม่ ดุจดังมวลผกาผลิบานบนผืนดินแห้งแล้งหลังฝนโปรย
เล่าเจี้ยงคลายซัวเอี๋ยมออกเบา ๆ ก่อนคว้าไหล่ของนาง และมองดูคนที่ตัวเองรักอย่างลึกซึ้ง
“เอี๋ยมเอ๋อร์ ข้าไม่หลอกเจ้า หากพูดถึงรูปโฉม เจ้าเมื่อก่อนนั้นงดงามกว่านี้จริง”
เมื่อซัวเอี๋ยมได้ยินคำพูดนี้ ก็อดก้มหน้าลงไม่ได้ และความรู้สึกหดหู่ก็จู่โจมขึ้นมา
“เอี๋ยมเอ๋อร์!”
เล่าเจี้ยงออกแรงที่สองมือเล็กน้อย พลางเรียกซัวเอี๋ยมเสียงเบา
“ความงามไม่จีรัง ชายหญิงล้วนมีวันแก่ชรา แม้นางใดในใต้หล้าสวยสะคราญกว่าเจ้า แต่ในใจแม่ทัพเล่า เอี๋ยมเอ๋อร์คือยอดพธูผู้ฝากชีวิตไว้”
“เจ้างดงามก็ดี ขี้เหร่ก็ช่าง ล้วนแล้วแต่ผู้คนจะมอง แต่ในใจชายตรงหน้าเจ้า เอี๋ยมเอ๋อร์งดงามที่สุดไม่แปรเปลี่ยน”
“แม้ต่อจากนี้ผ่านสายลมกี่หนาว จนสิ้นความเยาว์วัยหรือสังขารร่วงโรย แต่เชื่อหรือไม่ในใจข้า เอี๋ยมเอ๋อร์จะยังเป็นยอดรักดวงใจตลอดไป”
ขณะที่เล่าเจี้ยงพูด เขาก็ติดตรึงคำพูดของตัวเอง จนอดรู้สึกภูมิใจไม่ได้
เราเป็นชายในยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดคนหนึ่ง ยังต้องยอมจำนนให้สาวน้อยไร้เดียงสาผู้นี้
ตามคาด ซัวเอี๋ยมรู้สึกประทับใจกับคำพูดเหล่านี้มากจนใบหน้าแดงเรื่อด้วยความเขินอาย
ความรู้สึกงดงามอิ่มเอิบอย่างน่าประหลาดนี้ทำให้เล่าเจี้ยงน้ำตาไหล ก่อนดึงซัวเอี๋ยมเข้ามาจุมพิต
“ท่าน!? อื้อ…”
เดิมทีซัวเอี๋ยมยังไม่รู้ว่าเหตุใดถึงได้รู้สึกประทับใจกับคำพูดของเล่าเจี้ยง แต่ตอนนี้อย่างไร ความรู้สึกลึกซึ้งได้หายไปในพริบตา!
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังสัมผัสได้ว่ามีมือใหญ่คู่หนึ่งเคลื่อนไหวไปมาอย่างไม่ซื่อสัตย์
ซัวเอี๋ยมกัดริมฝีปากของเล่าเจี้ยง แล้วผลักเขาออก
“ท่านพี่… ท่านนี่ช่าง!”
“หากท่านทำเช่นนี้อีก ข้าจะเมินท่านจริง ๆ แล้ว!”
“ฮึ!”
ซัวเอี๋ยมดูเหมือนจะโกรธจริง ๆ ทำให้เล่าเจี้ยงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้เพียงไอแห้ง ๆ กลบเกลื่อนความกังวลเท่านั้น
“เอี๋ยมเอ๋อร์…”
ซัวเอี๋ยมเบือนตัวหนี ไม่สนใจเล่าเจี้ยง แถมไม่หันมามองเขา
“อ๊าก!”
เล่าเจี้ยงกังวลมากจนกระทืบเท้า ในใจสับสนยิ่งนัก
ไม่ถูกสิ! ปกติฉากโรแมนติกขนาดนี้ คู่พระนางควรไหลไปตามอารมณ์สิ…
ไฉนเป็นโกรธไปเสียได้?
นักท่องเวลาอย่างเขาจะสำนึกได้อย่างไรว่าการกอดและจูบคือเส้นตายที่สุด ของสตรียุคโบราณอย่างซัวเอี๋ยมแล้ว!
“โอยย ข้าต้องรีบไปหาบิดา เร่งให้เขาจัดพิธีแต่งงานเราสองคนให้เร็วที่สุดแล้ว!”
ซัวเอี๋ยมได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกหวานชื่นขึ้นมา ทว่านางไม่อยากให้อภัยเล่าเจี้ยงโดยง่าย
“หึ ใครอยากแต่งงานกับท่านกัน!”
เมื่อเล่าเจี้ยงได้ยินสิ่งที่ซัวเอี๋ยมพูด เขาก็รู้สึกโล่งใจ เมื่อรู้ว่านางไม่ได้โกรธจริง ๆ ก็ดึงร่างบางออกไปด้านนอกทันที
“อ๊ะ! ท่านจะพาข้าไปไหน!”
“ไปหาท่านพ่อ! ข้าอยากให้เขาเร่งจัดงานแต่งให้เรา!”
ครั้นออกประตูมาได้ไม่ทันไร ก็เห็นคนรับใช้มาหาตัวเอง
“คุณชาย! จูล่งมาขอเข้าพบท่าน!”