พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 117 เล่าเจี้ยงเองเป็นคนละโมบเช่นกัน
บทที่ 117 เล่าเจี้ยงเองเป็นคนละโมบเช่นกัน
เล่าเจี้ยงมองไปที่ซัวเอี๋ยมอย่างขอโทษ เขาเพิ่งบอกไปว่าจะพานางไปหาบิดา แต่ไม่คิดเลยว่าจูล่งจะมาหาตัวเอง
“เอี๋ยมเอ๋อร์ ดูเหมือนวันนี้จะไม่สามารถพาเจ้าไปหาท่านพ่อได้แล้ว!”
“ข้าสั่งให้จูล่งไปจับคนในตระกูลเว่ยทั้งหมดที่เมืองเหอตง กลับมาตอนนี้ ต้องมีเรื่องสำคัญรายงานแก่ข้าแน่นอน!”
ซัวเอี๋ยมไม่ได้โกรธเลย นางแค่พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เอี๋ยมเอ๋อร์เป็นคนมีน้ำใจเช่นนี้แหละ
“ท่านพี่ไปทำงานของท่านเถิด ทางด้านท่านลุงเล่าไม่ต้องรีบร้อน”
“อืม! เอี๋ยมเอ๋อร์พักผ่อนให้สบายนะ”
เล่าเจี้ยงจากไปท่ามกลางสายตาอาลัยอาวรณ์ของซัวเอี๋ยม ก่อนนางถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“ท่านพี่เป็นคนทำการใหญ่ ต่อไปต้องวิ่งเต้นไปทั่วทุกแห่งหน…”
เล่าเจี้ยงไม่รู้ความคิดของซัวเอี๋ยม เขากำลังขบคิดสาเหตุที่จูล่งกลับมา
ตามความทรงจำของนักท่องเวลา ตระกูลเว่ยมาถึงยุคของเว่ยเสียน ก็นับว่าถึงจุดตกต่ำสุดแล้ว
เมื่อถึงยุคสมัยต่อมา หลังจากความพยายามของเว่ยจี้ ก็ทำให้ตระกูลเว่ยฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง
ตอนนี้ตระกูลเว่ยก็นับว่ามีอิทธิพลอยู่บ้างในเมืองเหอตง คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ในตระกูลต่างทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในเมืองเหอตง ดังนั้นพวกเขาน่าจะไม่กล้าต่อต้านอย่างเปิดเผย
แม่ทัพเล่ามาถึงห้องโถงด้านหน้าพร้อมกับหอบความสงสัยมาด้วย ก่อนเห็นข้างจูล่งมีคนเพิ่มมาอีกหนึ่ง
เป็นเว่ยจี้นั่นเอง…
เล่าเจี้ยงเข้าใจจุดประสงค์ในการกลับมาของจูล่งทันที ต้องเป็นเพราะทายาทสกุลเว่ยผู้นี้โน้มน้าวแน่
“คารวะ นายท่าน!”
“คารวะ ท่านแม่ทัพหลัง!”
เมื่อเผชิญหน้ากับการทักทายของทั้งสอง เล่าเจี้ยงก็พยักหน้า ก่อนหันไปหาจูล่งเพื่อรอฟังคำรายงาน
“นายท่าน ข้าได้รับคำสั่งให้จับกุมคนในตระกูลเว่ย เพียงแต่เว่ยจี้บอกว่าตนมีบางอย่างที่นายท่านปฏิเสธไม่ได้ และต้องการคุยกับนายท่านด้วยตนเอง”
“เว่ยจี้เดิมพันด้วยชีวิตทั้งครอบครัว ข้าน้อยจึงกล้าพามาพบนายท่าน ขอนายท่านยกโทษให้ด้วย!”
จูล่งโค้งคำนับเล่าเจี้ยง และชี้แจงเหตุผล
ระหว่างเปล่งวาจา ขุนศึกรูปงามรู้สึกเสียใจเข้าแล้ว ตนเชื่อเว่ยจี้ง่ายเกินไปหรือไม่? นายท่านมอบหมายงานสำคัญเช่นนี้แต่เขากลับกระทำการอื่นใดโดยพลการ
ทว่าเล่าเจี้ยงไม่สนใจสักนิด ในความคิดเขา ตระกูลเว่ยเป็นเหมือนตั๊กแตนหลังฤดูใบไม้ร่วงที่จะกระโดดไปมาได้อีกไม่กี่วัน*[1]
ตอนนี้ไม่มีใครสามารถช่วยครอบครัวนี้ได้อีกแล้ว แต่แน่นอนว่า… หากมีผลประโยชน์เพียงพอ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะปล่อยไปสักครั้งหนึ่ง
อย่างไรเสียสำหรับเล่าเจี้ยง ตระกูลเว่ยในตอนนี้เหมือนมดแมลงเท่านั้น
“ไม่เป็นไร ทางด้านตระกูลเว่ยเล่า เหลือทหารคอยเฝ้าจับตาดูกี่คน?”
“เรียนนายท่าน ข้าน้อยทิ้งแฮหัวอันและทหารห้าร้อยคนไว้ ไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอน”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า ไม่คิดเลยว่าจูล่งจะพาเว่ยจี้มาที่นี่เพียงลำพัง! แต่แม้แฮหัวอันจะไม่มีความสามารถโดดเด่นอะไร กระนั้นทำอะไรก็เข้มงวดกวดขันมาก เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว!”
ทางด้านตระกูลเว่ยไม่มีอะไร เล่าเจี้ยงก็รู้สึกโล่งใจ ก่อนหันไปยิ้มให้เว่ยจี้
“ปั๋วอวี๋ ไม่คิดเลยว่าจะได้พบกันเร็วขนาดนี้”
เล่าเจี้ยงค่อนข้างชื่นชมในตัวทายาทตระกูลเว่ยคนนี้อยู่บ้าง ในประวัติศาสตร์ เว่ยจี้มีหน้าที่ป้องกันกวนจง หรือดินแดนใจกลางแคว้นฉินริมลุ่มแม่น้ำเหวยสุ่ย เขาสยบที่ราบภาคกลางเพื่อโจโฉ มีส่วนช่วยสำคัญมากที่ทำให้บริเวณนี้สงบ เป็นนักการเมืองมีชื่อเสียง และมีพรสวรรค์ด้านอักษรศาสตร์ ตลอดจนวรรณกรรมและลิปิศิลป์ เขียนพู่กันได้วิจิตรโดดเด่นเป็นอย่างมาก
เว่ยจี้เป็นคนมีพรสวรรค์หาได้ยากคนหนึ่ง หากไม่มีเขา ตระกูลเว่ยคงสูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์นานแล้ว
เพียงแต่เล่าเจี้ยงไม่ได้โหยหาอยากได้ตัวอีกฝ่ายมากนัก คนอย่างเว่ยจี้เป็นข้าราชการดูแลพื้นที่ท้องถิ่น จำเป็นต้องมีแรงสนับสนุนพอ เขาถึงแสดงความสามารถออกมาได้
และเหตุผลสำคัญมากที่เว่ยจี้สามารถรับใช้โจโฉ และพยายามปกป้องดูแลพื้นที่กวนจงอย่างเต็มที่ได้นั้น เพราะเมืองเหอตงที่ตระกูลเว่ยลงหลักปักฐานอยู่ภายใต้เขตอำนาจของโจโฉ
วงศ์ตระกูลใหญ่ในยุคราชวงศ์ฮั่นมีแนวคิดจริงจังในการไต่เต้าสู่ความรุ่งโรจน์ คนมีความสามารถล้วนอยากเฉิดฉาย
ไม่ว่าบ้านเกิดของตัวเองจะอยู่ภายใต้เขตอำนาจของฮ่องเต้หรือไม่ก็ช่าง แต่ความยิ่งใหญ่นั้นสำคัญมาก!
ทว่าผลนั้นชัดเจน เมืองเหอตงไม่ได้อยู่ในแผนการขยายอิทธิพลของเล่าเจี้ยงในเร็ววันนี้ อาจจะยาวนาน หรือหลายปี แม้กระทั่งหลายสิบปี!
กล่าวหยาบ ๆ หน่อยคือ ทั้งชีวิตเล่าเจี้ยงอาจจะไม่มีทางยึดเมืองเหอตงได้เลยก็เป็นได้!
ยอดคนในสมัยราชวงศ์ฮั่นตอนปลายมีมากมายไม่ว่าเป็นแม่ทัพ ขุนศึก หรือนักปราชญ์ เสมือนดั่งขนวัวก็มิปาน! ซึ่งนักท่องเวลากระจ่างแจ้งความสามารถของเว่ยจี้ดี ทว่าเขาไม่มีความปรารถนาที่จะชักชวนเลยแม้แต่น้อย
เตียนห้องกับจอสิวทำให้เขาตระหนักอย่างลึกซึ้งว่าอะไรคือการสิ้นเปลืองวาจา!
ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ตอบโต้ตระกูลเว่ยเช่นนี้ ถึงขนาดว่าพบเจอเว่ยจี้ครั้งแรกก็ยังทุบตี!
ทายาทตระกูลเว่ยกุมมือตอบกลับเล่าเจี้ยง มุมปากแฝงไปด้วยรอยยิ้มขมขื่น
“ข้าน้อยก็คาดไม่ถึงเลยว่าจะมารบกวนแม่ทัพหลังเร็วขนาดนี้!”
เล่าเจี้ยงแย้มยิ้มบางเบาเปื้อนหน้าดูราวกับไม่มีอะไร ทว่าความจริงเว่ยจี้รู้ดีอยู่แก่ใจ ว่านี่คือรอยยิ้มของหมาป่า!
“ปั๋วอวี๋ ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกไปแล้ว เรื่องของเอี๋ยมเอ๋อร์ให้จบลงตั้งแต่นั้น หรือข้าแสดงชัดเจนไม่พอ?”
“อีกประการ ข้าไม่ได้ไล่ต้อนเจ้าให้รับผิดชอบเรื่องที่หลอกลวงลุงซัวหยง แต่ตระกูลเว่ย ของเจ้ากลับยืมมือของโฮจิ๋นเพื่อแก้แค้นข้า!”
“หากเจ้าอยู่ในตำแหน่งข้า เจ้าจะทำเช่นไร? หากข้าตกอยู่ในเงื้อมมือของตระกูลเว่ย พวกเจ้าจะปล่อยข้าไปหรือ?”
น้ำเสียงของเล่าเจี้ยงราบเรียบมาก ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องของคนอื่นก็ไม่ปาน
แม้ฝ่ายหนึ่งไม่มีกะจิตกะใจ แต่อีกฝ่ายกลับมิอาจหยุดความร้อนรนไว้ได้!
เว่ยจี้ฟังจนเหงื่อกาฬแตก เล่าเจี้ยงดูเหมือนไม่สะทกสะท้าน หรือที่จริงแล้วท่านกำลังขุ่นเคืองยิ่ง?
ใช่แล้ว หากเล่าเจี้ยงตกอยู่ในเงื้อมมือของเว่ยจ้งเต้า จุดจบท่านก็มีแต่ยิ่งน่าสังเวช
“แม่ทัพหลัง ข้าเตือนท่านพ่อและน้องรองหลายหนแล้ว เตือนไม่ให้พวกเขาเป็นศัตรูกับแม่ทัพหลัง แต่พวกเขาไม่ฟัง”
“โดยเฉพาะน้องรองข้า เขาโง่เขลาอย่างยิ่ง มีชีวิตอยู่รังแต่จะทำร้ายผู้อื่น โชคดีที่ท่านแม่ทัพกำจัดอันตรายเพื่อผู้คน เว่ยจี้รู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก”
เล่าเจี้ยงมองทายาทสกุลเว่ยด้วยความชื่นชม อย่างน้อยการพูดคำพูดพวกนี้ออกมาได้ ก็พิสูจน์ได้ว่าเว่ยจี้รู้จักดูแรงลมต้องเป็นคนทำการใหญ่ได้แน่นอน
กระนั้นแม่ทัพหลังก็ไม่คิดจะปล่อยให้ตระกูลเว่ยไปเช่นนี้ วันข้างหน้าเว่ยจี้จะกลายเป็นบริวารของโจโฉ เจ้าวุยก๊ก ต่อให้เป็นบริวารเล็ก ๆ เป็นศัตรูที่เปรียบเสมือนมดแมลง เขาก็ไม่เต็มใจเลี้ยงไว้
“ปั๋วอวี๋ ไม่ว่าสิ่งที่เจ้าพูดจะเป็นจริงหรือเท็จ น้องชายเจ้าก็ถูกฝ่าบาทตัดหัวไปแล้ว ครานี้ตระกูลเว่ยยากจะหลุดพ้นจากหายนะแล้ว”
“หากเจ้าต้องการเกลี้ยกล่อมข้าด้วยคำพูด ข้าขอแนะนำว่าอย่าฝันกลางวันไปเลย ทีเตียวก๊กเป็นอย่างไร? ระดมคนหลายแสนคนก่อกบฏ ก็ถูกข้าด่าจนอายแทบจะแทรกแผ่นดินหนีไม่ใช่หรอกหรือ?”
เมื่อเว่ยจี้ได้ยินเช่นนั้น เขาไม่เพียงแต่ไม่ผิดหวัง กลับกันรู้สึกตื่นเต้นมาก
ความหมายของเล่าเจี้ยงชัดเจน และได้บอกเว่ยจี้ทางอ้อมไปแล้ว
‘เจ้าอยากช่วยตระกูลเว่ยของเจ้า? ได้… แต่อย่าใช้คำพูด ข้าไม่หลงลม ต้องหาของที่ใช้งานได้จริงออกมา’
“แม่ทัพหลังเป็นชายที่โดดเด่นเหนือผู้คน เว่ยจี้จะกล้าโอ้อวดต่อหน้าท่านได้อย่างไร? เพียงแต่เว่ยจี้มาหนนี้ ความจริงแล้วได้นำของขวัญมาให้ท่านแม่ทัพด้วยเล็กน้อย”
เว่ยจี้ยังไม่ทันได้พูดจบ สายตาก็ทอดมองไปที่จูล่งอย่างต่อเนื่อง
จูล่งเข้าใจทันที ว่าอีกฝ่ายต้องการคุยกับนายท่านของตนเป็นการส่วนตัว เพียงแต่เขาเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของเล่าเจี้ยง จึงได้แค่ส่งสายตาสอบถามไปให้นายท่าน
“ปั๋วอวี๋ จูล่งเป็นสหายข้า เจ้ามีอะไรพูดมาได้เลย”
คำพูดธรรมดา ๆ ของเล่าเจี้ยง ทำให้กระแสน้ำอุ่นไหลเข้าสู่หัวใจของจูล่ง
คำว่า ‘สหาย’ มันมีความหมายมากจริง ๆ
ขุนศึกรูปงามอดกำหมัดแน่นไม่ได้ สายตาที่มองนายท่านก็ยิ่งเปี่ยมไปด้วยเปลวไฟแห่งความมุมานะขึ้น
“เช่นนั้น ข้าพูดเลยแล้วกัน” เว่ยจี้เริ่มการเจรจาต่อ
เล่าเจี้ยงผายมือขวาออก ก่อนมองการแสดงของเว่ยจี้อย่างเงียบ ๆ
“ข้ารู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนักที่ก่อนหน้านี้ได้เห็นขบวนทัพของท่านแม่ทัพหลัง เพียงแต่ข้ามีความเห็นเล็กน้อย ๆ ไม่ทราบว่าท่านอยากฟังหรือไม่?”
“เชิญว่ามา”
เล่าเจี้ยงยังดูสนใจข้อมูลพวกนี้มากอยู่ อีกอย่างในฐานะคนรุ่นหลัง เขาสามารถรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นได้
เว่ยจี้ยิ้มบาง รู้สึกโล่งใจอีกครั้ง หากแม่ทัพหลังสนใจสิ่งเหล่านี้ เขาก็มั่นใจว่าจะช่วยตระกูลเว่ยไว้ได้อย่างแน่นอน
“ครั้งนี้ผู้บัญชาการจูล่งนำทหารม้าไปยังเมืองเหอตง ทุกตัวล้วนแขวนไปด้วยธนู หรือท่านแม่ทัพต้องการเลียนแบบฮ่องเต้จ้าวอู่หลิง พัฒนาการยิงธนูบนหลังม้า?”
“ใช่ ข้าให้จูล่งฝึกกองทหารม้ายิงเกาทัณฑ์ ทว่ามีความยากลำบากมากมาย หรือว่าเจ้ามีวิธีแก้ปัญหา?”
กองทหารม้ายิงเกาทัณฑ์เป็นที่สนใจของเล่าเจี้ยงมาก ตอนนี้พวกเขาทำได้แค่คลำก้อนหินข้ามแม่น้ำ ไม่มีประสบการณ์เลยแม้แต่น้อย
ทว่ากลับทำให้เล่าเจี้ยงรู้สึกผิดหวัง เว่ยจี้ส่ายหัวอย่างมีความสุข และเอ่ยปฏิเสธออกมา
“ไม่มีขอรับ”
เล่าเจี้ยงอยากเตะเขาจริง ๆ! ไม่มีแล้วเจ้าจะกล่าวออกมาทำไม?
“ปั๋วอวี๋ ความอดทนของข้ามีจำกัด ข้าไม่มีอารมณ์มามัวอ้อมค้อมอยู่กับเจ้าที่นี่หรอกนะ!”
“ท่านแม่ทัพโปรดใจเย็น ๆ”
เว่ยจี้กุมมือขึ้นมา แสดงคำขอโทษ
“ข้ามองการยิงธนูบนหลังม้าออก เข้าใจยุทธวิธีทางทหารม้า และย่อมเห็นปัญหาได้”
“หือ?”
[1] ตั๊กแตนหลังฤดูใบไม้ร่วงที่จะกระโดดไปมาได้อีกไม่กี่วัน เป็นคำอุปมาที่บรรยายถึงคนกระทำชั่ว แล้วจะถูกลงโทษในอีกไม่นาน